
Prabhasa Kshetra Mahatmya
This section is centered on Prabhāsa-kṣetra, a coastal pilgrimage region in western India traditionally associated with Somnātha/Someśvara worship and a dense network of tīrthas. The text treats the landscape as a ritual field where travel (yātrā), bathing, and recitation function analogously to Vedic rites, while also embedding the site in a broader purāṇic memory-map through genealogies of teachers and narrators.
366 chapters to explore.

प्रभासक्षेत्रमाहात्म्ये प्रस्तावना (Prologue: Invocation, Authority, and Eligibility)
บทนี้วางฉากการสนทนาและสายอำนาจรับรองสำหรับเนื้อหา “ปรภาสะ” ในสกันทปุราณะ โดยกล่าวถึงพระวยาสะในฐานะครูผู้รู้ความหมายแห่งปุราณะเป็นรากฐาน เหล่าฤๅษีแห่งไนมิษารัณยะขอให้สูตะ (โรมหรรษณะ) เล่า “มหาตมยะของปรภาสกษेत्र” และเมื่อเอ่ยถึงธรรมเนียมยาตราแบบพราหมีที่มีมาก่อนแล้ว จึงขอรายละเอียด “ไวษณวี-ยาตรา” และ “เราทรี-ยาตรา” เป็นพิเศษ ตอนต้นมีคาถาสรรเสริญโสมेशวร พร้อมนอบน้อมต่อสภาวะจิตบริสุทธิ์ (จินมาตระ) และมีนัยแห่งการคุ้มครองโดยเทียบ “อมฤตะ” กับ “วิษะ” ต่อมาสูตะสรรเสริญพระหริในฐานะรูปแห่งโอมการะ ผู้เหนือโลกและแผ่ซ่านอยู่ในสรรพสิ่ง และกล่าวถึงคุณลักษณะของกถาที่จะเล่าว่าเป็นระเบียบ งดงาม และชำระให้บริสุทธิ์ มีข้อกำหนดทางธรรมว่าไม่ควรถ่ายทอดแก่ผู้เป็นนาสติกะ แต่ควรสาธยายแก่ผู้มีศรัทธา สงบ และมีสิทธิ์รับฟัง (อธิการิน) โดยเน้นคุณสมบัติของพราหมณ์ผ่านความสามารถในสังสการ กิจวัตรพิธีกรรม และความประพฤติดี ท้ายบทเล่าสายการถ่ายทอดจากพระศิวะบนไกรลาสสืบลงมาถึงสูตะ เพื่อยืนยันความชอบธรรมและความเป็นมรดกแห่งประเพณีของส่วนนี้

Purāṇa-lakṣaṇa, Purāṇa-anuक्रम, and Upapurāṇa Enumeration (पुराणलक्षण–पुराणानुक्रम–उपपुराणनिर्देश)
บทนี้เป็นบทสนทนาเชิงหลักเกณฑ์ เมื่อเหล่าฤๅษีทูลถามถึงวิธีพิจารณา “กถา” (คำบอกเล่า/เรื่องเล่า) ว่ามีลักษณะอย่างไร มีคุณและโทษประการใด และจะรู้ได้อย่างไรว่างานใดเป็นคัมภีร์ที่เชื่อถือได้ สุตะจึงอธิบายกำเนิดดั้งเดิมของพระเวทและปุราณะ แนวคิดว่าปุราณะเดิมมีเนื้อหากว้างใหญ่ยิ่ง และต่อมาพระวยาสะได้ชำระย่อและแบ่งเป็นมหาปุราณะสิบแปดเล่มตามกาลสมัย จากนั้นมีการแจกแจงชื่อมหาปุราณะและอุปปุราณะ หลายแห่งระบุจำนวนศฺโลกโดยประมาณ พร้อมข้อกำหนดด้านทาน—การคัดลอกคัมภีร์ การถวาย/มอบทาน และพิธีประกอบ—เพื่อเชื่อมการสืบทอดคัมภีร์เข้ากับการสั่งสมบุญกุศล อีกทั้งชี้แจงนิยาม “ปัญจลักษณะ” ของปุราณะ (สรรค์, ปฏิสรรค์, วงศ์, มนวันตระ, วงศานุจริต) และกล่าวถึงการจำแนกตามคุณะเป็น สัตตวิก/ราชส/ตาโมส พร้อมความเด่นของเทพที่สอดคล้องกัน ท้ายบทตอกย้ำว่าประเพณีอิติหาสะ–ปุราณะเป็นหลักค้ำจุนความหมายแห่งพระเวท และระบุตำแหน่ง “ปราภาสิก” ในการแบ่งภายในเจ็ดส่วนของสกันทปุราณะ เพื่อเตรียมผู้อ่านสู่เนื้อหาภูมิศาสตร์ศักดิ์สิทธิ์ตามสถานที่ในลำดับถัดไป

तीर्थविस्तरप्रश्नः प्रभासरहस्यप्रकाशश्च (Inquiry into the Spread of Tīrthas and the Revelation of Prabhāsa’s Secret)
บทนี้เริ่มด้วยเหล่าฤๅษีทูลขอให้สุุตะเล่าเรื่อง “ตีรถะ” (สถานที่จาริกศักดิ์สิทธิ์) อย่างเป็นลำดับ หลังจากกล่าวถึงจักรวาลวิทยามาก่อน สุุตะจึงรำลึกถึงบทสนทนาเดิม ณ ไกรลาส เมื่อเทวีได้เห็นสภาเทพอันยิ่งใหญ่และสรรเสริญพระศิวะด้วยสโตตรายาว พระศิวะทรงตอบโดยประกาศความไม่แยกจากกันโดยสิ้นเชิงของศิวะและศักติ ผ่านถ้อยคำแสดงเอกภาพที่ครอบคลุมบทบาทพิธีกรรม หน้าที่จักรวาล หน่วยเวลา และพลังแห่งธรรมชาติทั้งปวง ต่อมาเทวีทรงถามคำสอนที่เหมาะแก่สัตว์โลกผู้ทุกข์ยากในกลียุค—มีตีรถะใดที่เพียงได้ดर्शनก็ให้ผลเท่าตีรถะทั้งหมด พระศิวะทรงแจกแจงตีรถะสำคัญทั่วชมพูทวีป แล้วทรงยก “ประภาส” ขึ้นเป็นกษेत्रสูงสุดที่เร้นลับ บทยังวิจารณ์เชิงธรรมว่า ผู้จาริกที่หน้าซื่อใจคด โหดร้าย หรือปฏิเสธคุณค่าทางธรรม ย่อมไม่บรรลุผลที่กล่าวไว้ และอานุภาพของกษेत्रนี้ถูกปกปักรักษาโดยเจตนา ตอนท้ายเปิดเผยลึงค์ศักดิ์สิทธิ์ “โสมेशวร” และบทบาทในกำเนิดโลก—ศักติสามประการ (อิจฉา ญาณ กริยา) อุบัติขึ้นเพื่อกิจแห่งจักรวาล พร้อมประกาศผลบุญว่า ผู้ฟังด้วยความตั้งใจย่อมบริสุทธิ์และได้บรรลุสวรรค์

प्रभासक्षेत्रप्रमाण-त्रिविधविभाग-श्रीसोमेश्वरमाहात्म्य (Prabhāsa: Measurements, Threefold Division, and the Somēśvara Discourse)
บทนี้เป็นบทสนทนาศักดิ์สิทธิ์ที่เทวีทูลขอให้พระอีศวรอธิบายความเป็นเลิศของประภาสะเหนือบรรดาตีรถะทั้งปวง และเหตุใดกรรมที่ทำ ณ ที่นั้นจึงให้ผลบุญไม่สิ้นสุด (อักษยะ) พระอีศวรตรัสว่า ประภาสะเป็นกษेत्रอันเป็นที่รักยิ่งของพระองค์ และพระองค์สถิตอยู่เนืองนิตย์ จึงทำให้ทาน ตบะ ชปะ และยัญญะที่ประกอบด้วยภักติ ณ ที่นั้นไม่เสื่อมผล ต่อจากนั้นทรงแสดงโครงสร้างเชิงพื้นที่สามชั้น—กษेत्र ปีฐะ และครรภคฤหะ—ซึ่งให้ผลสูงขึ้นตามลำดับ พร้อมระบุขอบเขตและเครื่องหมายทิศต่าง ๆ อธิบายการแบ่งภายในเป็นสามภาคแห่งรุดระ–วิษณุ–พรหมา จำนวนตีรถะ และประเภทการยาตรา ราวทรี ไวษณวี และพราหมี ที่สอดคล้องกับศักติ อิจฉา กริยา และญาณ ท้ายบทเน้นว่าการพำนักอย่างมีวินัยและภักดีในประภาสะยิ่งกว่าสถานแสวงบุญอื่น ๆ กล่าวถึงโสเมศวรและกาลไภรวะ/กาลาคนิรุดระในฐานะผู้คุ้มครองและชำระมลทิน ยก “ศตรุทรียะ” เป็นคัมภีร์พิธีกรรมไศวะอันเป็นแบบอย่าง อีกทั้งบรรยายผู้พิทักษ์ เช่น วินายกะ ทัณฑปาณิ และคณะคณา พร้อมกำหนดมารยาทยาตรา เช่น การบูชาเทวะประตู และการถวาย “ฆฤต-กัมพละ” ในคืนสำคัญตามปฏิทิน

प्रभासक्षेत्रस्य अतिविशेषमहिमा — The Supreme Eminence of Prabhāsa-kṣetra
บทนี้เริ่มหลังคำเกริ่นของสุตะ เมื่อเทวีทูลขอให้เล่ามหิมาแห่งประภาสเกษตรให้พิสดารยิ่งขึ้น อีศวรตรัสยืนยันว่าประภาสเป็น “กษेत्रอันเป็นที่รัก” ของพระองค์ เป็นที่บรรลุปรคติของโยคีและผู้คลายความยึดติด และผู้สละชีวิต ณ ที่นั้นย่อมถึงศิวโลก จากนั้นกล่าวถึงฤๅษีผู้ยิ่งใหญ่ เช่น มารกัณฑेय ทุรวาสะ ภรทวาช วสิษฐ กัศยป นารท วิศวามิตร ว่ามิได้ละทิ้งกษेत्रนี้ และประกอบลิงคบูชาอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งพรรณนาหมู่ชุมนุมใหญ่ที่ทำชปะและบูชา ณ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ ได้แก่ อัคนีตีรถะ รุทเรศวร กัมปัรดีศะ รัตเนศวร อรกสถละ สิทเธศวร สถานมารกัณฑेय และสรัสวตี/พรหมกุณฑะ โดยยกจำนวนเพื่อชี้ความหนาแน่นแห่งพิธีกรรมและความศักดิ์สิทธิ์ ในเชิงผลานุศาสน์กล่าวว่า การได้ทัศนะพระจันทรเศขระประทานผลสูงสุดดังที่เวทานตะสรรเสริญ การสรงน้ำและบูชามอบผลแห่งยัญญะ พิธีปิณฑะและศราทธะยังยกเกื้อบรรพชนเป็นทวีคูณ แม้เพียงสัมผัสน้ำโดยบังเอิญก็มีฤทธิ์แห่งบุญ นอกจากนี้ยังกล่าวถึงผู้ก่ออุปสรรค เช่น คณะ (คณะเทพ) นามวิภรามะและสัมภรามะ อุปสรรคแบบวินายกะ และ “โทษสิบประการ” พร้อมกำหนดให้ทัศนะด้วยภักดีต่อทัณฑปาณิเป็นวิธีแก้ขัดข้อง ตอนท้ายยืนยันว่าไม่ว่าชนทุกวรรณะ ผู้มีความปรารถนาหรือไร้ความปรารถนา หากตายในประภาสย่อมถึงธามอันเป็นทิพย์ของพระศิวะ และคุณแห่งมหาเทวะยากจะพรรณนาได้หมดสิ้น

सोमेश्वरलिङ्गस्य परमार्थवर्णनम् (Theological Description of the Someshvara Liṅga at Prabhāsa)
บทนี้ดำเนินเป็นบทสนทนาทางเทววิทยา เทวีทรงยืนยันความอัศจรรย์ของเรื่องที่กล่าวมาก่อน แล้วทูลถามว่าเหตุใดลิงคะโสมेशวรจึงมีอานุภาพยิ่งกว่าลิงคะอื่นที่โลกสรรเสริญ และพลังพิเศษของเขตศักดิ์สิทธิ์ปรภาสะคืออะไร พระอีศวรตรัสตอบว่า คำสอนที่จะกล่าวต่อไปเป็น ‘รหัสยะ’ อันสูงสุด และปรภาสะ-มหาตมยะเป็นยอดยิ่งเหนือบรรดาตีรถะ วรตะ ชปะ ธยานะ และโยคะทั้งหลาย จากนั้นอธิบายสภาวะปรมัตถ์ของลิงคะโสมेशวรในเชิงเหนือถ้อยคำ—เป็นธรุวะ อักษยะ อวฺยยะ; ปราศจากความกลัว มลทิน ความพึ่งพา และความฟุ้งขยายแห่งมโนคติ; เกินกว่าคำสรรเสริญและวาจาเชิงถกเถียง แต่เพื่อผู้ปฏิบัติกลับปรากฏดุจ “ประทีปแห่งญาณ” เพื่อการรู้แจ้ง เชื่อมกับปรณวะและศัพทพรหม มีภาพตั้งอยู่ในดอกบัวแห่งหทัยและ ณ ทวาทศานตะ และถูกกล่าวว่าเป็นเควละ ปราศจากทวิภาวะ (ทไวตะ-วรชิต) มีถ้อยคำแนวพระเวทชี้ถึงการรู้ “มหาปุรุษ” ผู้พ้นความมืด แล้วรับรองว่ามหิมาของโสมेशวรไม่อาจพรรณนาได้แม้กล่าวนานนับพันปี ตอนท้ายผลश्रุติกล่าวอย่างครอบคลุมว่า ไม่ว่าผู้ใดอยู่ในวรรณะใด หากสาธยายหรืออ่านบทนี้ ย่อมพ้นบาปและบรรลุสิ่งที่ปรารถนา

सोमेश्वरनाम-प्रभाव-वर्णनम् | Someshvara: Names Across Kalpas, Boon of Soma, and the Sacred Topography of Prabhāsa
บทนี้เป็นบทสนทนาทางเทววิทยา เมื่อเทวีได้ฟังคำสรรเสริญก่อนหน้าแล้ว จึงทูลถามพระศังกรถึงกำเนิดของนาม “โสมेशวร/โสมนาถ” ว่าเหตุใดจึงดูมั่นคง และเหตุใดจึงแปรไปตามกาล อีกทั้งขอทราบนามของลึงค์ในอดีตและอนาคตด้วย พระอีศวรทรงตอบโดยวางลึงค์ไว้ในจักรวาลวิทยาแบบวัฏจักรว่า ในแต่ละยุคของพระพรหม ลึงค์ย่อมมีนามต่างกัน ทรงแจกแจงลำดับนามตามภาวะของพระพรหมในแต่ละสมัย จนถึงนามปัจจุบัน “โสมนาถ/โสมेशวร” และนามในภายหน้า “ปราณนาถ” พร้อมอธิบายความหลงลืมของเทวีว่าเกิดจากการอวตารซ้ำแล้วซ้ำเล่าข้ามกัลป์ และการแปรรูปตามหน้าที่ของปรกฤติ โดยพระศิวะทรงกล่าวถึงนามและรูปของเทวีในหลายวัฏจักร ต่อมา ความมั่นคงของนาม “โสมนาถ” ถูกยืนยันด้วยเรื่องตบะของโสม/จันทรา การบูชาลึงค์ (ในตอนนี้ระบุด้วยสมญาอันดุดัน) และพรที่ให้นาม “โสมนาถ” เป็นที่เลื่องลือตลอดวัฏจักรของพระพรหมสำหรับผู้ดำรงตำแหน่งจันทราในกาลต่อไป จากนั้นบทจึงเปลี่ยนเป็นการพรรณนาภูมิศักดิ์สิทธิ์ของปรภาสะ—ขนาดของเขตแดน วงศูนย์กลางอันบริสุทธิ์ ขอบเขตตามทิศ และตำแหน่งลึงค์ใกล้ทะเล กล่าวถึงผลแห่งความหลุดพ้นแก่ผู้สิ้นชีวิตภายในวงศักดิ์สิทธิ์ กำชับศีลธรรมไม่ให้กระทำความผิดในเขตนั้น และกล่าวถึงการคุ้มครองกำกับโดยวิฆนนายกะเพื่อควบคุมการล่วงละเมิดร้ายแรง ตอนท้ายยกย่องลึงค์โสมेशวรว่าเป็นที่รักยิ่ง เป็นจุดบรรจบของตีรถะและลึงค์ทั้งหลาย และเป็นเครื่องนำสู่โมกษะด้วยภักติ การระลึก และการสวดชปะอย่างมีวินัย

श्रीसोमेश्वरैश्वर्यवर्णनम् (Description of the Sovereign Powers of Śrī Someśvara)
บทนี้เป็นบทสนทนาระหว่างเทวีและอีศวร เทวีทูลขอให้เล่ามหิมาอันชำระบาปของพระโสมेशวรอีกครั้ง พร้อมทั้งกรอบเทววิทยาแบบตรีมูรติ—พรหมา วิษณุ และอีศะ อีศวรจึงตรัสถึงอัศจรรย์ที่เกี่ยวเนื่องกับโสมेशวรลิงคะ ณ ประภาสะ ว่ามีฤษีผู้บำเพ็ญตบะจำนวนมากเข้าสู่ลิงคะและหลอมรวมอยู่ในนั้น และจากลิงคะนั้นเองได้บังเกิดพลังมงคลที่เป็นนามธรรมอันมีรูป—เช่น สิทธิ วฤทธิ ตุษฏิ ฤทธิ ปุษฏิ กีรติ ศานติ และลักษมี เป็นต้น ต่อจากนั้นกล่าวถึงสิทธิแห่งมนตร์ วิชารสโยคะและรสโอสถ ตลอดจนศาสตร์เฉพาะทาง เช่น ครุฑวิทยา ภูตตันตระ และสายปฏิบัติแบบเขจรี/อันตะรี ว่าเป็นกระแสความรู้ที่แผ่ออกมาจากสถานศักดิ์สิทธิ์นี้ พร้อมทั้งระบุหมู่คณะสิทธะผู้บรรลุความสำเร็จที่โสมेशวรในประภาสะตลอดยุคต่าง ๆ (รวมผู้เกี่ยวข้องกับปาศุปตะ) และชี้ว่าเพราะกรรมอันไม่เกื้อกูล ชนทั่วไปมักไม่รู้คุณค่าของสถานที่นี้ ยังมีบัญชีรายละเอียดของเคราะห์โทษ ภัยรบกวนจากภูตผี และโรคภัยต่าง ๆ ที่สงบระงับได้ด้วยการได้เห็นและสักการะโสมेशวร ในตอนท้ายทรงยืนยันพระโสมेशวรด้วยนามอย่าง “ปัศจิโม ไภรวะ” และ “กาลัคนิรุทระ” แล้วสรุปย้ำว่า มหาตมยะของพระองค์คือ “สรรวปาตกนาศนะ” ผู้ทำลายบาปทั้งปวงตามคติแห่งเทววิทยาเรื่องตีรถะ.

मुण्डमालारहस्यं तथा प्रभासक्षेत्रतत्त्वनिर्णयः (The Secret of the Skull-Garland and the Tattva-Doctrine of Prabhāsa)
บทนี้เป็นบทสนทนาทางเทววิทยาที่เป็นลำดับ เดวีถวายความเคารพต่อศังกร ณ ประภาส เรียกพระองค์ว่าโสมेशวร และระลึกถึงพระรูปที่มีคาลागนีเป็นศูนย์กลาง จากนั้นนางตั้งข้อสงสัยเชิงหลักธรรมว่า พระผู้เป็นเจ้าอันไร้จุดเริ่มและอยู่เหนือปรลัย เหตุใดจึงทรงสวมมาลาแห่งกะโหลก อีศวรทรงอธิบายเชิงจักรวาลว่า ในวัฏจักรกัลป์อันนับไม่ถ้วน มีพรหมและวิษณุเกิดขึ้นแล้วดับไปต่อเนื่อง มาลากะโหลกจึงเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นใหญ่เหนือการสร้างและการสลายที่เวียนซ้ำ แล้วจึงพรรณนาพระศิวะแห่งประภาสตามลักษณะรูปเคารพ—สงบ สว่างไสว เหนือเบื้องต้น–ท่ามกลาง–เบื้องปลาย มีวิษณุอยู่ซ้าย พรหมอยู่ขวา พระเวทสถิตภายใน และดวงสว่างแห่งจักรวาลเป็นดวงเนตร ทำให้ความสงสัยของเดวีคลี่คลายและนางสรรเสริญยืดยาว ต่อมาเดวีขอให้เล่ามหิมาแห่งประภาสให้พิสดารยิ่งขึ้น และถามว่าเหตุใดวิษณุจึงละทวารกาและมาถึงวาระสุดท้ายที่ประภาส พร้อมตั้งคำถามเชิงวาทะเกี่ยวกับหน้าที่จักรวาลและอวตารของวิษณุ สุตะเป็นผู้ผูกเรื่อง แล้วอีศวรเริ่มแสดง ‘ความลับ’ ว่า ประภาสให้ผลยิ่งกว่าตีรถะอื่น และเป็นที่รวมอย่างพิเศษของพรหมตัตตวะ วิษณุตัตตวะ และเราُทรตัตตวะ โดยระบุจำนวนตัตตวะ 24/25/36 เชื่อมกับการสถิตของพรหม วิษณุ และศิวะ ตอนท้ายกล่าวผลานุผลว่า การตาย ณ ประภาสยกจิตให้สูงและชำระมลทินแก่สัตว์ทั้งหลายต่างวรรณะและกำเนิด แม้ผู้มีบาปหนักก็ยังได้รับความบริสุทธิ์ตามเทววิทยาแห่งความศักดิ์สิทธิ์ของกษेत्रนี้.

तत्त्वतीर्थ-निरूपणम् (Mapping of Tattva-Tīrthas and the Sanctity of Prabhāsa)
บทนี้เป็นคำสอนของอีศวรต่อเทวี โดยแปลงหลักอภิปรัชญาให้เป็นแผนที่แห่งการจาริกไปยังตีรถะทั้งหลาย เริ่มจากการเทียบ “ส่วน” หรือแดนธาตุของจักรวาล—ปฐวี อป (น้ำ) เตชัส (ไฟ/รัศมี) วายุ และอากาศ—กับเทพผู้เป็นประธาน คือ พรหมา ชนารทนะ รุทร อีศวร และสทาศิวะ พร้อมยืนยันว่าตีรถะที่ตั้งอยู่ในแดนธาตุใดย่อมมีสถิตแห่งเทพประจำนั้นร่วมอยู่ด้วย ต่อจากนั้นจึงแจกแจงหมู่ตีรถะเป็นชุด ๆ (เด่นคือชุดแปด) ที่สอดคล้องกับธาตุน้ำ เตชัส วายุ และอากาศ และอธิบายหลักว่า “ธาตุน้ำ” เป็นที่รักยิ่งของนารายณะ ผู้ได้รับนามว่า ‘ชลศายี’. จากนั้นกล่าวถึงภัลลูกา-ตีรถะ ซึ่งละเอียดลึกซึ้ง ยากจะรู้ได้หากไร้ศาสตรา แต่เพียงได้ดर्शनก็ให้ผลเทียบเท่าการบูชาลิงคะอย่างกว้างขวาง บทยังขยายไปสู่กรอบกาลศักดิ์สิทธิ์—การถือปฏิบัติรายเดือน วันจันทรคติที่ 8 และ 14 คราส และเทศกาลการ์ตติกี—ซึ่งเป็นเวลาที่ลิงคะแห่งปรภาสได้รับการบูชาเป็นพิเศษ พร้อมพรรณนาการรวมกันของตีรถะมากมาย ณ จุดบรรจบแม่น้ำสรัสวตีกับมหาสมุทร. ต่อมาเรียงรายนามเรียกขานของกษेत्रนี้ในกัลปต่าง ๆ อย่างยืดยาว แล้วกล่าวถึงอุปกษेत्रจำนวนมากที่มีรูปทรงและขนาดหลากหลาย ตอนท้ายย้ำว่าปรภาสเป็นแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ดำรงอยู่แม้หลังปรลัย สรรเสริญการฟังและการสาธยายว่าเป็นเครื่องชำระกรรม และลงท้ายด้วยผลश्रुतिว่า ผู้ฟังเรื่องราวทิพย์อันเป็น ‘รौद्र’ นี้ย่อมได้คติภายหลังความตายอันสูงส่ง.

प्रभासक्षेत्रनिर्णयः — Cosmography of Bhārata and the Etiology of Prabhāsa
บทนี้ดำเนินเป็นคำอธิบายเชิงเทววิทยาแบบถาม–ตอบ เมื่อเทวีทรงปีติแต่ยังใคร่รู้ จึงทูลขอเรื่องราวของประภาส-เกษตรให้พิสดารยิ่งขึ้น พระอีศวรทรงเริ่มด้วยกรอบจักรวาลภูมิ: กล่าวถึงชมพูทวีปและภารตวรรษพร้อมขนาดและเขตแดน และทรงยืนยันว่าภารตะเป็น “กรรมภูมิ” สำคัญ ที่ผลแห่งบุญ–บาปปรากฏเป็นจริงในโลก. จากนั้นทรงซ้อนระเบียบดาราศาสตร์ลงบนภูมิประเทศด้วยแบบจำลอง “กายแห่งภารตะ” ในรูปกูรมะ (เต่า): จัดหมู่นักษัตร ตำแหน่งราศี และอำนาจของเคราะห์ให้สอดคล้องกับอวัยวะต่าง ๆ พร้อมหลักวินิจฉัยว่าเมื่อเคราะห์/นักษัตรถูกรบกวน ย่อมเกิดความเดือดร้อนแก่แคว้นที่สัมพันธ์กัน จึงควรประกอบกิจแห่งตีรถะเพื่อบรรเทา. ในภูมิทัศน์ที่ถูกทำให้เป็นแผนที่นี้ ทรงระบุตำแหน่งเสาราษฏระ และชี้ว่าประภาสเป็นส่วนอันประเสริฐใกล้มหาสมุทร มีปีฐิกากลางที่พระอีศวรประทับในรูปศิวลึงค์—เป็นที่รักยิ่งกว่ากายลาส และถูกพิทักษ์เป็นความลับ. มีการให้รากศัพท์ของ “ประภาส” หลายประการ เช่น ความสว่างไสว ความเป็นใหญ่ท่ามกลางแสงและตีรถะ การมีสุริยสถิต และความรุ่งเรืองที่ได้คืนมา แล้วเทวีทรงถามตำนานกำเนิดในกัลปปัจจุบัน. พระอีศวรทรงเริ่มเรื่องเหตุปัจจัยเชิงตำนาน: การอภิเษกของสุริยะ (ทยุห์/ประภา และปฤถิวี/นิกษุภา), ความทุกข์ของสัญญาที่ทนเดชสุริยะมิได้, การให้ฉายาเป็นผู้แทน, การประสูติยามะและยมุนา, ความจริงปรากฏแก่สุริยะ, และวิศวกรรมาที่ “โกน/ลดทอน” รัศมีสุริยะ. ตอนท้ายย้ำมูลเหตุแห่งสถานที่ว่า ส่วนหนึ่งของรัศมีสุริยะอันเป็นฤก-มยะตกลง ณ ประภาส จึงเป็นรากฐานแห่งความศักดิ์สิทธิ์ยิ่งและเหตุแห่งนามนั้น.

Yameśvarotpatti-varṇanam (Origin Account of Yameśvara)
บทนี้เป็นพระดำรัสของพระอีศวร ผสานการอธิบายรากศัพท์กับการรับรองความศักดิ์สิทธิ์ของตถีรถะ เริ่มด้วยการตีความคำเกี่ยวกับความเป็นกษัตริย์และราชินี (rājā/rājñī) รวมทั้งคำว่า “เงา” (chāyā) ตามรากธาตุ เพื่อชี้ว่าชื่อและอัตลักษณ์มีนัยทางเทววิทยา ต่อมาจัดวางมนูองค์ปัจจุบันไว้ในสายวงศ์ และกล่าวถึงบุรุษผู้มีลักษณะไวษณพ—ทรงสังข์ จักร และคทา—พร้อมกันนั้นยกยามะว่าได้รับความบกพร่อง ‘hīna-pāda’ จึงต้องมีการแก้ไขด้วยการปฏิบัติทางพิธีกรรม ยามะเดินทางไปยังประภาสกษेत्र (Prabhāsa-kṣetra) บำเพ็ญตบะยาวนาน และบูชาลึงค์เป็นเวลามหาศาล เมื่อพระอีศวรทรงพอพระทัย จึงประทานพรนานาประการ และสถาปนานามบูชาประจำสถานที่ให้คงอยู่ คือ “ยมेशวร” (Yameśvara) ตอนท้ายมีถ้อยคำแบบผลश्रุติว่า ในวันยมทฺวิตียา (Yama-dvitīyā) ผู้ได้เฝ้าดู/ดर्शन ยมेशวร ย่อมหลีกพ้นจากการเห็นหรือประสบยมโลก แสดงความหมายด้านความหลุดพ้นและความสำคัญตามปฏิทินของการจาริกประภาส।

Arka-sthala-prādurbhāva and Prabhāsa-kṣetra-tejas (Origin of Arkāsthala and the Radiant Sanctification of Prabhāsa)
บทนี้เป็นบทสนทนาระหว่างเทวีและอีศวร เทวีทูลถามเหตุการณ์ก่อนหน้า—เมื่อพระอาทิตย์กำลังเคลื่อนอยู่ในศากทวีป เหตุใดจึงเหมือนถูก “เฉือน/ตัด” ด้วยคมดุจมีดโกน และเตชัสอันมากที่ตกลง ณ ประภาสะกลายเป็นสิ่งใด อีศวรจึงแสดง “สุริยมหาตมยะอันประเสริฐ” ซึ่งกล่าวว่าการสดับฟังย่อมชำระบาป เรื่องเล่าว่าเตชัสส่วนปฐมของพระอาทิตย์ตกลงที่ประภาสะแล้วแปรเป็นรูปแห่งสถานที่ (สถลาการะ) เริ่มเป็นสีทอง (ชามพูนท) ต่อมาด้วยอานุภาพแห่งมหาตมยะจึงเป็นดุจภูเขา และเพื่อเกื้อกูลสรรพสัตว์ พระอาทิตย์ทรงปรากฏที่นั่นเป็นรูปอรฺกะในฐานะเทวรูป มีการกำหนดนามตามยุค—กฤตยุคชื่อหิรัณยครรภ, เตรตายุคชื่อสุริยะ, ทวาปรยุคชื่อสวิตา, กัลยุคชื่ออรฺกสถาน; และระบุว่าเหตุการณ์นี้อยู่ในสมัยมนูองค์ที่สองคือสวาโรจิษะ จากนั้นอธิบายเขตศักดิ์สิทธิ์ด้วยการแผ่กระจายของธุลีเตชัส (เรณุ) เป็นระยะโยชนะและขอบเขตที่มีชื่อ (รวมแม่น้ำและทะเล) พร้อมแยกเขตเรืองรองอันละเอียดที่กว้างกว่า อีศวรกล่าวว่าที่ประทับของพระองค์อยู่กลางเตชัสมณฑล ดุจรูม่านตาในดวงตา และชื่อ “ประภาสะ” เด่นเพราะเรือนของพระองค์สว่างด้วยเตชัสแห่งสุริยะ ผลานุศาสน์กล่าวว่า การได้เห็นพระอาทิตย์ในรูปอรฺกะทำให้พ้นบาปและได้ความยิ่งใหญ่ในสุริยโลก ผู้แสวงบุญเช่นนั้นเสมือนได้อาบน้ำในทุกทีรถะและประกอบยัญใหญ่พร้อมทานแล้ว อีกทั้งมีข้อห้ามทางจริยวัตร—การบริโภคบนใบอรฺกะ ณ อรฺกสถานถูกตำหนิอย่างรุนแรงและให้ผลเป็นมลทินหนัก จึงควรหลีกเลี่ยง พิธีจาริกกำหนดว่าเมื่อได้ทัศนะแรกของอรฺกภาสกร ให้ถวายควายแก่พราหมณ์ผู้รู้ พร้อมกล่าวถึงผ้าสีแดง/สีทองแดงและความเกี่ยวเนื่องกับมุมไฟใกล้เคียง ท้ายบทกล่าวถึงศิวลึงค์สิทเธศวร (เลื่องชื่อในกัลยุค เดิมชื่อไชคีษวยเษวร) ว่าการเห็นย่อมให้ความสำเร็จ และบรรยายช่องใต้ดินใกล้กันซึ่งเกี่ยวกับรากษสที่ถูกเผาด้วยรัศมีสุริยะ ในกัลยุคยังคงเป็น “ประตู” ที่โยคินีและเทวีมารดาคุ้มครอง มีพิธีในคืนมาฆะกฤษณะจตุรทศีด้วยเครื่องบูชา (พลี ดอกไม้ อุปหาระ) เพื่อให้ได้สิทธิ บทจบย้ำว่า ผู้สดับและปฏิบัติตามคำสอนนี้ย่อมไปสู่โลกแห่งสุริยะเมื่อสิ้นชีวิต.

जैगीषव्यतपः–सिद्धेश्वरलिङ्गमाहात्म्य (Jaigīṣavya’s Austerities and the Glory of the Siddheśvara Liṅga)
บทนี้เป็นบทสนทนาเทวี–อีศวร กล่าวถึงความศักดิ์สิทธิ์แห่งประภาสที่สัมพันธ์กับสุริยะ สถานะดั้งเดิมของอรกสถล (Arka-sthala) ในฐานะเครื่องประดับแห่งภูมิภาค และหลักเกณฑ์การบูชาที่ถูกต้อง—มนต์ วิธีปฏิบัติ และกาลเทศะของเทศกาลต่าง ๆ—โดยละเอียด อีศวรจึงตอบด้วยการเล่าแบบอย่างโบราณในกฤตยุค ฤๅษีไชคีษวยะ (Jaigīṣavya) บุตรของศตกาลากะ เดินทางมาถึงประภาสและบำเพ็ญตบะเป็นลำดับยาวนานยิ่ง—ดำรงด้วยลมเท่านั้น ด้วยน้ำเท่านั้น ด้วยใบไม้ และวัตรจันทรายณะเป็นรอบ ๆ จนท้ายที่สุดตั้งมั่นในวินัยนักบวชอันเข้มข้นและบูชาลึงค์ด้วยภักติ พระศิวะทรงปรากฏ ประทานญาณโยคะอันตัดสังสารวัฏ สั่งสอนคุณธรรมค้ำจุนธรรม เช่น ความไม่โอหัง ความอดทน และการสำรวมตน พร้อมประทานอิทธิฤทธิ์แห่งโยคะและสัญญาว่าจะเข้าถึงทิพยทัศนะได้โดยง่ายในกาลหน้า บทนี้ยังขยายผลแห่งสถานที่ข้ามยุคสมัยว่า ในกลียุค ลึงค์นั้นเลื่องชื่อว่า “สิทธิเศวร” การบูชาและการปฏิบัติโยคะในถ้ำของไชคีษวยะให้ผลรวดเร็ว ชำระให้บริสุทธิ์ และเกื้อกูลบรรพชน ตอนท้ายเป็นผลศรุติยกย่องบุญอันยิ่งใหญ่จากการบูชาสิทธ-ลึงค์ ด้วยถ้อยคำเปรียบเทียบในระดับจักรวาล

पापनाशनोत्पत्तिवर्णनम् | Origin Account of the Pāpa-nāśana Liṅga
บทนี้กล่าวโดยสรุปถึงลึงค์ผู้ “ปาปหระ/ปาปนาศนะ” คือผู้ขจัดบาป พร้อมทั้งหลักความเชื่อและระเบียบพิธีกรรมอย่างกระชับ. ด้วยพระสุรเสียงของอีศวร เรื่องราวกำหนดตำแหน่งลึงค์นี้ไว้ในภูมิทัศน์ย่อยตามทิศของประภาสเกษตร โดยกล่าวว่าได้ประดิษฐาน (ปฺรติษฺฐิต) ใกล้สิทธลึงค์ และเกี่ยวเนื่องกับอรุณ ผู้เป็นรูปแห่งรุ่งอรุณอันสัมพันธ์กับพระสุริยะ. อีกถ้อยคำหนึ่งระบุว่าผู้สถาปนาคือสารถีแห่งรถพระสุริยะ ย้ำความเกี่ยวพันกับสุริยเทพ แต่ศูนย์กลางแห่งการบูชายังคงเป็นสัญลักษณ์ไศวะคือ “ลึงค์” นั่นเอง. ต่อมาระบุวันเวลาบูชาอย่างชัดเจน: ให้บูชาในวันตรีโยทศี (วันที่ 13) ข้างขึ้น เดือนไจตระ โดยประกอบตามแบบแผน (วิธิวัต) ด้วยศรัทธาภักดี (ภักติ). ผลบุญที่ได้รับกล่าวว่าเสมอด้วยผล “ปุณฑรีกะ” อันเป็นเครื่องชี้วัดบุญตามคติวรรณกรรมมหาตมยะของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์. ตอนท้ายโคโลฟอนระบุว่าเป็นบทที่สิบห้าในประภาสเกษตรมหาตมยะ ภาคแรก แห่งประภาสขันฑะ.

पातालविवरमाहात्म्यं (Glory of the Pātāla Fissure near Arkasthala)
อีศวรทรงสอนเทวีถึงมหาตมยะของ “ปาตาลวิวร” อันยิ่งใหญ่ ซึ่งอยู่ใกล้อรกัสถละ ณ ประภาสะ เรื่องเริ่มด้วยฉากกำเนิด: เมื่อโลกอยู่ในความมืด รากษสผู้มีกำลังนับไม่ถ้วนซึ่งเป็นศัตรูกับสุริยะได้อุบัติขึ้น และกล่าวถ้อยคำเยาะเย้ยต่อทิวากรผู้กำลังขึ้น. สุริยะจึงทรงเพิ่มเตชัสด้วยโทสะอันชอบธรรม; ด้วยสายพระเนตรอันคมกล้า รากษสเหล่านั้นตกจากฟ้าดุจดาวเคราะห์ที่เสื่อมกำลัง เปรียบเหมือนผลไม้ร่วงหรือก้อนหินที่หลุดจากเครื่อง—ชี้ว่าอธรรมย่อมพังทลายด้วยผลของตนเอง. ด้วยแรงลมและแรงกระแทก พวกเขาทำแผ่นดินแตกแล้วตกลงสู่รสาตละ ก่อนจะมาถึงประภาสะ; การตกนั้นสัมพันธ์กับการปรากฏให้เห็นของปาตาลวิวร. อรกัสถละถูกยกย่องว่าเป็นเทวสถานประทาน “สิทธิทั้งปวง” และวิวรนี้เป็นลักษณะสำคัญที่อยู่เคียงกัน; ช่องเปิดอื่น ๆ มากมายถูกกาลเวลาปกปิด แต่ช่องนี้ยังคงปรากฏ. สถานที่นี้กล่าวว่าเป็นดุจส่วนกลางแห่งเตชัสของสุริยะ มีรัศมีดุจทอง ได้รับการพิทักษ์โดยสิทเธศะ และทรงพลังยิ่งในกาลเทศกาลของสุริยะ. ยังระบุ “ตรีสังคม” คือจุดบรรจบของพราหมี หิรัณยา และมหาสมุทร ให้ผลเทียบเท่าโกฏิตีรถะ. ที่ประตูชื่อศรีมุขทวาร กำหนดการบูชาอย่างมีวินัย: ในวันจตุรทศีตลอดหนึ่งปี บูชาหมู่มาตฤคณะเริ่มด้วยสุนันทา พร้อมเครื่องสักการะตามคติพิธีโบราณ ดอกไม้ ธูป ประทีป และเลี้ยงพราหมณ์; ย่อมได้สิทธิ และการสดับมหาตมยะนี้ทำให้บุคคลผู้ประเสริฐพ้นจากเคราะห์ภัย.

Arkasthala-Sūryapūjāvidhi: Dantakāṣṭha, Snāna, Arghya, Mantra-nyāsa, and Phalaśruti (अर्कस्थल-सूर्यपूजाविधिः)
บทนี้เป็นคำสอนเชิงพิธีกรรมและเทววิทยา เมื่อพระอีศวรทรงแสดงแก่พระเทวีถึงระบบการบูชาพระภาสกร/พระสุริยะ ณ อรกสถาน ในเขตปรภาสะ โดยเริ่มจากเหตุผลเชิงจักรวาล: พระอาทิตยะทรงเป็นปฐมในหมู่เทพ เป็นผู้ค้ำจุน สร้าง และทำลายโลกทั้งที่เคลื่อนไหวและไม่เคลื่อนไหว จึงทำให้พิธีบูชาตั้งอยู่บนระเบียบแห่งจักรวาล ต่อจากนั้นกล่าวถึงลำดับปฏิบัติอย่างเป็นขั้น: ความบริสุทธิ์เบื้องต้น (ปาก ผ้า กาย), กฎละเอียดเรื่องไม้ขัดฟัน (ชนิดไม้ที่อนุญาตและผลที่ได้รับ ข้อห้าม ท่านั่ง มนต์สำหรับทำความสะอาดฟัน และวิธีทิ้ง), แล้วจึงเป็นวิธีอาบน้ำด้วยดิน/น้ำที่ทำให้ศักดิ์สิทธิ์พร้อมการกระทำประกอบมนต์ กล่าวถึงตัรปณะ สันธยา และการถวายอรฆยะแด่พระสุริยะ พร้อมผลานุศาสน์ว่าชำระบาปและเพิ่มพูนบุญอย่างยิ่ง สำหรับผู้ไม่อาจทำพิธีเริ่มต้นอย่างพิสดาร มีทางเลือกตามมรรคาแห่งพระเวท โดยระบุมนต์เวทสำหรับอัญเชิญและบูชา ยังอธิบายการตั้งมณฑลด้วยอังคะนยาส การวางและบูชาดาวนพเคราะห์และทิศบาล ตลอดจนการภาวนารูปพรรณพระอาทิตยะ จากนั้นเป็นมูรติปูชา ระบุเครื่องอภิเษกและลำดับเครื่องสักการะ (อุปวีต ผ้า ธูป เครื่องหอม/เครื่องลูบไล้ ประทีป อาราตริกะ) พร้อมดอกไม้ กลิ่นหอม และประทีปที่โปรด รวมทั้งสิ่งที่ไม่ควรถวาย และคำเตือนด้านธรรมเรื่องความโลภกับการจัดการของถวายให้ถูกต้อง ตอนท้ายอธิบายคราสเกี่ยวกับราหูว่าเป็นการบดบังมิใช่การกลืน กำหนดธรรมเนียมความลับในการถ่ายทอด และอานิสงส์การฟัง/สาธยายที่ก่อให้เกิดความมั่งคั่ง ความคุ้มครอง และสวัสดิภาพแก่หมู่ชนต่าง ๆ.

चन्द्रोत्पत्तिवर्णनम् — Origin of the Moon and Śiva as Śaśibhūṣaṇa (Moon-adorned)
บทที่ 18 ดำเนินเรื่องตามกรอบคำบอกเล่าของสุตะต่อไป หลังจากได้สดับมหิมาแห่งประภาสเกษตรอย่างพิสดาร เทวีทูลว่า ด้วยโอวาทของศังกร ความหลงและความสงสัยได้สงบลง จิตตั้งมั่นในประภาส และผลแห่งตบะได้สำเร็จ แล้วเทวีจึงถามอย่างเจาะจงถึงเหตุปัจจัยว่า จันทร์ซึ่งประดิษฐานบนพระเศียรของพระศิวะเกิดขึ้นเมื่อใดและอย่างไร อีศวรทรงตอบโดยอ้างกาลจักรวาล ระบุว่าเรื่องนี้อยู่ในวราหกัลป์และช่วงต้นแห่งการกำเนิดโลก ในคราวกวนเกษียรสมุทรมีรัตนะสิบสี่ประการบังเกิดขึ้น และจันทร์ก็เป็นหนึ่งในรัตนะอันสว่างไสว พระศิวะตรัสว่าทรงสวมจันทร์ไว้ และทรงเชื่อมความหมายกับเหตุการณ์เสวยพิษ (วิษปาน) อธิบายว่าจันทร์เป็นเครื่องประดับเชิงสัญลักษณ์ที่ชี้สู่โมกษะ ตอนท้ายยืนยันว่าพระศิวะสถิต ณ ประภาสในรูปศิวลึงค์อันบังเกิดเอง เป็นผู้ประทานสิทธิทั้งปวง และดำรงอยู่ตลอดกัลป์

कला-मान, सृष्टि-प्रलय-क्रम, तथा चन्द्र-लाञ्छन-कारण (Measures of Time, Creation–Dissolution Sequence, and the Cause of the Moon’s Mark)
บทนี้เป็นบทสนทนาเชิงคัมภีร์: เทวีทรงถามว่าเหตุใดพระจันทร์จึงไม่เต็มดวงอยู่เสมอ พระอีศวรจึงทรงอธิบายโครงสร้างเวลาแบบ “สิบหกกลา/ตถิ” ตั้งแต่อมาวาสยา (เดือนดับ) ถึงปูรณิมา (วันเพ็ญ) อันเป็นลำดับแห่งข้างขึ้นข้างแรม แล้วขยายไปสู่ระบบมาตราวัดกาลจากละเอียดสู่ยิ่งใหญ่—ตรุฏิ ลว นิเษษ กาษฐา กลา มุหูรต กลางวัน-กลางคืน ปักษ์ เดือน อายน ปี ยุค มนวันตระ และกัลปะ—เชื่อมกาลพิธีกรรมเข้ากับกาลจักรวาล พระอีศวรทรงตั้งหลักว่า มายา/ศักติ คือพลังที่ทำให้เกิดการสร้าง ดำรง และสลาย และสิ่งที่อุบัติย่อมกลับคืนสู่เหตุเดิมเป็นวัฏจักร ต่อมาเทวีทรงสงสัยเหตุแห่ง “ลาญฉนะ” (รอย/เครื่องหมาย) บนพระโสมะ ทั้งที่ทรงกำเนิดจากอมฤตและเป็นที่รักของผู้ภักดี พระอีศวรตรัสว่าเป็นผลจากคำสาปของทักษะ พร้อมชี้ให้เห็นความเวียนว่ายอันไพศาล: จันทร์ พรหมาณฑะ และกัลปะนับไม่ถ้วนเกิดแล้วดับ มีเพียงพระอีศวรสูงสุดเท่านั้นที่ทรงเป็นเอกะผู้กำกับสรรค์และสังหาร ตอนท้ายกล่าวถึงการจัดวางกาลในกัลปะ/มนวันตระ การอ้างถึงการปรากฏก่อนหน้า และลำดับอวตารของพระวิษณุเพื่อสถาปนาธรรม—รวมถึงกัลกีในอนาคตโดยสังเขป

दैत्यावतारक्रमः—सोमोत्पत्तिः—ओषधिनिर्माणं च (Order of Asura Incarnations, Soma’s Emergence, and the Origin of Plants)
บทนี้พระอีศวรตรัสแก่พระเทวีถึงลำดับอำนาจของเหล่าอสูรและผู้เกี่ยวข้องกับรากษสตลอดกาลอันยาวไกลยิ่ง โดยยกหิรัณยกศิปุและพลีเป็นกษัตริย์ตัวอย่าง เพื่อชี้ให้เห็นว่าในวัฏจักรคล้ายยุคะนั้น บางคราวอธรรมรุ่งเรือง แล้วต่อมาระเบียบแห่งโลกย่อมได้รับการฟื้นฟูคืนมา จากนั้นกล่าวถึงเรื่องราชวงศ์และวงศ์สกุล ได้แก่สายปุลัสตยะ การประสูติของบุคคลสำคัญอย่างกุเบระและราวณะ พร้อมคำอธิบายเครื่องหมายที่เกี่ยวกับการตั้งนามและอัตลักษณ์ ต่อมาจึงหันสู่เหตุแห่งการอุบัติของโสมะ (จันทรา) อันเนื่องด้วยตบะของอัตริ เหตุ ‘การตก’ ของโสมะที่สะเทือนจักรวาล การแทรกแซงของพรหมา และการสถาปนาโสมะให้มีฐานะกษัตริย์และเกียรติแห่งพิธีกรรม โดยมีกรอบราชสูยะและการถวายทักษิณา ท้ายบทให้คำบอกเหตุแห่งกำเนิดโอษธิ (พืชพรรณ ธัญพืช และถั่วต่าง ๆ) ในลักษณะเป็นบัญชี พร้อมยืนยันว่าโสมะทรงค้ำจุนโลกด้วยแสงจโยตสนา และทรงเป็นเจ้าแห่งพฤกษชาติ จึงเชื่อมคติจักรวาลเข้ากับชีวิตเกษตรและพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์.

Dakṣa-śāpa, Soma-kṣaya, and Prabhāsa-liṅga Upadeśa (दक्षशाप–सोमक्षय–प्रभासलिङ्गोपदेशः)
บทที่ 21 เป็นบทสนทนาทางเทววิทยาระหว่างเทวีและอีศวร ว่าด้วยลักษณะ/สภาพพิเศษของโสมะและเหตุแห่งสภาพนั้น อีศวรทรงเล่าลำดับวงศ์ของทักษะและการจัดสรรการอภิเษก—ธิดาของทักษะถูกยกให้แก่ธรรมะ กัศยปะ โสมะ และผู้อื่น จากนั้นกล่าวโดยย่อถึงบัญชีวงศ์: ภรรยาของธรรมะและบุตร วสุและสายสืบ สาธยะ อาทิตยะสิบสอง รุทรสิบเอ็ด ตลอดจนบางสายอสูร เช่น วงศ์หิรัณยกศิปุ ต่อมาเป็นเรื่องโสมะอภิเษกกับนักษัตรยี่สิบเจ็ด โดยโรหิณีเป็นชายาที่โปรดปรานยิ่ง เหล่านักษัตรชายาอื่นถูกละเลยจึงไปทูลทักษะ ทักษะเตือนให้โสมะประพฤติอย่างเสมอภาค โสมะรับปากแต่กลับยึดติดโรหิณีเพียงผู้เดียว ทักษะจึงสาปว่าโสมะจะถูกยักษมา (โรคซูบผอม/เสื่อม) ครอบงำ ทำให้รัศมีค่อย ๆ ลดลง เมื่อโสมะสิ้นรัศมี โรหิณีแนะนำให้ไปพึ่งผู้มีอำนาจผู้สาป และท้ายที่สุดให้เข้าถึงพระมหาเทวะ โสมะขอให้ถอนคำสาป แต่ทักษะกล่าวว่าถอนด้วยวิธีสามัญมิได้ ต้องบูชาพระศังกร พร้อมชี้สถานที่: ในทิศวรุณ ใกล้มหาสมุทรและถิ่นอนูปะ (พื้นที่ชุ่มน้ำ) มีลึงค์สวายัมภูผู้ทรงฤทธิ์ยิ่ง มีนิมิตสว่างไสวและลักษณะเด่น ผู้ใดบูชาด้วยภักติย่อมได้ความบริสุทธิ์และการฟื้นคืนรัศมี บทนี้จึงรวมคำสอนเรื่องผลแห่งความลำเอียง บัญชีจักรวาลวงศ์ และจุดหมายแห่งการสักการะลึงค์ในแดนประภาสไว้ด้วยกัน.

कृतस्मरपर्वत-वर्णनम् तथा सोमशापानुग्रहः (Description of Mount Kṛtasmar(a) and Soma’s Curse–Boon Resolution)
บทที่ 22 กล่าวถึงการที่พระโสมะก้าวจากความทุกข์สู่การฟื้นคืนภายในภูมิทัศน์พิธีกรรมแห่งปรภาสะ แม้ได้รับอนุญาตจากทักษะแล้ว พระโสมะยังเศร้าหมอง จึงมาถึงปรภาสะและได้เห็นภูเขากฤตสมระอันเลื่องชื่อ ซึ่งพรรณนาว่างดงามด้วยพืชมงคล นกนานาชนิด เสียงดนตรีของคันธรรพะ และหมู่ฤๅษีรวมทั้งผู้เชี่ยวชาญพระเวท. ต่อมา พระโสมะปฏิบัติภักติอย่างจริงจัง โดยเวียนประทักษิณซ้ำแล้วซ้ำเล่าและบูชาด้วยจิตแน่วแน่ใกล้ชายทะเล ณ ลึงค์ที่เกี่ยวเนื่องกับ ‘สปรรศ’ (การสัมผัส/การพบพาน) พระองค์บำเพ็ญตบะยาวนานด้วยวัตรฉันผลไม้และรากไม้ แล้วสรรเสริญพระศิวะผู้เหนือโลกด้วยบทสวดที่เป็นระเบียบ มีพระนามและพระสมัญญามากมาย รวมถึงลำดับพระนามตามยุคกาลจักรวาล. พระศิวะทรงพอพระทัยและประทานพรให้ความเสื่อมและความเจริญของพระโสมะดำเนินสลับกันในปักษ์มืดและปักษ์สว่าง เพื่อให้วาจาของทักษะยังเป็นจริงแต่ความรุนแรงถูกผ่อนลง บทนี้ยังย้ำอำนาจและเกียรติของพราหมณ์ว่าเป็นหลักแห่งความมั่นคงของจักรวาลและความสำเร็จของพิธีกรรม ตอนท้ายกล่าวถึงลึงค์ที่ซ่อนอยู่ในมหาสมุทรและแนวทางการประดิษฐาน พร้อมอธิบายว่า ‘ปรภาสะ’ คือสถานที่ที่แสงสว่าง (ปรภา) กลับคืนสู่พระโสมะผู้เคยไร้รัศมี.

Somēśa-liṅga Pratiṣṭhā at Prabhāsa: Soma’s Yajña Preparations and Brahmā’s Consecration
บทนี้เล่าลำดับพิธีและเหตุการณ์ศักดิ์สิทธิ์ เมื่อโสมะ (จันทรา) ได้รับลิงคะอันประเสริฐจากศัมภูแล้ว จึงพำนัก ณ ประภาสกษेत्रด้วยภักติและความพิศวง เขามอบหมายให้วิศวกรรมัน (ตวษฏฤ) ช่างทิพย์ คุ้มครองลิงคะและกำหนดสถานที่อันเหมาะสม แล้วกลับสู่จันทรโลกเพื่อระดมทรัพยากรสำหรับมหายัชญะอย่างใหญ่หลวง รัฐมนตรีเหมากรภะเป็นผู้ประสานงาน เรียกพราหมณ์พร้อมไฟบูชา จัดยานพาหนะและทานอันอุดม และประกาศเชิญชวนทั่วไปไปถึงเทวะ ทานวะ ยักษะ คันธรรพะ รากษสะ กษัตริย์แห่งเจ็ดทวีป ตลอดจนผู้พำนักในบาดาล ณ ประภาสมีการก่อสร้างมณฑป ยูปะ และกุณฑะจำนวนมากอย่างรวดเร็ว พร้อมเตรียมสมิดะ กุศะ ดอกไม้ เนยใส น้ำนม และภาชนะทองตามพิธี จนเกิดความรุ่งเรืองดุจงานมหรสพ เหมากรภะรายงานความพร้อมแก่โสมะและพรหมา พรหมาเสด็จมาพร้อมฤๅษี โดยมีพฤหัสปติเป็นปุโรหิต ทรงอธิบายการเสด็จมาประภาสซ้ำแล้วซ้ำเล่าและความต่างของพระนามตามกัลปะ พร้อมชี้ว่าต้องฟื้นฟูการประดิษฐานเพื่อชดเชยความบกพร่องเดิม แล้วทรงสั่งให้พราหมณ์ช่วยงานพิธี ต่อจากนั้นมีการจัดมณฑปหลายส่วน แต่งตั้งฤตวิช แก่โสมะมีพิธีทีกษาโดยมีโรหิณีเป็นปัตนี แบ่งการสวดมนต์ตามสาขาเวท สร้างกุณฑะตามรูปทรงและทิศที่กำหนด ตั้งธวัชและปลูกไม้ศักดิ์สิทธิ์ ครั้นถึงที่สุด พรหมาทรงเข้าสู่พื้นดิน เปิดเผยลิงคะ ตั้งบนพรหมศิลา ทำมนตรนยาสะ และสำเร็จการประดิษฐานโสเมศะ ปรากฏนิมิตมงคล—ไฟไร้ควัน กลองทิพย์ และฝนดอกไม้—แล้วตามด้วยทักษิณาอันมาก พระราชทาน และโสมะบูชาพระผู้ประดิษฐานนั้นวันละสามเวลาเป็นนิตย์

सोमनाथलिङ्गप्रतिष्ठा, दर्शनफलप्रशंसा, पुष्पविधान, तथा सोमवारव्रतप्रस्तावना (Somnātha Liṅga स्थापना, merits of darśana, floral regulations, and the prelude to the Monday-vrata)
บทนี้เป็นบทสนทนาเทวี–อีศวร วางโสมนาถลิงคะไว้ในลำดับกาลศักดิ์สิทธิ์สมัยเตรตายุกะ และยืนยันอำนาจด้วยตบะและการบูชาต่อเนื่องของพระโสมะ พระโสมะสรรเสริญพระศิวะด้วยนามคุณหลายประการว่าเป็นสภาวะแห่งญาณ โยคะ ตีรถะ และยัญญะ แล้วพระศิวะประทานพรให้สถิตใกล้ชิดในลิงคะเป็นนิตย์ พร้อมกำหนดนามสถานที่ว่า “ประภาสะ” และนามเทวะว่า “โสมนาถ” อย่างเป็นพิธีการ ต่อจากนั้นกล่าวถึงผลบุญอย่างเป็นระบบว่า การได้ทัศนะโสมนาถเสมอหรือยิ่งกว่าตบะใหญ่ การให้ทาน การจาริกตีรถะ และพิธีกรรมสำคัญทั้งหลาย จึงยกการพบพระด้วยภักติในเขตศักดิ์สิทธิ์เป็นที่สุด อีกทั้งระบุข้อกำหนดเรื่องดอกไม้และใบไม้ที่ควรถวายและควรเว้น รวมถึงความสดใหม่ กฎกลางวัน–กลางคืน และข้อห้ามต่าง ๆ เมื่อพระโสมะหายจากโรคแล้ว มีเรื่องการสร้างนคร-เทวสถานและหมู่ปราสาท ตลอดจนการตั้งทานและสาธารณูปการ ต่อมาพราหมณ์กังวลเรื่องความไม่บริสุทธิ์จากการแตะต้อง “นิรมาลยะ” ของพระศิวะ จึงมีการอธิบายหลักธรรมผ่านคำรำลึกของนารทถึงวาทะของคุารี–ศังกร ว่าด้วยมหิมาภักติ อุปนิสัยตามคุณ และความสัมพันธ์อทไวตะของศิวะกับหริในปรมัตถ์ ท้ายบทนำเข้าสู่โสมวารวรต (วรตวันจันทร์) พร้อมนิทานตัวอย่างครอบครัวคันธรรพะที่ชี้แนวทางการบูชาโสมนาถเพื่อการบรรเทาโรค

सोमवारव्रतविधानम् — The Ordinance of the Monday Vow (Somavāra-vrata)
บทนี้อธิบาย “โสมวารวรต” (พรตวันจันทร์) ในรูปแบบบทสนทนาเชิงพิธีกรรมและเทววิทยา พระอีศวรกล่าวถึงคันธรรพผู้หนึ่งซึ่งปรารถนาจะบูชาภวะ (พระศิวะ) และทูลถามวิธีปฏิบัติโสมวารวรต ฤๅษีโคศฤงคะสรรเสริญพรตนี้ว่าให้คุณแก่สรรพชน พร้อมเล่าเหตุปฐมกาล: โสมะผู้ทุกข์จากคำสาปของทักษะได้บำเพ็ญสมาธิยาวนานบูชาพระศิวะ เมื่อพระศิวะพอพระทัยจึงประทานให้สถาปนาลึงค์ซึ่งดำรงอยู่ตราบเท่าดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และขุนเขายังตั้งมั่น และโสมะก็พ้นโรคกลับมีรัศมีรุ่งเรืองดังเดิม ต่อจากนั้นเป็นคู่มือการปฏิบัติพรต: เลือกวันจันทร์ในปักษ์สว่าง ทำการชำระกายใจ ตั้งกาลศะที่ประดับงดงามและจัดสถานที่บูชา แล้วบูชาพระโสมेशวรพร้อมพระอุมาและรูปแห่งทิศทั้งหลาย ถวายดอกไม้สีขาวและเครื่องบูชาตามที่กำหนด พร้อมสวดมนต์ที่กล่าวถึงพระศิวะผู้มีหลายพักตร์หลายกรอันรวมเป็นหนึ่งกับพระอุมา มีการกำหนดการถือพรตวันจันทร์เป็นลำดับ (การเลือกไม้ขัดฟัน ดันตกาษฐะ เครื่องถวาย และวินัยยามค่ำ เช่น นอนบนหญ้าทรรภะและบางคราวเฝ้าตื่น) จนถึงพิธีอุทยาปนะในวันที่เก้า: สร้างมณฑป กุณฑะ วาดมณฑลรูปดอกบัว ตั้งกาลศะแปดทิศ จัดรูปทอง ทำโหมะ ถวายทานแก่ครู เลี้ยงพราหมณ์ และให้ทานผ้าและโค ผลานุศรุติกล่าวถึงการขจัดโรค ความมั่งคั่ง ความผาสุกแห่งวงศ์ตระกูล และการได้ไปสู่โลกของพระศิวะ; ท้ายที่สุดคันธรรพได้ปฏิบัติพรต ณ ประภาส/โสมेशวรและได้รับพร.

गन्धर्वेश्वरमाहात्म्यवर्णनम् | Gandharveśvara Māhātmya (Description of the Glory of Gandharveśvara)
บทนี้กล่าวถึงมหิมาแห่งคันธรรเวศวรในสำนวนคำสอนแบบไศวะ โดยพระอีศวรทรงเล่าเรื่องคันธรรพนามว่า ฆนวาหนะ ผู้ได้รับพรจนเป็นผู้สำเร็จความมุ่งหมาย (กฤตารถะ) และตั้งมั่นในภักติ แล้วได้สถาปนาศิวลึงค์ขึ้น ลึงค์นั้นเป็นที่รู้จักว่า “คันธรรเวศวร” และระบุชัดว่าเป็น “ผู้ประทานผลอันเกี่ยวกับคันธรรพ” (คานธรรว-ผลทายกะ) ตำแหน่งศาสนสถานกำหนดไว้ทางเหนือของโสมेशะ และใกล้ทัณฑปาณิ ต่อมามีข้อแนะนำการบูชาที่ผูกกับภูมิพิธีกรรม: ในส่วนที่เกี่ยวเนื่องกับพระวรุณ (วรทา-วารุณ-ภาค) ณ สถานที่ซึ่งอยู่ท่ามกลาง “ปัญจกะ” แห่งคันธนู ให้บูชาในวันปัญจมี (ติติที่ห้า) จะช่วยป้องกันความทุกข์และความคับแค้นแก่ผู้บูชา ตอนท้ายคอลอฟอนยืนยันว่าเป็นส่วนหนึ่งของสกันทมหาปุราณะชุด 81,000 โศลก ในประภาสขันฑะภาคที่เจ็ด และในหมวดประภาสเกษตรมหาตมยะส่วนแรก.

गन्धर्वसेनेश्वरमाहात्म्यवर्णनम् | Gandharvasenīśvara: Account of the Shrine’s Greatness
ในบทนี้ พระอีศวรตรัสแก่พระเทวีว่า ใกล้พระคุรีมีลึงค์ที่คันธรรพเสนาได้สถาปนาไว้ เป็นที่รู้จักนามว่า “วิมเลศวร” และสรรเสริญว่าเป็นผู้ทำลายโรคทั้งปวง (sarva-roga-vināśana) พร้อมบอกตำแหน่งด้วยเครื่องหมายระยะ “สามคันธนู” และคำชี้ทิศว่า “ส่วนทิศตะวันออก” เพื่อเป็นแนวทางในภูมิทัศน์ศักดิ์สิทธิ์ของตถิรฐะ มีนัยถึงการบูชาด้วยศรัทธา โดยกำหนดเวลาพิธีสำคัญในวันตฤติยา (tṛtīyā tithi) ให้ถือเป็นช่วงเหมาะแก่การปฏิบัติพรต ผลานุศาสน์กล่าวว่า สตรีผู้ปฏิบัติจะพ้นเคราะห์ร้าย (daurbhāgya) ได้สมปรารถนา ได้บุตรและหลาน รวมทั้งได้รับเกียรติและความมั่นคงแห่งฐานะ (pratiṣṭhā) ตอนท้ายประกาศว่าเป็นเรื่องพรตที่การสดับฟังย่อมทำลายบาป และวางไว้ในกรอบกาลแห่งยุคเตรตาเพื่อยืนยันอำนาจแห่งปุราณะก่อนจบแบบคอลอฟอน

Somnātha-yātrāvidhi, Tīrthānugamana-nyāya, and Dāna–Upavāsa Regulations (सौमनाथयात्राविधिः)
บทนี้เริ่มด้วยพระเทวีทูลขอให้ทรงอธิบาย “โสมนาถยาตรา” อย่างละเอียด ทั้งกาลเวลา วิธีปฏิบัติ และวินัยต่าง ๆ พระอีศวรตรัสว่า เมื่อความตั้งมั่นภายใน (ภาวะ/เจตนา) เกิดขึ้นแล้ว ย่อมออกยาตราได้ในทุกฤดูกาล เพราะภาวะเป็นเหตุสำคัญ จากนั้นทรงแสดงข้อปฏิบัติก่อนเดินทาง ได้แก่ นอบน้อมพระรุทระด้วยใจ ทำศราทธ์ตามสมควร เวียนประทักษิณ รักษามौनหรือสำรวมวาจา ควบคุมอาหาร และละโทสะ โลภะ โมหะ ริษยา เป็นต้น ต่อมาทรงยืนยันว่าในกลียุค “การติดตามไปยังทีรถะ” โดยเฉพาะการเดินเท้า ให้ผลยิ่งกว่าบางแบบแผนยัญพิธี และทรงสรรเสริญประภาสว่าเป็นทีรถะที่หาที่เปรียบมิได้ ผลบุญถูกจำแนกตามวิธีเดินทาง (เดิน/พาหนะ) ความเคร่งครัดแบบภิกษา และความบริสุทธิ์ทางศีลธรรม พร้อมเตือนเรื่องการรับของโดยมิชอบ (ปฺรติกฺรหะ) และการทำให้ความรู้พระเวทเป็นสินค้า ยังมีข้อกำหนดการถืออุโบสถตามวรรณะและอาศรม ตำหนิการยาตราแบบเสแสร้ง และให้ปฏิทินทานตามตถิ (วันจันทรคติ) ในประภาส ตอนท้ายยืนยันว่าแม้ผู้ยากไร้หรือขาดมนตร์ หากสิ้นชีวิตที่ประภาสก็ถึงโลกพระศิวะ และประทานลำดับมนตร์ทั่วไปสำหรับการอาบน้ำในทีรถะ ก่อนนำเข้าสู่หัวข้อถัดไปว่า เมื่อมาถึงแล้วควรอาบในทีรถะใดก่อน.

Agnitīrtha–Padmaka Tīrtha Vidhi and the Ocean’s Curse–Boon Narrative (अग्नितीर्थ–पद्मकतीर्थविधिः सागरशापवरकथा)
บทนี้ดำเนินเรื่องเป็นสองส่วนที่เชื่อมโยงกัน ส่วนแรกว่าด้วยพิธีแห่งทีรถะ: พระอีศวรทรงชี้นำผู้แสวงบุญไปยังอัคนีทีรถะ ณ ชายฝั่งสมุทรอันเป็นมงคล แล้วทรงระบุปัทมกทีรถะทางทิศใต้ของโสมณาถว่าเป็นสถานที่เลื่องชื่อทั่วโลกในการทำลายบาป. ทรงกำหนดระเบียบการอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์และวปนัม (พิธีเกี่ยวกับการตัด/ปลงผม): ตั้งจิตภาวนาถึงพระศังกร วางเส้นผมไว้ ณ จุดที่กำหนด อาบน้ำซ้ำ และทำตัรปณะด้วยศรัทธา. ยังกล่าวถึงข้อจำกัดของสตรีและคฤหัสถ์ คำเตือนว่าห้ามสัมผัสสมุทรโดยปราศจากมนตร์ มิใช่กาลปัรวะ และมิได้ประกอบพิธีตามกำหนด รวมทั้งมนตร์สำหรับเข้าใกล้สมุทร และการถวายกำไลทอง (กังกณะ) ลงสู่ทะเลเป็นองค์ประกอบของพิธี. ส่วนที่สองเป็นเรื่องเหตุปัจจัยเชิงเทววิทยา: พระเทวีทรงถามว่าเหตุใดสมุทรจึงรับ “โทษะ” ได้ ทั้งที่เป็นที่รองรับสายน้ำทั้งหลายและเกี่ยวเนื่องกับพระวิษณุและพระลักษมี. พระอีศวรทรงเล่าเหตุในอดีตว่า หลังยัญญะยาวนานที่ปรภาส เหล่าพราหมณ์ผู้ทวงทักษิณาทำให้เทวดาหวาดหวั่นจนหลบในสมุทร; สมุทรเพื่อปกป้องเทวดาจึงเลี้ยงพราหมณ์ด้วยเนื้ออย่างลับ ๆ จนถูกสาปให้เป็นสิ่ง “ไม่ควรแตะต้อง/ไม่ควรดื่ม” เว้นแต่ในเงื่อนไขที่กำหนด. พระพรหมทรงวางกรอบแก้ไขว่า ในกาลปัรวะ ณ จุดบรรจบแม่น้ำ ที่เสตุพันธะ และทีรถะบางแห่ง การสัมผัสสมุทรกลับเป็นการชำระและให้บุญใหญ่; สมุทรชดเชยด้วยรัตนะ. ตอนท้ายกล่าวถึงภูมิประเทศวาฑวานละ (ไฟใต้น้ำที่ดื่มน้ำ) และยกย่องอัคนีทีรถะว่าเป็นความลับอันได้รับการพิทักษ์ มีอานุภาพสูง—แม้เพียงได้สดับก็ชำระผู้มีบาปหนักได้.

सोमेश्वरपूजामाहात्म्यवर्णनम् | Someshvara Worship: Procedure and Merits
เมื่อเทวีทูลถาม พระอีศวรทรงแสดงวิธีปฏิบัติเพื่อให้ผู้แสวงบุญเดินทางโดยปราศจากอุปสรรคหลังอาบน้ำชำระที่อัคนีตีรถะ ผู้ปฏิบัติควรอาบน้ำตามวิธานแล้วถวายอรฺฆยะต่อมหาสมุทร (มโหทธี) บูชาด้วยเครื่องหอม ดอกไม้ ผ้า และเครื่องทา ตามกำลังให้สละกำไล/เครื่องประดับทองลงในน้ำศักดิ์สิทธิ์ ทำตัรปณะอุทิศแก่บรรพชน แล้วไปยังกปัรทิน (พระศิวะ) ถวายอรฺฆยะด้วยมนตร์ที่เกี่ยวกับคณะคณ (gaṇa) ทั้งยังมีคำชี้แนะเรื่องสิทธิ์ในการสวดมนตร์ รวมถึงการกล่าวถึงมนตร์แปดพยางค์สำหรับศูทรด้วย จากนั้นให้ไปเฝ้าสม(เอ)ศวร ทำอภิเษก และสวดศตรุทรียะกับบทสรรเสริญพระรุทรอื่น ๆ ทำสฺนาปนะด้วยน้ำนม นมเปรี้ยว เนยใส น้ำผึ้ง น้ำตาล/น้ำอ้อย และทาเครื่องหอม เช่น กุงกุม การบูร หญ้าแฝก มัสก์ และจันทน์ แล้วจุดธูปประทีป ถวายนิเวทยะ ทำอาราตริกะ พร้อมดนตรีและนาฏศิลป์ รวมทั้งการชมและสาธยายที่มุ่งสู่ธรรม ควรถวายทานแก่ฤๅษีพราหมณ์ (ทวิชะ) และแก่คนยากไร้ คนตาบอด และผู้อนาถา พร้อมรักษาอุโปสถ/อุปวาสตามติติที่ได้เห็นสม(เอ)ศวร ผลคือชำระบาปในทุกช่วงวัย ยกฐานะวงศ์ตระกูล พ้นความยากจนและเคราะห์ร้าย และเพิ่มพูนภักติ โดยเน้นว่าแม้ในกลียุคที่ศีลธรรมยากยิ่ง การบูชาสม(เอ)ศวรก็ให้ผลยิ่งใหญ่

वडवानलोत्पत्तिवृत्तान्ते दधीचिमहर्षये सर्वदेवकृतस्वस्वशस्त्रसमर्पणवर्णनम् (Origin Account of the Vādavānala and the Devas’ Deposition of Weapons with Maharṣi Dadhīci)
บทนี้เป็นบทสนทนาระหว่างเทวีและอีศวร เพื่อถามเหตุปัจจัยสามประการคือ (1) ความหมายของ ‘ส-การ-ปัญจกะ’ ที่เคยสอนไว้ (2) การดำรงอยู่และการปรากฏของพระสรัสวตีในเขตศักดิ์สิทธิ์ปรภาส และ (3) กำเนิดและกาลแห่งวฑวานละ (ไฟสมุทร) อีศวรทรงอธิบายว่า พระสรัสวตีทรงปรากฏในปรภาสเพื่อชำระให้บริสุทธิ์ และเป็นที่รู้จักด้วยนามห้าประการ—หิรัณยา วัชริณี นยังคุ กปิลา และสรัสวตี ต่อมาเรื่องราวหันไปสู่เหตุปฐมกถา เมื่อศึกเทวะ–อสูรสงบลงด้วยเหตุเกี่ยวกับโสม ตามพระบัญชาของพระพรหม จันทรเทพทรงคืนพระตารา เหล่าเทวะทอดพระเนตรลงสู่โลก เห็นอาศรมดุจสวรรค์ของมหาฤษีทธีจิ งดงามด้วยดอกไม้ตามฤดูกาลและพฤกษาหอมกรุ่น พวกท่านเข้าไปอย่างสำรวมดุจมนุษย์ ได้รับการต้อนรับด้วยอรฺฆยะ–ปาทยะและเชิญให้นั่ง พระอินทร์ทูลขอให้ฤษีรับอาวุธของเหล่าเทวะไว้รักษา ทธีจิแรกเริ่มทรงให้กลับสวรรค์ แต่พระอินทร์ยืนยันว่าเมื่อถึงคราวจำเป็นต้องนำอาวุธกลับคืนได้ ฤษีจึงให้สัตย์ว่าจะคืนในยามสงคราม พระอินทร์เชื่อในสัจวาจา จึงฝากอาวุธไว้แล้วเสด็จไป ตอนท้ายกล่าวผลแห่งการฟังว่า ผู้ใดสดับเรื่องนี้ด้วยความมีวินัยและตั้งใจ ย่อมได้ชัยชนะในสนามรบ ได้บุตรหลานอันควร และบรรลุธรรมะ อรรถะ และเกียรติยศ

दधीच्यस्थि-शस्त्रनिर्माणम्, पिप्पलादोत्पत्तिः, वाडवाग्नि-प्रसंगः (Dadhīci’s Bones and the Making of Divine Weapons; Birth of Pippalāda; The Vāḍava Fire Episode)
บทนี้เล่าเหตุการณ์ต่อเนื่องว่าด้วยตบะ ชะตากรรมกรรม และการคุ้มครองโลก หลังเหล่าเทพจากไป ฤๅษีพราหมณ์ทธีจียังคงบำเพ็ญตบะ แล้วย้ายขึ้นเหนือไปพำนักในอาศรมริมฝั่งแม่น้ำ นางสุภัทรา ผู้ปรนนิบัติ ระหว่างอาบน้ำได้สัมผัสผ้าคาดเอวที่ถูกทิ้งซึ่งมีเชื้อโดยไม่รู้ตัว จึงตั้งครรภ์ ด้วยความอับอาย นางคลอดในดงต้นอัศวัตถะและกล่าวคำสาปแบบมีเงื่อนไขต่อผู้ก่อเหตุที่ไม่ทราบนาม ต่อมาโลกปาละและพระอินทร์มาขออาวุธที่เคยฝากคืน ทธีจีชี้แจงว่าเดชแห่งอาวุธได้ซึมซับอยู่ในกายตนแล้ว จึงเสนอให้สร้างศัสตราเทวะจากกระดูกของตน และสละร่างโดยสมัครใจเพื่อภารกิจพิทักษ์โลก เหล่าเทพให้โคสุรภีทิพย์ห้าตนชำระซากอัฐิ เกิดข้อพิพาทจนมีตอนคำสาปต่อพระสรัสวดี อธิบายที่มาของธรรมเนียมความบริสุทธิ์-ไม่บริสุทธิ์ในพิธีกรรม จากนั้นวิศวกรรมันสร้างวัชระ จักระ ศูล และอาวุธของโลกปาละทั้งหลายจากอัฐิของทธีจี ภายหลังสุภัทราพบเด็กยังมีชีวิต เด็กกล่าวถึงความจำเป็นตามกรรม และได้ชื่อว่า “ปิปปลาทะ” เพราะดำรงชีพด้วยยางของอัศวัตถะ เมื่อรู้ว่าบิดาถูกฆ่าเพื่อทำอาวุธ เขาตั้งใจแก้แค้น บำเพ็ญตบะจนก่อกำเนิดกฤตยาอันน่ากลัว และจากต้นขาเกิดสภาวะเพลิงที่เกี่ยวข้องกับไฟวาฑวะ เหล่าเทพขอที่พึ่ง พระวิษณุทรงกำหนดวิธีระงับโดยให้ “กลืนกินทีละหนึ่ง” เปลี่ยนความพิโรธให้เป็นระเบียบแห่งจักรวาล ตอนท้ายกล่าวผลแห่งการสดับว่า ผู้ฟังด้วยศรัทธาย่อมพ้นความหวาดกลัวบาป และเกื้อหนุนปัญญาและโมกษะ

वाडवानल-नयनम् तथा पञ्चस्रोता-सरस्वती-प्रादुर्भावः (Transport of the Vāḍava Fire and the Manifestation of Five-Stream Sarasvatī)
บทนี้เริ่มด้วยเทวีทรงซักถามเหตุการณ์ก่อนหน้า พระอีศวรทรงเล่าว่าไฟวาฑวานลอันน่าเกรงขามทำให้ระเบียบจักรวาลสั่นคลอน เหล่าเทพจึงต้องกักและย้ายไฟนั้นออกไป พระวิษณุทรงจัดการโดยแต่งตั้งพระสรัสวดีให้เป็นพาหนะ (ยานภูตา) และขอความร่วมมือจากเทวีนทีทั้งหลาย แต่พระคงคาและนทีอื่นๆ ยอมรับว่าไม่อาจรับไหวเพราะฤทธิ์เผาผลาญของไฟ พระสรัสวดีผู้ยึดมั่นว่าจะไม่กระทำการโดยปราศจากบัญชาบิดา จึงทูลขออนุญาตพระพรหม พระพรหมทรงกำหนดให้ดำเนินไปตามทางใต้พิภพ และตรัสว่าเมื่อทรงอ่อนล้าจากการแบกไฟ จะปรากฏบนแผ่นดินเป็น “ปราจี” เพื่อเปิดทางสู่ตirtha (สถานที่ศักดิ์สิทธิ์) ทั้งหลาย ต่อจากนั้นกล่าวถึงการเสด็จออกอย่างเป็นมงคล การอุบัติเป็นสายน้ำจากแดนหิมาลัย และการเปลี่ยนสภาพสลับระหว่างไหลใต้ดินกับปรากฏให้เห็นบนพื้นพิภพซ้ำแล้วซ้ำเล่า ณ ประภาสมีฤๅษีสี่องค์—หริน วัชระ นยังคุ และกปิละ ด้วยความเมตตาและเพื่อก่อบุญ พระสรัสวดีจึงเป็น “ปัญจสโรตัส” มีห้าสายธาร และทรงได้รับห้านามคือ หรีณี วัชริณี นยังคุ กปิลา และสรัสวดี พร้อมทั้งระบุแบบแผนการชำระบาปด้วยการอาบและดื่มน้ำในแต่ละสายธาร เพื่อบรรเทาบาปหนักและชำระโทษเฉพาะประการ ต่อมามีภูเขานามกฤตสมราเข้าขัดขวางและบีบบังคับให้สมรส พระสรัสวดีทรงใช้กลอุบายขอให้ภูเขาช่วยรับไฟวาฑวานลไว้ จนภูเขาพินาศด้วยการสัมผัสไฟ และอธิบายว่าหินที่อ่อนลงนั้นเหมาะแก่การสร้างศาลบูชาในเรือน ครั้นถึงมหาสมุทร ไฟวาฑวานลประสงค์จะประทานพร ด้วยคำแนะนำของพระวิษณุ พระสรัสวดีทรงขอให้ไฟมี “ปากดั่งเข็ม” (สูจีมุข) เพื่อให้ดื่มน้ำได้โดยไม่กลืนกินเหล่าเทพ บทจบด้วยผลแห่งการฟังและสาธยาย อันนำไปสู่ความเจริญทางจิตวิญญาณยิ่งขึ้น.

वडवानल-निबन्धनम् (Containment of the Vaḍavānala) — Sarasvatī, the Ocean, and Prabhāsa’s Tīrtha-Order
อีศวรเล่าแก่เทวีถึงเหตุการณ์ศักดิ์สิทธิ์ที่ผูกพันกับปรภาสะ: พระสรัสวตีได้รับพรเกี่ยวกับวฑวานละ (ไฟทำลายล้างในห้วงสมุทร) แล้วตามพระบัญชาจึงไปยังปรภาสะและอัญเชิญมหาสมุทรมาเฝ้า มหาสมุทรปรากฏด้วยความงามดุจเทพ พร้อมบริวารมากมาย พระสรัสวตีถวายคำสรรเสริญว่าเป็นที่พึ่งดั้งเดิมของสรรพสัตว์ และขอให้รับไฟวฑวาไว้เพื่อกิจของเหล่าเทวะ มหาสมุทรไตร่ตรองแล้วรับไว้ ครั้นเปลวไฟทวีความร้อนแรง สัตว์น้ำทั้งหลายต่างหวาดหวั่น แล้วพระวิษณุ ผู้เป็นไทตยสูทนะ/อจยุตะ เสด็จมาให้ความอุ่นใจแก่สัตว์น้ำ และมีพระบัญชาแก่พระวรุณ/มหาสมุทรให้ทิ้งวฑวานละลงสู่ห้วงน้ำลึก เพื่อกักไว้โดยควบคุม ให้มันเหมือน ‘ดื่ม’ มหาสมุทรอยู่แต่ไม่ลุกลาม เมื่อมหาสมุทรหวั่นว่าน้ำจะร่อยหรอ พระวิษณุทรงทำให้น้ำสมุทรไม่รู้สิ้น จึงยังดุลยภาพแห่งจักรวาลให้มั่นคง ต่อมา พระสรัสวตีเสด็จลงสู่ทะเลตามทางที่มีนาม ระคนด้วยการถวายอรฺฆยะ และสถาปนาอรฺฆเยศวร อีกทั้งกล่าวกันว่าทรงสถิตใกล้โสมेशะทางทิศอาคเนย์ พร้อมความเกี่ยวเนื่องกับวฑวานละ บทนี้ลงท้ายด้วยข้อปฏิบัติแสวงบุญที่อัคนีตีรถะ—อาบน้ำศักดิ์สิทธิ์ บูชา ถวายทานผ้าและอาหารแก่คู่ครอง และนมัสการมหาเทวะ พร้อมระบุช่วงกาล (จักษุษะและไววัสวตมนวันตระ) และผลบุญว่า ผู้สดับเรื่องนี้ย่อมสิ้นบาป เพิ่มพูนบุญและเกียรติยศ

Ādhyāya 35 — Oūrva, Vāḍavāgni, and Sarasvatī’s Tīrtha-Route to Prabhāsa (और्व-वाडवाग्नि-सरस्वतीतीर्थमार्गः)
บทนี้เป็นบทสนทนาทางเทววิทยา เมื่อเทวีทรงถามถึงกำเนิดของฤๅษีสายภฤคุชื่อ “อูรวะ” ในมนวันตระปัจจุบัน พระอีศวรทรงเล่าเหตุแห่งความรุนแรงและการตอบสนอง: กษัตริย์กษัตริยะฆ่าพราหมณ์เพราะโลภทรัพย์ หญิงผู้หนึ่งจึงซ่อนครรภ์ไว้ที่ต้นขา (อูรุ) เพื่อรักษาไว้ และจากนั้นอูรวะจึงปรากฏ อูรวะบำเพ็ญตบะจนเกิดไฟร้ายแรง “ราวทรอูรวะ/วาฑวากนิ” ที่เกือบเผาโลก เหล่าเทพจึงไปพึ่งพระพรหม พระพรหมทรงปลอบอูรวะและมีบัญชาให้หันไฟนั้นไปสู่มหาสมุทร มิให้เผาผลาญแผ่นดิน จากนั้นพระสรัสวตีได้รับมอบหมายให้อัญเชิญไฟที่ผ่านการสถาปนาไว้ในภาชนะทองคำ การเดินทางของพระนางกลายเป็นเส้นทางตirthaอันละเอียด: จากหิมาลัยสู่แดนตะวันตก พระนางอันตรธาน (เร้นกาย) ซ้ำแล้วซ้ำเล่า และปรากฏอีกครั้ง ณ บ่อน้ำและตirthaที่มีนามกำกับ เช่น คันธรรวะกูปะ ผ่านสถานที่พระอีศวร สังฆม วฏพฤกษ์ ป่า และจุดประกอบพิธีต่าง ๆ ท้ายที่สุด ณ ชายทะเล พระสรัสวตีปล่อยวาฑวากนิลงสู่น้ำเค็ม พระอัคนีประทานพร แต่ถูกกำกับด้วยคำสั่งผ่าน “แหวน” มิให้ทำให้มหาสมุทรแห้ง บทนี้ปิดด้วยผลานุศาสน์ว่าพระสรัสวตีฝ่ายบูรพา (ปราจี) หาได้ยากและทรงอานุภาพ กล่าวถึงบุญแห่งอัคนีตirtha และลำดับการบูชาใน “ราวทรี ยาตรา”—พระสรัสวตี กปัรทิน/พระศิวะ เกดาร ภีเมศวร ไภรวेशวร จัณฑีศวร โสเมศวร นวเคราะห์ รุทรเอกาทศะ และพระพรหมในรูปกุมาร—ว่าเป็นการทำลายบาป.

Prācī Sarasvatī Māhātmya and Prāyaścitta of Arjuna at Prabhāsa (प्राचीसरस्वतीमाहात्म्यं तथा पार्थस्य प्रायश्चित्तकथा)
บทนี้เป็นบทสนทนา เมื่อเทวีทรงขอให้ชี้แจงถึงความหายากและพลังชำระบาปอันยิ่งของ “ปราจีสรัสวตี” โดยเฉพาะ ณ ประภาส ซึ่งยกมาเปรียบกับกุรุเกษตรและปุษกรด้วย พระอีศวร (พระศิวะ) ทรงยืนยันมหิมาแห่งประภาส และตรัสว่าน้ำศักดิ์สิทธิ์สายนี้เป็นผู้ขจัดมลทิน; การดื่มและการอาบไม่ต้องเคร่งครัดเรื่องกาลเวลา และผู้ใดได้อาบดื่ม แม้สัตว์เดรัจฉานก็ยังได้บุญและยกฐานะขึ้นได้ ต่อมาโดยคำเล่าของสุตะมีตัวอย่างประกอบ: หลังสงครามภารตะ อรชุน (กิรีฏิน ผู้เกี่ยวเนื่องกับนร-นารายณ์) แบกภาระบาปจากการฆ่าญาติ จนถูกสังคมรังเกียจและกีดกัน พระกฤษณะมิได้ให้ไปคยา คงคา หรือปุษกร แต่ทรงชี้ให้ไปยังสถานที่แห่งปราจีสรัสวตี อรชุนถืออุโบสถอดอาหารสามราตรี (ตรีราตร) และอาบน้ำวันละสามเวลา จนบาปที่สั่งสมคลายสิ้น แล้วพระยุธิษฐิระและหมู่ญาติยอมรับคืนดี เนื้อหายังขยายเป็นแนวทางพิธีและจริยธรรม: การสิ้นชีวิตใกล้ฝั่งเหนือถูกกล่าวว่าให้ผล “ไม่หวนกลับ” การบำเพ็ญตบะได้รับการสรรเสริญ และการให้ทานกับการทำศราทธะ ณ ตีรถะนี้ให้ผลทวีคูณแก่ผู้ให้และบรรพชน ถึงขั้นยกเกื้อกูลได้หลายชั่วคน ตอนท้ายย้ำว่าสรัสวตีเป็นเลิศในหมู่สายน้ำ เป็นที่พึ่งบรรเทาทุกข์ในโลกนี้และเกื้อหนุนความผาสุกหลังความตาย.

कंकणमाहात्म्यवर्णनम् / Theological Account of the Bracelet Rite
บทนี้กล่าวเป็นบทสนทนา ว่าด้วยเหตุและอานุภาพของพิธี “ทิ้งกำไล (กังกณะ)” ลงสู่มหาสมุทร ณ ปรภาส ใกล้พระโสมेशวร. พระเทวีทรงถามถึงมนต์ วิธีปฏิบัติ กาลเวลา และเรื่องเป็นแบบอย่าง; พระอีศวรทรงตอบด้วยนิทานตัวอย่างตามคัมภีร์ปุราณะ. มีเรื่องพระเจ้าพฤหัทรถะผู้ทรงธรรม กับพระมเหสีอินทุมตีผู้มีศีล รับรองฤๅษีกัณวะด้วยความเคารพ. ครั้นแสดงธรรมแล้ว ฤๅษีกัณวะเผยเรื่องชาติปางก่อนของอินทุมตี—เดิมเป็นหญิงอาภีรีผู้ยากจน มีสามีห้าคน เดินทางมาสู่โสมेशวร; เมื่ออาบน้ำทะเลถูกคลื่นซัดจนกำไลทองหลุดหาย ต่อมาสิ้นชีวิตแล้วได้เกิดใหม่เป็นราชินีในราชสกุล. ฤๅษีกัณวะยืนยันว่าโชคอันสูงส่งนี้มิได้เกิดจากว्रตะ ตบะ หรือทานใหญ่ หากเกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์กำไลนั้นและผลเฉพาะแห่งปรภาส. เมื่อทราบผลของพิธี—ชำระบาปและประทานความปรารถนาทั้งปวง—จึงเกิดธรรมเนียมทำทุกปี หลังอาบน้ำในน้ำเค็มของโสมेशวรแล้วถวายกำไลลงสู่สมุทร; แสดงมหิมาแห่งทีรถะที่การกระทำเล็กน้อยให้ผลยิ่งใหญ่.

Kaparddī-Vināyaka as Prabhāsa-kṣetra Protector and the Vighnamardana Stotra (कपर्द्दी-विनायकः प्रभासक्षेत्ररक्षकः तथा विघ्नमर्दनस्तोत्रम्)
บทนี้เป็นบทสนทนาระหว่างเทวีและอีศวร อธิบายเหตุที่ในปรภาส-เกษตร ผู้แสวงบุญควรบูชากปัรทฺที-วินายกะ (ปางหนึ่งของพระคเณศ) ก่อนเข้าเฝ้าโสมेशวร อีศวรกล่าวว่าโสมेशวรเป็นลิงครูปของสทาศิวะที่สถาปนาในแดนปรภาส และยืนยันความเป็นใหญ่ของกปัรทฺทีในฐานะผู้กำกับอุปสรรค (วิฆเนศวร) พร้อมแจกแจงอวตารตามยุค—กฤตยุคเป็นเหรัมพะ ตรেতายุคเป็นวิฆนมรรทนะ ทวาปรยุคเป็นลัมโบดระ และกลียุคเป็นกปัรทฺที ต่อมาเหล่าเทวะเกิดความกังวล เพราะมนุษย์แม้ไม่ประกอบพิธีตามแบบแผน ก็ได้สภาวะสวรรค์เพียงด้วยการได้ดर्शनโสมेशวร ทำให้ระเบียบแห่งกรรมและศักดิ์ศรีเทวโลกสั่นคลอน เทวะทั้งหลายจึงทูลขอเทวี; เทวีบีบกายจนเกิด “มละ” แล้วจากนั้นปรากฏวินายกะผู้มีสี่กร พักตร์ช้าง ให้ทำหน้าที่ก่ออุปสรรคแก่ผู้ที่มุ่งไปหาโสมेशวรด้วยความหลง เพื่อคุ้มครองความบริสุทธิ์แห่งเจตนาและความพร้อมทางศีลธรรม เทวีแต่งตั้งให้เป็นผู้พิทักษ์ปรภาส-เกษตร และสั่งให้ขัดขวางผู้ไม่มั่นคงด้วยการก่อความยึดติดในครอบครัว/ทรัพย์ หรือให้เกิดโรค เพื่อให้ผู้มีความแน่วแน่เท่านั้นได้ก้าวต่อไป ท้ายบทถ่ายทอดสโตตระ “วิฆนมรรทนะ” แด่กปัรทฺที กล่าวถึงการบูชาด้วยเครื่องสักการะสีแดงและการถือวรตจตุรถี ส่วนผลานุศาสน์ระบุอำนาจเหนืออุปสรรค ความสำเร็จภายในเวลาที่กำหนด และในที่สุดได้ดर्शनโสมेशวรด้วยพระกรุณาของกปัรทฺที อีกทั้งเชื่อมความหมายชื่อ “กปัรทฺที” กับรูปที่คล้ายกปัรท (มวย/ปมผม) ของท่าน

Kedāra (Vṛddhi/Kalpa) Liṅga Māhātmya and Śivarātri Jāgaraṇa: The Narrative of King Śaśabindu
บทนี้อีศวรตรัสแก่พระมหาเทวีถึงมหิมาแห่งลิงคะที่เกี่ยวเนื่องกับเคดาระในปรภาสะ ลิงคะนั้นเป็นสวยัมภู เป็นที่รักของพระศิวะ ตั้งอยู่ใกล้ภีเมศวร; ในยุคก่อนเคยมีนามว่า รุทเรศวร ด้วยความหวั่นเกรงการสัมผัสของมเลจฉะ ลิงคะจึงลีน/เร้นหาย แล้วจึงเป็นที่รู้จักบนแผ่นดินในนาม “เคดาระ” มีข้อปฏิบัติว่าให้สรงน้ำในมหาสมุทรเค็มและที่ปัทมกะตีรถะ/กุณฑะ แล้วบูชารุทเรศะและเคดาระ โดยเฉพาะวันจตุรทศีปักษ์สว่าง การเฝ้าตื่นตลอดคืน (เอกประจากร) ในศิวราตรีนับเป็นวัตรที่ให้บุญใหญ่ยิ่ง ต่อมา พระเจ้าศศบินทุเสด็จมาปรภาสะในวันจตุรทศี เห็นฤๅษีประกอบชปะและโหมะ จึงบูชาสมนาถ แล้วไปยังเคดาระเพื่อทำชาครณะ เมื่อถูกถามโดยฤๅษี เช่น จยวนะ ยาชญวัลกยะ นารท ไชมินิ และท่านอื่น ๆ พระองค์เล่าเรื่องชาติปางก่อนว่าเคยเป็นศูทรในคราวกันดารอาหาร เก็บดอกบัวที่รามสรัสแต่ขายไม่ได้ แล้วได้พบพิธีเฝ้าตื่นศิวราตรีที่ลิงคะวฤทธะ/รุทเรศวร ซึ่งนำโดยนางคณิกาชื่อ อนังควตี ด้วยไร้อาหารจึงเกิดอุปวาสโดยไม่ตั้งใจ พร้อมสรงน้ำ ถวายดอกบัว และเฝ้าตื่นทั้งคืน จึงได้อำนาจราชย์ในชาติถัดมาและยังจำเหตุได้ ตอนท้ายกล่าวผลว่า การบูชาลิงคะนี้ทำลายบาปหนักและประทานบุรุษารถะทั้งปวง; อนังควตีก็ได้ยกฐานะเป็นอัปสราโดยวัตรเดียวกัน

भीमेश्वरमाहात्म्यवर्णनम् / Chapter 40: The Māhātmya (Sacred Account) of Bhīmeśvara
บทนี้เป็นบทสนทนาระหว่างพระศิวะกับพระเทวี อธิบายกำเนิด การตั้งนาม และอานิสงส์ของลึงค์อันทรงพลัง ซึ่งเริ่มจากฤๅษีผู้เป็นกษัตริย์ชื่อศเวตกेतุ และต่อมาสัมพันธ์กับภีมเสน พระอีศวรทรงชี้ให้พระเทวีเห็นศาสนสถานที่ให้ผลยิ่งในเขตปรภาส ใกล้เกดาเรศวร ซึ่งครั้งหนึ่งภีมเคยบูชา พร้อมกล่าวถึงระเบียบการสักการะอย่างถูกต้อง เช่น การอภิเษกด้วยน้ำนมและพิธีที่เกี่ยวข้อง สำหรับผู้แสวงบุญที่ปรารถนาผลแห่งการจาริกและสุคติภพหน้า พระเทวีทูลถามเหตุปัจจัยว่า ลึงค์ของศเวตกेतุเป็นที่รู้จักได้อย่างไร และเหตุใดจึงได้ชื่อว่า “ภีเมศวร” พระอีศวรทรงเล่าว่าในยุคเตรตา ศเวตกेतุได้บำเพ็ญตบะอย่างเข้มงวด ณ ชายทะเลอันเป็นมงคลของปรภาสยาวนานหลายปี อดทนต่อฤดูกาลต่าง ๆ จนพระศิวะทรงพอพระทัยและประทานพร ศเวตกेतุขอความภักดีมั่นคงและขอให้พระศิวะประทับอยู่ ณ ที่นั้นเป็นนิตย์ พระศิวะทรงรับ ทำให้ลึงค์นั้นมีนามว่า “ศเวตกेतวีศวร” ครั้นถึงยุคกาลี ภีมเสนเดินทางแสวงบุญพร้อมพี่น้องมาบูชาลึงค์นี้ จึงเป็นที่เลื่องลืออีกครั้งในนาม “ภีเมศ/ภีเมศวร” ตอนท้ายกล่าวยืนยันว่า เพียงได้เห็นและนอบน้อมสักครั้งด้วยศรัทธา ก็สามารถทำลายบาปมากมาย แม้บาปที่สั่งสมข้ามภพชาติได้

भैरवेश्वरमाहात्म्यवर्णनम् / The Māhātmya of Bhairaveśvara
บทที่ 41 เป็นถ้อยคำของพระอีศวรกล่าวถึงลิงคะอันทรงฤทธิ์ซึ่งประดิษฐานในทิศตะวันออก สัมพันธ์กับพระสรัสวตี และตั้งอยู่ใกล้มหาสมุทร เรื่องราวกล่าวถึงวิกฤตจาก “วฑวานละ” (ไฟใต้สมุทร) อันทำลายล้าง เมื่อเกิดภัยนั้น พระเทวีทรงอัญเชิญลิงคะเข้าใกล้ชายทะเล บูชาตามพิธีอันถูกต้อง แล้วทรงรับวฑวานละไว้และทิ้งลงสู่มหาสมุทรเพื่อเกื้อกูลเหล่าเทวะ เหล่าเทวะจึงประกอบการเฉลิมฉลองตามพิธี มีเสียงสังข์และกลอง พร้อมโปรยปรายดอกไม้ และถวายพระนามยกย่องแด่พระเทวีว่า “เทวมาตา” โดยยอมรับว่าเป็นกิจที่ยากแม้แก่เทวะและอสูร พระอีศวรยังอธิบายเหตุแห่งความเลื่องลือของศาลเจ้านี้ว่า เพราะพระเทวีทรงสถาปนาลิงคะอันเป็นมงคล และเพราะพระสรัสวตีได้รับสรรเสริญว่าเป็นแม่น้ำประเสริฐและผู้ทำลายบาป ลิงคะจึงเป็นที่รู้จักในนาม “ไภรวะ” คือ ไภรวेशวร ท้ายบทมีข้อกำหนดว่า การบูชาพระสรัสวตีและไภรวेशวร โดยเฉพาะในวันมหานวมีพร้อมการอาบน้ำชำระตามควร ย่อมขจัดโทษแห่งวาจา (วากโทษะ) และการบูชาลิงคะด้วยการรดน้ำนมพร้อมสวดมนต์อฆอระ ย่อมให้ผลแห่งการจาริก (ยาตราผละ) อย่างครบถ้วน.

चण्डीशमाहात्म्यवर्णनम् (Chandīśa Shrine-Glory and Ritual Protocols)
บทที่ 42 กล่าวถึงคำสอนของพระอีศวรต่อพระเทวีในการเข้าเฝ้าและบูชาพระจัณฑีศะ ณ ประภาส-เกษตร โดยระบุตำแหน่งศาลเจ้าด้วยเครื่องหมายทิศทางและความสัมพันธ์ของสถานที่—ใกล้ส่วนทิศของโสมேศ/อีศ และไม่ไกลไปทางใต้จากที่พำนักของทัณฑปาณิ นอกจากนี้ยังยืนยันความศักดิ์สิทธิ์ของสถานด้วยเรื่องการสถาปนาและบูชาในกาลก่อนโดยจัณฑาและคณะคณะ (คณะของพระศิวะ) ผู้บำเพ็ญตบะอย่างยาก จนเกิดลึงค์จัณฑேศวรอันเลื่องชื่อ ต่อจากนั้นแจกแจงลำดับพิธีบูชาอย่างเป็นระเบียบ: อภิเษกด้วยน้ำนม โยเกิร์ต/นมเปรี้ยว และเนยใส; ทาด้วยน้ำผึ้ง น้ำอ้อย และหญ้าฝรั่น; เครื่องหอมเช่นการบูร อุศีระ และสารมัสก์ พร้อมจันทน์; ถวายดอกไม้; ธูปและอครู; ถวายผ้าตามกำลัง; นิเวทยะพร้อมประทีป โดยเฉพาะข้าวหวานปรมานนะ; และให้ทาน/ทักษิณาแก่ทวิชาติ บทนี้ยังกล่าวถึงผลเฉพาะสถานที่: ทานที่ถวายโดยหันหน้าไปทางใต้ย่อมเป็นอักษยะสำหรับพระจัณฑีศะ; ศราทธะที่ทำทางใต้ของพระจัณฑีศะทำให้บรรพชนอิ่มเอมยาวนาน; และการถืออุทตรายณะพร้อมถวาย “ผ้าห่มเนยใส” (ฆฤต-กัมพละ) เชื่อมโยงกับการหลีกเลี่ยงการเกิดใหม่อันโหดร้าย ตอนท้ายสรุปว่าศรัทธาในการจาริกสู่พระศูลินเป็นการชำระบาป ปลดปล่อยจากโทษเกี่ยวกับนิรมาลยะ การเผลอบริโภค และความบกพร่องแห่งกรรมอื่น ๆ.

आदित्येश्वरमाहात्म्यवर्णनम् | Adityeśvara Māhātmya (Chapter on the Glory of Adityeśvara)
บทที่ 43 กล่าวถึงพระอีศวรทรงแนะทางจาริกตามทิศแก่พระเทวี โดยชี้ว่าเบื้องตะวันตกของโสมเศวร มีลึงค์ที่สุริยะทรงประดิษฐาน อยู่ภายในระยะที่กำหนดว่า “เจ็ดคันธนู” ลึงค์นั้นมีนามว่า อาทิตเยศวร เป็นผู้ทำลายบาปทั้งปวง อีกทั้งยกความทรงจำแห่งยุคเตรตา ว่าสมุทรได้บูชาลึงค์นี้ด้วยรัตนะเป็นเวลายาวนาน เพื่อสถาปนามหิมาแห่งสถานที่ในกาลอันศักดิ์สิทธิ์ เพราะการบูชาด้วยรัตนะ จึงมีนามรองว่า “รัตเนศวร” คือเจ้าแห่งแก้วรัตนะ พิธีกรรมกำหนดให้สรงด้วยปัญจามฤต แล้วบูชาด้วยรัตนะห้าประการ จากนั้นถวายราชูปจารตามวิดีอย่างครบถ้วน ผลแห่งการบูชาถูกกล่าวว่าเสมอเมรุทาน และเทียบได้กับผลรวมแห่งยัญญะและทานทั้งหลาย พร้อมทั้งยกย่องการเกื้อกูลสายบรรพชนฝ่ายบิดาและมารดา อีกทั้งเน้นการชำระบาป—บาปในวัยเด็ก วัยหนุ่มสาว วัยผู้ใหญ่ และวัยชรา ย่อมถูกล้างด้วยการได้ทัศนะรัตเนศวร ยังสรรเสริญธนูทาน (การถวายโค) ณ ที่นั้น พร้อมคำมั่นถึงความรอดพ้นแก่สิบชั่วก่อนและสิบชั่วหลัง และกล่าวว่าเมื่อบูชาลึงค์โดยถูกต้องแล้ว ผู้สวดศตรุทรียะ ณ เบื้องขวาของเทพ ย่อมไม่กลับมาเกิดอีก ตอนท้ายสรุปว่าแม้การสดับด้วยความตั้งใจและศรัทธา ก็เป็นเหตุให้หลุดพ้นจากพันธนาการแห่งกรรมได้

Someshvara-māhātmya-varṇanam (Glorification and Ritual Protocol of Someshvara)
ในอัธยายะนี้ พระอีศวรทรงแสดงลำดับพิธีบูชาอย่างเป็นแบบแผนทางเทววิทยาและพิธีกรรม เมื่อบูชาอาทิตเยศะตามวิธีแล้ว ผู้ปฏิบัติพึงไปยังโสเมศวร และประกอบปูชาด้วยปัญจางคภักติ โดยเน้นการแสดงความเคารพด้วยกาย ได้แก่ สาษฏางคประณาม การเวียนขวา (ประทักษิณา) และการเฝ้าดูด้วยสมาธิซ้ำแล้วซ้ำเล่า (ปุนัรปุนัห ทรรศนะ) ลิงคะของโสเมศวรถูกชี้ว่าเป็นเอกภาพแห่งหลักสุริยะ–จันทรา ทำให้พิธีนี้มีนัยอัคนีษโสม และเป็นการทำเจตนายัญให้สมบูรณ์โดยสัญลักษณ์ผ่านการบูชาในเทวสถาน ต่อจากนั้นให้บูชาอุมาเทวีที่อยู่ใกล้เคียง แล้วจึงมุ่งไปยังสถานศักดิ์สิทธิ์อีกแห่งคือไทตยะสูทนะ แสดงถึงวงจรการจาริกอันเชื่อมโยงกันในประภาสเกษตร ท้ายบทระบุว่าเป็นอัธยายะที่ 44 แห่งคำพรรณนาโสเมศวรมาหาตมยะ ในประภาสเกษตรมาหาตมยะ แห่งประภาสขันฑะ

अङ्गारेश्वरमाहात्म्यवर्णनम् (Aṅgāreśvara Māhātmya: The Glory of the Aṅgāreśvara Shrine)
ในอัธยายะนี้ อีศวรทรงเล่ากำเนิดและอานุภาพแห่งพิธีบูชา “อังคาเรศวร” ในแดนศักดิ์สิทธิ์ปรภาสะ เมื่อพระศิวะทรงตั้งพระทัยจะเผาตรีปุระ พระพิโรธอันแรงกล้าทำให้น้ำตาไหลออกจากพระเนตรทั้งสาม; ธาตุทิพย์นั้นตกลงสู่พื้นพิภพและบังเกิดเป็น “ภูมิสุตะ” คือ โภมะ/มังคละ (ดาวอังคาร). ตั้งแต่วัยเยาว์ โภมะเดินทางสู่ปรภาสะและบำเพ็ญตบะยาวนานถวายแด่ศังกร; พระศิวะทรงพอพระทัยและประทานพร. โภมะทูลขอ “ครหัตวะ” คือฐานะเป็นดาวเคราะห์ พระศิวะทรงรับรอง และทรงให้คำมั่นคุ้มครองแก่ผู้มีภักติที่มาบูชาอังคาเรศวร ณ ที่นั้น. อัธยายะระบุการถวายดอกไม้สีแดง การทำโหมะด้วยเครื่องบูชาผสมน้ำผึ้งและเนยใสจำนวนหนึ่งแสนครั้ง และการบูชาแบบปัญโจปจาระอย่างประณีต. ตอนผลश्रุติกล่าวว่า การสดับมหาตมยะโดยย่อช่วยชำระบาปและให้สุขภาพดี; ทานเช่น วิดรุมะ (ปะการังแดง) ให้ผลตามปรารถนา และโภมะถูกพรรณนาว่าสุกสว่างในวิมานทิพย์ท่ามกลางหมู่ดาวเคราะห์.

बुधेश्वरमाहात्म्यवर्णनम् | Budheśvara Māhātmya (The Glory of Budheśvara Liṅga)
อีศวรทรงสั่งสอนเทวีว่า จงไปทางทิศเหนือซึ่งมีลึงค์อันทรงฤทธิ์ยิ่งชื่อว่า “พุเธศวร” ลึงค์นี้สรรเสริญว่าเพียงได้ดर्शन (การได้เห็นด้วยความเคารพ) ก็สามารถชำระบาปทั้งปวง จึงเป็นทีรถะอันบริสุทธิ์ยิ่ง เรื่องราวยืนยันความศักดิ์สิทธิ์โดยกล่าวว่า สถานศักดิ์สิทธิ์นี้ได้รับการสถาปนาโดยพุธ (ดาวพุธ) ผู้บำเพ็ญตบะและบูชาพระสทาศิวะเป็นเวลายาวนานถึงสี่ช่วงดุจยุค—พรรณนาว่า “สี่ปีแห่งหมื่นๆ” จนท้ายที่สุดได้เฝ้าพระศิวะโดยตรง พระศิวะทรงพอพระทัยจึงประทานฐานะเป็นครหะ (ผู้กำกับดาวเคราะห์) และตรัสว่า การบูชาพุเธศวรลึงค์โดยเฉพาะในวันเสามฺยาษฺฏมี (อัษฏมีที่เกี่ยวเนื่องกับพุธ) ให้ผลเสมอราชสูยะยัญ ผลश्रุติกล่าวถึงการคุ้มครองจากเคราะห์ร้าย ความอัปมงคลของตระกูล การพลัดพรากจากสิ่งอันปรารถนา และความหวาดกลัวจากศัตรู ตอนท้ายสรุปว่า ผู้ฟังมหาตมยะนี้ด้วยศรัทธาย่อมถูกนำไปสู่ปรมปท คือ “สภาวะสูงสุด”.

वृहस्पतीश्वरमाहात्म्यवर्णनम् | The Māhātmya of Bṛhaspatīśvara (Guru-associated Liṅga)
บทนี้เป็นคำสอนของพระอีศวรต่อพระมหาเทวี ให้ผู้แสวงบุญหันไปสู่ลึงค์เฉพาะในทิศตะวันออก อันเกี่ยวเนื่องกับพระอุมา และอยู่ในขอบเขตทิศอาคเนย์ (ตะวันออกเฉียงใต้) ลึงค์นี้เป็นมหาลึงค์ที่เทวาจารย์ได้ประดิษฐาน และสัมพันธ์แนบแน่นกับครูคือพระพฤหัสบดี จึงเรียกว่า “พฤหัสปตีศวร” กล่าวถึงแบบอย่างการบูชา: ผู้ที่มีศรัทธาบูชาลึงค์อย่างต่อเนื่องยาวนาน ย่อมบรรลุความปรารถนาที่ยากจะได้ จากนั้นได้รับเกียรติในหมู่เทวะ และได้อีศวรญาณ (ความรู้แห่งความเป็นเจ้า) เพียงได้ทัศนะ (darśana) ลึงค์ที่พระพฤหัสบดีสร้าง ก็เป็นเครื่องคุ้มครองจากเคราะห์ร้าย และเป็นการแก้ทุกข์ที่โยงกับพระพฤหัสบดีโดยเฉพาะ ย้ำกาลพิธีว่าเมื่อศุกลจตุรทศีตรงกับวันพฤหัสบดีเป็นเวลาประเสริฐ จะบูชาตามพิธีพร้อมราชูปจาร หรือบูชาด้วยเจตนาภักติอันบริสุทธิ์ก็ได้ การอาบด้วยปัญจามฤตในปริมาณมากกล่าวว่าทำให้พ้นจากหนี้สามประการ (ṛṇa-traya) คือหนี้ต่อมารดา บิดา และครู นำไปสู่ความบริสุทธิ์ จิตไร้คู่ตรงข้าม (nirdvandva) และที่สุดคือโมกษะ ตอนท้ายมีผลश्रुतिว่า การสดับด้วยศรัทธาย่อมทำให้ครูพอพระทัย

Śukreśvara-māhātmya (Glory of the Liṅga Established by Śukra)
บทนี้กล่าวถึงมหิมาแห่งศาลเจ้าหนึ่งในประภาส-เกษตร อีศวรตรัสแก่เทวีถึงศิวลึงค์ที่ศุกระ (ภารควะ) สถาปนาไว้ทางทิศตะวันตกใกล้วิภูตีศวร โดยการได้เห็นและได้สัมผัส (ทัรศนะและสปัรศะ) ย่อมชำระบาปและมลทินทางธรรมได้ เรื่องราวย้อนถึงการที่ศุกระได้ “สัญชีวนี-วิทยา” ด้วยอิทธิพลและพระกรุณาแห่งรุทระ ผ่านตบะอันเข้มข้น อีกตอนหนึ่งกล่าวว่าเพื่อกิจแห่งเทพ ศัมภูทรงกลืนศุกระไว้ แต่ศุกระยังคงบำเพ็ญตบะภายในองค์พระเป็นเจ้า จนมหาเทวะพอพระทัยและทรงปล่อยเขา—เป็นเหตุแห่งนามและความศักดิ์สิทธิ์ของลึงค์นั้น ต่อมามีข้อปฏิบัติ: บูชาลึงค์ด้วยจิตมั่นคง สวดมนต์มฤตยูญชัยครบหนึ่งแสน ทำปัญจามฤตอภิเษก และบูชาด้วยดอกไม้หอม ผลคือคุ้มครองจากความหวาดกลัวต่อความตาย ละบาป บรรลุความปรารถนา และได้ความรุ่งเรืองดุจสิทธิ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับภักติที่มั่นคง

Śanaiścaraiśvara (Saurīśvara) Māhātmya and Daśaratha’s Śani-stotra | शनैश्चरैश्वरमाहात्म्यं तथा दशरथकृतशनीस्तोत्रम्
บทนี้เป็นธรรมกถาเชิงไศวะในรูปสนทนาระหว่างอีศวรกับเทวี โดยระบุศาลเจ้าลึงค์สำคัญชื่อ ‘ศไนศจะไรศวร/เสารีศวร’ ในภูมิทัศน์ศักดิ์สิทธิ์แห่งปรภาสะ ลึงค์นี้กล่าวว่าเป็นศูนย์พลัง ‘มหาประภา’ อันบรรเทาบาปหนัก ความหวาดกลัว และเคราะห์ร้าย พร้อมเชื่อมฐานะอันสูงของพระศนิกับความภักดีต่อพระศัมภู นอกจากนี้ยังวางแบบแผนบูชาวันเสาร์อย่างมีระเบียบ—ถวายใบชมี พร้อมเครื่องบูชาเช่น งา ถั่วมาษะ น้ำตาลอ้อย (กุฑะ) และข้าวสุก (โอดนะ) และแนะนำทานเป็นโคเพศผู้สีดำแก่ผู้รับที่สมควร แก่นเรื่องเล่าถึงพระเจ้าทศรถเมื่อเผชิญวิกฤตตามคำพยากรณ์โหราศาสตร์: การเคลื่อนของพระศนิไปสู่ดาวโรหิณีและลาง ‘ศกฏเภท’ ที่เกรงว่าจะนำความแห้งแล้งและทุพภิกขภัย เมื่อทราบว่าแทบไม่มีทางแก้ พระราชาจึงกล้าหาญประกอบตบะ เดินทางสู่แดนดารา เผชิญหน้าพระศนิในท่าทีดุจอาวุธ แล้วขอพรให้ไม่เบียดเบียนโรหิณี ไม่ให้เกิดศกฏเภท และไม่ให้เกิดทุพภิกขภัยยาวสิบสองปี ซึ่งพระศนิก็ประทานให้ บทนี้ยังรักษา ‘ศนิสโตตร’ ที่ทศรถรจนาขึ้น เป็นคำสรรเสริญยืดยาวถึงรูปอันน่าเกรงขามของพระศนิและอำนาจในการประทานหรือถอนอธิปไตย จากนั้นพระศนิให้คำรับรองโดยมีเงื่อนไขว่า ผู้ใดสวดสโตตรนี้ด้วยการบูชาและพนมมือ จะพ้นจากเคราะห์พระศนิ และยังพ้นจากปัญหาดาวเคราะห์อื่นในวาระสำคัญ เช่น ดาวกำเนิด ลัคนา และช่วงทศา/อนุทศา ตอนท้ายผลश्रุติกล่าวว่า การสวดเช้าวันเสาร์และระลึกด้วยศรัทธาย่อมบรรเทาทุกข์จากเคราะห์ดาวและทำให้ความมุ่งหมายสำเร็จ

राह्वीश्वरमाहात्म्यवर्णनम् | Rāhvīśvara Māhātmya (The Glory of Rāhu-established Īśvara)
บทที่ 50 แห่งปรภาสขันฑะ เป็นคำสอนเฉพาะสถานที่ที่อีศวรตรัสแก่เทวีถึงศิวลึงค์อันทรงฤทธิ์ ซึ่งราหู (สวภานุ/ไสํหิเกยะ) ได้สถาปนาไว้ สถานศาลเจ้าถูกระบุทิศทางว่าอยู่ทางวายัวยะ (ตะวันตกเฉียงเหนือ) ใกล้มังคลา อยู่เหนืออชาทเทวี และอยู่ใกล้จุดหมายที่ทำเครื่องหมายด้วย “ธนุ” เจ็ดแห่ง ตำนานกำเนิดกล่าวว่า อสูรผู้เกรียงไกรนามสวภานุบำเพ็ญตบะอย่างยาวนานถึงพันปี เพื่อบูชามหาเทวะ ครั้นมหาเทวะทรงพอพระทัย จึงทรงปรากฏ/ทรงรับการสถาปนาเป็นลึงค์ดุจ “ชคัททีปะ” คือประทีปส่องโลก ผลश्रุติย้ำชัดว่า การบูชาด้วยศรัทธาและการได้ทัศนะอย่างถูกต้อง ย่อมลบล้างแม้บาปหนักดุจพรหมหัตยา ผู้บูชาจะพ้นจากตาบอด หูหนวก เป็นใบ้ โรคภัย และความยากจน แล้วได้ความมั่งคั่ง ความงาม ความสำเร็จตามปรารถนา และความสุขเสมอเทวะ ตอนท้ายระบุว่าเป็นบทหนึ่งในสกันทปุราณะ ปรภาสขันฑะ ภาคปรภาสเกษตรมหาตมยะ

केत्वीश्वरमाहात्म्यवर्णन (Ketu-linga / Ketvīśvara Māhātmya Description)
อัธยายะนี้กล่าวถึงคำบรรยายของพระอีศวรว่าด้วยภูมิประเทศศักดิ์สิทธิ์และพิธีกรรมของเกตุลิงคะ (เกตวีศวร) ในเขตปรภาสะ โดยระบุตำแหน่งศาลเจ้าแบบอ้างอิงสถานที่—อยู่ทางเหนือของราหวีศานะและทางใต้ของมังคลา—พร้อมกำหนดระยะ “ไกลเท่าลูกศรจากคันธนู” เพื่อเป็นแนวทางแก่ผู้แสวงบุญ. จากนั้นพรรณนาพระเคราะห์เกตุว่าเป็นครหะอันน่าเกรงขาม มีลักษณะสัญลักษณ์ชัดเจน และเล่าเรื่องการบำเพ็ญตบะของเกตุตลอดร้อยปีทิพย์ จนได้รับพระกรุณาจากพระศิวะและได้ความเป็นใหญ่เหนือครหะจำนวนมาก. เมื่อเกตุขึ้นในยามอัปมงคล หรือเมื่อเกิดเคราะห์ร้ายจากครหะอย่างรุนแรง บทนี้กำหนดให้บูชาเกตุลิงคะด้วยศรัทธา โดยถวายดอกไม้ เครื่องหอม ธูป และนิเวทยะหลากชนิดตามพิธีที่ถูกต้อง. ผลแห่งการบูชาถูกกล่าวอย่างชัดเจนว่า สถานที่นี้ช่วยสงบทุกข์จากเคราะห์ดาวและทำลายบาป. ท้ายที่สุดยังวางเกตุลิงคะไว้ในระบบที่กว้างขึ้น คือเก้าครหะ-ลิงคะและรวมเป็นสิบสี่อายตนะ พร้อมยืนยันว่า การได้ทัศนะเป็นนิตย์ย่อมขจัดความหวาดกลัวต่อเคราะห์ร้ายและเกื้อหนุนความผาสุกของครอบครัว.

सिद्धेश्वरमाहात्म्यवर्णनम् / The Glorification of Siddheśvara
พระอีศวรทรงสั่งสอนพระเทวีถึง “ศิวลึงค์แห่งสิทธะทั้งห้า” และตรัสว่าเพียงได้ดर्शनก็ทำให้การจาริกแสวงบุญของมนุษย์สำเร็จ (ยาตรา-สิทธิ) ต่อจากนั้นได้ระบุตำแหน่งของสิทธेशวรตามทิศทาง—อยู่ใกล้โสมेशะในทิศที่กำหนด และสิทธेशวรตั้งอยู่ในเขตตะวันออกเมื่อเทียบกับจุดหมายสำคัญที่กล่าวนามไว้ การเข้าเฝ้าด้วยศรัทธา (อภิคมนะ) และการบูชาถูกยกย่องว่ามีอานุภาพยิ่ง ให้ได้อณิมาและสิทธิอื่น ๆ ชำระบาป และนำไปสู่สิทธโลก บทนี้ยังแจกแจง “วิฆนะ” ภายในใจซึ่งเป็นอุปสรรคต่อสิทธิ ได้แก่ กาม โกรธ กลัว โลภ ความยึดติด ริษยา ความเสแสร้ง ความเกียจคร้าน ความง่วงหลับ ความหลง และอหังการ กล่าวว่าการบูชาสิทธेशวรทำให้อุปสรรคเหล่านี้สลายแก่ผู้พำนักและผู้มาเยือนในกษेत्र จึงเป็นแรงบันดาลให้จาริกอย่างมีวินัยและประกอบอรจนะอย่างต่อเนื่อง ตอนท้ายยืนยันว่าเรื่องนี้เป็นคัมภีร์ที่ฟังแล้วทำลายบาป และด้วยภักติย่อมประทานเป้าหมายอันชอบธรรมตามธรรมะได้จริง

कपिलेश्वरमाहात्म्यवर्णनम् (Kapileśvara Māhātmya—Account of the Glory of Kapileśvara)
บทนี้ดำเนินด้วยกรอบสนทนาระหว่างพระศิวะ–พระเทวี และชี้นำผู้แสวงบุญไปยัง “กปิเลศวร” ตีรถะ ลึงค์กปิเลศวรซึ่งอยู่ไม่ไกลทางทิศตะวันออกจากจุดในเส้นทางที่กล่าวถึง ถูกสรรเสริญว่าเป็นลึงค์ผู้มีมหาประภาวะ และกล่าวชัดว่าการได้เห็น (ทัรศนะ) ย่อมทำลายบาปกรรมได้ ความศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่อธิบายด้วยตบะของราชฤๅษีกปิละ ผู้ได้ประดิษฐานพระมหาเทวะ ณ ที่นั้นแล้วบรรลุสิทธิสูงสุด อีกทั้งยืนยันว่ามีเทวสันนิธิ (การสถิตใกล้ของเทพ) ณ ลึงค์นี้อย่างต่อเนื่อง ทำให้ศาลเจ้ามีผลทางพิธีกรรมตลอดกาล ต่อมามีข้อกำหนดตามกาล: ในวันศุกลจตุรทศี (ขึ้น ๑๔ ค่ำ) ผู้ภักดีผู้มีวินัย หากเพื่อประโยชน์แห่งสรรพโลกได้เฝ้าดูโสม/โสเมศะในฐานะกปิเลศวรเจ็ดครั้ง จะได้ผลบุญเสมอการถวายโคทาน สุดท้ายกล่าวถึงพิธีทาน: ผู้ใดถวาย “ติละเธนุ” (โคสัญลักษณ์ทำด้วยงา) ณ ตีรถะนั้นด้วยจิตตั้งมั่น ย่อมได้รับสัญญาให้พำนักสวรรค์เป็นจำนวนยุคเท่ากับเมล็ดงา อันเป็นผลศรุติชักนำสู่ธรรมะ

गन्धर्वेश्वरमाहात्म्यवर्णनम् | The Māhātmya of Gandharveśvara (Ghanavāheśvara Liṅga)
อีศวรเล่าแก่เทวีถึงมหาตมยะของสถานศักดิ์สิทธิ์เฉพาะถิ่นในประภาสเกษตระ โดยชี้นำผู้แสวงบุญให้ไปสักการะ ‘คันธรรเวศวรอันประเสริฐ’ ซึ่งเป็นลึงค์ที่ตั้งอยู่ทางเหนือจากที่พำนักของทัณฑปาณิ ตำนานมีศูนย์กลางที่พระราชาคันธรรพชื่อฆนวาหะ และธิดาชื่อคันธรรวเสนา ด้วยความทะนงในรูปโฉม คันธรรวเสนาถูกศิขัณฑินและคณะคณะบริวาร (คณะ/คณ) สาป ต่อมาโคศฤงคฤๅษีประทานความเกื้อกูล โดยผูกโยงกับการถือวัตรวันจันทร์ (โสมวารวรตะ) และภักติต่อโสมะ/ศิวะ ฆนวาหะบำเพ็ญตบะอย่างหนักในเกษตระนั้นแล้วสถาปนาลึงค์ขึ้น และธิดาก็สถาปนาลึงค์ ณ ที่เดียวกัน วัตถุบูชานั้นเป็นที่รู้จักในนาม ‘ฆนวาหेशวร’ กล่าวว่าเมื่อบูชาอย่างรอบคอบใกล้ทัณฑปาณิ ผู้ศรัทธาที่บริสุทธิ์และมีวินัยย่อมได้บรรลุคันธรรพโลก ในตอนผลश्रุติ สถานนี้ถูกยกย่องว่าเป็นอานุภาพ ‘ประการที่สาม’ อันทำลายบาปและเพิ่มพูนบุญ การอาบน้ำที่อัคนีตีรถะและการบูชาลึงค์ที่คันธรรพสรรเสริญได้รับการสรรเสริญยิ่ง และการบรรลุนิรวาณถูกเชื่อมโยงเป็นพิเศษกับการมาถึงของอุตตรายณะ การได้ฟังและให้ความเคารพต่อมหาตมยะนี้กล่าวกันว่าย่อมพ้นจากความหวาดกลัวอันใหญ่หลวง

Vimaleśvara-māhātmya (विमलेश्वरमाहात्म्य) — The Glory of Vimaleśvara
พระอีศวรทรงแนะนำพระเทวีให้เสด็จไปยังวิมเลศวร ซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก ใกล้พระคุรี และอยู่ในแนวทิศตะวันตกเฉียงใต้ (ไนฤตยะ) ศาสนสถานนี้ได้รับการสรรเสริญว่าเป็น ‘ปาปะ-ประณาศนะ’ คือสถานที่ทำลายบาป เหมาะแก่ทั้งสตรีและบุรุษ แม้ผู้ที่ทุกข์จากความเสื่อมแห่งกาย ก็ยังพ้นทุกข์ได้ด้วยอานุภาพแห่งที่นั้น วิธีที่เป็นแก่นคือการบูชาด้วยศรัทธาภักดี (ภักติ-ยุกตะ อรจนะ) ผลคือความทุกข์ดับลง และผู้บูชาเข้าถึงภาวะหรือฐานะอัน ‘นิรมละ’ คือความบริสุทธิ์ผ่องใส นอกจากนี้ยังมีเรื่องเหตุปัจจัยเกี่ยวกับคันธรรพเสนาและนางวิมลา อธิบายว่าทำไมลึงค์นี้จึงเป็นที่รู้จักบนโลกในนาม ‘วิมเลศวร’ ตอนท้ายระบุว่านี่เป็นมหาตมยะลำดับที่สี่ และย้ำคุณแห่งการทำลายบาปทั้งปวงของสถานที่นี้

धनदेश्वरमाहात्म्यवर्णनम् | Dhanadeśvara Māhātmya (Glory of Dhanadeśvara)
อีศวรทรงพรรณนามหิมาแห่งศิวลึงค์ผู้เป็นสิทธะอันเลื่องชื่อว่า “ธนเทศวร” ในทุ่งศักดิ์สิทธิ์ปรภาสะ ลึงค์นี้กล่าวว่าอยู่ในทิศตะวันตกเฉียงใต้ของพรหมา ณ ตำแหน่งที่สิบหกตามมาตรา “คันธนู” และอยู่ใกล้ศาลเจ้าราหุลึงค์ ธนท (กุเบร) ระลึกถึงภาวะก่อนหน้า ตระหนักถึงอานุภาพแห่งศิวราตรีและความศักดิ์สิทธิ์ของปรภาสะ จึงกลับมายังสถานที่นั้นและประจักษ์ถึงพลังอันพิเศษยิ่ง เขาบำเพ็ญตบะอย่างเข้มข้นยาวนาน แล้วสถาปนาลึงค์และบูชาตามพิธีอันถูกต้อง ด้วยพระกรุณาแห่งพระศิวะ ธนทได้รับฐานะสูงส่งเป็นเจ้าแห่งนครอลกา และด้วยตบะกับภักติยืนยันยิ่งขึ้นถึงการประทับปรากฏของพระศังกร ณ ที่นั้น ตอนท้ายบทให้แนวทางแห่งศรัทธา—การบูชาด้วยปัญโจปจาระและเครื่องหอมย่อมนำความมั่งคั่งยั่งยืนแก่ตระกูล ให้ความไม่แพ้พ่ายและข่มความหยิ่งผยองของศัตรู พร้อมทั้งป้องกันความยากจน ผู้ใดสดับและให้ความเคารพเรื่องราวนี้ด้วยความเอาใจใส่ ย่อมได้รับมงคลอันมั่นคง

वरारोहामाहात्म्यवर्णनम् / The Māhātmya of Varārohā (Umā as Icchā-Śakti) at Somēśvara
บทนี้เป็นคำสอนเชิงเทววิทยาของพระอีศวรแก่พระเทวี ว่าด้วยกรอบ “ศักติสามประการ” คือ อิจฉา (ความประสงค์/เจตจำนง), กริยา (การกระทำ) และญาณ (ความรู้แจ้ง) โดยกำหนดลำดับพิธีว่า เมื่อบูชาลึงค์ศักดิ์สิทธิ์ตามกำลังแล้ว พึงบูชาศักติทั้งสามต่อไปตามแบบแผน อิจฉาศักติถูกระบุให้ประดิษฐานในประภาสเกษตร แถบโสเมศวร ในพระนาม “วรารโหรา” ตำนานกล่าวถึงมเหสี ๒๖ องค์ที่ถูกโสมทอดทิ้ง ได้บำเพ็ญตบะในทุ่งประภาสอันเป็นมงคล ครั้นแล้วพระคาวรี/ปารวตีทรงปรากฏ ประทานพร และสถาปนาธรรมปฏิบัติเป็นการแก้เคราะห์เพื่อบรรเทาความอัปมงคลของสตรี กำหนด “คาวรีวรตะ” ในวันตฤติยา (ขึ้น ๓ ค่ำ) เดือนมาฆะ มีการเฝ้าทัศนาและบูชา พร้อมแบบ “สิบหก” ประการแห่งทาน/เครื่องสักการะ (ผลไม้ ของกิน อาหารปรุงสุก เป็นต้น) และการยกย่องคู่สามีภรรยา ผลานุศาสน์กล่าวถึงการสิ้นอัปมงคล ความรุ่งเรือง และความสำเร็จตามปรารถนา ทั้งยืนยันว่า การบูชาวรารโหราที่โสเมศวรย่อมทำลายบาปและความยากจนได้

अजापालेश्वरीमाहात्म्यवर्णनम् | Ajāpāleśvarī Māhātmya (Glorification of Ajāpāleśvarī)
อีศวรทรงพรรณนาศักติรูปที่สองซึ่งสถิต ณ ประภาสะ เป็นพลัง “กริยาตมิกา” คืออำนาจศักดิ์สิทธิ์ที่ทำให้กิจสำเร็จ และเป็นที่พอพระทัยของเหล่าเทวะ ระหว่างเขตโสมเษะกับวายุมีพีฐะที่โยคินีบูชา อยู่ใกล้ปาตาลวิวร (รอยแยกใต้พิภพ) และกล่าวถึงขุมทรัพย์เร้นลับ—นิธิ โอสถทิพย์ และรสายัน—ซึ่งผู้ภักดีอาจได้รับ พระเทวีทรงถูกระบุว่าเป็นไภรวี ต่อมานิทานยกแบบอย่างกษัตริย์ในเตรตายุค: พระเจ้าอชาปาละทรงประชวร จึงบำเพ็ญอาราธนาไภรวีถึงห้าร้อยปี เมื่อเทวีทรงโปรด ประทานให้โรคทั้งปวงในกายสิ้นไป โดยโรคเหล่านั้นออกจากพระวรกายในรูปแพะ และทรงบัญชาให้คุ้มครองไว้ จึงเกิดพระนาม “อชาปาละ” และพระเทวีทรงเป็นที่รู้จักว่า “อชาปาเลศวรี” ตลอดสี่ยุค มีข้อกำหนดพิธีและวันบูชา: บูชาในวันอัษฏมีและจตุรทศีย่อมเพิ่มพูนความรุ่งเรืองเป็นพิเศษ ในวันอาศวยุช-ศุกล-อัษฏมี ให้เวียนประทักษิณาสามรอบโดยถือโสมเษวรเป็นศูนย์กลาง แล้วอาบน้ำชำระและบูชาเทวีแยกต่างหาก ผลคือพ้นความกลัวและความโศกเป็นเวลาสามปี สำหรับสตรีที่มีภาวะมีบุตรยาก เจ็บป่วย หรือเคราะห์ร้าย แนะนำให้ถือปฏิบัตินวมีก่อนพระเทวี บทนี้ยังกล่าวถึงวงศ์กษัตริย์และเหตุการณ์ราวณะ: เมื่อราวณะกดข่มเหล่าเทวะ อชาปาละส่ง “ชวร” (ไข้ในรูปบุคคล) ไปให้ราวณะต้องถอยกลับ ตอนท้ายยืนยันอานุภาพอชาปาเลศวรีในการระงับโรคและทำลายอุปสรรค พร้อมสรรเสริญการบูชาด้วยของถวาย เช่น คันธะ ธูปะ เครื่องประดับ และผ้านุ่งห่ม ว่าเป็นทางบรรเทาทุกข์และบาปโดยสิ้นเชิง

अजादेवीमाहात्म्यवर्णनम् | The Māhātmya of Ajā Devī (Chapter 59)
บทนี้เป็นบทสนทนาทางเทววิทยาระหว่างพระศิวะกับพระเทวี ที่เชื่อมคำสอนเชิงอภิปรัชญาเข้ากับภูมิศาสตร์ศักดิ์สิทธิ์และผลบุญแห่งพิธีกรรม พระอีศวรทรงกล่าวถึง “ญาณศักติประการที่สาม” ซึ่งสถิต ณ ปรภาส เป็นศักติที่อาบด้วยพระศิวะและมีชื่อเสียงว่าเป็นผู้ขจัดความยากจน พระเทวีทรงซักถามเรื่องคติ “พระพักตร์ของพระศิวะ” ว่าพระพักตร์ที่หกมีนามว่าอย่างไร และอชาเทวีอุบัติจากพระพักตร์นั้นได้อย่างไร พระอีศวรทรงเปิดเผยเรื่องลี้ลับว่า เดิมมีพระพักตร์เจ็ดประการ; ในบรรดานั้น “อชา” สัมพันธ์กับพระพรหม และ “ปิจุ” สัมพันธ์กับพระวิษณุ จึงทำให้ในกาลปัจจุบันพระศิวะทรงเป็นปัญจวักตระ (ห้าพักตร์) จากพระพักตร์อชา อชาเทวีทรงปรากฏในศึกอันดุเดือดกับอันธาสุระ—ทรงถือดาบและโล่ ประทับสิงห์ และมีหมู่ศักติทิพย์รายล้อม เหล่าอสูรที่หนีถูกไล่ไปทางมหาสมุทรทิศใต้จนเข้าสู่แดนปรภาสและถูกทำลาย ครั้นแล้วพระเทวีทรงตระหนักถึงความศักดิ์สิทธิ์ของกษेत्रนั้น และประทับอยู่ ณ ที่นั้นใกล้โสมేశะ โดยระบุตำแหน่งตามทิศทางสัมพันธ์กับเสารีศะ ส่วนผลश्रุติกล่าวว่า การได้เฝ้าดาร์ศนะให้คุณมงคลยาวนานถึงเจ็ดชาติ; การบูชาด้วยดนตรีและนาฏศิลป์ทำให้วงศ์ตระกูลพ้นเคราะห์ร้าย; การถวายประทีปเนยใสพร้อมไส้สีแดงให้มงคลยืนนานตามจำนวนเส้นด้ายในไส้ประทีป; และการสวดหรือฟัง โดยเฉพาะในวันจันทรคติ “ตฤติยา” ย่อมสำเร็จความปรารถนา ตอนท้ายสอนว่า การบูชาศักติเหล่านี้เป็นการเตรียมเพื่อบูชาโสมేశะ สำหรับผู้แสวงหาผลแห่งการจาริกที่สมบูรณ์

मङ्गलामाहात्म्यवर्णनम् (Mangalā Devī Māhātmya: Account of the Glory of Mangalā)
บทนี้เป็นการสนทนาเชิงเทววิทยาแบบถาม–ตอบระหว่างเทวีและอีศวร อีศวรเริ่มด้วยการกล่าวถึง “ทูตี” ทั้งสามแห่งประภาสเกษตร ผู้คุ้มครองและประทานผลแห่งการแสวงบุญประภาสยาตรา คือ มังคลา วิศาลากษี และจัตวรเทวี เทวีจึงทูลถามรายละเอียดให้ชัดเจนว่าแต่ละองค์ประทับ ณ ที่ใด และควรบูชาอย่างไร อีศวรอธิบายฐานะเป็นรูปแห่งศักติ: มังคลาเป็นพราหมี วิศาลากษีเป็นไวษณวี และจัตวรเทวีเป็นเราทรีศักติ พร้อมระบุตำแหน่งของมังคลาไว้ทางเหนือของอชาทวี และไม่ไกลนักทางใต้ของราหวีศะ นาม “มังคลา” ถูกอธิบายด้วยเหตุแห่งพิธีกรรมของโสมเทวะ ณ โสเมศวร ว่าพระนางได้ประทานความเป็นสิริมงคลแก่พระพรหมและเหล่าเทพ จึงได้รับการสรรเสริญว่าเป็น “ผู้ประทานมงคลทั้งปวง” (Sarva-māṅgalya-dāyinī) จากนั้นกล่าวถึงผลปฏิบัติว่า การบูชาในวันตฤติยา (วันที่สาม) ย่อมทำลายอัปมงคลและความโศกเศร้า และแนะนำกุศลกรรม เช่น เลี้ยงอาหารคู่สามีภรรยา (dampatī-bhojana) ให้ผลไม้พร้อมเครื่องนุ่งห่ม และบริโภคเนยใสกับปฤษท (pṛṣad) เพื่อความชำระล้าง ตอนท้ายสรุปมหาตมยะของมังคลาในฐานะผู้ทำลายบาปทั้งปวง (sarva-pātaka-nāśana)

ललितोमाविशालाक्षी-माहात्म्यवर्णनम् (Lalitā-Umā and Viśālākṣī: Account of the Sacred Greatness)
อีศวรทรงเล่ามหิมาแห่งเทวีผู้สถิต ณ ประภาสเกษตร ภาคทิศตะวันออกใกล้ศาลศักดิ์สิทธิ์ของศรีไทตยสูทนะ เทวีองค์นี้เป็น “เกษตรทูตี” ผู้พิทักษ์แดนศักดิ์สิทธิ์ มีลักษณะเป็นไวษณวี เมื่อเหล่าไทตยะผู้มีกำลังถูกพระวิษณุกดดัน จึงเคลื่อนไปทางทิศใต้และทำศึกยืดเยื้อด้วยอาวุธทิพย์นานาประการ ครั้นเห็นว่าปราบได้ยาก พระวิษณุจึงอัญเชิญภัทรวีศักติ ผู้เป็นมหามายาอันรุ่งเรือง และนางก็ปรากฏโดยฉับพลัน เมื่อเทวีทอดพระเนตรพระวิษณุ ดวงเนตรของนางแผ่กว้างอย่างอัศจรรย์ จึงเป็นที่รู้จักนามว่า “วิศาลักษี” และได้รับการสถาปนา ณ ที่นั้นในฐานะผู้ทำลายกำลังฝ่ายอริ ต่อจากนั้นกล่าวถึงการบูชาคู่อุมา (อุมา-ทวะยะ) อันเกี่ยวเนื่องกับโสเมศวรและไทตยสูทนะ พร้อมกำหนดลำดับการจาริก: เริ่มด้วยโสเมศวร แล้วจึงไปศรีไทตยสูทนะ ยังเน้นพิธีตามปฏิทิน คือบูชาในวันตฤติยาแห่งเดือนมาฆะ ผลคือความสืบต่อแห่งวงศ์ตระกูล (พ้นภาวะไร้บุตรสืบสาย), สุขภาพและความสุขยั่งยืน และมงคลสมบัติแก่ผู้บูชาทุกวัน ตอนท้ายเป็นผลश्रุติย่อว่า การสดับเรื่องนี้ย่อมชำระบาปและเกื้อหนุนการเจริญแห่งธรรมะ

चत्वरादेवी-माहात्म्यवर्णनम् | The Māhātmya of Catvarā Devī (the Crossroads Goddess)
บทที่ 62 เป็นคำสอนเชิงเทววิทยาและภูมิศักดิ์สิทธิ์อย่างย่อ เมื่อพระอีศวรทรงกล่าวถึง “จัตวระ” (ลาน/ทางแยกศักดิ์สิทธิ์) แห่งที่สามอันเป็นที่รักของเทพ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเมื่อเทียบกับพระลลิตา ณ ระยะที่กำหนด (ทศ-ธนวันตระ) และทรงสถาปนาเทวีผู้ทรงฤทธิ์เพื่อการคุ้มครองเขตศักดิ์สิทธิ์ (เกษตร-รักษา) เรียกว่า เกษตร-ทูตี มหาราวทรี และ รุทรศักติ เทวีเสด็จพร้อมหมู่ภูต เที่ยวไปตามเรือนร้าง สวน วัง หอคอย ถนน และทุกทางแยก และยามราตรีทรงตรวจตราคุ้มครองใจกลางเขตนั้น ในวันมหานวมี ทั้งสตรีและบุรุษพึงบูชาตามพิธีด้วยเครื่องสักการะหลากหลาย คำสรรเสริญผลกล่าวว่า มหาตมยะนี้ทำลายบาปและก่อให้เกิดความรุ่งเรือง; เมื่อเทวีพอพระทัยย่อมประทานสิ่งที่ปรารถนา อีกทั้งผู้มุ่งหวังผลแห่งยาตรา ควรถวายภัตตาหารแก่คู่สามีภรรยา ณ สถานที่นั้นด้วย

भैरवेश्वरमाहात्म्यवर्णनम् | The Māhātmya of Bhairaveśvara (Chapter 63)
บทนี้กล่าวถึงคำแนะนำของพระอีศวรต่อพระเทวี ให้เสด็จไปยังสถานศักดิ์สิทธิ์ “ไภรวेशวร” ซึ่งอยู่ทางทิศใต้ของโยคีศวรีไม่ไกลนัก ลึงค์ ณ ที่นั้นได้รับการสรรเสริญว่าเป็นผู้ขจัดบาปทั้งปวง และประทานความรุ่งเรืองอันเป็นทิพย์ (divyaiśvarya) คัมภีร์ยกเหตุการณ์ในกาลก่อนเพื่อยืนยันอานุภาพของสถานที่: เมื่อพระเทวีทรงกระทำการเพื่อทำลายเหล่าอสูร พระนางทรงอัญเชิญไภรวะและแต่งตั้งให้เป็นทูต (dūta) ของพระนาง ด้วยเหตุนี้พระเทวีจึงเป็นที่รู้จักว่า “ศิวทูตี” และต่อมาว่า “โยคีศวรี” แสดงความเชื่อมโยงระหว่างพระนามกับภูมิประเทศท้องถิ่น เพราะไภรวะได้รับมอบหมายหน้าที่ทูต ณ ที่นั้น ลึงค์จึงมีนามเลื่องลือว่า “ไภรวेशวร”; อีกทั้งกล่าวว่าไภรวะเป็นผู้สถาปนา และทั้งเทวะกับไทตยะต่างก็บูชา แสดงการยอมรับความศักดิ์สิทธิ์ข้ามภพภูมิ ผลश्रุติระบุว่า ผู้ศรัทธาที่บูชาด้วยภักดีในเดือนการ์ตติกาตามพิธี หรือบูชาอย่างต่อเนื่องตลอดหกเดือน ย่อมได้รับผลตามปรารถนา

लक्ष्मीश्वरमाहात्म्यवर्णनम् | Lakṣmīśvara Māhātmya (Account of the Glory of Lakṣmīśvara)
บทนี้กล่าวถึงคำบรรยายของพระอีศวรเกี่ยวกับสถานศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งในทิศตะวันออกของแดนปรภาสะ อยู่ห่างออกไปห้าธนุ สถานที่นั้นมีนามว่า “ลักษมีศวร” และได้รับการสรรเสริญว่าเป็นผู้ทำลายความยากจนและเคราะห์ร้ายทั้งปวง (ดาริทฺรฺย-เอาฆ-วินาศนะ) มีเหตุปฐมกถาว่า หลังการปราบเหล่าไทตยะแล้ว พระเทวีลักษมีถูกอัญเชิญมายังที่นั้น และพระเทวีทรงประกอบพิธีประดิษฐานด้วยพระองค์เอง จึงสถาปนานามเทวะว่า “ลักษมีศวร” ต่อจากนั้นได้กำหนดแนวปฏิบัติว่า ในวันศรีปัญจมี พึงบูชาพระลักษมีศวรด้วยศรัทธาและตามพิธีกรรมโดยถูกต้อง (วิธานตะห์) ผลแห่งการสดุดีระบุว่า พระลักษมีทรงโปรดปรานอย่างต่อเนื่อง ผู้บูชาไม่พรากจากพระลักษมี และได้รับความรุ่งเรืองยาวนานถึงตลอดหนึ่งมันวันตระ ทั้งนี้เป็นอัธยายะที่ ๖๔ แห่งสกันทมหาปุราณะ ในปรภาสขันฑะ หมวดปรภาสเกษตรมหาตมยะ.

वाडवेश्वरमाहात्म्यवर्णनम् | Vāḍaveśvara Liṅga — Description of its Māhātmya
บทนี้เป็นคำสอนสายไศวะอย่างย่อ: พระอีศวรตรัสแก่พระเทวีให้ผู้แสวงบุญไปยังลึงค์วาฑเวศวรในประภาสเกษตร ที่ตั้งระบุด้วยภูมิทัศน์ศักดิ์สิทธิ์—อยู่ทางเหนือของลักษมีศะ และทางใต้ของวิศาลักษี—เพื่อให้รู้ทิศทางได้ชัดเจน ต่อมาบอกเหตุแห่งการสถาปนา: เมื่อกามะ (กฤตสมระ) ถูกเผา ไฟวาฑวาได้ทำให้ภูเขาหนึ่งราบลง; ในกาลนั้นวาฑวะได้ประดิษฐานลึงค์ไว้ ณ ที่นั้น จึงเป็นสถานที่ทรงพลังยิ่ง ผู้ศรัทธาควรบูชาตามวินัย และทำสรง/อภิเษกแด่พระศังกรสิบครั้ง อีกทั้งถวายทานเป็นนมเปรี้ยว (ดธิ) แก่พราหมณ์ผู้ชำนาญพระเวท ณ ที่นั้น ผลคือได้บรรลุอัคนิโลก และได้รับผลแห่งการจาริกแสวงบุญอย่างครบถ้วน

अर्घ्येश्वरमाहात्म्यवर्णनम् (Arghyeśvara Māhātmya—Account of the Glory of Arghyeśvara)
อีศวรทรงพรรณนาการไปยังลึงค์อันทรงฤทธิ์ชื่อ ‘อรฺฆเยศวร’ ในเขตปรภาสะ อยู่ทางเหนือของวิศาลากษีและไม่ไกลนัก ลึงค์นี้กล่าวว่าให้ผลยิ่งและเป็นที่บูชาของเหล่าเทวะและคันธรรพะ เรื่องราวรำลึกถึงการเสด็จมาของเทวีผู้ทรงวาฑวานละ (ไฟบาดาลแห่งมหาสมุทร) ครั้นถึงปรภาสะและทอดพระเนตรมหาสมุทรใหญ่ (มโหทธี) พระนางถวายอรฺฆยะต่อสมุทรตามพิธี (วิธี) ก่อน แล้วจึงสถาปนาลึงค์ใหญ่ บูชาตามสมควร และเสด็จลงสู่สมุทรเพื่ออาบน้ำศักดิ์สิทธิ์ มีคำอธิบายชื่อเชิงธรรมว่า เพราะถวายอรฺฆยะก่อนแล้วจึงสถาปนาพระเป็นเจ้า ลึงค์นั้นจึงเป็นที่รู้จักว่า ‘อรฺฆเยศ/อรฺฆเยศวร’ และทรงประกาศว่าเป็นผู้ทำลายบาป (ปาป-ปรณาศนะ) ต่อจากนั้นเป็นข้อปฏิบัติ: ผู้ใดสรงลึงค์ด้วยปัญจามฤตและบูชาตามกฎพิธี จะได้วิทยาในเจ็ดชาติ เป็นอาจารย์ผู้ชำนาญในศาสตรา และเป็นผู้รู้ที่ขจัดความสงสัยได้ บทนี้ลงท้ายว่าเป็นอัธยายที่ 66 แห่งปรภาสขันฑะส่วนนี้

कामेश्वरमाहात्म्यवर्णनम् | Kāmeśvara Liṅga Māhātmya (Description of the Glory of Kāmeśvara)
บทนี้เป็นคำสั่งสอนของพระศิวะต่อพระเทวี โดยระบุสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในประภาสเกษตร คือมหาลิงคะนามว่า ‘กาเมศวร’ พระศิวะทรงชี้แนะแก่ผู้แสวงบุญให้ไปยังมหาลิงคะกาเมศวร ซึ่งกล่าวว่าเคยได้รับการบูชาจากกามเทพ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของไทตยสูทนะ และอยู่ในระยะภายในเจ็ดช่วงคันธนู เนื้อหาย้อนเหตุการณ์เมื่อกามเทพถูกเผาด้วยไฟจากเนตรที่สามของพระศิวะ ต่อมากามเทพระลึกถึงภาวะ ‘อนังคะ’ (ไร้กาย) แล้วบำเพ็ญบูชาพระมหेशวรตลอดหนึ่งพันปี จนได้ความสามารถเกี่ยวกับการก่อเกิดด้วยความปรารถนา (กามนา-สรรค) กลับคืน ท้ายบทกล่าวถึงผลแห่งการสักการะ: ลิงคะนี้เลื่องลือในโลก ชำระบาปทั้งปวง และประทานผลตามปรารถนาทุกประการ กำหนดพิธีว่าในวันขึ้น 13 ค่ำ (ศุกลตรโยทศี) เดือนมาธวะ (ไวศาขะ) ควรบูชากาเมศวรตามวิธีอันถูกต้อง และผลที่กล่าวไว้รวมถึงความสำเร็จสมปรารถนา ความมั่งคั่ง และความเป็นสิริมงคล/เสน่ห์สำหรับสตรี ตามถ้อยคำแห่งบุญในคัมภีร์ปุราณะ

गौरीतपोवनमाहात्म्यवर्णनम् | The Māhātmya of Gaurī’s Forest of Austerity
บทที่ 68 เป็นบทสนทนาระหว่างพระศิวะกับพระเทวี โดยพระอีศวรทรงชี้สถานที่ป่าศักดิ์สิทธิ์อานุภาพสูงในแคว้นปรภาสะ ทางทิศตะวันออกของโสมेशะ และทรงเล่าเหตุการณ์ตบะของพระเทวีในชาติปางก่อน พระเทวีเคยมีผิวคล้ำและถูกเรียกเป็นการส่วนตัวว่า “กาลี” จึงตั้งปณิธานด้วยเหตุแห่งพรตว่าจะบำเพ็ญตบะเพื่อเป็น “คาวรี” เสด็จไปยังปรภาสะ สถาปนาลึงค์และบูชา จนลึงค์นั้นเป็นที่รู้จักว่า “คาวรีศวร” จากนั้นทรงบำเพ็ญตบะอย่างหนัก—ยืนขาเดียว บำเพ็ญปัญจัคนีในฤดูร้อน ทนฝน และพักในน้ำยามหนาว—จนพระวรกายผ่องสว่าง เป็นการบรรยายการแปรเปลี่ยนที่เกิดจากภักติอันมีวินัย ต่อมา พระศิวะประทานพร และพระเทวีทรงประกาศผลแห่งการฟัง/สาธยาย: ผู้ได้เฝ้าดาร์ศันที่นั่นย่อมได้บุตรอันเป็นมงคล ความรุ่งเรืองแห่งชีวิตคู่และวงศ์สกุล ผู้ถวายดนตรีและนาฏศิลป์ย่อมพ้นเคราะห์ร้าย และผู้บูชาลึงค์ก่อนแล้วจึงบูชาพระเทวี ย่อมได้บรรลุคติสูงสุด นอกจากนี้ยังระบุทานและพิธีกรรม เช่น ให้ทานแก่พราหมณ์ ถวายมะพร้าวเพื่อแก้ไร้บุตร และจุดประทีปเนยใสด้วยไส้สีแดงเพื่อความเป็นสิริมงคลยั่งยืน ใกล้กันมีตีรถะสำหรับอาบน้ำชำระบาป มีศราทธะเกื้อกูลบรรพชน และมีการตื่นเฝ้ายามค่ำคืนพร้อมการขับร้องภักติและการร่ายรำ ตอนท้ายยืนยันการสถิตอยู่ของพระเทวีตลอดการเปลี่ยนฤดูกาล และสรรเสริญการสาธยายและการสดับบทนี้ โดยเฉพาะในวันติติที่สามและต่อหน้าพระเทวี ว่าเป็นเหตุแห่งมงคลอันยืนยาว

गौरीश्वरमाहात्म्यवर्णनम् (The Glory of Gaurīśvara Liṅga)
บทนี้เป็นบทสนทนาทางเทววิทยาระหว่างเทวีและอีศวร ว่าด้วยมหิมาแห่งลึงค์ ‘คุารีศวร’ และผลบุญ (ผล) จากการบูชา เทวีทูลถามว่าลึงค์คุารีศวรอันเลื่องชื่อประดิษฐานอยู่ที่ใด และการสักการะให้ผลเช่นไร อีศวรทรงอธิบายว่าเรื่องนี้เป็นมหาตมยะอันทำลายบาป (ปาปนาศนะ) พร้อมพรรณนาตโปวนะที่เกี่ยวเนื่องกับคุารี เป็นเขตศักดิ์สิทธิ์ลักษณะวงรอบ วัดด้วยหน่วยธนุส ในภูมิทัศน์นั้น เทวีทรงบำเพ็ญตบะยืนด้วยเท้าข้างเดียว (เอกปาทะ) และระบุตำแหน่งลึงค์ด้วยทิศทาง—ค่อนไปทางเหนือ วางในแนวอีศานะ—พร้อมเครื่องหมายระยะทาง ต่อจากนั้นกล่าวถึงอานุภาพแห่งพิธีกรรมว่า การบูชาลึงค์ด้วยภักติ โดยเฉพาะในวันกฤษณาษฏมี ย่อมทำให้พ้นจากบาป อีกทั้งแนะนำทานอันชอบธรรมเป็นส่วนหนึ่งของการบูชา ได้แก่ โคทาน การถวายทองแก่พราหมณ์ผู้สมควร และโดยเฉพาะอันนะทาน (ทานอาหาร) เพื่อระงับความผิดบาป สุดท้ายเป็นคำมั่นแห่งการชำระบาปอย่างแรงกล้า—แม้ผู้มีบาปหนักก็หลุดพ้นจากปาปะได้ด้วยการได้ทัศนะ (ดรรศนะ) ลึงค์นี้เพียงอย่างเดียว

वरुणेश्वरमाहात्म्यवर्णनम् (Varuṇeśvara Māhātmya—Account of the Glory of Varuṇeśvara)
บทนี้เป็นคำชี้แนะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในบทสนทนาแห่งทิพย์ อีศวรตรัสแก่พระเทวีให้เสด็จไปยังลึงค์วรุเณศวรอันประเสริฐ ซึ่งตั้งอยู่ในป่าตบะของพระคุรี ณ ทิศอาคเนย์ โดยระบุระยะไว้ยี่สิบธนู เรื่องราวอธิบายเหตุแห่งเทวสถานว่า ครั้งก่อนกุมภชะ (อคัสตยะ) เคย “ดื่ม” มหาสมุทร ทำให้วรุณะเจ้าแห่งสายน้ำถูกครอบงำด้วยโทสะและความร้อนรุ่ม เมื่อเห็นว่าพราภาสกษेत्रเหมาะแก่ตบะอันเข้มข้น วรุณะจึงบำเพ็ญตบะอย่างยากยิ่ง สถาปนามหาลึงค์ และบูชาด้วยภักติยาวนานถึงหนึ่งยุตปี พระศิวะทรงพอพระทัย จึงใช้น้ำคงคาของพระองค์เติมมหาสมุทรที่ว่างให้กลับเต็ม และประทานพรแก่วรุณะ นับแต่นั้นทะเลทั้งหลายจึงคงความบริบูรณ์ และลึงค์นั้นเป็นที่รู้จักนาม “วรุเณศวร” ต่อมามีผลश्रุติและข้อปฏิบัติว่า เพียงได้ดर्शनวรุเณศวรก็ได้ผลแห่งตirthaทั้งปวง; ในวันจันทรคติที่ 8 และ 14 การสรงลึงค์ด้วยนมเปรี้ยวสัมพันธ์กับความเป็นเลิศทางเวท กิจอย่างอาบน้ำ จปะ บลี โหมะ ปูชา สโตตระ และการร่ายรำ ณ ที่นั้นกล่าวว่าให้ผลไม่เสื่อม (อักษยะ) ครอบคลุมผู้คนหลายหมู่และสภาพกายต่าง ๆ และผู้ปรารถนาผลแห่งการจาริกกับเป้าหมายสวรรค์ควรถวายทาน เช่น ดอกบัวทองและมุกดา

उषेश्वरमाहात्म्यवर्णनम् | The Māhātmya of Uṣeśvara Liṅga
อัธยายะนี้กล่าวถึงลึงค์ศักดิ์สิทธิ์ในเขตปรภาสะ (Prabhāsa-kṣetra) โดยระบุว่าอยู่ทางทิศใต้ของวรุเณศวระ (Varuṇeśa) ห่างออกไปสามช่วงคันธนู เล่าว่าอุษา (Uṣā) พระชายาของวรุณะ ด้วยความทุกข์อันเกี่ยวเนื่องกับพระสวามี จึงบำเพ็ญตบะอันเข้มข้นยิ่ง และได้สถาปนาลึงค์ไว้ ณ ที่นั้น ลึงค์นั้นจึงมีนามว่า “อุเษศวระ” (Uṣeśvara) อุเษศวระลึงค์ได้รับการสรรเสริญว่าเป็นผู้ประทานสิทธิทั้งปวง และเป็นที่บูชาของผู้แสวงหาสิทธิ การบูชาด้วยภักติย่อมนำไปสู่การทำลายบาป และแม้ผู้มีบาปหนักก็อาจบรรลุคติสูงสุดได้ อีกทั้งกล่าวถึงอานิสงส์เฉพาะแก่สตรีว่าให้ผลแห่งความเป็นสิริมงคลในชีวิตสมรส และขจัดความทุกข์กับเคราะห์ร้ายให้สิ้นไป

Jalavāsa Gaṇapati Māhātmya (The Glory of Gaṇeśa ‘Dwelling in Water’)
บทนี้เป็นคำสอนเชิงเทววิทยาและพิธีกรรมอย่างย่อที่อีศวรตรัสไว้ ให้ผู้ศรัทธาไปทำทัศนะ (darśana) แด่วิฆเนศ ณ สถานที่เดียวกันซึ่งเรียกว่า ‘ชลวาส’ (ผู้สถิตในน้ำ) โดยย้ำว่าทัศนะนี้มีอานุภาพทำลายอุปสรรคและเกื้อหนุนความสำเร็จในกิจการทั้งปวง ยังกล่าวเหตุปฐมว่า วรุณได้บูชาพระองค์ด้วยศรัทธาโดยใช้เครื่องสักการะที่เกิดจากน้ำ (jalaja) เพื่อให้ตบะ (tapas) ดำเนินไปโดยปราศจากอุปสรรค ในวันจตุรถีให้ทำตัรปณะ (tarpaṇa) แล้วบูชาด้วยของหอม ดอกไม้ และโมทกะ (modaka); และสอนว่าการถวายตามศรัทธาและกำลังที่มี ย่อมทำให้คณาธิปะพอพระทัย

कुमारेश्वरमाहात्म्यवर्णनम् | Kumāreśvara Māhātmya (Account of the Glory of Kumāreśvara)
บทนี้เป็นบทสนทนาทางเทววิทยาระหว่างพระศิวะกับพระเทวี และทำหน้าที่เป็นแนวทางจาริกย่อยภายในปรภาสเกษตร พระอีศวรทรงชี้นำพระเทวีไปยังศาลเจ้ากุมารेशวร โดยกล่าวถึงลึงค์ที่นั่นว่าเปี่ยมฤทธิ์และสามารถทำลายมหาปาตกะ (บาปหนัก) ได้ ตำแหน่งศาลเจ้าถูกบอกด้วยการอ้างทิศวรุณและทิศไนฤต พร้อมจุดสังเกตกอรีตโปวน ทำให้ภูมิทัศน์ศักดิ์สิทธิ์เป็นเส้นทางที่ติดตามได้ มีการกล่าวถึงกำเนิดว่า หลังบำเพ็ญตบะยิ่งใหญ่แล้ว พระษัณมุข (กุมาร/สกันทะ) ได้สถาปนาลึงค์นี้ จึงเป็นที่มาของนามและอานุภาพ ต่อมาบทนี้ยกการเทียบผลบุญว่า การบูชากุมารेशวรอย่างถูกต้องตามวิธี (วิธิ) เพียงหนึ่งวัน ให้ผลเทียบเท่าการบูชานานหลายเดือนในที่อื่น เงื่อนไขทางศีลธรรมคือการละกาม โกรธ โลภ ราคะ และความริษยา พร้อมถือพรหมจรรย์/ความสำรวมแม้เพื่อการบูชาเพียงครั้งเดียว ตอนท้ายยืนยันว่า การบูชาที่ถูกต้องย่อมประทานผลแห่งการจาริก (ยาตราผล) อย่างแท้จริง

Śākalyeśvara-liṅga Māhātmya (शाकल्येश्वरलिङ्गमाहात्म्य) — The Glory of Śākalyeśvara and Its Four Yuga-Names
อีศวรทรงแนะนำมหาเทวีให้เสด็จไปยังศากัลเยศวร-ติรถะอันประเสริฐในเขตปรภาสะ พร้อมบอกทิศและเครื่องหมายระยะทาง ลิงคะนี้ได้รับการสรรเสริญว่า “สรวกามทัม” คือประทานความปรารถนาทั้งปวง เล่าว่าราชฤๅษีศากัลยะบำเพ็ญตบะยิ่งใหญ่จนมหาเทวะทรงพอพระทัย แล้วพระองค์จึงปรากฏ/ประดิษฐาน ณ ที่นั้นในรูปแห่งลิงคะ ผลश्रุติกล่าวว่า เพียงได้ทัศนะ (ดรศนะ) ก็ทำบาปที่สั่งสมมาถึงเจ็ดชาติสลายไปดุจความมืดหายเมื่ออาทิตย์ขึ้น มีข้อกำหนดพิธีกรรมว่า ในวันอัษฏมีและจตุรทศีควรทำศิวาภิเษกด้วยน้ำนม และบูชาด้วยเครื่องสักการะตามลำดับ เช่น ของหอมและดอกไม้ อีกทั้งแนะนำการถวายทองคำแก่ผู้ปรารถนาผลแห่งการจาริกที่สมบูรณ์ นอกจากนี้ยังแจกแจงนามตามยุคทั้งสี่: กฤตยุคชื่อ ไภรวेशวร; เตรตายุคชื่อ สาวรรณิเกศวร (เกี่ยวกับมนูสาวรรณิ); ทวาปรยุคชื่อ คาลเวศวร (เกี่ยวกับฤๅษีกาลวะ); และกลียุคชื่อ ศากัลเยศวร (เพราะมุนิศากัลยะได้สิทธิ์เช่น อณิมา เป็นต้น) เขตศักดิ์สิทธิ์กำหนดรัศมีสิบแปดธนุ และกล่าวว่าแม้สัตว์เล็กภายในเขตก็มีสิทธิ์ถึงโมกษะ น้ำในถิ่นนั้นบริสุทธิ์ดุจสรัสวตี และทัศนะเทียบเท่าผลยัญใหญ่ตามพระเวท ในโสมปัรวัน หากปฏิบัติหนึ่งเดือนใกล้ลิงคะด้วยการสวดอฆोरะและทำโหมะด้วยเนยใส ย่อมได้ “สิทธิ์อันยอดเยี่ยม” แม้ผู้มีบาปหนัก ลิงคะยังถูกเรียกว่า “กามิกะ”; อฆोरะเป็นพระพักตร์ และมีภาวะไภรวะเด่น จึงอธิบายได้ว่าก่อนเคยนิยมเรียกไภรวेशวร และในกลียุคจึงเรียกศากัลเยศวร

कलकलेश्वरमाहात्म्यवर्णनम् | The Māhātmya of Kalakaleśvara (Origin, Worship, and Merits)
บทนี้กล่าวถึงมหาตมยะของลึงค์ศักดิ์สิทธิ์ชื่อ ศากลกเลศวร/กะละกะเลศวร ในปรภาสเกษตร โดยอีศวรทรงสั่งสอนเทวีถึงตำแหน่ง ความเลื่องลือในการขจัดบาป และนามทั้งสี่ตามยุค คือ กาเมศวร (กฤตยุค), ปุละเหศวร (เตรตายุค), สิทธินาถ (ทวาปรยุค), และ นารเทศ (กลียุค) พร้อมอธิบายชื่อ ‘กะละกะเลศวร’ จากเสียง ‘กะละกะละ’ ตามนัยแห่งเสียง. เรื่องการตั้งชื่อครั้งแรกโยงกับเสียงอึกทึก ‘กะละกะละ’ เมื่อพระสรัสวตีถึงมหาสมุทรและหมู่เทวะยินดีโสมนัส. เรื่องที่สองเป็นคติสังคม-ศีลธรรม: นารทบำเพ็ญตบะหนักและประกอบปุณฑรีกยัชญะใกล้ลึงค์ เรียกฤๅษีมากมาย; ครั้นพราหมณ์ท้องถิ่นมาหวังทักษิณา นารทกลับโปรยทรัพย์ให้เกิดการแย่งชิงจนวิวาท และพราหมณ์ผู้ยากไร้แต่ทรงปัญญาตำหนิ—ความทะเลาะและเสียงโกลาหลนั้นจึงเป็นเหตุแห่งนาม ‘กะละกะเลศวร’. ตอนท้ายกล่าวผลบุญว่า ผู้สรงลึงค์และเวียนประทักษิณสามรอบย่อมได้ถึงรุทรโลก; ผู้บูชาด้วยเครื่องหอมและดอกไม้ พร้อมถวายทองแก่ผู้ควรรับ ย่อมบรรลุสภาวะสูงสุด.

Lakuleśvara-nāma Liṅgadvaya Māhātmya (near Kalakaleśvara) — Glory of the Twin Liṅgas established by Lakulīśa
บทที่ 76 เป็นถ้อยแถลงของพระอีศวร กล่าวอย่างย่อถึงข้อปฏิบัติและพิธีกรรมในเขตศักดิ์สิทธิ์ กล่าวถึงศิวลึงค์คู่ที่ให้บุญยิ่ง ตั้งอยู่ใกล้เทวเทวะในบริเวณศักดิ์สิทธิ์ที่เกี่ยวเนื่องกับโสมेशวร และระบุว่าลกุลีศะเป็นผู้ทำการประดิษฐาน (pratiṣṭhita) ศิวลึงค์ทั้งสอง สถานศักดิ์สิทธิ์คู่นี้มีนามว่า ‘ลกุเลศวร’ และยกย่องว่าเป็นที่ควรแก่การดर्शन (darśana) อัน ‘อนุตตมะ’ คือยอดเยี่ยมยิ่ง คัมภีร์กล่าวว่าเพียงได้เห็นก็ชำระบาปที่สั่งสมไปจนถึงขอบเขตแห่งวัฏฏะเกิด-ตายได้ กำหนดวัตรเฉพาะในเดือนภาทรปท วันศุกลจตุรทศี ให้ถืออุโปวาส (upavāsa) และเฝ้าตื่นตลอดราตรี (prajāgara) ลำดับพิธีคือ บูชาลกุลีศะในรูปมีมูรติ (mūrtimant) ก่อน แล้วจึงบูชาศิวลึงค์ทั้งสองแยกกันตามวิธีที่ถูกต้อง พร้อมสวดสรรเสริญด้วยมนตร์ตามลำดับ ผลที่กล่าวไว้คือได้บรรลุสถานสูงสุดที่พระมหेशวรสถิต เป็นบทสรุปแห่งผลบุญและความหลุดพ้นของบทนี้

उत्तंकेश्वरमाहात्म्य वर्णनम् | The Māhātmya of Uttankeśvara (Description of Uttankeśvara’s Sanctity)
อีศวรตรัสกับมหาเทวีว่า ในประภาสเกษตรมีอุตตังเกศวร ตีรถะอันประเสริฐยิ่ง อยู่ทางทิศใต้จากจุดที่กล่าวไว้ก่อนหน้า และอยู่ไม่ไกลนัก จึงทรงชี้แนวทางการจาริกให้เป็นลำดับตามเส้นทางภายในประภาสเกษตร ศิวลึงค์แห่งนี้กล่าวว่าอุตตังกะ ผู้เป็นภักตะมหาตมะ ได้สถาปนาด้วยตนเองด้วยความภักดี ผู้แสวงบุญเมื่อมีจิตสงบตั้งมั่น ได้เห็นสถานที่ (ทัรศนะ) และสัมผัส (สปรศนะ) แล้วพึงบูชาตามพิธีด้วยศรัทธา ย่อมพ้นจากมลทินและความผิดทั้งปวง นี่คือผลแห่งการฟัง/อ่าน และคัมภีร์ระบุว่าเป็นอัธยายที่ ๗๗ แห่งประภาสขันฑะ ในสกันทมหาปุราณ ว่าด้วยมหาตมยะของอุตตังเกศวร

वैश्वानरेश्वरमाहात्म्यवर्णनम् (Glory of Vaiśvānareśvara)
อีศวรทรงสั่งสอนมหาเทวีให้เสด็จไปยังเทวะไวศวานเรศวร ซึ่งสถิตในทิศอาคเนย์ ภายในเขตที่กำหนดว่า “ระยะห้าคันธนู” เทวะองค์นี้ได้รับการสรรเสริญว่าเป็นผู้ทำลายบาปและมลทิน (pāpa-ghna) ได้ทั้งด้วยการได้เห็น (darśana) และการสัมผัส (sparśa) ต่อมามีตำนานเพื่อการสั่งสอน: ครั้งหนึ่งนกแก้ว (śuka) ทำรังในพระราชวังและอยู่กับคู่ของตนเป็นเวลานาน ทั้งสองทำประทักษิณาเป็นนิตย์ มิใช่ด้วยศรัทธาโดยตรง แต่ด้วยความยึดติดในที่ทำรัง ครั้นกาลล่วงไปก็สิ้นชีวิต ด้วยอานุภาพแห่งสถานที่นั้น ทั้งสองได้เกิดใหม่เป็นผู้ระลึกชาติได้ (jātismara) และมีชื่อเสียงเป็นโลปามุทราและอคัสตยะ เมื่อระลึกถึงร่างเดิม อคัสตยะกล่าวคาถาไตร่ตรองว่า ผู้ใดประทักษิณาโดยถูกต้องและได้เห็นวหฺนีศะ (เจ้าแห่งไฟ) ย่อมได้เกียรติยศ ดังที่ตนเคยได้มาแต่ก่อน ตอนท้ายกำหนดพิธีว่า ให้สรงเทวะด้วยเนยใส (ghṛta-snāna) บูชาตามแบบแผน และถวายทองแก่พราหมณ์ผู้ควรด้วยศรัทธา ผู้ปฏิบัติย่อมได้ผลแห่งการจาริกครบถ้วน ไปถึงวหฺนิโลกะและเสวยสุขชั่วกาลอันไม่เสื่อมสิ้น

लकुलीश्वरमाहात्म्य (The Māhātmya of Lakulīśvara)
ในอัธยายะนี้ พระอีศวรทรงชี้ให้เห็นพระลกุลีศะ/ลกุลีศวรว่าเป็นองค์ศักดิ์สิทธิ์ผู้ควรบูชาในปรภาส-เกษตร สถานที่ประดิษฐานกล่าวว่าอยู่ทิศตะวันตก ห่างออกไปตามระยะที่วัดว่า ‘ธนุษาง สัปตเก’ (เจ็ดช่วงคันธนู) พระรูปทรงสงบและประทานมงคล เป็นผู้ทำลายบาป (pāpa-ghna) แก่สรรพสัตว์ทั้งปวง และสัมพันธ์กับแนวคิดการปรากฏ/อวตารในมหาสถานศักดิ์สิทธิ์นั้น ต่อจากนั้นกล่าวถึงพระลกุลีศะในฐานะนักบำเพ็ญตบะและครูผู้ประสิทธิ์ประสาท—ทรงบำเพ็ญตบะอย่างเข้มข้น ประทานทีกษา (dīkṣā) แก่ศิษย์ และสั่งสอนศาสตราหลายแขนงซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยเฉพาะนยายะและไวเศษิกะ จนบรรลุปราสิทธิ (parā siddhi) คือความสำเร็จสูงสุด ท้ายบทมีข้อกำชับให้ภักตะบูชาด้วยวิธีอันถูกต้อง โดยกล่าวว่ามีผลยิ่งในเดือนการ์ตติกะและในกาลอุตตรายณะ อีกทั้งแนะนำการทำวิทยาทาน (vidyā-dāna) คือมอบ/ถ่ายทอดความรู้แก่พราหมณ์ผู้เหมาะสม ผลที่กล่าวไว้คือได้เกิดใหม่ซ้ำๆ อย่างเป็นมงคลในตระกูลพราหมณ์ที่รุ่งเรือง พร้อมด้วยปัญญาและความมั่งคั่ง

Gautameśvara-māhātmya (गौतमेश्वरमाहात्म्य) — The Glory of the Gautameśvara Liṅga
บทนี้เป็นมหาตมยะของศาลเจ้าที่กล่าวอย่างย่อ ในรูปคำสอนของพระอีศวรต่อพระเทวี ว่ามีลึงค์ศักดิ์สิทธิ์ชื่อ “เกาตเมศวร” ผู้ทำลายบาป ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออก โดยระบุตำแหน่งสัมพันธ์กับเครื่องหมายทางทิศตะวันตกที่เกี่ยวเนื่องกับ “ไทตยะสูทนะ” และกำหนดระยะว่าอยู่ภายใน “ห้าธนุ” ศาสนสถานนี้ได้รับการสรรเสริญว่าเป็นผู้ประทานความปรารถนาทั้งปวง (สรวกามทา) มีคำอธิบายเหตุปัจจัยว่า พระเจ้าศัลยะ กษัตริย์แห่งมทระ ได้บำเพ็ญตบะอย่างเข้มข้นจนทำให้พระมหेशวรพอพระทัย จึงเกิดการบูชาสถานที่นี้ และยังกล่าวทั่วไปว่า ผู้ศรัทธาอื่นใดที่บูชาด้วยวิธีเดียวกันตามแบบแผน ย่อมบรรลุสิทธิอันสูงสุด ต่อมามีข้อกำหนดพิธีกรรมว่า ในวันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือนไจตรา ให้สรงลึงค์ด้วยน้ำนม แล้วบูชาด้วยน้ำหอมและดอกไม้ชั้นเลิศด้วยความเลื่อมใสตามกฎระเบียบ ผลบุญเสมออัศวเมธยัญ สุดท้ายกล่าวว่า บาปที่ทำด้วยวาจา ใจ หรือกาย ย่อมถูกทำลายได้แม้เพียงได้เห็นลึงค์นี้

श्रीदैत्यसूदनमाहात्म्यवर्णनम् (Glorification of Śrī Daityasūdana)
บทนี้เป็นธรรมสนทนาที่พระอีศวรตรัสอธิบายแก่พระเทวีถึงความศักดิ์สิทธิ์เฉพาะของปรภาสเกษตระ ซึ่งเป็นแดนพิธีกรรมฝ่ายไวษณพะมีรูป ‘ยวาการ’ (คล้ายเมล็ดข้าวบาร์เลย์) และกำหนดเขตแดนตามทิศไว้อย่างชัดเจน ทรงกล่าวว่า กรรมที่ทำในเขตนี้—การสิ้นชีวิตภายในเกษตระ การให้ทาน การบูชาไฟ (โหมะ) การสวดมนต์ (ชปะ) การบำเพ็ญตบะ และการเลี้ยงพราหมณ์—ย่อมให้บุญอันไม่สิ้นสุดยาวนานถึงเจ็ดกัลป์ ต่อมาทรงแสดงแบบแผนการปฏิบัติ: อุโบสถด้วยศรัทธา การอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่จักราตีรถะ การถวายทองในวันการ์ตติกะทวาทศี การถวายประทีป การสรงด้วยปัญจามฤต การตื่นเฝ้าในคืนเอกาทศีประกอบด้วยศิลปะแห่งภักติ และการถือวัตรจาตุรมาสยะ จากนั้นเป็นตำนานประกอบนาม: พระวิษณุผู้ได้รับสรรเสริญจากเหล่าเทวะทรงปฏิญาณทำลายทานวะ ทรงติดตามไปถึงปรภาสและประหารด้วยจักร จึงปรากฏพระนาม ‘ไทตยสูทนะ’ ตอนท้ายกล่าวผลแห่งการฟังและการบูชา ว่าผู้ได้เห็นหรือสักการะพระองค์ในเกษตระนี้ย่อมสิ้นบาปและได้รับความเป็นสิริมงคลในชีวิต.

चक्रतीर्थोत्पत्तिवृत्तान्तमाहात्म्यवर्णनम् (Origin and Glory of Cakratīrtha)
บทนี้ดำเนินเป็นบทสนทนา เมื่อเทวีทูลถามพระอีศวรถึงความหมาย ที่ตั้ง และอานุภาพของ “จักรตีรถะ” พระอีศวรทรงเล่าเหตุปางก่อนในศึกเทวะ–อสูรว่า เมื่อพระหริ (พระวิษณุ) ปราบอสูรแล้ว ได้นำสุทรรศนจักรที่เปื้อนโลหิตไปชำระ ณ สถานที่หนึ่ง เหตุนั้นเองทำให้สถานที่นั้นบริสุทธิ์และสถาปนาเป็นจักรตีรถะ กล่าวต่อไปว่ามีตีรถะย่อยนับไม่ถ้วนสถิตอยู่ ณ ที่นั้น และมีฤทธิ์ยิ่งในวันเอกาทศี รวมทั้งยามสุริยคราสและจันทรคราส การอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่นี่ให้ผลเสมือนอาบในตีรถะทั้งปวงรวมกัน และทานที่ถวาย ณ ที่นี้มีผลหาประมาณมิได้ บริเวณนี้ถูกกำหนดเป็นวิษณุเกษตรด้วยขอบเขตแน่นอน และมีนามต่างกันตามกัลป์ เช่น โกฏีตีรถะ ศรีนิธาน ศตธารา จักรตีรถะ เป็นต้น การบำเพ็ญตบะ ศึกษาพระเวท ประกอบโหมะ ทำศราทธะ และปฏิบัติวัตรชำระบาป ณ ที่นี้ ย่อมเพิ่มพูนบุญกุศลยิ่งกว่าสถานที่อื่นหลายเท่า ตอนท้ายเป็นผลश्रุติว่า ตีรถะนี้ทำลายบาป บันดาลความปรารถนา เกื้อกูลแม้ผู้เกิดในภาวะยากลำบาก และผู้สิ้นชีวิต ณ ที่นี้ย่อมได้คติอันสูงส่ง

योगेश्वरीमाहात्म्यवर्णनम् (Yogeśvarī Māhātmya—Account of Yogeśvarī’s Glory)
อีศวรทรงเล่าแก่พระมหาเทวีถึงกำเนิดและความสำคัญแห่งพิธีบูชาพระเทวีโยคีศวรี ผู้สถิตอยู่ด้านทิศตะวันออกในเขตศักดิ์สิทธิ์ปรภาสะ อสูรมหิษะผู้แปลงกายได้คุกคามไตรโลก บรหมาจึงสร้างกุมารีผู้เลิศล้ำให้บำเพ็ญตบะอย่างหนัก นารทพบเห็นแล้วหลงใหล แต่ถูกปฏิเสธเพราะนางตั้งมั่นในพรตแห่งความเป็นกุมารี จึงไปบอกเล่าแก่มหิษะ มหิษะพยายามบีบบังคับให้นางยอมอภิเษก พระเทวีทรงแย้มสรวล และจากลมหายใจบังเกิดสตรีรูปถืออาวุธทำลายกองทัพอสูร ครั้นถึงศึกใหญ่ พระเทวีทรงปราบและสังหารมหิษะถึงขั้นตัดเศียร เหล่าเทพสรรเสริญพระนางว่าเป็นพลังสากล—ทั้งวิทยาและอวิทยา ชัยชนะ และความคุ้มครอง เหล่าเทพทูลขอให้พระเทวีประทับถาวรในกษेत्रนี้และประทานพรแก่ผู้บูชา จากนั้นกำหนดพิธีเทศกาลในเดือนอาศวินฝ่ายสุกล: ถือศีลอดและได้ทัศนะในวันนวมีก่อให้สิ้นบาป การสวดอ่านยามเช้าให้ความไร้ความหวาดกลัว และพิธีบูชาดาบศักดิ์สิทธิ์ (ขัฏคะ) ยามราตรีอย่างละเอียด—ตั้งมณฑป บูชาไฟ ขบวนแห่ เฝ้าตื่น ถวายเครื่องสักการะ ทำพลีแก่เทพผู้รักษาทิศและภูตผี รวมทั้งเวียนประทักษิณาโยคีศวรีด้วยราชรถ ตอนท้ายให้คำมั่นคุ้มครองแก่ผู้ปฏิบัติ โดยเฉพาะพราหมณ์ผู้พำนักในเขตนี้ และยกเทศกาลนี้เป็นพิธีร่วมอันเป็นมงคล ขจัดอุปสรรคทั้งปวง

आदिनारायणमाहात्म्यवर्णनम् (Glorification and Narrative Account of Ādinārāyaṇa)
อีศวรทรงสั่งสอนพระเทวีให้เสด็จไปยังอาทินารายณะหริ ผู้สถิต ณ ทิศตะวันออก เป็นผู้ทำลายบาปทั้งปวง และประทับบน “ปาทุกา-อาสนะ” คืออาสนะรูปฉลองพระบาทอันเป็นมงคล. แล้วกล่าวถึงเหตุในกฤตยุค: อสูรผู้มีกำลังชื่อเมฆวาหนะได้รับพรว่าในสนามรบจะตายได้ก็ด้วยปาทุกาของพระวิษณุเท่านั้น จึงแทบไร้ผู้ต้าน ทรมานโลกเป็นเวลายาวนาน และทำลายอาศรมของฤๅษี. เหล่าฤๅษีผู้ระเหเร่ร่อนจึงเข้าพึ่งเกศวะผู้มีธงครุฑ และถวายบทสรรเสริญยืดยาว กล่าวถึงพระวิษณุผู้เป็นเหตุแห่งจักรวาล ผู้ทรงช่วยให้พ้นภัย และความบริสุทธิ์จากพระนามและการระลึกถึงพระองค์. พระวิษณุทรงปรากฏและตรัสถามความประสงค์; ฤๅษีทั้งหลายทูลขอให้กำจัดอสูรเพื่อให้สรรพโลกกลับสู่ความไร้ความหวาดกลัว. พระองค์ทรงเรียกเมฆวาหนะมา แล้วทรงฟาดที่ดวงใจด้วยปาทุกาอันเป็นมงคล อสูรสิ้นชีวิต และพระองค์ทรงสถิตมั่น ณ สถานที่นั้นบนอาสนะปาทุกา. ต่อมาระบุผลแห่งการปฏิบัติ: บูชารูปนี้ในวันเอกาทศีย่อมได้ผลเทียบอัศวเมธ และการได้ทัศนะ (ดรศนะ) เปรียบดังมหาทาน เช่นการถวายโคจำนวนมาก. ในกลียุคมีถ้อยคำปลอบประโลมว่า ผู้ตั้งอาทินารายณะไว้ในดวงใจย่อมทุกข์น้อยลงและคุณทางธรรมเพิ่มขึ้น; การอาบน้ำและบูชาในวันเอกาทศี โดยเฉพาะเมื่อตรงกับวันอาทิตย์ ช่วยให้หลุดพ้นจาก “ภวพันธนะ” คือพันธนาการแห่งภพ. ตอนจบกล่าวผลการฟังว่าเป็นเหตุให้บาปสิ้นและความยากจนดับไป.

सांनिहित्य-माहात्म्य-वर्णन (Glorification of the Sānnidhya Tīrtha)
บทนี้เป็นบทสนทนาระหว่างเทวีและอีศวร อธิบายกำเนิด ที่ตั้ง และอานุภาพแห่งพิธีกรรมของสานนิธยะตีรถะ ซึ่งเป็นสายน้ำศักดิ์สิทธิ์ดุจมหานที เทวีทูลถามว่าเหตุใดมหานทีอันเป็นที่เคารพซึ่งเกี่ยวเนื่องกับกุรุเกษตรจึงมาปรากฏ ณ ประภาส และการได้เห็น สัมผัส อาบน้ำ รวมทั้งพิธีที่เกี่ยวข้องให้ผลอย่างไร อีศวรตรัสว่า ตีรถะแห่งนี้เป็นมงคลและทำลายบาป แม้เพียงได้เห็นหรือสัมผัสก็เกิดกุศล และระบุว่าตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกจากอาทินารายณะตามระยะที่กำหนด ต่อมาเล่าเหตุการณ์ว่าเพราะความหวาดเกรงชราสันธะ พระวิษณุทรงย้ายเหล่ายาทวะมายังประภาส และทูลขอมหาสมุทรให้เป็นที่พำนัก ครั้นถึงกาลปัรวะเมื่อราหูครอบงำดวงอาทิตย์ (สุริยคราส) พระวิษณุทรงปลอบโยนยาทวะ แล้วเข้าสมาธิ ทำให้เกิด “ธาราน้ำอันเป็นมงคล” ผุดทะลุพื้นดินเป็นสายน้ำใหญ่เพื่อการอาบน้ำชำระ ยาทวะอาบน้ำในยามคราสและได้ผลบุญครบถ้วนเสมือนจาริกกุรุเกษตร บทนี้ยังบัญญัติการเพิ่มพูนผลบุญ: อาบน้ำที่นั่นในยามคราสได้ผลเต็มแห่งอัคนิษโฏมะ; เลี้ยงพราหมณ์ด้วยรสทั้งหกทำให้บุญทวีคูณ; โหมะและการสวดมนต์ให้ผล “โกฏิเท่า” ต่อการบูชา/ต่อบทสวด; แนะนำการถวายทองและบูชาอาทิเทวะชนารทนะ ปิดท้ายด้วยผลश्रุติว่า ผู้มีศรัทธาเพียงได้ฟังเรื่องนี้ บาปย่อมสิ้นไป

पाण्डवेश्वरमाहात्म्यवर्णनम् | Pāṇḍaveśvara Māhātmya (Account of the Glory of Pāṇḍaveśvara)
อัธยายะนี้กล่าวถึงมหิมาของลึงค์อันเลื่องชื่อชื่อว่า “ปาณฑเวศวร” ซึ่งตั้งอยู่ในส่วนทิศใต้ของเขตศักดิ์สิทธิ์ปรภาสะ ในกาลที่ปาณฑพทั้งห้าดำรงชีวิตเร้นกายและพำนักป่า ได้มาถึงปรภาสะด้วยเหตุแห่งการจาริกแสวงบุญ ครั้นถึงวันโสมปัรวัน ณ ริมฝั่ง/ตลิ่ง พวกปาณฑพได้ประกอบพิธีประดิษฐานลึงค์ตามลำดับอย่างถูกต้องตามวिधี มีมารกัณฑेयะและพราหมณ์ฤตวิชผู้ทรงคุณวุฒิเป็นผู้ประกอบพิธี ทำอภิเษกด้วยการสวดพระเวท พร้อมทั้งถวายทาน เช่น โคทาน และทานอื่น ๆ เหล่าฤษีผู้ยินดีในลึงค์ที่ตั้งมั่นโดยชอบ จึงประกาศผลश्रุติว่า ผู้ใดบูชาปาณฑเวศวรซึ่งปาณฑพประดิษฐานไว้ด้วยศรัทธา ผู้นั้นย่อมเป็นที่เคารพแม้ในหมู่เทวะและหมู่ทิพย์/อมนุษย์ และได้บุญเสมออัศวเมธะยัญญะ อีกทั้งระบุว่า การอาบน้ำที่สันนิหิตากุณฑะแล้วบูชาปาณฑเวศวร โดยเฉพาะตลอดเดือนมาฆะ ให้ผลยิ่งใหญ่จนถึงความเป็นหนึ่งกับปุรุโษตตมะ แม้เพียงได้ดर्शनก็ทำลายบาปทวีคูณ และลึงค์นี้ยังถูกพรรณนาในรูปไวษณวะ แสดงการประสานไวษณวะภายในบริบทศิวสถานะด้วย

Bhūteśvara Māhātmya and the Sequential Worship of the Eleven Rudras (एकादशरुद्र-यात्रा)
บทนี้กล่าวถึงแนวทางพิธีกรรมอย่างเป็นระบบสำหรับการจาริกบูชา “รุดระทั้งสิบเอ็ด” ในเขตศักดิ์สิทธิ์ปรภาสะ โดยอีศวรตรัสว่า ผู้แสวงบุญที่สำเร็จยาตราด้วยศรัทธาแล้ว พึงบูชารุดระทั้งสิบเอ็ดตามลำดับที่กำหนด โดยเฉพาะในกาลอันศักดิ์สิทธิ์ เช่น วันสังกรานติ การเปลี่ยนอายนะ คราส และตถีอันเป็นมงคลอื่น ๆ ในคำสอนนี้ยังระบุรายนามรุดระเป็นสองชุดที่สอดคล้องกัน คือชุดนามเดิม (เช่น อชัยกปาทะ อหิรพุธนยะ เป็นต้น) และชุดนามสำหรับกาลียุค (ภูเตศะ นีลรุดระ กปาลี วฤษภวาหนะ ตรยมพกะ โฆระ มหากาล ไภรวะ มฤตยูญชัย กาเมศะ โยเคศะ) เทวีทูลขอรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับลำดับลิงคะสิบเอ็ด มนต์ เวลา และความแตกต่างตามสถานที่ อีศวรทรงเสนอกรอบความหมายว่า รุดระสิบองค์สอดคล้องกับวายุสิบประการ (ปราณ อปาน สมาน อุทาน วยาน นาค กูรมะ กฤกล เดวทัตตะ ธนัญชัย) และองค์ที่สิบเอ็ดคืออาตมัน จึงเชื่อมพิธีภายนอกเข้ากับแบบจำลองภายในทั้งกายและอภิปรัชญา เส้นทางปฏิบัติเริ่มที่โสมนาถ โดยกำหนดสถานีแรกเป็นภูเตศวร (โสเมศวรเป็นอาทิเทพ) ให้บูชาด้วยราชโอปจาระ อภิเษกด้วยปัญจามฤต สวดสูตรสัทยโยชาต แล้วเวียนประทักษิณาและกราบนอบน้อม ตอนท้ายอธิบายความหมาย “ภูเตศวร” ว่าเป็นความเป็นเจ้าเหนือภูตชาละตามกรอบ 25 ตัตตวะ ความรู้ตัตตวะนำสู่โมกษะ และการบูชาภูเตศรุดระย่อมให้ความหลุดพ้นอันไม่เสื่อมสลาย

नीलरुद्रमाहात्म्यवर्णनम् | Nīlarudra Māhātmya (Glory of Nīlarudra)
บทนี้กล่าวถึงพระอีศวรทรงชี้แนะพระมหาเทวีเรื่องสถานที่แสวงบุญ ให้ไปยังศาลเจ้านีลรุดระซึ่งเรียกว่า “นีลรุดระองค์ที่สอง” อยู่ทางเหนือของภูเตศะ และกำหนดตำแหน่งด้วยเครื่องหมายระยะตามคติเดิมคือ “ส่วนที่สิบหก” อันเกี่ยวกับมาตราวัดด้วยธนุษ (คันธนู). ผู้แสวงบุญพึงอาบน้ำสรงมหาลึงค์ตามพิธี บูชาด้วยอีศมันตระ ถวายดอกกุมุทและอุตปละ แล้วเวียนประทักษิณาและนมัสการ. ผลานุศาสน์ระบุว่าการปฏิบัตินี้ให้บุญเสมอราชสูยะ และผู้ปรารถนาผลแห่งยาตราอย่างครบถ้วนพึงทำทานโดยถวายวฤษะ (โคเพศผู้). ตอนท้ายอธิบายเหตุแห่งนาม “นีลรุดระ” ว่าในกาลก่อนพระองค์ทรงสังหารอสูรสีดำดุจอัญชันชื่ออานตกะ และด้วยความเกี่ยวเนื่องกับเสียงร่ำไห้ (โรทนะ) ของสตรี จึงทรงเป็นที่ระลึกนามนีลรุดระ. มหาตมยะนี้เป็นเครื่องทำลายบาป และผู้ใฝ่ดर्शनพึงสดับและรับไว้ด้วยศรัทธา.

कपालीश्वरमाहात्म्यवर्णनम् | The Māhātmya of Kapālīśvara (Kāpālika Rudra Shrine)
บทนี้เป็นถ้อยแถลงเชิงเทววิทยาของพระอีศวรต่อพระเทวี โดยทรงระบุว่า “กปาลีศวร” เป็น “รุทรองค์ที่สาม” ในลำดับรุทรแห่งประภาสกษेत्र พระศิวะทรงเล่าเหตุการณ์ตัดเศียรที่ห้าของพระพรหม แล้วกะโหลก (กปาละ) ติดแน่นอยู่ที่พระหัตถ์—เป็นเหตุปฐมกาลที่อธิบายความเป็น “กปาลิกะ” ของพระองค์ จากนั้นพระศิวะเสด็จมาประภาสพร้อมกปาละ และประทับ ณ กลางกษेत्रเป็นเวลายาวนาน บำเพ็ญการบูชาลิงคะตลอดกาลอันยิ่งใหญ่ จึงสถาปนาความศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่และลิงคะด้วยการปฏิบัติของเทพโดยต่อเนื่อง บทนี้ยังให้ข้อมูลตำแหน่งแก่ผู้แสวงบุญว่า ศาลเจ้าอยู่ทางตะวันตกของพุเธศวร และอ้างอิงระยะ “เจ็ดคันธนู” (ธนุษาง สัปตกะ) เป็นระบบบอกพิกัดภายใน พระศิวะทรงแต่งตั้งผู้พิทักษ์ผู้ถือศูลตรีศูลและหมู่คณะคณะ (คณะ/คณา) จำนวนมาก เพื่อคุ้มครองสถานที่จากเจตนาร้ายและอุปนิสัยอันเป็นโทษ ข้อปฏิบัติกล่าวถึงการบูชาด้วยศรัทธาแน่วแน่ การถวายทองแก่พราหมณ์ผู้ชำนาญพระเวท และพิธีมนต์ที่สัมพันธ์กับ “ตัตปุรุษะ” ผลบุญระบุว่า เพียงได้เห็นลิงคะก็ทำลายบาปที่สั่งสมมาตั้งแต่กำเนิด และย้ำอานุภาพพิเศษของการสัมผัสและการได้เห็น ตอนท้ายสรุปมหาตมยะของกปาลี—รุทรองค์ที่สามในประภาส—ว่าเป็นมหาบุญคุณแห่งการทำลายบาป (ปาปนาศนะ) โดยย่อ

वृषभेश्वर-माहात्म्यवर्णनम् (Narration of the Māhātmya of Vṛṣabheśvara Liṅga)
บทนี้กล่าวถึงพระอีศวรทรงสั่งสอนพระเทวีเกี่ยวกับศาลเจ้ารุทรอันประเสริฐในปรภาสเกษตร คือ “วฤษภเษวร กัลปลึงค์” อันเป็นมงคลและเป็นที่โปรดปรานของเหล่าเทพ ความศักดิ์สิทธิ์ของลึงค์นี้อธิบายผ่านลำดับกัลปะ โดยลึงค์เดียวกันมีนามต่างกันตามผู้บูชาและผลที่บังเกิด: ในกัลปะก่อนเรียก “พรหมเษวร” เพราะพระพรหมบูชายาวนานจนเกิดการสร้างสรรพสัตว์; กัลปะถัดมาเป็น “ไรไวเตศวร” เพราะพระราชาไรไวตะได้ชัยชนะและความรุ่งเรืองด้วยอานุภาพลึงค์; กัลปะที่สามเป็น “วฤษภเษวร” เพราะธรรมะบูชาในรูปโค/วฤษภ (พาหนะพระศิวะ) จนได้รับพรแห่งความใกล้ชิดหรือสหภาพ; และในวราหกัลปะเกี่ยวเนื่องกับพระราชาอิกษวากุ ผู้บูชาตามวินัยวันละสามกาลจนได้อธิปไตยและความสืบต่อแห่งราชวงศ์ จึงเกิดนาม “อิกษวากวีศวร” นอกจากนี้ยังระบุขอบเขตของเกษตรตามทิศด้วยหน่วยธนุ และยืนยันว่าการอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์ ชปะ บลี โหมะ ปูชา และสโตตระที่ทำ ณ ที่นั้นให้ผลไม่เสื่อมสูญ ต่อมามีผลश्रุติอันเข้มขลัง: การเฝ้าตื่นใกล้ลึงค์ด้วยพรหมจรรย์ พร้อมการรับใช้ด้วยศิลปะแห่งภักติ การเลี้ยงพราหมณ์ และการบูชาในวันจันทรคติที่กำหนด—โดยเฉพาะคืนมาฆะกฤษณะจตุรทศี รวมทั้งอัษฏมีและจตุรทศี—ให้บุญใหญ่ และกล่าวว่าเสมอด้วย “ทีรถะอัษฏกะ” ที่สถิตอยู่ (ไภรวะ เกทาระ ปุษกระ ทฤติชังคมะ วาราณสี กุรุเกษตร มหากาละ ไนมิษะ) ยังแนะนำพิธีบรรพชน เช่น ปินฑทานในวันอมาวาสยา และการสรงลึงค์ด้วยนมเปรี้ยว น้ำนม เนยใส ปัญจคัวยะ น้ำกุศะ และของหอม ซึ่งกล่าวว่าสามารถชำระบาปหนักและให้เกียรติยศแห่งพระเวท ท้ายบทยืนยันว่าการสดับมหาตมยะนี้เป็นประโยชน์ทั้งแก่ผู้รู้และผู้ไม่รู้เช่นกัน.

त्र्यंबकेश्वरमाहात्म्यवर्णनम् | Trimbakeśvara: Account of the Shrine’s Glory
อีศวรทรงสั่งสอนพระเทวีให้เสด็จไปยังตรีมพเกศวรอันไม่เสื่อมสลาย ซึ่งกล่าวว่าเป็นรุทระองค์ที่ห้าและเป็นรูปทิพย์ดั้งเดิม บทนี้กำหนดภูมิศาสตร์ศักดิ์สิทธิ์ของศาลเจ้าไว้อย่างชัดเจน: ใกล้สามพปุระ มีการกล่าวถึงศิขาณฑีศวรซึ่งเกี่ยวกับยุคก่อน และใกล้กันมีสถานที่กปาลิกา ที่กปาเลศวรผู้เป็นลิงคะทรงขจัดความผิดด้วยการได้ทัศนะและการสัมผัส จากนั้นในทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ณ ระยะที่กำหนด มีตรีมพเกศวรประดิษฐาน เป็นผู้เกื้อกูลสรรพสัตว์และประทานผลตามปรารถนา ฤๅษีนามว่า “คุรุ” บำเพ็ญตบะอย่างยิ่ง สวดมนต์ตรีมพกะตามระเบียบทิพย์ และบูชาพระศังกรวันละสามเวลา ด้วยพระกรุณาของพระศิวะ ท่านได้อำนาจทิพย์และสถาปนานามของสถานศักดิ์สิทธิ์นั้น ต่อมาระบุผลบุญว่า ความบาปย่อมพินาศด้วยการอยู่ใกล้ การบูชา และการภาวนามนต์; ความด่างพร้อยย่อมหลุดพ้นด้วยภักติพร้อมมนต์วามเทวะ; และคืนจัยตรศุกลจตุรทศีมีอานุภาพพิเศษด้วยการอดนอนเฝ้าราตรี ประกอบปูชา สรรเสริญ และสาธยาย ตอนท้ายกำหนดให้ถวายทานโคแก่ผู้ปรารถนาผลแห่งการจาริกครบถ้วน และสรุปว่ามหาตมยะนี้ก่อให้เกิดบุญและทำลายบาป

अघोरेश्वरमाहात्म्यवर्णनम् | Aghoreśvara Liṅga Māhātmya (Glorification of Aghoreśvara)
บทนี้กล่าวถึงคำอธิบายอย่างย่อของพระอีศวรเกี่ยวกับมหิมาแห่งอฆอเรศวร โดยระบุว่าอฆอเรศวรเป็น “ลิงคะองค์ที่หก” และมีไภรวะเป็น ‘พักตระ’ (วักตระ/พระพักตร์) ของพระองค์ ศาสนสถานตั้งอยู่ใกล้ตรีอัมพเกศวร และเป็นตirthaที่ก่อบุญ ชำระมลทินแห่งกลียุคให้สิ้นไป มีการวางแนวปฏิบัติแบบเป็นลำดับ คืออาบน้ำศักดิ์สิทธิ์และบูชาด้วยภักติ ซึ่งให้ผลเทียบเท่ามหาทานอันสูงค่า เช่น เมรุทาน อีกทั้งกล่าวว่าเครื่องบูชาที่ถวายด้วยภาวะแห่งทักษิณามูรติย่อมเป็น “อักษยะ” คือให้ผลไม่สิ้นสุด ด้านพิธีบรรพชนก็ถูกยกขึ้น: การทำศราทธะทางทิศใต้ของอฆอเรศวรทำให้ปิตฤทั้งหลายอิ่มเอมยาวนาน และถูกสรรเสริญว่ายิ่งกว่าศราทธะที่คยา แม้กระทั่งอัศวเมธะ การให้ทานระหว่างยาตราก็มีผลมาก แม้ทองเพียงเล็กน้อย และกำหนดให้ถือพรตพรหมกูรจะในวันโสมาษฏมีใกล้อฆอเรศวรว่าเป็นการไถ่บาป (ปรायัศจิตตะ) อันใหญ่หลวง ตอนท้ายกล่าวว่าการสดับมหิมานี้ย่อมทำลายบาปและบรรลุความประสงค์

महाकालेश्वरमाहात्म्यवर्णनम् (Narration of the Māhātmya of Mahākāleśvara)
อีศวรทรงสั่งสอนเทวีให้ไปยังลิงคะมหากาเลศวร ซึ่งอยู่ถัดขึ้นไปทางเหนือเล็กน้อยจากอฆอเรศะ ในทิศวายวฺยะ (ตะวันตกเฉียงเหนือ) และทรงยกย่องว่าเป็นสถานที่ทำลายบาปอันศักดิ์สิทธิ์ บทนี้กล่าวถึงประวัติชื่อที่ผูกกับยุค—ในกฤตยุกะเป็นที่ระลึกนามว่า “จิตรางคเทศวร” ส่วนในกลียุกะได้รับการสรรเสริญว่า “มหากาเลศวร” พร้อมทั้งพรรณนารุทรว่าเป็นกาลรูป (รูปแห่งกาลเวลา) และเป็นหลักการจักรวาลที่ถึงกับกลืนดวงอาทิตย์ได้ จึงเชื่อมคติจักรวาลวิทยาเข้ากับเทววิทยาแห่งศาลเจ้า มีข้อกำหนดพิธีกรรมให้บูชายามรุ่งอรุณด้วยมนต์หกพยางค์ และให้ถือปฏิบัติพิเศษในวันกฤษณาษฏมี โดยถวายกุคคุลุผสมน้ำมันเนย (กี) ในพิธีกลางคืนที่ถูกต้อง กล่าวว่าพระไภรวะประทานอภัยโทษอย่างกว้างขวางต่อความผิดต่าง ๆ เน้นทานคือธนุทาน (ถวายโค) ว่ายกฐานะสายบรรพชน และให้สวดศตรุทรียะ ณ ด้านทิศใต้ขององค์เทพเพื่อเกื้อกูลทั้งสายบิดาและมารดา อีกทั้งในกาลอุตตรายณะ หากถวายฆฤตกัมพละ (ผ้าห่มเนย) จะบรรเทาการเกิดใหม่อันโหดร้าย ผลานุศาสน์กล่าวถึงความมั่งคั่ง การพ้นเคราะห์ และศรัทธาที่มั่นคงยิ่งขึ้นในชาติแล้วชาติเล่า ปิดท้ายด้วยเกียรติยศของสถานที่ซึ่งสืบเนื่องจากการบูชาของจิตรางคทะในกาลก่อน

भैरवेश्वरमाहात्म्य (Bhairaveśvara—Glory of the Shrine)
บทที่ 94 กล่าวถึงภาพรวมทางเทววิทยาและพิธีกรรมของไภรวेशวรในปรภาสเกษตรอย่างกระชับ พระอีศวรทรงสั่งสอนพระเทวีให้เสด็จไปยังศาลไภรวेशวรอันประเสริฐ ซึ่งระบุที่ตั้งด้วยเครื่องหมายทิศทางและระยะทางอย่างชัดเจน ใกล้มุมไฟ (อัคนิโกณะ) ลึงค์ที่นั่นได้รับการสรรเสริญว่าเป็นผู้ประทานความปรารถนาทั้งปวง และขจัดความยากจนกับเคราะห์ร้าย อีกทั้งเล่าประวัติชื่อว่าในกาลก่อนเคยเป็นที่รู้จักในนาม “จัณฑेशวร” เพราะคณะบริวาร (คณะ/คณ) ชื่อจัณฑะบูชามาเนิ่นนาน จึงเกิดนามที่จดจำสืบมา เนื้อหาย้ำว่า การได้ดรศนะและการสัมผัสด้วยจิตสงบเป็นการชำระบาป ปลดปล่อยจากวัฏจักรเกิด-ตาย กำหนดวรตะตามปฏิทินคือวันกฤษณะจตุรทศี เดือนภาทรปท: ถือศีลอดและตื่นเฝ้ายามราตรี (ประจากร) จะได้ถึงแดนสูงสุดของพระมหेशวร ความผิดทางวาจา ทางใจ และทางการกระทำถูกทำลายด้วยการเห็นลึงค์ และยังแนะนำทาน—งา ทอง และผ้า—แก่ผู้รู้ เพื่อขจัดมลทินและให้ผลแห่งการจาริกสมบูรณ์ ท้ายบทอธิบายความหมายเชิงจักรวาลของไภรวะว่า เมื่อถึงปรลัย พระรุทรทรงรับรูปไภรวะแล้วทรงรวบคืน/ดูดกลืนโลก จึงเป็นรากฐานของนามสถานที่นี้ ปลายบทมีผลश्रุติว่า ผู้ฟังมหาตมยะนี้ย่อมพ้นแม้บาปหนักและได้ผลแห่งความหลุดพ้น

मृत्युञ्जयमाहात्म्यवर्णनम् / The Glory of Mṛtyuñjayeśvara (Mṛtyuñjaya Liṅga)
บทนี้กล่าวถึงคำสอนของพระอีศวรเกี่ยวกับลึงค์เฉพาะนามว่า “มฤตยูญชัยเยศวร” ในปรภาสกษेत्र โดยระบุตำแหน่งศาลเจ้าด้วยทิศทางและระยะวัดเป็นจำนวนธนู พร้อมย้ำว่าเป็นสถานที่ขจัดบาป เพียงได้เห็นและสัมผัสก็ยังเป็นกุศลยิ่งนัก ต่อมาบอกเหตุปัจจัยในกาลก่อนว่า ที่นี่เคยชื่อ “นันทีศวร” ซึ่งคณะบริวารของพระศิวะนามนันทินได้บำเพ็ญตบะอย่างแรงกล้า ตั้งมหาลึงค์และบูชาสม่ำเสมอ ด้วยการสวดชปะมนต์ที่ระบุว่าเป็น “มหามฤตยูญชัยมนต์” เทพเจ้าทรงพอพระทัย ประทานฐานะในหมู่คณะคณของพระศิวะ ความใกล้ชิด (สามีปยะ) และผลอันมีนัยแห่งความหลุดพ้น จากนั้นกำหนดลำดับพิธีบูชาลึงค์—อภิเษกด้วยน้ำนม นมเปรี้ยว เนยใส น้ำผึ้ง และน้ำอ้อย; ทากุṅกุม; ถวายของหอม (การบูร อุศีระ สารมัสก์) จันทน์ และดอกไม้; ธูปและอะคุรุ; ถวายผ้าตามกำลัง; นิเวทยะพร้อมประทีป แล้วกราบนอบน้อม ปิดท้ายด้วยคำสั่งให้ถวายทานเป็นทองแก่พราหมณ์ผู้รู้พระเวท และผลश्रุติกล่าวว่าเมื่อปฏิบัติถูกต้องย่อมได้ผลแห่งการเกิด กำจัดบาปทั้งปวง และสมปรารถนา

कामेश्वर–रतीश्वरमाहात्म्यवर्णनम् | Kameśvara and Ratīśvara: Etiology and Merits of Worship
บทนี้เป็นบทสนทนาศักดิ์สิทธิ์แบบถาม‑ตอบระหว่างเทวีและอีศวร อีศวรเริ่มด้วยการระบุตำแหน่งรตีศวรว่าอยู่ทางเหนือของกาเมศวร โดยบอกทิศและระยะเป็นเครื่องหมาย พร้อมกล่าวผลบุญว่า เพียงได้ทัศนะ (darśana) และบูชาก็ทำลายบาปแห่งเจ็ดชาติ และป้องกันความแตกร้าวในครอบครัวได้ ต่อมาเทวีทรงถามถึงกำเนิดสถานที่และเหตุแห่งนาม “รตีศวร” อีศวรจึงเล่าเรื่องกำเนิด: เมื่อกามะ (มนสิชะ) ถูกตรีปุราริ (ศิวะ) เผาผลาญ รตีได้บำเพ็ญตบะยาวนาน ณ ที่นั้น ยืนบนปลายนิ้วหัวแม่มือเป็นเวลามหาศาล จนลึงค์แห่งมหेशวรปรากฏขึ้นจากพื้นดิน มีเสียงไร้ร่างสั่งให้รตีบูชาลึงค์และประทานพรให้ได้กลับมาพบกามะอีกครั้ง รตีบูชาอย่างแรงกล้า กามะจึงกลับคืน และลึงค์นั้นเป็นที่รู้จักว่า “กาเมศวร” รตียังกล่าวผลบุญทั่วไปว่า ผู้บูชาในกาลต่อไปจะได้สิทธิ (siddhi) ตามปรารถนาและคติอันเป็นมงคลด้วยพระกรุณาแห่งลึงค์ ตอนท้ายกำหนดกาลบูชา: วันขึ้น 13 ค่ำ เดือนไจตรา (Caitra) เป็นกาลอันประเสริฐ ให้มงคลและความสมปรารถนา.

योगेश्वरमाहात्म्यवर्णनम् (Glorification of Yogeśvara Liṅga)
อีศวรทรงสั่งสอนมหาเทวีถึงลึงค์อันทรงฤทธิ์ยิ่งชื่อ “โยคีศวร” ซึ่งประดิษฐานในปรภาสกษेत्र ณ ส่วนทิศแห่งวายุ ใกล้กามேศะ ภายในเขตที่กล่าวว่า “เจ็ดคันธนู” ลึงค์นี้มีมหาประภาวะ และตรัสชัดว่าการได้ดารศนะ (การเห็นด้วยความเคารพ) ย่อมทำลายบาปได้ อีกทั้งกล่าวว่ากาลก่อนเคยมีนามว่า “คเณศวร” แล้วจึงเล่ากำเนิดว่า เหล่าคณะ (คณะของพระศิวะ) ผู้มีกำลังนับไม่ถ้วน รู้ว่าปรภาสเป็นสนามศักดิ์สิทธิ์ของพระมหาอิศวร จึงมาถึงและบำเพ็ญตบะอย่างเข้มด้วยวินัยโยคะตลอดพันปีทิพย์ เมื่อพระวฤษภธวชะ (พระศิวะ) พอพระทัยในษฑังคโยคะของพวกเขา จึงประทานนาม “โยคีศวร” และกำหนดว่าเป็นผู้ประทานผลแห่งโยคะ ผู้ใดบูชาโยคีศะด้วยพิธีอันถูกต้องและด้วยภักติ ย่อมได้โยคสิทธิและความสุขสวรรค์ การบูชานี้ยกย่องว่าสูงยิ่งกว่าทานอันใหญ่โต ถึงกับเปรียบว่าเหนือกว่าการถวายเขาพระสุเมรุทองและแผ่นดินทั้งปวง เพื่อให้ผลสมบูรณ์ยังกล่าวถึงพิธี “วฤษภทาน” คือการถวายโคเพศผู้เป็นทาน ต่อจากนั้นตรัสถึง “รุทระสิบเอ็ด” ผู้สถิตในปรภาส ซึ่งผู้ปรารถนาผลแห่งกษेत्रควรบูชาและนอบน้อมเสมอ การฟังเรื่องรุทระเอกาทศะให้บุญเต็มแห่งกษेत्र ส่วนผู้ไม่รู้จักรุทระเหล่านี้ถูกตำหนิ ท้ายที่สุดตรัสว่าเมื่อบูชาโสมेशวรแล้วพึงสวด “ศตรุทรียะ” ด้วยเหตุนี้ย่อมได้บุญของรุทระทั้งปวง คำสอนนี้เรียกว่า “รหัสยะ” เป็นเครื่องสงบบาปและเพิ่มพูนบุญกุศล

पृथ्वीश्वर-माहात्म्यवर्णनम् (Glorification of Pṛthvīśvara and the Origin of Candreśvara)
บทนี้เป็นบทสนทนาเมื่อเทวีทูลถามว่าเหตุใดลึงค์องค์หนึ่งจึงเรียกว่า “ปฤถวีศวร” และภายหลังจึงเป็นที่รู้จักว่า “จันเทรศวร” พระอีศวรทรงตอบด้วยเรื่องเล่าชำระบาป อธิบายว่าลึงค์นี้เลื่องลือมาตั้งแต่ยุค/มนวันตระก่อน ๆ และประดิษฐานในแดนประภาส พร้อมระบุทิศทางและระยะทางโดยสังเขป เมื่อแผ่นดินถูกกดทับด้วยภาระอสูร นางแปลงเป็นโคแล้วเร่ร่อนจนถึงประภาสกษेत्र ที่นั่นนางตั้งปณิธานจะสถาปนาลึงค์และบำเพ็ญตบะอย่างยิ่งยวดตลอดร้อยปี พระรุทรทรงพอพระทัย ประทานความมั่นใจว่าวิษณุจะขจัดเหล่าอสูร และประกาศว่าลึงค์นี้จักมีนามเลื่องลือว่า “ธาริตรี/ปฤถวีศวร” ตอนผลานุศาสน์กล่าวว่า การบูชาในวันภัทรปทกฤษณะตฤติยาให้ผลเสมอมหายัญ พื้นที่โดยรอบเป็นแดนให้โมกษะ และแม้ตายโดยไม่ตั้งใจก็ถึงสภาวะสูงสุด ต่อมาว่าด้วยวราหกัลป: เพราะคำสาปของทักษะ พระจันทร์เจ็บป่วยตกลงสู่โลก แล้วมาถึงประภาสใกล้มหาสมุทร บูชาปฤถวีศวรตลอดพันปี จึงได้ความรุ่งเรืองและความบริสุทธิ์คืนมา และลึงค์นั้นเป็นที่รู้จักว่า “จันเทรศวร” ปิดท้ายว่า การสดับมหาตมยะนี้ช่วยขจัดมลทินและเกื้อหนุนสุขภาพ

Cakradhara–Daṇḍapāṇi Māhātmya (Establishment of Cakradhara near Somēśa and the Pacification of Kṛtyā)
อีศวรเล่าแก่เทวีเป็นตำนานสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ อธิบายเหตุที่จักรธร (วิษณุผู้ทรงจักรสุทรรศนะ) และทัณฑปาณิ (คเณศวร/ผู้พิทักษ์ฝ่ายไศวะ) ประทับร่วมกัน ณ ปรภาส ใกล้โสมเษะ เรื่องเริ่มจากเปาณฑรก วาสุเทวะ กษัตริย์ผู้หลงผิด เลียนแบบเครื่องหมายของวิษณุและท้าทายพระกฤษณะให้ละทิ้งจักรและสัญลักษณ์อื่น ๆ พระหริทรงโต้กลับอย่างแยบคาย โดย “สละ” จักรที่กาศีด้วยการใช้สุทรรศนะปราบเปาณฑรก แล้วทรงสังหารเปาณฑรกและกาศีราชา เปิดโปงความอ้างอันเป็นของปลอม โอรสของกาศีราชาบำเพ็ญอาราธนาพระศังกร ได้กฤตยาอันร้ายแรงซึ่งพุ่งไปยังทวารกา พระวิษณุปล่อยสุทรรศนะให้ทำลายฤทธิ์นั้น กฤตยาหนีไปกาศีและขอความคุ้มครองจากพระศังกร จนเกิดเค้าความปะทะของอาวุธทิพย์ที่อาจก่อหายนะทั่วโลก ครั้นพระวิษณุเสด็จถึงปรภาสใกล้โสมเษะ/กาลไภรวะ ทัณฑปาณิแนะนำให้สำรวม เพราะหากปล่อยจักรอีกจะเกิดความเสียหายใหญ่หลวง พระหริทรงรับคำและประทับ ณ ที่นั้นเป็นจักรธรเคียงข้างทัณฑปาณิ ท้ายบทกล่าวถึงวิธีบูชาและผลานุศาสน์ ผู้ศรัทธาที่บูชาทัณฑปาณิก่อน แล้วบูชาพระหริตามลำดับ ย่อมพ้นจาก “เกราะแห่งบาป” และได้คติอันเป็นมงคล พร้อมระบุวันจันทรคติบางวัน การถือศีลอดและวรตะเพื่อกำจัดอุปสรรคและสั่งสมบุญที่มุ่งสู่ความหลุดพ้น

सांबाय दुर्वाससा शापप्रदानवर्णनम् — Durvāsas’ Curse upon Sāmba and the Origin-Frame of Sāmbāditya
บทนี้เป็นบทสนทนาศักดิ์สิทธิ์ระหว่างพระศิวะกับพระเทวี อันเป็นการเริ่มสายเรื่อง ‘สางพาทิตยะ-มหาตมยะ’ ภายในกรอบการจาริกแสวงบุญแห่งประภาสะ พระอีศวรทรงชี้พระเทวีไปยังทิศเหนือและทิศวายวะ (ตะวันตกเฉียงเหนือ) แล้วทรงแนะนำ ‘สางพาทิตยะ’ คือปางแห่งพระสุริยะที่สางพะ (Sāmba) ได้สถาปนาไว้ พร้อมกล่าวถึงสถานที่สำคัญของพระสุริยะสามแห่งในถิ่นนั้น ได้แก่ มิตรวนะ มุณฑีระ และประภาสกเษตรเป็นแห่งที่สาม ต่อมา พระเทวีทรงถามว่าสางพะคือผู้ใด และเหตุใดนครจึงมีนามตามเขา พระอีศวรตรัสว่า สางพะเป็นโอรสผู้ทรงเดชของวาสุเทวะ ประสูติแต่ชามพวตี และด้วยคำสาปของบิดาจึงบังเกิดโรคกุษฐะ (โรคเรื้อน) เรื่องเหตุปัจจัยกล่าวว่า ฤๅษีทุรวาสะเสด็จมาถึงทวารวตี สางพะผู้หลงในวัยหนุ่มและรูปโฉมได้แสดงกิริยาไม่เคารพ ล้อเลียนสภาพนักบำเพ็ญตบะของฤๅษี ทุรวาสะกริ้วจึงประทานคำสาปว่าไม่นานสางพะจะถูกโรคเรื้อนครอบงำ บทนี้จึงสอนธรรมเรื่องความนอบน้อมต่อผู้ทรงตบะ และปูพื้นให้สางพะหันไปสู่การบูชาพระสุริยะ จนเกิดการสถาปนาพระสุริยะเพื่อประโยชน์แก่ชนทั่วไปในนครของสางพะ

सांबादित्यमाहात्म्यवर्णनम् | The Māhātmya of Sāmba-Āditya (Sun Worship at Prabhāsa)
บทนี้นำเสนอเหตุการณ์เชิงธรรมะที่เชื่อมโยงความประพฤติ ผลกรรม และภักติเป็นทางแก้ไขบาป นารทมุนีไปยังทวารวตีและเห็นบรรยากาศในราชสำนักของพวกยาทวะ; ความไม่เคารพของสามพะเป็นชนวนเรื่อง นารทยกประเด็นว่าความใส่ใจย่อมหวั่นไหวได้เพราะความมึนเมาและเงื่อนไขทางสังคม พระศรีกฤษณะจึงใคร่ครวญและปล่อยให้เหตุการณ์คล้ายการทดสอบดำเนินไป ระหว่างการเสด็จสำราญ นารทเรียกสามพะเข้าเฝ้าต่อหน้าพระกฤษณะและสตรีฝ่ายใน; ด้วยความเมาและความปั่นป่วนจิตใจทำให้ขาดสำรวม เกิดความอลหม่านขึ้น คำสาปของพระกฤษณะเป็นคำเตือนทางศีลธรรมเรื่องการเผลอไผล ความเปราะบางทางสังคม และราคาของกรรมจากความประมาท กล่าวว่าหญิงบางคนตกจากภพที่เคยคาดหมายและต่อมาถูกโจรปล้นชิงไป แต่พระมเหสีสำคัญได้รับการคุ้มครองด้วยความมั่นคงแห่งใจ สามพะเองถูกสาปให้เป็นโรคเรื้อน ทำให้เรื่องหันสู่การชดใช้บาป เขาบำเพ็ญตบะอย่างหนักที่ปรภาสะ สถาปนาและบูชาพระสุริยะด้วยบทสรรเสริญที่กำหนด แล้วได้รับพรให้หายป่วยพร้อมข้อกำหนดด้านความประพฤติ ต่อจากนั้นกล่าวถึงหลักและพิธีกรรม: พระสุริยะมีนามสิบสอง, ทวาทศอาทิตยะที่สอดคล้องกับเดือนต่าง ๆ และลำดับวรตะโดยเฉพาะช่วงขึ้น ๕ ค่ำถึง ๗ ค่ำเดือนมาฆะ พร้อมเครื่องบูชา เช่น ดอกกรวีระและจันทน์แดง วิธีบูชา การเลี้ยงพราหมณ์ และผลบุญที่สัญญาไว้ ตอนท้ายเป็นผลश्रุติว่า ผู้ฟังมหาตมยะนี้ย่อมสิ้นบาปและได้สุขภาพดี

कंटकशोधिनीदेवीमाहात्म्य (Glory of the Goddess Kaṇṭakaśodhinī)
อัธยายะนี้ให้คำสอนโดยย่อเกี่ยวกับตถีรถะของเทวีพระนามว่า กัณฏกโชธินี ผู้ “ขจัดหนาม/อุปสรรค” โดยชี้ตำแหน่งศาลของพระนางไว้ทางทิศเหนือ ห่างออกไป “สองธนุ” ตามมาตราวัดโบราณ. เทวีได้รับสรรเสริญว่าเป็น มหีษฆนี ผู้ปราบอสูรควาย มีวรกายยิ่งใหญ่ เป็นที่บูชาของพระพรหมและเหล่าเทวฤๅษี และทรงเป็นผู้คุ้มครองพร้อมด้วยเดชแห่งนักรบ. มีเหตุปกรณัมกล่าวว่าในแต่ละยุคสมัย พระนางทรงชำระล้างและกำจัด “หนาม” คือเหล่าอสูรผู้เบียดเบียนเทวดา ซึ่งเรียกว่า เทวกัณฏก. บทนี้กำหนดพิธีบูชาในวันนวมิ (ขึ้น ๙ ค่ำ) แห่งปักษ์สว่าง เดือนอาศวยุชะ ด้วยเครื่องบูชาเป็นปศุ (สัตวบูชา), ดอกไม้, ประทีปชั้นเลิศ และธูปหอม. ผลศรุติกล่าวว่าผู้บูชาจะปราศจากศัตรูตลอดหนึ่งปี และเมื่อได้เห็นเทวีด้วยศรัทธาบริสุทธิ์ พระนางจะทรงปกป้องดุจบุตร ไม่ว่าจะมาด้วยการจาริกพิเศษหรือมาสักการะเป็นนิตย์. ตอนท้ายย้ำว่านี่คือมหาตมยะโดยย่ออันทำลายบาป และการสดับฟังเพียงอย่างเดียวก็เป็นการคุ้มครองสูงสุด.

कपालेश्वरमाहात्म्यवर्णनम् | The Māhātmya of Kapāleśvara (Origin and Merit of the Shrine)
บทที่ 103 กล่าวถึงตำนานกำเนิดเพื่ออธิบายความศักดิ์สิทธิ์และที่มาของนาม “กปาเลศวร” ในปรภาสเกษตร อีศวรตรัสแก่เทวีว่า พึงไปยังศาลเจ้ากปาเลศวรอันประเสริฐทางทิศเหนือ ซึ่งเหล่าเทพบูชา แล้วเรื่องราวย้ายไปยังพิธียัญของทักษะ เมื่อมีดาบสผู้มอมฝุ่นถือกะโหลก (กปาละ) เข้ามา พราหมณ์ทั้งหลายเห็นว่าไม่สมควรแก่เขตยัญ จึงขับไล่ด้วยความขุ่นเคือง เขาหัวเราะแล้วโยนกะโหลกลงในมณฑลยัญ ก่อนจะอันตรธานไป กะโหลกนั้นกลับปรากฏซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้ถูกโยนทิ้งก็ไม่หายไป ทำให้ฤๅษีทั้งหลายพิศวงจนลงความเห็นว่า มีเพียงมหาเทวะเท่านั้นที่กระทำอัศจรรย์เช่นนี้ได้ พวกเขาจึงสรรเสริญ บูชาไฟ และสวดศตรุทรียะเพื่อบวงสรวงพระศิวะ ครั้นพระศิวะทรงปรากฏโดยตรง เมื่อทรงให้ขอพร พราหมณ์ทั้งหลายทูลขอให้พระองค์ประทับ ณ ที่นั้นเป็นลึงค์นาม “กปาเลศวร” ด้วยเหตุที่กะโหลกนับไม่ถ้วนปรากฏวนเวียนในสถานที่นั้น พระศิวะประทานพร พิธียัญดำเนินต่อ และกล่าวถึงอานิสงส์แห่งการได้ทัศนะกปาเลศวรว่าเสมอผลอัศวเมธ และชำระบาปทั้งปวงรวมถึงบาปจากชาติก่อน อีกทั้งระบุความต่างของนามตามมันวันตระ (กปาเลศวร; ภายหลัง ตัตตเวศวร) และย้ำว่าการทรงแปลงกาย/อำพราง (ชาลมะ) ของพระศิวะเป็นกลไกที่สถาปนาความศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่นี้.

कोटीश्वरमाहात्म्यवर्णनम् | Kotīśvara Liṅga: Account of its Sacred Greatness
อีศวรทรงสั่งสอนพระเทวีถึงลำดับการจาริกแสวงบุญตามทิศ—ผู้แสวงธรรมพึงไปยังโคฏีศวรอันประเสริฐก่อน และไปยังโคฏีศา (โคฏีศ) ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของที่นั้นด้วย ความศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่นี้ตั้งอยู่บนเหตุการณ์โบราณใกล้กปาเลศวร ณ ที่นั้นมีฤๅษีปาศุปตะผู้บำเพ็ญตบะ—ทากายด้วยเถ้าศักดิ์สิทธิ์ ไว้ผมชฎา คาดเมขลามุญชะ มีความสำรวมและชนะความโกรธ เป็นพราหมณ์โยคีแห่งพระศิวะ—แผ่ไปทั่วเขตศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่ทิศและบำเพ็ญตบะยาวนาน พวกท่านมีจำนวน ‘หนึ่งโกฏิ’ ตั้งมั่นในมนตรชปะ แล้วสถาปนาลึงค์ใกล้กปาเลศะตามพิธี และบูชาด้วยภักติ พระมหาเทวะทรงพอพระทัยและประทานมุกติแก่พวกท่าน; เพราะมีฤๅษีหนึ่งโกฏิได้บรรลุสิทธิ ณ ที่นั้น ลึงค์จึงเลื่องลือในโลกนามว่า ‘โคฏีศวร’ อีกทั้งกล่าวถึงผลบุญที่เทียบเท่า: บูชาโคฏีศวรด้วยภักติได้ผลเท่ามนตรชปะหนึ่งโกฏิ; และถวายทองแก่พราหมณ์ผู้รู้พระเวท ณ สถานที่นี้ได้ผลเท่าพิธีโหมะหนึ่งโกฏิ—ยืนยันว่าการจาริกนี้ให้ผลสมบูรณ์แท้จริง

ब्रह्ममाहात्म्यवर्णनम् (Brahmā-Māhātmya: Theological Discourse on Brahmā’s Sanctity at Prabhāsa)
อีศวรทรงแนะนำ “สถานที่ลับอันประเสริฐ” ภายในประภาสกษेत्र อันเป็นตถีร์ถะที่ชำระล้างได้ทั่วถึง ทรงกล่าวถึงสถิตยสถานของเทพผู้ยิ่งใหญ่ในบริเวณนั้น และยืนยันว่าเพียงได้ดรศนะก็สามารถขจัดมลทินหนักอันเกิดจากกำเนิดและบาปใหญ่ นำไปสู่หนทางแห่งโมกษะได้ เทวีทูลถามว่าเหตุใดพรหมจึงถูกกล่าวว่าเป็น “บาลรูป” (รูปเด็ก) ทั้งที่ที่อื่นมักพรรณนาเป็นผู้ชรา อีกทั้งขอทราบสถานที่ เวลา กฎเกณฑ์การบูชา และลำดับการจาริก อีศวรทรงอธิบายว่าที่ประทับสูงสุดของพรหมอยู่ทางทิศอีศานยะ (ตะวันออกเฉียงเหนือ) เมื่อเทียบกับโสมนาถ พร้อมเครื่องหมายตถีร์ถะที่เกี่ยวข้อง พรหมเสด็จมาเมื่ออายุแปดปี บำเพ็ญตบะอย่างเข้มงวด และมีส่วนร่วมในการสถาปนา/ประดิษฐานลิงคะโสมนาถด้วยพิธีกรรมอันกว้างขวาง ต่อจากนั้นเป็นการแจกแจงการนับกาลเชิงจักรวาล: หน่วยตั้งแต่ตรุฏิถึงมุหูรต โครงสร้างเดือนและปี มาตรายุคและมันวันตระ รายชื่อมนูและอินทร ตลอดจนรายชื่อกัลป์ที่ประกอบเป็น “เดือนของพรหม” และระบุว่ากัลป์ปัจจุบันคือวราหกัลป์ ตอนท้ายสรุปการประสานพรหม–วิษณุ–รุทรในแนวอทไวตะว่า อานุภาพเทพดูต่างกันตามหน้าที่ แต่โดยสภาวะเป็นหนึ่งเดียว ดังนั้นผู้แสวงผลแห่งยาตราจึงควรนอบน้อมพรหมก่อน และละเว้นความเป็นปฏิปักษ์ทางนิกาย।

ब्राह्मणप्रशंसा-वर्णनम् (Praise of Brahmins and Conduct in Prabhāsa-kṣetra)
บทนี้เป็นรูปแบบถาม-ตอบทางเทววิทยา: เทวีทูลถามว่า พรหมันอันไม่เป็นสองซึ่งปรากฏ ณ ประภาสะเป็น “ปิตามหะ (พรหมา)” ในรูปกุมาร ควรบูชาอย่างไร ใช้มันตระและกฎพิธีกรรมใด รวมทั้งพราหมณ์ผู้พำนักในกษेत्रมีประเภทใด และการพำนักนั้นให้ผลแห่งกษेत्रอย่างไร พระอีศวรทรงตอบโดยชี้ว่า การบูชาควรตั้งอยู่บนตรรกะแห่งศีลธรรมและพิธีกรรมทางสังคม: พราหมณ์เป็นการปรากฏของความเป็นเทพบนแผ่นดิน การเคารพพราหมณ์จึงเสมอด้วยการบูชาเทวรูป และบางถ้อยคำยกว่าสูงยิ่งกว่า มีคำเตือนมิให้ทดสอบ ดูหมิ่น หรือทำร้ายพราหมณ์ แม้ผู้ยากไร้ เจ็บป่วย หรือพิการก็ไม่ควรถูกเหยียดหยาม ผลร้ายอันหนักหน่วงของการใช้ความรุนแรงและการทำให้อับอายถูกกล่าวไว้ และการถวายอาหารกับน้ำดื่มถูกย้ำว่าเป็นวิธีเคารพบูชาที่สำคัญ ต่อจากนั้นมีการจำแนกวิถีชีวิต/วฤตติของพราหมณ์ผู้พำนักในประภาสะเป็นหลายหมวดที่มีชื่อ พร้อมลักษณะสั้น ๆ เช่น การถือวัตร ความเพียรตบะ ระเบียบวินัย และรูปแบบการยังชีพ ตอนท้ายกล่าวว่า พราหมณ์ผู้มีวินัยและยึดมั่นพระเวทในประภาสะเท่านั้นเป็นผู้บูชาปิตามหะรูปกุมารโดยชอบ ส่วนผู้มัวหมองด้วยความผิดใหญ่ไม่ควรเข้าใกล้การบูชานั้น

बालरूपी-ब्रह्मपूजाविधानम्, रथयात्रा-विधिः, नामशत-स्तोत्र-माहात्म्यम् (Bālarūpī Brahmā Worship Procedure, Chariot-Festival Protocol, and the Merit of the Hundred Names)
อัธยายะนี้เป็นคำสั่งสอนของพระอีศวรที่รวมทั้งหลักปฏิบัติและหลักธรรมไว้ด้วยกัน โดยจำแนกภักติเป็น ๓ ประการคือ มานสี (ภายในใจ), วาจิกี (ด้วยวาจา) และ กายิกี (ด้วยกาย) และยังแยกแนวโน้มเป็น ลৌกิกี (ทางโลก), ไวทิกี (ตามพระเวท) และ อาธยาตมิกี (ภายใน/ภาวนา) ต่อจากนั้นกล่าวถึงพิธีบูชาพระพรหม “บาลรูปี” ณ ประภาสะโดยละเอียด ได้แก่ การอาบน้ำในตีรถะ การอภิษेकด้วยปัญจคัวยะและปัญจามฤตพร้อมการสาธยายมนตร์ ลำดับนยาสะบนกาย การชำระเครื่องบูชา และอุปจาระด้วยดอกไม้ ธูป ประทีป และไนเวทยะ ตลอดจนการนอบน้อมคัมภีร์พระเวทและคุณธรรมอันเป็นนามธรรมในฐานะสิ่งควรสักการะ ในเดือนการ์ตติกะ โดยเฉพาะใกล้วันปูรณิมา ได้บัญญัติพิธีรถยาตรา ระบุบทบาทของชุมชน ข้อควรระวังในพิธี และผลที่กล่าวว่าจะเกิดแก่ผู้ร่วมงานและผู้มาชม ต่อมามีบัญชีรายนาม/ปางของพระพรหมที่ผูกกับสถานที่ต่าง ๆ ยาวเป็นพิเศษ เสมือนดัชนีภูมิศาสตร์เชิงเทววิทยา แล้วจึงกล่าวผลश्रुतिว่า การสาธยายสโตตรร้อยนามและการปฏิบัติให้ถูกต้องย่อมชำระบาปและให้บุญอันสูง อีกทั้งยกย่องกาลโยคะอันหาได้ยากที่ประภาสะ เช่น ปัทมกโยคะ ว่ามีอานิสงส์ยิ่ง ท้ายที่สุดแนะนำการทำทาน รวมถึงการถวายที่ดินและสิ่งของที่กำหนด และแนะนำการสาธยายสำหรับพราหมณ์ผู้พำนักในช่วงมหาเทศกาลต่าง ๆ

प्रत्यूषेश्वरमाहात्म्यवर्णनम् / The Māhātmya of Pratyūṣeśvara
อีศวรตรัสสั่งเทวีให้เสด็จไปยังลึงค์อันประเสริฐของเหล่าวสุ ซึ่งตั้งอยู่ในเขตทิศอีศานของโสมนาถ ณ ระยะที่กำหนด ลึงค์นั้นมีสี่พักตร์ เป็นที่รักของเหล่าเทพ มีนามว่า “ประตยูเษศวร” เป็นผู้ทำลายมหาบาป เพียงได้ดर्शनก็กล่าวว่าสามารถทำลายบาปที่สั่งสมมาถึงเจ็ดชาติได้ เทวีจึงทูลถามว่า ประตยูษะคือผู้ใด และลึงค์นี้ได้ตั้งขึ้นอย่างไร อีศวรทรงเล่าลำดับวงศ์—ทักษะโอรสของพรหมาได้ยกธิดาให้แก่ธรรมะ ในหมู่ธิดานั้น วิศวาให้กำเนิดโอรสแปดองค์ คืออัษฏวสุ: อาปะ ธรุวะ โสมะ ธระ อนละ อนิล ประตยูษะ และประภาส ประตยูษะปรารถนาบุตรจึงมาสู่ประภาสกษेत्र รู้ว่าเป็นแดนศักดิ์สิทธิ์บันดาลความปรารถนา จึงสถาปนามหาเทวะและบำเพ็ญตบะด้วยสมาธิแน่วแน่ตลอดร้อยปีทิพย์ มหาเทวะทรงพอพระทัยประทานบุตรนาม “เทวละ” ผู้ได้รับสรรเสริญว่าเป็นโยคีชั้นยอด ด้วยเหตุนี้ลึงค์จึงมีนามว่า ประตยูเษศวร บทนี้ยังกล่าวผลแห่งพิธีกรรม—ผู้ไร้บุตรหากบูชาที่นี่จะได้ความสืบเนื่องแห่งวงศ์ตระกูล การบูชาในยามรุ่งอรุณ (ประตยูษะ) ด้วยภักติมั่นคงย่อมทำลายแม้บาปหนัก รวมถึงบาปที่เนื่องจากพรหมหัตยา ผู้ประสงค์ผลแห่งการจาริกครบถ้วนพึงทำวฤษภทาน (ถวายโคเพศผู้) และการตื่นเฝ้าคืนมาฆะกฤษณะจตุรทศี (ชาครณะ) กล่าวว่ามอบผลเทียบเท่าทานและยัญพิธีทั้งปวง

अनिलेश्वरमाहात्म्यवर्णनम् (Anileśvara Māhātmya—Description of the Glory of Anileśvara)
อีศวรทรงสั่งสอนมหาเทวีให้เสด็จไปยังอนิเลศวร ตีรถะอันประเสริฐ สถานที่นั้นอยู่ทางทิศเหนือ ระยะสามธนุษย์ตามที่ระบุไว้อย่างชัดเจน ลิงคะที่นั่นกล่าวว่าเป็น “มหาประภาวะ” และเพียงได้ดรรศนะก็เป็นเหตุให้บาปสิ้นไป เรื่องราวกล่าวถึงอนิลว่าเป็นวสุองค์ที่ห้า อนิลบูชามหาเทวะด้วยศรัทธา ทำให้พระศิวะปรากฏประจักษ์ แล้วสถาปนาลิงคะตามพิธี ด้วยอานุภาพของอีศะ บุตรของเขาคือมโนชวะได้กำลังและความเร็วอันน่าอัศจรรย์ เคลื่อนไหวจนยากจะติดตาม เป็นตัวอย่างแห่งพระกรุณา ผู้ใดได้ดรรศนะรูป/สถานที่นั้นย่อมพ้นจากความทุกข์ ไม่มีความพิการและความยากจน ได้รับสิริมงคล แม้ถวายดอกไม้เพียงดอกเดียวบนลิงคะก็ยังให้สุข โชค และความงาม ตอนท้ายเป็นผลश्रุติว่า ผู้ฟังและยินดีในมหาตมยะอันทำลายบาปนี้ ย่อมสำเร็จความปรารถนาและเป้าหมาย

प्रभासेश्वरमाहात्म्यवर्णनम् | The Māhātmya of Prabhāseśvara (Installation, Austerity, and Pilgrimage Observance)
พระอีศวรทรงสั่งสอนพระเทวีให้เสด็จจากคุรี-ตโปวนะไปทางทิศตะวันตก เพื่อไปยังปฺรภาเสศวรอันประเสริฐ ทรงระบุขอบเขตแห่งสถานที่ศักดิ์สิทธิ์นั้นว่าอยู่ภายในรัศมีเจ็ดคันธนู และกล่าวว่ามหาลิงคะที่นั่นได้ถูกประดิษฐานโดยวสุองค์ที่แปด คือ ปฺรภาสะ ต่อจากนั้นเล่าถึงเหตุแห่งปฺรภาสะที่ปรารถนาบุตร การประดิษฐานมหาลิงคะ และการบำเพ็ญตบะยาวนานชื่อ ‘อาคเนยี’ เป็นเวลาหนึ่งร้อยปีทิพย์ จนพระรุทระทรงพอพระทัยและประทานพรตามที่ปรารถนา มีการกล่าวแทรกถึงวงศ์สกุลว่า ภูวนา (น้องสาวของพฤหัสบดี) เป็นชายาของปฺรภาสะ และเชื่อมสายสืบกับวิศวกรรมะ ช่างผู้สร้างแห่งจักรวาล ตลอดจนตักษกะผู้มีอานุภาพยิ่ง ท้ายบทกำหนดพิธีสำหรับผู้แสวงบุญ: ในเดือนมาฆะ วันจตุรทศีให้สรงน้ำ ณ สังฆมแห่งมหาสมุทร สวดชปะศตรุทรียะ สำรวมตน (นอนพื้น ถืออุโบสถ) อภิเษกลิงคะด้วยปัญจามฤต บูชาตามแบบแผน และหากมีกำลังให้ถวายโคเพศผู้เป็นทาน ผลคือความบริสุทธิ์จากบาปและความรุ่งเรืองโดยรอบด้าน

रामेश्वरक्षेत्रमाहात्म्यवर्णन — Rāmeśvara Kṣetra Māhātmya (at Puṣkara)
อีศวรเล่าแก่เทวีถึงมหาตมยะเฉพาะถิ่น ณ ใกล้ปุษกระ ว่าด้วยกุณฑะชื่อ “อัษฏปุษกร” ซึ่งผู้ไร้วินัยเข้าถึงได้ยาก แต่ได้รับการสรรเสริญว่าเป็นที่ชำระบาปและให้บุญใหญ่ ที่นั่นมีลึงค์ชื่อ “ราเมศวร” ซึ่งพระรามทรงสถาปนาไว้; เพียงสักการะบูชาก็นับเป็นการไถ่บาปได้ แม้บาปหนักอย่างพรหมหัตยาก็พ้นได้ เทวีจึงทูลขอเรื่องโดยพิสดารว่า พระรามเสด็จมาพร้อมสีตาและลักษมณ์อย่างไร และการประดิษฐานลึงค์เกิดขึ้นเช่นไร อีศวรจึงกล่าวถึงบริบทแห่งพระราม—อวตารเพื่อทำลายราวณะ ต่อมาทรงอยู่ป่าเพราะคำสาปของฤๅษี และระหว่างการเดินทางได้มาถึงแดนประภาส ครั้นพักแล้วพระรามทรงสุบินเห็นทศรถ จึงปรึกษาพราหมณ์ทั้งหลาย พราหมณ์ตีความว่าเป็นสาส์นจากบรรพชน และกำหนดให้ทำศราทธะ ณ ตีรถะปุษกร พระรามทรงเชิญพราหมณ์ผู้สมควร ส่งลักษมณ์ไปเก็บผลไม้ และสีตาจัดเตรียมเครื่องบูชา ครั้นประกอบพิธี สีตาถอยออกด้วยความละอาย เพราะมีนิมิตเห็นบรรพชนฝ่ายบิดาประหนึ่งมาประทับอยู่ท่ามกลางพราหมณ์ ทำให้พระรามทรงกริ้วชั่วครู่เมื่อไม่เห็นนาง ต่อมาสีตาทูลเหตุ—และเหตุการณ์นี้ถูกเชื่อมโยงกับการสถาปนาลึงค์ราเมศวรใกล้ปุษกระ ท้ายบทเป็นผลश्रุติ: ผู้บูชาด้วยภักติย่อมได้คติอันสูงสุด การทำศราทธะในติติที่กำหนด—โดยเฉพาะทวาทศี และบางสังโยคที่เกี่ยวกับจตุรถี/ษัษฐี—ให้ผลไพศาลประมาณมิได้ ความอิ่มเอมของบรรพชนดำรงยาวนานสิบสองปี การถวายม้าเทียบเท่าบุญอัศวเมธ บทนี้ระบุว่าเป็นอัธยายที่ 111 ในส่วนหนึ่งของประภาสขันฑะ

लक्ष्मणेश्वरमाहात्म्यवर्णनम् (Lakṣmaṇeśvara Māhātmya—Account of the Glory of Lakṣmaṇeśvara)
บทที่ 112 กล่าวถึงพระอีศวรทรงสั่งสอนพระเทวีในลักษณะชี้ทางการจาริก โดยทรงนำไปสู่ศาลเจ้าศักดิ์สิทธิ์ “ลักษมเณศวร” อันเลื่องชื่อ ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของราเมศะ ห่างออกไปสามสิบธนุษย์ มีการระบุว่าศิวลึงค์ ณ ที่นั้น พระลักษมณะได้ประดิษฐานไว้ระหว่างการแสวงบุญ เป็นผู้ขจัดบาปใหญ่ และเป็นที่สักการะของเหล่าเทพ. บทนี้กำหนดวิธีภักติ—บูชาด้วยนาฏยรำ, บทเพลง, ดนตรีเครื่องสายและเครื่องตี พร้อมทั้งโหมะและชปะ โดยผู้บำเพ็ญตั้งมั่นในสมาธิภาวนา จนได้รับผลคือ “ปรมา คติ” อันสูงสุด อีกทั้งวางระเบียบทาน: เมื่อถวายเครื่องสักการะตามลำดับ เช่น ของหอมและดอกไม้แล้ว จึงควรถวายอาหาร น้ำ และทองแก่ทวิชะผู้สมควร. ยังเน้นกาลสำคัญคือวันจตุรทศีปักษ์มืด (กฤษณะ-จตุรทศี) เดือนมาฆะ โดยกล่าวว่าการอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์ การให้ทาน และการสวดชปะในวันนั้นให้ผล “อักษยะ” คือไม่เสื่อมสูญ ตอนท้ายระบุที่ตั้งของบทนี้ในประภาสขันฑะ ภายใต้กรอบประภาสเกษตรมหาตมยะ.

जानकीश्वरमाहात्म्यवर्णनम् (Jānakīśvara Māhātmya: Account of the Glory of Jānakīśvara)
ในบทนี้ อีศวรตรัสแก่เทวีให้หันไปสู่ลึงค์อันประเสริฐนามว่า ‘ชานกีศวร’ ซึ่งตั้งอยู่ในทิศตะวันตกเฉียงใต้ (ไนฤต) แห่งเขตปรภาส ใกล้รามேศ/รามேศาน สถานที่นี้ได้รับการสรรเสริญว่าเป็นผู้ทำลายบาป (ปาปหระ) แก่สรรพสัตว์ทั้งปวง และเป็นลึงค์ที่ชานกี (สีตา) เคยบูชาเป็นพิเศษ อีกทั้งอธิบายประวัติแห่งนาม: เดิมเรียกว่า ‘วสิษเฐศ’ ต่อมาในยุคเตรตาเป็นที่รู้จักว่า ‘ชานกีศ’ และภายหลังเมื่อฤๅษีวาลขิลยะหกหมื่นตนบรรลุสิทธิ ณ ที่นั้น จึงได้สมญา ‘สิทธิศวร’ ในยุคกลี ลึงค์นี้ถูกกล่าวว่าเป็น ‘ยุกลึงค์’ อันทรงพลัง เพียงได้เห็นก็ช่วยให้ผู้ศรัทธาพ้นทุกข์อันเกิดจากเคราะห์ร้าย มีการกำหนดวิธีบูชาด้วยศรัทธาสำหรับทั้งสตรีและบุรุษอย่างเสมอภาค รวมถึงการสรง/รดน้ำ (อภิเษก) แด่ลึงค์ และในข้อปฏิบัติที่ยิ่งขึ้น ให้สรงน้ำที่ปุษกรตีรถะ แล้วรักษาวินัยความประพฤติและอาหารอย่างสำรวม บูชาต่อเนื่องตลอดหนึ่งเดือน โดยกล่าวว่าบุญในแต่ละวันยิ่งกว่าอัศวเมธะ อีกทั้งระบุเวลาเฉพาะว่า สตรีผู้บูชาในวันตฤติยาแห่งเดือนมาฆะ ย่อมขจัดความโศกและเคราะห์ร้ายได้ถึงในวงศ์ตระกูล ตอนท้ายกล่าวผลแห่งการฟังมหาตมยะนี้ว่า ทำลายบาปและประทานความเป็นมงคล.

वामनस्वामिमाहात्म्यवर्णनम् | Vāmana-Svāmin Māhātmya (Glorification of Vāmana Svāmin)
อีศวรทรงแนะนำพระเทวีให้เสด็จไปยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของพระวิษณุชื่อ “วามนสวามิน” อันเป็นที่ทำลายบาปและลบล้างมหาบาปทั้งปวง และกล่าวว่าอยู่ใกล้ทิศตะวันตกเฉียงใต้ของปุษกระ ในบทนี้เล่าเหตุการณ์การผูกมัดพญาพลิ: พระวิษณุในปางตรีวิกรมก้าวสามก้าว—ก้าวแรกวางพระบาทขวาที่สถานที่นี้ ก้าวที่สองบนยอดเขาพระเมรุ และก้าวที่สามในนภา; เมื่อก้าวที่สามล่วงขอบเขตจักรวาล น้ำก็ผุดออกมาและได้รับการยกย่องว่าเป็นแม่น้ำคงคา “วิษณุปที” คำว่า “ปุษกระ” ถูกอธิบายเชิงรากศัพท์ด้วยความหมายว่า “ท้องฟ้า” และ “น้ำ” เพื่อยืนยันว่าเป็นสังฆมณฑลอันบริสุทธิ์เกี่ยวเนื่องกับปรชาปติ ผลแห่งพิธีกรรมระบุไว้ว่า การอาบน้ำและได้เห็นรอยพระบาทของพระหริย่อมนำไปสู่ปรมธามของพระหริ; การถวายปิณฑะทำให้บรรพชนอิ่มเอิบยาวนาน; และการถวายรองเท้าแก่พราหมณ์ผู้มีวินัยเป็นทานอันประเสริฐ ให้ผลเป็นเกียรติแห่งพาหนะในโลกของพระวิษณุ อีกทั้งยกคาถาที่สืบว่าเป็นของวสิษฐะเพื่อย้ำเหตุผลแห่งความชำระล้างของตirtha นี้

Puṣkareśvaramāhātmya-varṇana (Glorification of Puṣkareśvara)
อีศวรทรงสั่งสอนมหาเทวีถึงลำดับการจาริกในประภาส-เกษตร: เริ่มไปยังปุษกเรศวรอันเลื่องชื่อยิ่ง แล้วจึงไปยังชานกีศวรที่ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของที่นั้น. ลิงคะปุษกเรศวรถูกกล่าวว่าเปี่ยมด้วยอานุภาพ; เกียรติคุณได้รับการยืนยันด้วยการบูชาเป็นแบบอย่าง—โดยพรหมบุตร (โอรสของพระพรหม) และโดยฤๅษีสันตกุมาร ผู้ถวายดอกปุษกะระทองคำตามพิธีที่กำหนด—จึงทำให้ชื่อและความรุ่งเรืองเป็นที่ประจักษ์. บทนี้ยังแสดงหลักว่าด้วยผลแห่งพิธีกรรม: การบูชาด้วยภักติ พร้อมเครื่องสักการะเช่นคันธะ (เครื่องหอม) และปุษปะ (ดอกไม้) ทำตามลำดับและถูกต้อง ย่อมนับว่าได้สำเร็จ ‘ปุษกรี-ยาตรา’. สถานที่นี้มีชื่อว่า ‘สรรพปาตกนาศนะ’ ผู้ทำลายบาปทั้งปวง โดยเสนอการจาริกเป็นทั้งการชำระตนทางศีลธรรมและการภักติที่มีวินัย.

शंखोदककुण्डेश्वरीगौरीमाहात्म्य (Glory of Śaṅkhodaka Kuṇḍa and Kuṇḍeśvarī/Gaurī)
อีศวรตรัสแก่เทวีให้พิจารณาสถานศักดิ์สิทธิ์นามว่า “กุณเฑศวรี” ในปรภาสขันฑะ เทวีองค์นี้ทรงเป็นผู้ประทานสวัภาคยะ (สิริมงคลแห่งคู่ครองและความรุ่งเรือง) และทรงขจัดบาปกับความยากจน พร้อมระบุตำแหน่งด้วยทิศทางและระยะทางอย่างชัดเจน ใกล้กันมีแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ชื่อ “ศังโขทกกุณฑะ” กล่าวกันว่าเป็นที่ทำลายบาปทั้งปวง ตำนานเล่าว่า ครั้งหนึ่งพระวิษณุทรงสังหารผู้มีนามว่า “ศังขะ” แล้วนำร่างใหญ่ดุจสังข์ไปยังปรภาสเพื่อชำระล้าง และสถาปนาตีรถะอันทรงพลังขึ้น เสียงสังข์ดึงดูดเทวีให้เสด็จมาและทรงถามเหตุ; จากเหตุการณ์นั้นจึงเกิดนาม “กุณเฑศวรี” (เทวีผู้เกี่ยวข้องกับกุณฑะ) และ “ศังโขทก” (น้ำที่เกี่ยวเนื่องกับสังข์) มีข้อกำหนดว่า การบูชาในวันตฤติยาแห่งเดือนมาฆะ ทำให้ผู้ศรัทธาทั้งชายและหญิงบรรลุ “คุารีปทะ” คือฐานะ/แดนของพระแม่คุารี อีกทั้งสอนจริยธรรมแห่งการจาริกด้วยทาน: เลี้ยงอาหารคู่สามีภรรยา (ทัมปตี) ถวายเสื้อผ้า (กัญจุกะ) และเลี้ยงอาหารสตรีผู้ถือเป็นรูปแห่งคุารี (คุารีณี) เพื่อหวังผลแห่งการไปตีรถะ

भूतनाथेश्वरमाहात्म्यवर्णनम् (Glorification of Bhūtanātheśvara)
บทนี้ในปรภาสขันฑะเป็นการสรรเสริญสถานศักดิ์สิทธิ์ฝ่ายไศวะ โดยพระอีศวรทรงสั่งสอนพระมหาเทวีถึงมหิมาของภูตนาถेशวร ผู้ศรัทธาถูกชี้ทางให้ไปยังภูตนาถेशวร-หระซึ่งตั้งอยู่ใกล้ส่วนอีศะของกุณเฑศวรี โดยระบุระยะห่างว่า ‘ยี่สิบคันธนู’ เพื่อเป็นเครื่องหมายกำหนดที่ตั้งและพิธีจาริก. ลิงคะนี้ทรงประกาศว่าเป็นอนาทิ-นิธนะ ไร้ต้นไร้ปลาย เรียกว่า ‘กัลปลิงคะ’ และมีนามตามยุค: ในเตรตายุกเป็นที่ระลึกว่า ‘วีรภัทรेशวรี’ ส่วนในกลียุกเป็นที่รู้จักว่า ‘ภูเตศวร/ภูตนาถेशวร’ อีกทั้งเล่าว่าในช่วงรอยต่อแห่งทวาปรยุค ภูตนับไม่ถ้วนบรรลุความสำเร็จสูงสุดด้วยอานุภาพของลิงคะนี้ จึงเป็นเหตุให้ชื่อศาลเจ้าตั้งมั่นบนแผ่นดิน. มีข้อปฏิบัติเฉพาะในคืนกฤษณะจตุรทศี: เมื่อบูชาพระศังกรแล้วให้หันหน้าไปทิศใต้บูชา ‘อฆอระ’ ด้วยความสำรวม ไม่หวาดหวั่น และตั้งมั่นในสมาธิ—ย่อมได้สิทธิที่พึงมีในโลกมนุษย์ตามควร นอกจากนี้แนะนำการถวายทานงาและทองคำ และการถวายปิณฑะอุทิศแก่ปิตฤเพื่อพ้นจากภาวะเปรต ตอนท้ายกล่าวผลว่า การอ่านหรือฟังมหิมานี้ด้วยศรัทธาย่อมทำลายกองบาปและเกื้อหนุนความบริสุทธิ์.

गोप्यादित्यमाहात्म्यवर्णनम् | The Māhātmya of Gopyāditya (Sun consecrated by the Gopīs)
อีศวรทรงแนะเทวีให้ไปยังสถิตสถานแห่งสุริยเทพที่ได้รับการสรรเสริญยิ่งชื่อ ‘โคปยาทิตยะ’ ในแดนปรภาสะ ซึ่งระบุด้วยเครื่องหมายทิศและระยะทาง และกล่าวว่าเป็นสถานที่ทำลายบาปอย่างแรงกล้า จากนั้นทรงเล่ากำเนิดศาลนี้ว่า พระกฤษณะเสด็จมาปรภาสะพร้อมหมู่ยาทวะ เหล่าโคปีและบุตรของพระกฤษณะก็อยู่ด้วย ระหว่างการพำนักยาวนาน ได้มีการสถาปนาศิวลึงค์จำนวนมากโดยมีนามเฉพาะ ทำให้เกิดทุ่งศักดิ์สิทธิ์ที่หนาแน่นด้วยลึงค์ ประดับด้วยธง อาคารโอ่อ่า และเครื่องหมายมงคลต่าง ๆ คัมภีร์ระบุโคปี “หลัก” สิบหกนาง และอธิบายว่าเป็นศักติ/กลา ที่สอดคล้องกับกลีบหรือข้างขึ้นข้างแรมของจันทร์ พระกฤษณะถูกยกเป็นชนารทนะ/ปรมาตมัน ส่วนโคปีถูกวางฐานะเป็นพลังของพระองค์ โคปีร่วมกับฤๅษีเช่นนารทและชาวถิ่น ทำพิธีประดิษฐาน (ปรติษฐา) อย่างถูกต้องเพื่อสถาปนารูปเคารพสุริยะ แล้วมีการถวายทาน ต่อมาพระองค์เป็นที่รู้จักในนาม ‘โคปยาทิตยะ’ ผู้ประทานสิริมงคลและขจัดบาป ท้ายบทให้ข้อปฏิบัติว่า ความภักดีต่อโคปยาทิตยะให้ผลเทียบเท่าตบะและยัญพิธีอันอุดม แนะนำการบูชายามเช้าในวันมาฆะ-สัปตมีซึ่งเกื้อกูลต่อบรรพชนด้วย และยังระบุข้อห้ามด้านความบริสุทธิ์และความประพฤติ โดยเฉพาะเรื่องการสัมผัสน้ำมันและการสวมผ้าสีน้ำเงิน/แดง พร้อมวิธีชดใช้ เพื่อเป็นเครื่องคุ้มครองทางศีลและพิธีกรรมแก่ผู้ปฏิบัติ.

बलातिबलदैत्यघ्नीमाहात्म्यवर्णनम् (Māhātmya of the Goddess who Slays Bala and Atibala)
บทนี้ดำเนินเป็นบทสนทนาทางเทววิทยา: เทวีทรงถามว่าเหตุใดเทวีท้องถิ่นจึงมีนามเลื่องลือว่า “บาลาติบละ-ไทตยะฆนี” และทรงขอให้เล่าเรื่องโดยพิสดาร พระอีศวรจึงทรงเล่าตำนานเพื่อความชำระ: บละและอติบละ โอรสของรัคตาสุระ มีกำลังยิ่งนัก ยึดชัยเหนือเหล่าเทวะ แล้วตั้งอำนาจกดขี่โดยมีแม่ทัพที่ระบุชื่อและกองทัพมหาศาลหนุนหลัง เหล่าเทวะพร้อมเทวฤๅษีเข้าพึ่งพระมหาเทวี และสรรเสริญด้วยสโตตระยืดยาว กล่าวพระนามและคุณในแนวศากตะ-ไศวะ-ไวษณพ ย้ำว่าพระนางคือพลังจักรวาลและที่พึ่งสูงสุด ครั้นแล้วเทวีทรงปรากฏเป็นรูปนักรบอันน่าเกรงขาม—ทรงสิงห์เป็นพาหนะ มีหลายกร ทรงอาวุธ—เข้ารบศึกใหญ่และทำลายกองทัพอสูรได้โดยง่าย ฟื้นฟูระเบียบแห่งธรรม ต่อมาชัยชนะถูกผูกเข้ากับประภาสเกษตร: อัมพิกาประทับ ณ ที่นั้น เป็นที่รู้จักว่าเป็นผู้สังหารบละและอติบละ และมีบริวารโยคินีหกสิบสี่ตน ตามคำทูลขอของเทวี พระอีศวรทรงแจกแจงนามโยคินีและประทานแนวปฏิบัติ: สรรเสริญจัณฑิกาด้วยภักติ ถือศีลอดและบูชาตามระเบียบในวันจันทรคติสำคัญ (โดยเฉพาะจตุรทศี อัษฏมี นวมี) และจัดเทศกาลเพื่อความมั่งคั่งและความคุ้มครอง ปิดท้ายว่า มาหาตมยะนี้เป็นเครื่องทำลายบาป และเป็น “สรรพอรรถสาธกะ” สำหรับผู้ภักดีต่อเทวีแห่งประภาสเกษตร

गोपीश्वरमाहात्म्यवर्णनम् | Gopīśvara Māhātmya (Account of the Glory of Gopīśvara)
ในอัธยายะนี้ พระอีศวรทรงแสดงคำสอนฝ่ายไศวะต่อพระมหาเทวี และทรงชี้นำผู้แสวงบุญให้ไปยังศาลเจ้าพระโกปีศวรอัน “หาที่เปรียบมิได้” ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือ โดยบอกนัยตำแหน่งว่าไกลราว ‘สามคันธนู’ สถานที่นี้ได้รับการสรรเสริญว่าเป็นผู้ขจัดบาปมลทิน และมีตำนานว่าถูกสถาปนาโดยเหล่าโกปี จึงเป็นหลักฐานแห่งพระสิริและอำนาจศักดิ์สิทธิ์ประจำถิ่นของเทพเจ้าองค์นั้น ต่อจากนั้นกล่าวถึงพิธีบูชาอย่างย่อ—บูชาพระมหาเทวะ/พระมหेशวรเพื่อเหตุแห่งบุตร โดยยืนยันว่าพระองค์ประทานความปรารถนาทั้งปวงแก่มนุษย์ และทรงเป็นผู้ประทานสืบสกุลโดยเฉพาะ อีกทั้งกำหนดกาลว่า หากบูชาในวันขึ้น ๓ ค่ำ เดือนไจตร (Caitra-śukla-tṛtīyā) ด้วยเครื่องหอม ดอกไม้ และเครื่องสักการะ จะได้ผลตามประสงค์ ตอนท้ายสรุปผลบุญว่าเป็นคำกล่าวโดยย่อแห่งมหาตมยะอันชำระให้บริสุทธิ์ของพระโกปีศวรในเขตประภาสะ

जामदग्न्येश्वरमाहात्म्य (Glory of Jāmadagnyēśvara Liṅga)
บทนี้กล่าวถึงตำนานสถานศักดิ์สิทธิ์ฝ่ายไศวะ ว่าด้วยกำเนิดและอานิสงส์ของลึงค์ “ชามทัคนเยศวร” ณ ประภาสกษेत्र พระอีศวรทรงบอกลำดับการจาริกไปสู่ราเมศวร ซึ่งเชื่อว่ารามชามทัคนยะ (ปรศุราม) เป็นผู้สถาปนา และทรงชี้ตำแหน่งลึงค์อานุภาพยิ่ง ผู้ทำลายบาป ใกล้โกปีศวร พร้อมเครื่องหมายบอกระยะทาง เนื้อเรื่องรำลึกวิกฤตทางธรรมอันหนักของปรศุราม—การฆ่ามารดาตามบัญชาบิดา—แล้วเกิดความสำนึกผิด ปลอบประโลมชามทัคนี และได้รับพรให้เรณุกากลับมีชีวิต แม้ได้พรแล้ว ปรศุรามยังบำเพ็ญตบะอันยิ่งใหญ่ที่ประภาส สถาปนามหาเทวะ (ศังกร) และได้รับความพอพระทัยจากเทพพร้อมผลที่ปรารถนา โดยพระมหีศวรประทับสถิต ณ ที่นั้น ต่อมาสรุปการศึกของปรศุรามต่อเหล่ากษัตริย์ การประกอบพิธีกรรม (กล่าวถึงกุรุเกษตรและปัญจนท) การชำระหนี้บรรพชน และการถวายแผ่นดินเป็นทานแก่พราหมณ์ ตอนผลश्रุติกล่าวว่า การบูชาลึงค์นี้ทำให้แม้ผู้มีบาปหนักพ้นมลทินทั้งปวงและไปถึงโลกของอุมาปติ อีกทั้งการอดนอนเฝ้าตื่นในวันจตุรทศีข้างแรมให้ผลเสมือนอัศวเมธและความรื่นเริงในสวรรค์

चित्राङ्गदेश्वरमाहात्म्यवर्णनम् | The Māhātmya of Citrāṅgadeśvara
บทนี้เป็นคำสอนย่อที่อีศวรตรัสกับเทวี ให้หันไปสู่ลึงค์ในปรภาสเกษตรชื่อ “จิตรางคเทศวร” พร้อมบอกข้อมูลการเดินทางว่าอยู่ทิศตะวันตกเฉียงใต้ ห่างราวยี่สิบคันธนู ตามลำดับการจาริกในคัมภีร์ส่วนนี้ กำเนิดศาลเจ้าถูกโยงกับจิตรางคทะ ผู้เป็นราชาแห่งคันธรรพะ เมื่อรู้ความบริสุทธิ์ของสถานที่แล้ว เขาบำเพ็ญตบะอย่างแรงกล้า บูชามเหศวรจนทรงพอพระทัย และได้สถาปนาลึงค์ไว้ ณ ที่นั้น ผู้ใดบูชาด้วย “ภาวะ” คือเจตนาภักดีอันจริงแท้ ย่อมได้เข้าถึงโลกคันธรรพะและมีสหายเป็นคันธรรพะ ยังระบุวันพิธีว่าในวันศุกลตรโยทศี ควรอาบน้ำสรงพระศิวะตามแบบแผน แล้วบูชาตามลำดับด้วยดอกไม้ เครื่องหอม และธูปต่าง ๆ ผลที่สัญญาไว้คือความสำเร็จครบถ้วนในสิ่งที่ปรารถนา อาศัยทั้งพิธีที่ถูกต้องและใจที่เปี่ยมศรัทธา

रावणेश्वरमाहात्म्यवर्णनम् | The Māhātmya of Rāvaṇeśvara (Foundation Narrative of the Rāvaṇeśvara Liṅga)
อีศวรเล่าแก่เทวีถึงมหาตมยะของราวเณศวรในเขตศักดิ์สิทธิ์ปรภาสะ ราวณะผู้มุ่งพิชิตไตรโลกขึ้นพุษปกวิมานเดินทางไป แต่แล้ววิมานกลับหยุดนิ่งกลางนภาอย่างฉับพลัน เป็นนิมิตว่ามีข้อจำกัดแห่งกษेत्रเพราะสถิตานุภาพของพระศิวะที่ไม่อาจล่วงได้ ราวณะจึงส่งประหสตไปสืบดู เขาเห็นโสมेशวร (พระศิวะ) ได้รับการสรรเสริญจากหมู่เทวะ และมีหมู่นักบำเพ็ญตบะ เช่น ฤๅษีวาลขิลยะ คอยปรนนิบัติ แล้วรายงานว่าวิมานไม่อาจผ่านไปได้เพราะพระศิวะทรงยิ่งใหญ่เกินจะก้าวล่วง ราวณะจึงลงมาบูชาด้วยภักติ แต่ชาวบ้านหวาดกลัวพากันหนี ทำให้บริเวณเทวสถานดูว่างเปล่า ครั้นนั้นมีวาจาไร้กายกล่าวสั่งสอนธรรมว่า อย่าขัดขวางฤดูกาลยาตราแห่งองค์เทพ เพราะผู้แสวงบุญผู้เป็นทวิชาติเดินทางมาจากแดนไกล ไม่ควรถูกทำให้ตกอยู่ในอันตราย วาจานั้นยังกล่าวว่า เพียงได้ทัศนะของโสมेशวรก็ชำระโทษที่สั่งสมตั้งแต่วัยเด็ก วัยหนุ่ม และวัยชราได้ ต่อมาราวณะสถาปนาลึงค์ขึ้นและนามว่า “ราวเณศวร” ถืออุโปวาสและเฝ้าตื่นตลอดราตรีพร้อมคีตะและดนตรี พระศิวะประทานพรว่า จะสถิตอยู่ ณ ที่นั้นเป็นนิตย์ ให้ความรุ่งเรืองทางโลก และผู้บูชาลึงค์นี้จักเป็นผู้ยากแก่การปราบและบรรลุสิทธิ ราวณะจึงจากไปสานต่อความทะเยอทะยานของตน บทนี้มุ่งสถาปนาความศักดิ์สิทธิ์ของศาลเจ้าและหลักผลแห่งพิธีบูชาโดยแท้จริง

सौभाग्येश्वरीमाहात्म्यवर्णनम् (Glory of Saubhāgyeśvarī / The Saubhāgya-Granting Gaurī Shrine)
บทนี้ดำเนินในกรอบสนทนาระหว่างพระศิวะกับพระเทวี โดยชี้ไปยังสำนักศักดิ์สิทธิ์ทางทิศตะวันตกซึ่งเกี่ยวข้องกับพระคุรี (คौरी) ในฐานะผู้ประทาน “เสาภาคยะ” คือสิริมงคลแห่งชีวิตคู่และความผาสุก. สถานที่ถูกระบุด้วยเครื่องหมายบอกทิศและบริบท รวมทั้งความเกี่ยวเนื่องกับทศกัณฐ์ในนาม ‘ราวเณศ’ และชื่อท้องถิ่นที่กล่าวถึง ‘กลุ่มคันธนูห้าคัน’ เพื่อบ่งชี้ตำแหน่ง. จากนั้นเล่าเหตุปฐมกถา: เทวีอรุณธตีได้บำเพ็ญตบะอย่างเข้มข้น ณ ที่นั้น ด้วยความปรารถนาเสาภาคยะและด้วยความภักดีในการบูชาพระคุรี จนบรรลุความสำเร็จสูงสุดด้วยอานุภาพของพระเทวี. กำหนดกาลสำคัญคือวันตฤติยา (ขึ้น ๓ ค่ำ) ในปักษ์สว่างเดือนมาฆะ. ผลแห่งการสดุดีระบุชัดว่า ผู้ใดบูชาพระสौภาคเยศวรีด้วยศรัทธา ย่อมได้เสาภาคยะ แม้สืบเนื่องไปถึงชาติภพในอนาคต.

पौलोमीश्वरमाहात्म्यवर्णनम् | Paulomīśvara Māhātmya (Glorification of the Paulomīśvara Liṅga)
บทนี้เป็นคำชี้แนะด้านภูมิทิศและพิธีกรรมจากพระอีศวร โดยทรงชี้ไปยังลึงค์อันเป็นที่เคารพยิ่งชื่อ ‘มหาลึงค์’ อันเป็นที่รักของเหล่าเทวะ ตั้งอยู่ในทิศที่กำหนดพร้อมระยะที่ระบุไว้ ลึงค์นี้สรรเสริญว่าเป็นผู้ประทานความปรารถนา (กามประท) และเป็นผู้ทำลายบาปมลทินทั้งปวง (สรรพปาตกนาศนะ) และเรียกว่า ‘เปาลมีศวร’ เพราะเปาลมีเป็นผู้สถาปนา ตำนานกล่าวว่าเมื่อเกิดศึกกับตารกะ เหล่าเทวะพ่ายแพ้ อินทราถูกความโศกและความหวาดกลัวครอบงำ อินทราณีเพื่อชัยชนะของอินทราจึงบูชาพระศัมภู; พระมหาเทวะทรงพอพระทัยและพยากรณ์ว่าโอรสผู้ทรงฤทธิ์หกพักตร์ คือษัณมุข จะอุบัติขึ้นและสังหารตารกะ ยังมีคำมั่นแห่งภักติว่า ผู้ใดบูชาลึงค์เปาลมีศวรย่อมได้เป็นคณะบริวารของพระศิวะและได้ใกล้ชิดพระองค์ ตอนท้ายอินทราพำนัก ณ ที่นั้นและพ้นจากโศกและความกลัว ตอกย้ำว่าศาสนสถานนี้เป็นที่พึ่งทางพิธีกรรมและเป็นแดนบุญอันประเสริฐ

Śāṇḍilyeśvara-māhātmya (Glory of Śāṇḍilyeśvara)
อีศวรทรงสั่งสอนพระเทวีให้เสด็จไปยังศิวลึงค์อันประเสริฐนามว่า “ศาณฑิลเยศวร” ซึ่งตั้งอยู่โดยอ้างอิงเขตทิศตะวันตกของพระพรหม พร้อมทั้งระบุเครื่องหมายและระยะทางตามที่กล่าวไว้ ศิวลึงค์นี้ได้รับการสรรเสริญว่ามีอานุภาพยิ่ง เพียงได้ดรศนะ (การได้เห็นด้วยความเคารพ) ก็เป็นเหตุให้ทำลายบาปและความเศร้าหมองได้ ต่อมาได้กล่าวถึงพรหมฤๅษีศาณฑิลยะ ผู้เป็นสารถีของพระพรหม เป็นนักตบะผู้รุ่งเรือง ตั้งมั่นในญาณ และสำรวมอินทรีย์ ท่านมาถึงปรภาสแล้วบำเพ็ญตบะอย่างเข้มข้น จากนั้นได้ประดิษฐานศิวลึงค์ใหญ่ไว้ทางเหนือของโสเมศะ และบูชาด้วยตนเองตลอดหนึ่งร้อยปีทิพย์ ครั้นแล้วจึงบรรลุความปรารถนาและเป็นผู้สมบูรณ์ ด้วยพระกรุณาของนันทีศวร ท่านได้รับสิทธิ์โยคะ เช่น อณิมา เป็นต้น คัมภีร์สรุปผลบุญว่า ผู้ใดได้เห็นศาณฑิลเยศวรย่อมบริสุทธิ์โดยฉับพลัน บาปที่ทำในวัยเด็ก วัยหนุ่มสาว หรือวัยชรา ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว ย่อมถูกทำลายด้วยดรศนะนั้น

Kṣemakareśvara-liṅga Māhātmya (क्षेमंकरॆश्वरलिङ्गमाहात्म्य) — Glory of Kṣemeśvara/Kṣemakareśvara
บทนี้กล่าวว่าอีศวรทรงแสดงแก่เทวีถึงมหาตมยะของลึงค์อันประเสริฐนาม “กษเมศวร” (ในกรอบมหาตมยะของกษเมงกเรศวร) พร้อมบอกตำแหน่งโดยสัมพันธ์กับกปาเลศะว่าอยู่มุมทิศเหนือ ภายในขอบเขตการไปดर्शनและการบูชาของกปาเลศะ และห่างออกไป “สิบห้าคันธนู” ลึงค์นี้ทรงสรรเสริญว่าเป็นมหาประสิทธิ์ และเป็นผู้ทำลายบาปทั้งปวง (สรรพปาตกนาศนะ) ต่อมามีตำนานกำเนิดว่า พระราชาผู้ทรงเดชชื่อ “กษเมมูรติ” ได้บำเพ็ญตบะยาวนาน ณ ที่นั้น และด้วยภักติพร้อมเจตนาที่แน่วแน่ได้สถาปนาลึงค์ไว้ การได้ดर्शनย่อมนำ “กษเมะ” คือความผาสุกและมงคลมั่นคง ความสำเร็จแห่งกิจการ ความรุ่งเรืองแห่งสิ่งปรารถนาตลอดภพชาติ และความเป็นสิริมงคลแห่งโชคดี ทั้งยังกล่าวว่าเพียงได้เห็นมีผลเทียบเท่าทานโคหนึ่งร้อยตัว และตักเตือนผู้แสวงหาผลแห่งกษेत्रให้พึ่งพาลึงค์นี้เป็นนิตย์

सागरादित्यमाहात्म्यवर्णनम् | Sāgarāditya Māhātmya (Glory of Sāgara’s Solar Shrine)
อีศวรทรงสั่งสอนพระเทวีถึงมหิมาแห่ง ‘สาคราทิตยะ’ สถานที่ประดิษฐานพระสุริยเทวรูปอันประเสริฐในปรภาสเกษตร โดยบอกตำแหน่งด้วยทิศทาง—อยู่ทางตะวันตกของไภรวเวศะ และใกล้กาเมศะในทิศใต้/อัคนี เป็นต้น ความศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่นี้ยืนยันด้วยแบบอย่างแห่งกษัตริย์: พระเจ้าสาคร ผู้เลื่องชื่อในปุราณะ ได้บูชาพระสุริยะ ณ ที่นั้น และยังอ้างถึงความกว้างใหญ่ของมหาสมุทรกับนาม ‘สาคร’ เพื่อเน้นความก้องกังวานเชิงตำนานและประวัติศาสตร์ ต่อจากนั้นกล่าวถึงวิธีปฏิบัติพรตในเดือนมาฆะ ข้างขึ้น—สำรวมตน ถือศีลอดในวันจันทรคติที่หก นอนใกล้เทวสถาน ตื่นในวันที่เจ็ดเพื่อบูชาด้วยภักติ และเลี้ยงพราหมณ์โดยให้ทานอย่างซื่อตรงไม่คดโกง พระสุริยะถูกยกย่องว่าเป็นฐานแห่งไตรโลกและเป็นหลักการเทพสูงสุด พร้อมทั้งสอนการภาวนานิมิตสีและรูปของพระอาทิตย์ตามฤดูกาล ท้ายบทประทานสตวะย่อด้วยพระนามลับ/บริสุทธิ์ 21 นาม แทนการสวดพันนาม; การสวดภาวนายามอรุณและยามสนธยานำไปสู่การพ้นบาป ความรุ่งเรือง และการไปถึงสุริยโลก การสดับมหาตมยะนี้กล่าวว่าเป็นเหตุให้คลายทุกข์และทำลายบาปใหญ่ได้

उग्रसेनेश्वरमाहात्म्यवर्णनम् / The Māhātmya of Ugraseneśvara (formerly Akṣamāleśvara)
บทที่ 129 กล่าวถึงมหาตมยะของลึงค์ในปรภาสะ อธิบายกำเนิด การเปลี่ยนชื่อ และชื่อเสียงด้านการให้ความรอด ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ทะเลและทิศแห่งดวงอาทิตย์ตามที่พระอีศวรทรงระบุ พระอีศวรชี้สถานที่และตรัสว่าเป็น “ยุคลึงค์” ผู้บรรเทาบาป เดิมชื่อ อักษมาลेशวร ต่อมาจึงเป็นที่รู้จักว่า อุครเสนेशวร พระเทวีทรงถามเหตุแห่งนามเดิมนั้น พระอีศวรทรงเล่าเรื่องอาปัทธรรม: คราวกันดารอาหาร ฤๅษีผู้หิวโหยไปยังเรือนของจัณฑาล (อันตยชะ) ผู้มีธัญญาหารสะสม เจ้าของเรือนยกข้อห้ามเรื่องความบริสุทธิ์และผลร้ายขึ้นเตือน แต่ฤๅษียกตัวอย่าง อชีคฤตะ ภรทวาชะ วิศวามิตร และวามเทวะ เพื่อชี้ว่าคราววิกฤต การรับเพื่อรักษาชีวิตย่อมชอบธรรม ต่อมามีข้อตกลงให้วสิษฐะรับอักษมาลา ธิดาของอันตยชะเป็นภรรยา นางด้วยความประพฤติดีและคบหาฤๅษีจึงเป็นที่รู้จักในนามอรุณธตี ที่ปรภาสะ นางพบลึงค์ในพงพนา แล้วบูชาด้วยการระลึกและความเพียรยาวนาน ทำให้ลึงค์นั้นปรากฏเกียรติว่าเป็นผู้ขจัดความผิด ครั้นรอยต่อทวาปร–กลียุค อุครเสนะ โอรสแห่งอันธาสุระ บูชาลึงค์เดียวกันสิบสี่ปี ได้บุตรชื่อกังสะ จึงเรียกศาลเจ้าว่าอุครเสนेशวร ตอนท้ายกล่าวผลบุญว่า เพียงได้เห็นและสัมผัสก็ทำให้บาปหนักเบาบาง บูชาในวันฤๅษีปัญจมีเดือนภาทรปทจะพ้นความกลัวนรก และการถวายโค อาหาร และน้ำ เป็นทานเพื่อความบริสุทธิ์และความผาสุกหลังความตาย

पाशुपतेश्वरमाहात्म्यवर्णनम् | The Māhātmya of Pāśupateśvara (and Anādīśa) at Prabhāsa
บทนี้กล่าวเชิงเทววิทยาแบบสนทนา ถึงเครือข่ายศาลเจ้าสายปาศุปตะในปรภาสะ และลึงค์ที่รู้จักกันว่า สันโตเษศวร/อนาทิศะ/ปาศุปเตศวร พระอีศวรทรงชี้ตำแหน่งของศาลเจ้าเมื่อเทียบกับสถานศักดิ์สิทธิ์อื่นในปรภาสะ และทรงยืนยันว่าเพียงได้ทัศนะก็ทำลายบาปและบันดาลความปรารถนา เป็นสถานแห่งสิทธิ (siddhi-sthāna) และเป็นดุจ “โอสถ” แก่ผู้ป่วยด้วยโรคทางศีลธรรมและจิตวิญญาณ มีรายนามฤๅษีผู้สำเร็จเกี่ยวข้องกับลึงค์นี้ และป่า ศรีมุขะ ใกล้เคียงถูกสรรเสริญว่าเป็นที่พำนักของพระลักษมีและเป็นแดนบำเพ็ญของโยคี พระเทวีทรงขอให้ชี้แจงเรื่องโยคะ/วัตรปาศุปตะ ความหมายของนามต่าง ๆ ของเทพ การถวายเกียรติในพิธี และเรื่องโยคีที่ได้สวรรค์พร้อมกาย ต่อมาดำเนินสู่ภารกิจของนันทิเกศวรในการเชิญนักบวชไปไกรลาส และเหตุการณ์ “ปัทมะนาละ” (ก้านบัว): โยคีอาศัยฤทธิ์โยคะเข้าสู่ก้านบัวด้วยรูปละเอียดและเดินทางภายใน แสดงสิทธิและการเคลื่อนไหวอย่างเสรี (svacchanda-gati) ปฏิกิริยาของพระเทวีนำไปสู่เค้าคำสาป ก่อนจะถูกปลอบและอธิบายเหตุปัจจัยว่า ก้านที่ตกลงมากลายเป็นลึงค์ “มหานาละ” ภายหลังในกลียุคเกี่ยวเนื่องกับธรุเวศวร ส่วนศาลเจ้าหลักยืนยันว่าเป็นอนาทิศะ/ปาศุปเตศวร ท้ายบทเป็นผลแห่งการบูชา โดยเฉพาะการภักดีต่อเนื่องในเดือนมาฆะ ให้ผลเทียบยัญและทาน เป็นที่ตั้งแห่งสิทธิและโมกษะ พร้อมข้อกำชับด้านพิธีและจริยธรรมเกี่ยวกับการใช้ภัสมะ (เถ้าศักดิ์สิทธิ์) และเครื่องหมายอัตลักษณ์ของผู้ถือปาศุปตะ

ध्रुवेश्वरमाहात्म्यवर्णनम् | Dhruveśvara Māhātmya (The Glory and Origin Account of Dhruveśvara)
บทนี้เป็นบทสนทนาทางเทววิทยา เมื่อศรีเทวีทูลถามว่าเหตุใดลึงคะที่รู้จักกันว่า “นาเลศวร” จึงเรียกได้ว่า “ธรุเวศวร” ด้วย พระอีศวรจึงทรงเล่ามหาตมยะและกำเนิดของลึงคะนั้น ธรุวะ โอรสพระเจ้าอุตตานปาทะ เดินทางสู่พรภาสกษेत्र ทำตบะอย่างเคร่งครัด สถาปนาพระมหาเทวะ และบูชาด้วยภักติไม่ขาดสายตลอดหนึ่งพันปีทิพย์ ต่อมา พระอีศวรถ่ายทอดสโตตรของธรุวะ ซึ่งเรียงด้วยถ้อยคำแห่งการพึ่งพระองค์ซ้ำ ๆ ว่า “ตํ ศังกรํ ศรณทํ ศรณํ วรชามิ” สรรเสริญอำนาจอธิปไตยแห่งพระศิวะเหนือจักรวาลและกิจอันเลื่องลือในปุราณะ แล้วมีผลश्रुतिกล่าวว่า ผู้สวดด้วยจิตมีวินัยและความบริสุทธิ์ย่อมได้บรรลุศิวโลก พระศิวะทรงพอพระทัย ประทานทิพยทัศนะและเสนอพรอันยิ่งใหญ่หลายประการ แต่ธรุวะไม่ปรารถนาสถานะหรือเกียรติยศ ขอเพียงภักติอันบริสุทธิ์และการสถิตนิรันดร์ของพระศิวะในลึงคะที่ตนสถาปนา พระอีศวรทรงยืนยันพรนั้น ผูก “ตำแหน่งอันมั่นคง” ของธรุวะเข้ากับที่พำนักสูงสุด และกำหนดการบูชาลึงคะในวันอมาวาสยาศราวณะหรือวันเพ็ญอาศวยุชะ พร้อมสัญญาบุญเทียบอัศวเมธและผลทั้งทางโลกและทางธรรมแก่ผู้บูชาและผู้สดับฟัง

सिद्धलक्ष्मीमाहात्म्यवर्णनम् | The Māhātmya of Siddhalakṣmī (Prabhāsa)
ในบทนี้ อีศวรตรัสแก่เทวีให้หันความสนใจไปยังศักติไวษณวีอันประเสริฐ ซึ่งสถิตใกล้ปรภาส ณ เขตทิศโสเมศ/อีศะ เทวประธานแห่งปีฐนั้นมีนามว่า “สิทธลักษมี” และปรภาสถูกยกย่องว่าเป็น “ปีฐแรก” ในระเบียบจักรวาล มีโยคินีทั้งผู้สัญจรบนพื้นพิภพและผู้สัญจรในอากาศ เคลื่อนไหวอย่างเสรีร่วมกับไภรวะ ภาพพจน์นี้แสดงพลังแห่งปีฐโดยนัยอันศักดิ์สิทธิ์ นอกจากนี้ยังมีบัญชีรายชื่อปีฐสำคัญ เช่น ชาลันธระ กามรูป ศรีมัด-รุทระ-นฤสิงห์ รัตนวีรยะ และกาศมีระ โดยความรู้เรื่องปีฐเหล่านี้สัมพันธ์กับความชำนาญมนตร์ (มันตระวิต). ต่อมาได้กล่าวถึงปีฐอันเป็นฐานค้ำจุนในแคว้นเสาราษฏระ ชื่อ “มหโทยะ” ซึ่งกล่าวกันว่าวิทยาความรู้ดุจกามรูปยังคงดำเนินอยู่ ณ ที่นั้น ภายในปีฐนี้ เทวียังได้รับการสรรเสริญในนาม “มหาลักษมี” ผู้ระงับบาปและประทานความสำเร็จอันเป็นมงคล มีคำแนะนำพิธีกรรมว่า การบูชาในวันศรีปัญจมีด้วยเครื่องหอมและดอกไม้ ย่อมขจัดความหวาดหวั่นต่ออ-ลักษมี (เคราะห์ร้าย). ใกล้สถิตแห่งมหาลักษมี กำหนดการปฏิบัติมนตร์โดยหันสู่ทิศเหนือ: หลังรับทีक्षाและอาบน้ำชำระแล้วให้ทำลักษ-ชปะ จากนั้นทำโหมะตามส่วนหนึ่งในสิบ (ทศางศ-โหมะ) ด้วยตรีมธุและศรีผล ผลश्रุติกล่าวว่า ลักษมีจะปรากฏและประทานสิทธิที่ปรารถนา ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า อีกทั้งวันตฤติยา อัษฏมี และจตุรทศีก็ระบุว่าให้ผลยิ่งในการบูชาเช่นกัน.

महाकालीमाहात्म्यवर्णनम् | Mahākālī Māhātmya (Glorification of Mahākālī)
ในบทนี้ อีศวรทรงสั่งสอนพระเทวีถึงมหาตมยะของพระมหากาลี ผู้เป็นปางอันทรงฤทธิ์ยิ่งของพระแม่ กล่าวว่าพระมหากาลีประดิษฐาน ณ มหาปีฐะอันมี “ปาตาล-วิวร” คือช่องสู่บาดาล เป็นผู้บรรเทาทุกข์และทำลายความอาฆาตพยาบาท พึงบูชาในราตรีกฤษณาษฏมีด้วยเครื่องหอม ดอกไม้ ธูป เครื่องบูชา และการถวายบลีตามพิธี. ยังกล่าวถึงวรตที่เน้นสตรีเป็นสำคัญ คือการบูชาอย่างมีวินัยตลอดหนึ่งปีในปักษ์สว่าง พร้อมถวายผลไม้แก่พราหมณ์ตามกฎเกณฑ์ และมีข้อกำหนดด้านอาหาร โดยให้เว้นถั่ว/ธัญพืชบางชนิดในเวลากลางคืนเมื่อรักษา “คาวรี-วรต”. ผลานุศาสน์ระบุว่าเรือนครัวจะมั่งคั่ง ธนทรัพย์และข้าวปลาไม่ร่อยหรอ และเคราะห์ร้ายหลายชาติย่อมสงบลง ท้ายบทยกสถานที่นี้เป็นปีฐะประทานมนตร์สิทธิ แนะนำให้เฝ้าตื่นในวันขึ้น ๙ ค่ำ เดือนอาศวิน และสวดจปะในยามราตรีด้วยจิตสงบเพื่อให้สำเร็จตามปรารถนา.

पुष्करावर्तकानदीमाहात्म्यवर्णनम् (Māhātmya of the Puṣkarāvartakā River)
พระอีศวรทรงสั่งสอนพระเทวีถึงแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์นามว่า “ปุษกราวรรตกา” ซึ่งอยู่ทางเหนือของพรหมกุณฑะไม่ไกลนักในเขตปรภาสะ และทรงยกให้เป็นศูนย์กลางแห่งการประกอบพิธีกรรมอันสำคัญ. ในเนื้อเรื่องมีตำนานแทรกกล่าวถึงกาลก่อนในบริบทของโสมยัญ เมื่อพระพรหมเสด็จมาปรภาสะเกี่ยวเนื่องกับการสถาปนาโสมนาถและพันธะสัญญาเดิม. เกิดความกังวลเรื่องกาละที่ถูกต้องสำหรับสันธยา: เข้าใจกันว่าพระพรหมกำลังจะไปยังปุษกรเพื่อประกอบสันธยาวัตร แต่ผู้รู้กาล/โหรทิพย์ (ไทวชญะ) ย้ำว่าเวลานี้เป็นมงคลยิ่ง ไม่ควรปล่อยให้ผ่านไป. พระพรหมจึงตั้งจิตแน่วแน่ บันดาลให้ปรากฏ “ปุษกร” หลายภาคที่ฝั่งน้ำ และเกิดอาวรรตะสามแห่ง—ใหญ่ กลาง เล็ก—ก่อเป็นภูมิทิพย์ศักดิ์สิทธิ์สามประการ. พระพรหมทรงตั้งนามแม่น้ำว่า “ปุษกราวรรตกา” และประกาศเกียรติคุณให้เลื่องลือในโลกด้วยพระอนุเคราะห์. บทนี้ระบุผลแห่งพิธีว่า การอาบน้ำและทำปิตฤตัรปณะด้วยศรัทธาให้บุญเทียบ “ตรี-ปุษกร”; โดยเฉพาะเดือนศราวณะ ข้างขึ้น วันจันทรคติที่สาม การตัรปณะย่อมยังความอิ่มเอมแก่บรรพชนยาวนานอย่างยิ่งตามคัมภีร์กำหนดกาล.

दुःखान्तकारिणी–लागौरीमाहात्म्य (Duhkhāntakāriṇī / Lāgaurī Māhātmya) — Śītalā as the Ender of Afflictions
บทนี้กล่าวถึงมหิมาของเทวีผู้คุ้มครองซึ่งสถิต ณ ปรภาสะ (Prabhāsa) ในกาลก่อนคือทวาปรยุค เทวีเป็นที่รู้จักนามว่า ‘ศีตลา’ (Śītalā) ครั้นถึงกลียุคจึงทรงได้รับการขานนามใหม่ว่า ‘กาลิทุคขานตการิณี’ (Kaliduḥkhāntakāriṇī) คือ “ผู้ยังความทุกข์แห่งกลียุคให้สิ้นไป” พระอีศวรทรงอธิบายสถิตภาพของพระนาง และทรงวางแนวปฏิบัติแห่งภักติที่มุ่งบรรเทาโรคของเด็ก โดยเฉพาะอาการผื่นตุ่ม/โรคปะทุ (visphoṭa) พร้อมทั้งระงับความปั่นป่วนที่เกี่ยวเนื่องกัน ลำดับพิธีคือ ไปยังสถานเทวาลัยเพื่อเฝ้าดูและรับทัศนะ (darśana) ของเทวี จากนั้นจัดเครื่องบูชาที่กำหนดปริมาณ โดยใช้ถั่วเลนทิลมะสูระ (masūra) บดเป็นของถวายเพื่อความสงบ แล้ววางถวายต่อหน้าพระศีตลาเพื่อสวัสดิมงคลแก่บุตรธิดา ทั้งยังกล่าวถึงพิธีประกอบ เช่น ศราทธะ (śrāddha) และการเลี้ยงพราหมณ์ เครื่องหอมอย่างการบูร ดอกไม้ มัสก์ และจันทน์ รวมถึงข้าวกวนใส่เนยใส (ghṛta-pāyasa) เป็นนิเวทยะ (naivedya) และท้ายที่สุดให้คู่สามีภรรยาสวมใส่สิ่งของ/ผ้าที่ได้ถวายแล้ว (paridhāpana) เป็นส่วนหนึ่งของวัตร ในวันศุกลนวมี (śukla-navamī) หากถวายพวงมาลัยใบมะตูม (bilva) อันศักดิ์สิทธิ์ ย่อมได้ ‘สรรวสิทธิ’ (sarva-siddhi) คือความสำเร็จทั้งปวง เป็นผลสูงสุดของบทนี้

लोमशेश्वरमाहात्म्यवर्णनम् (The Māhātmya of Lomaśeśvara)
ในบทนี้ พระอีศวรทรงสั่งสอนพระเทวีให้เสด็จไปยังมหาตีรถะ “โลมเศศวร” ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของสถานที่ชื่อ “ทุกขานตการิณี” ภายในบริเวณที่เรียกว่า “ระยะธนูเจ็ดชั้น” (ธนุษาง สัปตเก) ณ ที่นั้น ภายในถ้ำมีมหาลิงคะซึ่งฤๅษีโลมศะได้ตั้งประดิษฐานไว้ ด้วยการบำเพ็ญตบะอันยากยิ่ง ต่อจากนั้นกล่าวถึงคติแห่งอายุยืน—จำนวนพระอินทร์ถูกเทียบกับจำนวนขนบนกาย เมื่อพระอินทร์สิ้นไปตามลำดับ ขนก็ร่วงไปตามส่วน ด้วยพระกรุณาของพระอีศวร ฤๅษีโลมศะจึงมีอายุยืนยาวยิ่ง ดำรงอยู่ข้ามช่วงชีวิตของพระพรหมหลายองค์ ผู้ใดบูชาลิงคะที่โลมศะเคยสักการะด้วยภักติ ผู้นั้นย่อมได้อายุยืน ปราศจากโรคภัย สุขภาพผ่องใส และดำรงชีวิตอย่างผาสุกเป็นสุข ตามผลแห่งคัมภีร์นี้

कंकालभैरवक्षेत्रपालमाहात्म्यवर्णनम् | The Māhātmya of Kaṅkāla Bhairava as Kṣetrapāla
บทนี้กล่าวด้วยถ้อยคำที่ได้รับการรับรองโดยพระอีศวรว่า กังกาลไภรวะเป็น “เกษตรปาละ” ผู้พิทักษ์สำคัญแห่งแดนศักดิ์สิทธิ์ ได้รับมอบหมายจากไภรวะให้คุ้มครองเขตศักดิ์สิทธิ์ และยับยั้งหรือโต้ตอบเจตนาร้ายของสรรพชีวิตที่มีอุปนิสัยวิปริต กำหนดกาลบูชาไว้คือ เดือนศราวณะ วันขึ้น ๕ ค่ำ และเดือนอาศวิน วันขึ้น ๘ ค่ำ พร้อมวิธีถวายอย่างย่อด้วยบลีและดอกไม้ด้วยศรัทธา ผู้ศรัทธาที่พำนักในเขตนั้นเมื่อบูชาตามนี้ ย่อมได้รับความราบรื่นปราศจากอุปสรรค และได้รับการพิทักษ์คุ้มครองจากกังกาลไภรวะดุจปกป้องบุตรของตนเอง

Tṛṇabindvīśvara Māhātmya (तृणबिन्द्वीश्वरमाहात्म्य) — Glory of the Shrine of Tṛṇabindvīśvara
อัธยายะนี้กล่าวในสำนวนเผยพระดำรัสแบบไศวะว่า “อีศวรอุวาจ” โดยระบุตำแหน่งศาลเจ้าตฤณบินทวีศวรไว้ในทิศตะวันตกของประภาสเกษตร และบรรยายว่าอยู่ภายในขอบเขต “ห้าธนุ” อันเป็นแดนศักดิ์สิทธิ์ที่มหิมาแห่งศิวลึงค์ปรากฏเด่นชัดและให้ผลบุญยิ่งนัก ความศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่อธิบายด้วยตำนานตบะของฤๅษีตฤณบินทุ ผู้บำเพ็ญตบะอย่างเคร่งครัดยาวนาน โดยมีวัตรประจำเดือนคือ ดื่มเพียงหยดน้ำหนึ่งหยดจากปลายหญ้ากุศะ แสดงถึงความสำรวม อดกลั้น และภักติอันแรงกล้า ด้วยการบูชาอีศวรอย่างต่อเนื่อง ท่านบรรลุ “สิทธิสูงสุด” ใน “เกษตรปราภาสิกอันเป็นมงคล” อัธยายะนี้จึงเป็นมหาตมยะย่อที่บอกพิกัดสถานที่ เล่าเหตุแห่งการสถาปนาความศักดิ์สิทธิ์ และย้ำแบบอย่างตบะ-ภักติเป็นรากฐานแห่งพลังทางจิตวิญญาณของศาลเจ้า

चित्रादित्यमाहात्म्यवर्णनम् / The Māhātmya of Citrāditya (and the Stotra of the 68 Names of Sūrya)
พระอีศวรทรงสั่งสอนว่า ควรไปยังจิตราทิตยะซึ่งอยู่ใกล้พรหมกุณฑะ และเป็นสถานที่ขจัดความยากจนได้ มีเรื่องเล่าว่า มิตร กายัสถะผู้ตั้งมั่นในธรรมและมุ่งประโยชน์แก่สรรพสัตว์ มีบุตรสองคนคือ จิตระ (บุตรชาย) และจิตรา (บุตรหญิง) ครั้นมิตรถึงแก่กรรม ภรรยาได้ทำสหคมนะ; เด็กทั้งสองได้รับการคุ้มครองจากฤๅษี แล้วต่อมาจึงบำเพ็ญตบะในแดนประภาสะ จิตระได้ประดิษฐานภาสกร (สุริยะ) และบูชาตามพิธี พร้อมสวดสโตตราตามคติสืบทอด ซึ่งกล่าวถึงพระสุริยะด้วยนามลับ/นามพิธีจำนวนหกสิบแปดนาม เชื่อมโยงพระองค์กับสถานที่ศักดิ์สิทธิ์มากมายทั่วภารตะ คัมภีร์กล่าวถึงอานิสงส์ของการฟังและสวดนามเหล่านี้ว่า ชำระบาป บรรลุความปรารถนา (อาณาจักร ทรัพย์ บุตร ความสุข) บรรเทาโรค และหลุดพ้นจากพันธนาการ เมื่อทรงพอพระทัย พระสุริยะประทานความสุกงอมในกรรมและญาณแก่จิตระ; ต่อมาธรรมราชทรงแต่งตั้งเขาเป็นจิตรคุปต์ ผู้บันทึกกรรมของโลก บทนี้ลงท้ายด้วยข้อกำหนดการบูชาโดยเฉพาะในวันสัปตมี และทานคือ ม้า ดาบพร้อมฝัก และทองแก่พราหมณ์ เพื่อให้ได้บุญแห่งการจาริก.

चित्रपथानदीमाहात्म्यवर्णनम् | The Māhātmya of the Citrāpathā River
อัธยายะนี้กล่าวถึงมหาตมยะของแม่น้ำจิตราปถาในประภาสเกษตร และอานุภาพที่ให้ผลแห่งพิธีกรรม โดยสั่งสอนเทวีให้ไปยังแม่น้ำใกล้พรหมกูณฑะ อันสัมพันธ์กับจิตราทิตยะ แล้วเล่าตำนานว่า ตามบัญชาของยมะ ยมทูตนำชายชื่อ “จิตร” ไป ครั้นพี่สาวทราบข่าวก็เศร้าโศกยิ่ง จึงแปลงกายเป็นแม่น้ำ “จิตรา” ออกตามหาญาติและลงสู่มหาสมุทร ต่อมาพราหมณ์ผู้เป็นทวิชาตะจึงตั้งนามสายน้ำนั้นว่า “จิตราปถา” ผลบุญระบุว่า ผู้ใดอาบน้ำในจิตราปถาและได้เฝ้าดูจิตราทิตยะ ย่อมบรรลุฐานะสูงสุดอันเกี่ยวเนื่องกับทิวากร (เทวสุริยะ) ในกาลียุคแม่น้ำนี้กล่าวว่าเร้นกาย ปรากฏให้เห็นได้ยาก โดยเฉพาะฤดูฝน; อย่างไรก็ดี เมื่อใดที่ได้เห็น การได้เห็นด้วยศรัทธา (ทัรศนะ) นับเป็นหลักสำคัญ ไม่ขึ้นกับวันเวลาในปฏิทิน สถานที่นี้ยังผูกโยงกับปิตฤโลก: เมื่อเห็นสายน้ำ บรรพชนผู้สถิตในสวรรค์ย่อมยินดี และเฝ้ารอศราทธะจากลูกหลาน ซึ่งก่อให้เกิดความอิ่มเอมยาวนาน ดังนั้นจึงแนะนำให้ทำสนานะและศราทธะ ณ ที่นั้นเพื่อทำลายบาปและยังความพอใจแก่บรรพชน ยืนยันจิตราปถาเป็นธารศักดิ์สิทธิ์ก่อกำเนิดบุญในภูมิศาสนสถานของประภาส

कपर्दिचिन्तामणिमाहात्म्यवर्णनम् (Kapardī–Chintāmaṇi Māhātmya: Description of the Sacred Efficacy)
บทที่ 141 กล่าวถึงคำสอนด้านเทววิทยาและพิธีกรรมอย่างย่อที่สืบว่าเป็นพระดำรัสของอีศวร ผู้แสวงบุญควรไปยังสถานที่ที่กปัรที (Kapardī) ประดิษฐานอยู่ก่อน แล้วจึงไปยังบริเวณใกล้เคียงทางทิศเหนือ ซึ่งมีเทวสถานของเทพผู้ได้รับนามว่า ‘จินติตารถประท’ (Chintitārthaprada) ผู้ประทานผลตามที่ระลึกนึกคิด เปรียบดังจินตามณีแก้ววิเศษอีกองค์หนึ่ง จากนั้นกำหนดกาลและลำดับพิธีว่า ในวันจตุรถี (Caturthī) โดยเฉพาะเมื่อตรงกับวันอังคาร (Aṅgāraka-vāra) ผู้ศรัทธาควรทำสรง/อภิเษกแก่เทพ ประกอบบูชาอย่างครบถ้วน และถวายไนเวทยะ (naivedya) อันเป็นมงคลหลากหลายประการ พิธีนี้ถือเป็นการทำให้วิฆนราช (พระคเณศ ผู้เป็นเจ้าแห่งอุปสรรค) พอพระทัย และผู้ปฏิบัติด้วยวินัยย่อมได้รับผลคือความสำเร็จแห่งความปรารถนาทั้งปวง.

चित्रेश्वरमाहात्म्यवर्णनम् (Citreśvara Māhātmya—Account of the Glory of Citreśvara)
ในบทนี้ พระอีศวรตรัสแก่พระเทวีให้หันไปพิจารณาศิวลึงค์อันประเสริฐนามว่า “จิตรेशวร” ซึ่งตั้งอยู่ในเขตปรภาสะ ทางทิศอาคเนย์ (ตะวันออกเฉียงใต้) ณ ระยะเจ็ดคันธนู ศิวลึงค์นี้ทรงฤทธิ์ยิ่ง (มหาประภาวะ) และได้รับการยกย่องว่าเป็น “ผู้ทำลายบาปทั้งปวง” (สรรวปาตกนาศนะ) ผู้บูชาด้วยการสักการะและปูชาจะพ้นจากความหวาดกลัวนรก บาปถูกเปรียบดังคราบมลทินที่จิตรेशวรสามารถ “ชำระล้าง” (มารชยติ) ได้ แสดงนัยว่าความภักดีและการบูชาอย่างสม่ำเสมอนำไปสู่ความบริสุทธิ์ จึงทรงกำชับให้บูชาจิตรेशะด้วยความเพียรเต็มที่ และผลश्रุติกล่าวว่า แม้ผู้แบกภาระบาปก็ไม่ต้องเห็นนรก ตอนท้ายระบุว่าอยู่ในสกันทมหาปุราณะ ปรภาสขันฑะ ปรภาสเกษตรมหาตมยะ (ภาคแรก) บทที่ 142.

विचित्रेश्वरमाहात्म्यवर्णनम् | The Māhātmya of Vicitreśvara
อีศวรทรงสั่งสอนมหาเทวีถึงการจาริกไปยังวิจิตเรศวร โดยระบุที่ตั้งของลึงค์อันประเสริฐว่าอยู่ในเขตปรภาสะ ด้านทิศตะวันออก และล้ำเข้าไปเล็กน้อยในแนวอาคเนย์ (ตะวันออกเฉียงใต้) ห่างออกไปราวสิบช่วงคันธนู ในตำนานกำเนิดกล่าวว่า “วิจิตระ” ผู้เป็นเลขกะ (เสมียน) ของยม ได้บำเพ็ญตบะอันยากยิ่ง แล้วเป็นผู้ตั้งมหาลึงค์นี้ไว้ บทนี้ประกาศผลแห่งธรรมว่า เพียงได้ดर्शन (ได้เห็นด้วยความเคารพ) พร้อมการบูชา ย่อมพ้นจากบาปทั้งปวง และเมื่อบูชาตามวิธาน (พิธีที่ถูกต้อง) ผู้ศรัทธาย่อมไม่ถูกความทุกข์ครอบงำ

पुष्करकुण्डमाहात्म्य (Puṣkara-kuṇḍa Māhātmya) — The Glory of Puṣkara Pond
อีศวรทรงแนะนำมหาเทวีให้เสด็จไปยัง “ปุษกรอันยิ่งใหญ่ลำดับที่สาม” และทรงชี้ในทิศตะวันออก ใกล้แนวทิศอีศาน ว่ามีสระเล็กซึ่งเป็นที่ระลึกนามว่า “ปุษกร” มหิมาของตีรถะนี้ตั้งอยู่บนแบบอย่างดั้งเดิม: ในเวลาเที่ยง พระพรหมเคยบูชาที่นั่น และพระสนธยา—ผู้ได้รับนามว่าเป็นมารดาแห่งสามโลก—เกี่ยวข้องกับ “ประติษฐา” คือการสถาปนาให้มั่นคง มีพิธีเฉพาะกำหนดไว้ว่า ผู้ใดอาบน้ำที่นั่นด้วยจิตสงบในวันเพ็ญ (ปูรณมาสี) ย่อมได้ผลเสมือนได้อาบน้ำศักดิ์สิทธิ์อย่างสมบูรณ์ ณ อาทิ-ปุษกร อีกทั้งทรงบัญญัติให้ทำ “หิรัณยะทาน” คือการถวายทานเป็นทอง เพื่อขจัดความผิดบาปทั้งปวง ตอนท้ายกล่าวผลश्रุติว่า การสดับมหาตมยะโดยย่อนี้เป็นเครื่องสลายบาป และประทานความสำเร็จตามที่ปรารถนา

गजकुंभोदरमाहात्म्यवर्णनम् (The Māhātmya of Gajakumbhodara: Vighneśa at the Kuṇḍa)
บทที่ 145 กล่าวอย่างกระชับถึงคำสอนและพิธีกรรมเกี่ยวกับวิฆเนศวร (พระคเณศ) ณ ประภาสกษेत्र พระอีศวรทรงชี้รูปเคารพเฉพาะถิ่นชื่อ “คชกุมโภทร” มีลักษณะดุจช้าง ได้รับการสรรเสริญว่าเป็นผู้ขจัดอุปสรรคและทำลายความผิดบาป. ต่อมาทรงกำหนดข้อปฏิบัติ: ผู้แสวงบุญพึงตั้งใจสำรวม อาบน้ำในกุณฑะที่เกี่ยวข้องในวันจตุรถี แล้วบูชาด้วยภักติ เมื่อบูชาถูกต้องตามกาลและประพฤติชอบด้วยศีลธรรม เทพย่อมพอพระทัย (ตุษยติ) เป็นนัยว่าอุปสรรคคลี่คลายและผลมงคลบังเกิดสมบูรณ์ ตอนท้ายระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งในสกันทปุราณะ ภายใต้ชื่อ “คชกุมโภทรมหาตมยะ”.

यमेश्वर-प्रतिष्ठा तथा पापविमोचन-उपदेशः (Yameśvara Installation and Guidance on Release from Demerit)
บทนี้เล่าว่า ธรรมราชยมะได้รับความทุกข์เพราะคำสาปที่เกี่ยวกับฉายา ทำให้เท้าข้างหนึ่งหลุดหายและต้องทนเวทนาอย่างยิ่ง ท่านไปบำเพ็ญตบะที่ประภาสเกษตร และสถาปนาศิวลึงค์ของพระศิวะผู้ทรงตรีศูล (ศูลิน) พระศิวะเสด็จปรากฏต่อหน้าและให้ขอพร ยมะจึงทูลขอให้เท้าที่ตกหายกลับคืนดังเดิม ต่อมายมะทูลขออีกว่า ผู้ใดได้เห็นยเมศวรลึงค์ด้วยศรัทธาภักดี ขอให้ได้รับปาปวิโมจน คือการหลุดพ้นจากบาปกรรม พระศิวะประทานพรแล้วเสด็จลับไป ยมะกลับเป็นปกติและคืนสู่สวรรค์ จากนั้นมีคำแนะนำการจาริก: ในกาลสังโยคแห่งภาตฤทวิตียา ให้ลงอาบน้ำในสระและไปเฝ้าดู (ทัรศนะ) ยเมศวรใกล้ศาลเจ้า พร้อมกำหนดเครื่องบูชา—ภาชนะงา (ติลปาตระ) ประทีป โค และทองคำ ถวายแด่ยมะ เพื่อให้พ้นจากบาปทั้งปวง โดยเน้นว่า ความยำเกรงต่อธรรมถูกบรรเทาด้วยภักติ ตบะ และพิธีกรรมที่มีวินัย มิใช่การปฏิเสธเหตุแห่งกรรม.

ब्रह्मकुण्डमाहात्म्य (Brahmakuṇḍa Māhātmya) — The Glory of Brahmakuṇḍa at Prabhāsa
บทนี้เป็นบทสนทนาระหว่างพระศิวะกับพระเทวี พระอีศวรทรงชี้นำพระเทวีไปยังพรหมกุณฑะ ณ ปรภาสะ ซึ่งกล่าวว่าเป็นตirtha อันยอดเยี่ยมที่พระพรหมทรงสร้าง กำเนิดของกุณฑะผูกโยงกับกาลที่โสม/ศศางกะสถาปนาพระโสมณาถ และเหล่าเทวะมาชุมนุมเพื่อพิธีอภิเษก เมื่อขอให้พระพรหมแสดงเครื่องหมายแห่งการสถาปนาที่เป็นสวายัมภู พระพรหมจึงบำเพ็ญตบะและสมาธิ รวบรวมตirtha ทั้งในสวรรค์ โลกมนุษย์ และบาดาลให้มารวมกัน ณ ที่นี้ จึงได้ชื่อว่า “พรหมกุณฑะ” กล่าวถึงอานิสงส์ทางพิธีกรรมว่า การอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์และการบูชาบรรพชน (ปิตฤ-ตัรปณะ) ให้ผลบุญเสมออัคนิษโฏม และเกื้อหนุนการไปสู่สวรรค์ แนะนำการให้ทานแก่พราหมณ์ผู้รู้เพื่อชำระบาป อีกทั้งระบุว่าพระสรัสวตีเสด็จมาสรงน้ำในวันปูรณิมาและวันปรติปัท แสดงความศักดิ์สิทธิ์ตามปฏิทิน น้ำในกุณฑะถูกพรรณนาว่าเป็นสิทธ-รสายะนะ คือโอสถทิพย์อันสำเร็จ มีหลากสีและกลิ่นหอม เป็นความอัศจรรย์ แต่ฤทธิ์ผลขึ้นอยู่กับความพอพระทัยของมหาเทวะ มีทั้งลำดับปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม (เตรียมภาชนะ ทำให้ร้อน เติม/ชุบซ้ำ) และวัตรยาวนานหลายปี: สรงน้ำพร้อมชปมนต์ และบูชา หิรัณเยศะ เกษตรปาล และไภรวेशวร เพื่อได้สุขภาพ อายุยืน วาจาไพเราะ และความรู้ ตอนท้ายประกาศผลว่า บาปนานาประการสิ้นไป บุญเพิ่มด้วยประทักษิณา สำเร็จด้วยปูชา และผู้ฟังด้วยศรัทธาย่อมพ้นบาปและได้ขึ้นสู่พรหมโลก

Kūpa–Kuṇḍala-janma-kathā and Śivarātri-phala (The Well of Kundala and the Fruit of Śivarātri)
บทนี้เป็นบทสนทนาทางเทววิทยาระหว่างพระศิวะกับพระเทวี โดยชี้ถึงบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ชื่อ “กุณฑละ” ซึ่งอยู่ทางเหนือของพรหมกุณฑะใกล้พรหมตีรถะ และกล่าวว่ามีอานุภาพชำระมลทินอย่างยิ่ง ผู้ใดอาบน้ำที่นั่นย่อมพ้นจากบาปโทษแห่งการลักขโมย อีกทั้งยกย่องคืนศิวราตรีว่าเป็นกาลพิเศษสำหรับประกอบพิธี เช่น ปินฑทาน เพื่อเกื้อกูลผู้ถูกฆ่าตายด้วยความรุนแรงและผู้ที่ถูกมองว่ามีความผิดทางศีลธรรม เมื่อพระเทวีทูลถามถึงเหตุแห่งความเลื่องลือ พระอีศวรทรงเล่าตำนานกำเนิด: พระราชาสุทรรศนะระลึกชาติได้ว่าในอดีตเกี่ยวข้องกับการถือศิวราตรี ณ ปรภาสะ ครั้งนั้นผู้เล่าเป็นโจร ออกไปหวังทำชั่วในคืนที่ผู้คนเฝ้าตื่นร่วมกัน แต่ถูกทหารรักษาพระองค์สังหาร และซากถูกฝังไว้ทางเหนือของพรหมตีรถะ ด้วยความเกี่ยวเนื่องโดยไม่ตั้งใจกับการตื่นเฝ้าในศิวราตรีและด้วยเดชแห่งกษेत्र จึงได้ผลอันเปลี่ยนแปลงชีวิต จนกลับมาเกิดเป็นพระราชาสุทรรศนะผู้ทรงธรรม ต่อมามีเครื่องหมายประจักษ์คือการพบทองคำ ทำให้ผู้คนยืนยันเรื่องราว และเกิดแม่น้ำ “จิตราปถา” พร้อมการตั้งนาม บทยังบัญญัติว่าในเดือนศราวณะ ผู้ศรัทธาควรอาบน้ำที่บ่อนั้น ทำศราทธะตามแบบแผน และบูชาจิตราทิตยะ จึงจะได้เกียรติในแดนพระศิวะ ตอนท้ายมีผลश्रุติว่า การสวดอ่านหรือฟังย่อมนำความบริสุทธิ์และศักดิ์ศรีในรুদ্রโลกา

Bhairaveśvara at Brahmakuṇḍa (भैरवेश्वर-ब्रह्मकुण्ड-माहात्म्यम्)
อีศวรตรัสแก่เทวีว่า ผู้แสวงบุญพึงไปสู่ไภรวेशวร ผู้เป็นภาวะปรากฏอันประเสริฐ ประดิษฐาน ณ ทิศอีศาน (ตะวันออกเฉียงเหนือ) แห่งพรหมกุณฑะ เป็นผู้ทำลายบาปและเป็นผู้พิทักษ์ตีรถะ เทวรูปนี้พรรณนาว่ามีสี่พักตร์ (จตุรวักตระ) แสดงถึงอำนาจคุ้มครองและสิทธิแห่งพิธีกรรมในแดนศักดิ์สิทธิ์นั้น บทนี้กำหนดพิธีจาริกอย่างย่อ: อาบน้ำในกุณฑะใหญ่ แล้วบูชาด้วยศรัทธาตามแบบปัญโจปจาระ พร้อมสำรวมอินทรีย์ ผลศรุติกล่าวว่า ผู้บูชาสามารถ ‘ข้ามพ้น’ (ตารเยต) ให้แก่สายตระกูลทั้งอดีตและอนาคต และผู้ภักดีจะไม่ประสบความสูญเสียหรือความพินาศ รางวัลพรรณนาเป็นทิพย์—วิมานสว่างไสว การเคลื่อนไหวไม่ขาดในรัศมีดุจดวงอาทิตย์ และความรื่นรมย์แบบเทพ—จนกล่าวว่า เพียงได้เห็นลึงค์สี่พักตร์นี้ก็หลุดพ้นจากบาปทั้งปวง

ब्रह्मकुण्डसमीपस्थ-ब्रह्मेश्वरमाहात्म्यवर्णनम् (Glory of Brahmeśvara near Brahma-kuṇḍa)
บทนี้เป็นคำสอนของอีศวร กล่าวถึงศาสนสถานฝ่ายไศวะชื่อ “พรหมเมศวร” ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศใต้ของพรหมกุณฑะที่กล่าวไว้ก่อนหน้า คัมภีร์ยืนยันว่าศาสนสถานนี้เลื่องลือในไตรโลก และได้รับการพิทักษ์โดยคณะคณาของพระศิวะ จึงมีฐานะมั่นคงในผังการจาริกแห่งปรภาสะ มีการกำหนดลำดับพิธีอย่างชัดเจน: ผู้แสวงบุญควรไปยังพรหมเมศวร อาบน้ำชำระที่สถานที่นั้น โดยเฉพาะในวันจตุรทศี และยิ่งเป็นพิเศษในวันอมาวาสยา จากนั้นประกอบศราทธะตามแบบแผน แล้วจึงบูชาพรหมเมศวร ต่อมาว่าด้วยทาน: แนะนำให้ถวายทองแก่พราหมณ์ เป็นการกระทำที่สอดคล้องกับความพอพระทัยของศังกร ผลที่กล่าวไว้คือได้ “ผลแห่งการเกิด” (ชนมผล), ได้ชื่อเสียงกว้างไกล และมีความปีติอันสัมพันธ์กับพระกรุณาของพระพรหม

Sāvitrīśvara-bhairava-māhātmya (सावित्रीश्वरभैरवमाहात्म्य)
บทที่ 151 กล่าวถึงมหาตมยะของตถีรถะอย่างกระชับ โดยมุ่งที่บริเวณใกล้พรหมกุณฑะในประภาสเกษตร พระอีศวรทรงบรรยายภไรวะองค์ที่สามซึ่งสถิตอยู่ทางทิศใต้ใกล้พรหมกุณฑะ ที่ซึ่งนางสาวิตรีเกี่ยวเนื่องกับการประดิษฐานแบบไศวะ เรื่องราวกล่าวว่าสาวิตรีบำเพ็ญตบะด้วยภักติอย่างเคร่งครัด มีการสำรวมและวินัยหนักแน่น เพื่อให้พระศังกระพอพระทัย เมื่อพระศิวะทรงโปรด จึงประทานพรเป็นข้อกำหนดแห่งพิธีและผลของพิธีนั้น: ผู้ใดอาบน้ำในกุณฑะ แล้วในวันเพ็ญ (ปูรณิมา) บูชา “ลึงค์ของเรา” ด้วยเครื่องสักการะอย่างเป็นลำดับ เช่น ของหอมและดอกไม้ ย่อมได้รับผลมงคลตามปรารถนา แม้ผู้มีบาปหนักก็พ้นจากมลทิน และบรรลุความสำเร็จแห่งเป้าหมายภายใต้การคุ้มครองของพระวฤษภธวัชะ (พระศิวะ) ตอนท้ายพระศิวะเสด็จอันตรธาน สาวิตรีสถาปนาความเป็นไศวะแล้วไปสู่พรหมโลก และมีผลश्रุติว่า ผู้ฟังด้วยปัญญาย่อมหลุดพ้นจากโทษมลทินด้วยการสดับเรื่องนี้

नारदेश्वरभैरवप्रादुर्भावः (Naradeśvara Bhairava: Origin and Merit)
พระอีศวรทรงอธิบายลำดับการอุบัติของภควานภैरव และทรงชี้สถานที่ภैरวะแห่งที่สี่ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของพรหมेशะ โดยระบุระยะอย่างแม่นยำตามหน่วย “ความยาวคันธนู” ณ ที่นั้นมีลึงค์นามว่า “นารเทศวร” ซึ่งฤๅษีนารทได้สถาปนา เป็นที่เลื่องลือว่าอำนวยผลตามปรารถนาและขจัดบาปทั้งปวง ตำนานเล่าว่า ครั้งหนึ่งนารทอยู่ในพรหมโลก ได้พบวีณาทิพย์อันรุ่งเรืองซึ่งเกี่ยวเนื่องกับพระสรัสวดี ด้วยความใคร่รู้จึงบรรเลงอย่างผิดวิธี เสียงที่เกิดขึ้น—อธิบายเป็นสวระทั้งเจ็ด—ถูกกล่าวเปรียบว่าเป็น “พราหมณ์ผู้ตกต่ำ” พระพรหมทรงวินิจฉัยว่าเป็นโทษจากความไม่รู้ เป็นบาปหนักเสมือนทำร้ายพราหมณ์เจ็ดคน จึงมีพระบัญชาให้นารทรีบไปแสวงบุญยังประภาส เพื่อบูชาภैरวะให้เกิดความบริสุทธิ์ นารทเดินทางถึงประภาส เข้าสู่พรหมกุณฑะ และบูชาภैरวะตลอดหนึ่งร้อยปีทิพย์ จนได้ความบริสุทธิ์และความชำนาญในศิลปะแห่งบทเพลง ตอนท้ายกล่าวยกย่อง “นารเทศวรภैरวะ” ว่าเป็นลึงค์ผู้ทำลายโทษใหญ่ และกำหนดว่า ผู้บรรเลงวีณา/สวระด้วยความเขลา ควรไปที่นั่นเพื่อชำระตน อีกทั้งมีวัตรในเดือนมาฆะ: ควบคุมอาหาร บูชาวันละสามเวลา แล้วผู้ศรัทธาจะได้สภาวะสวรรค์อันเป็นมงคลและรื่นรมย์.

Hiraṇyeśvara-māhātmya (हिरण्येश्वरमाहात्म्य) — The Glory of Hiraṇyeśvara near Brahmakuṇḍa
อีศวรตรัสเล่าแก่พระเทวีถึงที่ตั้งและมหิมาอันยังความรอดของหิรัณเยศวรลึงค์ ลึงค์อันประเสริฐนี้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของพรหมกุณฑะ ท่ามกลางเขตศักดิ์สิทธิ์ที่มีคริตัสมรา อัคนีตีรถะ ยเมศวร และบริเวณมหาสมุทรด้านเหนือเป็นเครื่องหมาย อีกทั้งใกล้พรหมกุณฑะยังกล่าวถึง ‘ไภรวะทั้งห้า’ อันเลื่องชื่อในสังฆะสถานศักดิ์สิทธิ์นั้นด้วย พระพรหมได้บำเพ็ญตบะอย่างเข้มข้น ณ ด้านตะวันออกของลึงค์ แล้วเริ่มยัญญะอันยอดเยี่ยม เหล่าเทวะและฤๅษีมาทวงส่วนแบ่งตามควร แต่เกิดวิกฤตทางพิธีกรรมเพราะทักษิณา (ค่าบูชาตอบแทน) ไม่เพียงพอ ทำให้ยัญญะไม่อาจสำเร็จ พระพรหมจึงทูลวอนมหาเทวะ; ด้วยพระบัญชาอันเป็นทิพย์จึงอัญเชิญพระสรัสวดีเพื่อประโยชน์แห่งเทวะ และพระนางกลายเป็น ‘กาญจนวาหินี’ (สายน้ำพาเอาทอง) กระแสน้ำที่ไหลไปทางตะวันตกก่อให้เกิดดอกบัวทองนับไม่ถ้วน จนเต็มพื้นที่ไปถึงอัคนีตีรถะ พระพรหมแจกดอกบัวทองเป็นทักษิณาแก่พราหมณ์ผู้ประกอบพิธีจนยัญญะสำเร็จ แล้วฝังดอกบัวที่เหลือไว้ใต้พื้นดินและสถาปนาลึงค์ไว้เบื้องบน จึงได้พระนามว่า ‘หิรัณเยศวร’ ผู้ควรบูชาด้วยดอกบัวทองทิพย์ กล่าวกันว่าน้ำพรหมกุณฑะปรากฏหลากสี และเพราะดอกบัวที่จมอยู่จึงแวววาวดุจทองชั่วขณะ การได้เห็นหรือบูชาหิรัณเยศวรย่อมลบล้างความผิดและขจัดความยากจน; การบูชาในวันจตุรทศีเดือนมาฆะเสมอด้วยการนอบน้อมทั้งจักรวาล และการฟังหรือสาธยายด้วยศรัทธานำไปสู่เทวโลกพร้อมความพ้นบาปตามผลश्रุติ.

गायत्रीश्वरमाहात्म्यवर्णनम् (Glory of Gayatrīśvara Liṅga)
อีศวรตรัสแก่เทวีว่า ในเขตหิรัณเยศวร ทิศวายวะ (ตะวันตกเฉียงเหนือ) มีลึงค์ชำระบาป (ปาปวิโมจน) ตั้งอยู่ห่างออกไป ‘สามช่วงคันธนู’ (ธนุษาง ตฤตเย) ผู้แสวงบุญพึงไปสักการะ ลึงค์นั้นเป็นผู้ทำลายบาปแก่สรรพสัตว์ด้วยทั้งการได้เห็น (ทัรศนะ) และการได้สัมผัส (สปรศนะ) และกล่าวว่าเป็น ‘อาทิ-ลึงค์’ ที่ได้รับการสถาปนาด้วยคติและมนต์คายตรี (คายตรียา สัมประติษฐิตัม) ผู้ปฏิบัติ—โดยเฉพาะพราหมณ์ผู้เป็นผู้บริสุทธิ์ตามพิธี (ศุจิ)—เมื่อไปถึงแล้วทำคายตรีชปะ ย่อมพ้นโทษแห่งทุษประติกฺรหะ (การรับทานที่ไม่สมควร) ในวันเพ็ญเดือนเชษฐะ ผู้ใดเลี้ยงดูคู่สามีภรรยา (ทัมปตี) และถวายผ้าตามกำลัง ย่อมหลุดพ้นจากความอับโชค (เทารภาคยะ) อีกทั้งการบูชาในวันเพ็ญ (เปารฺณมาสี) ด้วยเครื่องหอม ดอกไม้ และเครื่องสักการะ ย่อมก่อให้เกิดผลแห่ง ‘พราหมณยะ’ ตลอดเจ็ดชาติ ท้ายที่สุดเรื่องนี้ถูกยกเป็น ‘แก่นแห่งแก่น’ (สาราต สารตร) อันปรากฏได้ด้วยพระกรุณาแห่งพรหมกุณฑะ

Ratneśvara-māhātmya (रतनॆश्वरमाहात्म्य) — Sudarśana Kṣetra and the Merit of Ratnakuṇḍa Worship
บทนี้เป็นบทสนทนาทางเทววิทยา เมื่ออีศวรตรัสแก่เทวีให้มุ่งสู่รัตเนศวร อันเป็นสถานศักดิ์สิทธิ์ยิ่งหาที่เปรียบมิได้ กล่าวว่าวิษณุผู้ทรงเดชได้บำเพ็ญตบะ ณ ที่นั้น และสถาปนาลึงค์ซึ่งประทานความสำเร็จตามปรารถนาทุกประการ แนวปฏิบัติถูกระบุชัด: อาบน้ำชำระในรัตนกุณฑะ แล้วบูชาพระเป็นเจ้าอย่างสม่ำเสมอด้วยเครื่องสักการะครบถ้วนและภักติ ย่อมได้ผลตามที่แสวงหา เกียรติคุณของสถานที่ยิ่งเด่นด้วยเรื่องว่า พระกฤษณะผู้มีรัศมีหาประมาณมิได้ได้ทำตบะอันเข้มงวดที่นี่ และได้รับสุทรรศนะจักระ อาวุธผู้ทำลายเหล่าไทตยะทั้งปวง อีศวรประกาศว่าสถานนี้เป็นที่รักนิรันดร์ และแม้คราวปรลัยก็ยังทรงสถิตอยู่ ณ ที่นั้น กษेत्रนี้มีนามว่า “สุทรรศนะ” มีเขตแดนกว้างสามสิบหกธนวันตระ ผู้ที่ถูกมองว่า ‘ต่ำต้อย’ หากสิ้นชีวิตภายในเขตนั้นก็ถึงสภาวะสูงสุด อีกทั้งพิธีทาน—ถวายครุฑทองและผ้าสีเหลืองแด่วิษณุ—กล่าวว่าให้ผลเทียบเท่าการจาริกแสวงบุญ

गरुडेश्वरमाहात्म्यवर्णनम् (Garudeśvara Māhātmya—Account of the Glory of Garudeśvara)
บทนี้อยู่ในกระแส “รัตเนศวรมาหาตมยะ” และเป็นคำแนะนำเรื่องตirtha แบบย่อ พระอีศวรตรัสแก่พระเทวีว่า ทางทิศเหนือของรัตเนศวรในระยะที่นับเป็นหน่วยธนุส มีศิวลึงค์ที่ไวเนเตยะ (ครุฑ) ได้ตั้งไว้ เป็นที่รู้จักว่า “ไวเนเตยะ-ประติษฐิต” ครุฑเมื่อทราบว่าสถานที่นั้นมีลักษณะเป็นไวษณพ จึงสถาปนาลึงค์เพื่อทำลายบาป กำหนดให้บูชาในวันปัญจมีตามพิธีกรรม; หากสรงลึงค์ด้วยปัญจามฤตและบูชาโดยชอบ ย่อมได้บุญกุศลทั้งปวงและเสวยสุขในสวรรค์ ผลานุศาสน์กล่าวถึงความคุ้มครองจากพิษที่เกิดจากงูตลอดเจ็ดชาติ พร้อมทั้งได้กุศลครบถ้วน บทนี้จึงเชื่อมศรัทธาต่อศิวลึงค์เข้ากับสัญลักษณ์ครุฑ/ไวษณพ แสดงตirtha นี้ว่าเป็นทั้งที่ชำระและป้องกันภัยในการจาริกแสวงบุญ।

सत्यभामेश्वरमाहात्म्यवर्णनम् | Satyabhāmeśvara Māhātmya (Account of the Glory of Satyabhāmeśvara)
อีศวรตรัสกับมหาเทวีและทรงชี้นำการจาริกไปยังศาลเจ้ามงคล “สัตยภาเมศวร” โดยระบุว่าตั้งอยู่ทางทิศใต้ของรัตเนศวรห่างออกไปหนึ่งช่วงคันธนู สถานที่นี้ได้รับการสรรเสริญว่าเป็น “สรรวปาปประศมน” คือระงับบาปทั้งปวง และกล่าวว่าเทวสถานนี้สถาปนาโดยสัตยภามา พระชายาของพระกฤษณะ ผู้เพียบพร้อมด้วยความงามและความสง่างาม การอาบน้ำชำระในสถานที่ที่เกี่ยวเนื่องกับไวษณพนี้กล่าวว่าเป็น “ปาตกนาศนะ” ทำลายบาป มีข้อกำหนดกาลคือ ในเดือนมาฆะ วันตฤติยา ให้สตรีและบุรุษบูชาด้วยภักติ แล้วจักพ้นจากบาป ผลศรุติกล่าวต่อว่า ผู้ประสบเคราะห์ร้าย ความโศก ความทุกข์ และอุปสรรค จะหลุดพ้นด้วยอานุภาพแห่งสถานที่นี้ และจักเป็น “สัตยภามานวิตา” คือมีความผูกพันและสอดคล้องกับความศักดิ์สิทธิ์แห่งสัตยภามาผู้สถาปนาศาลเจ้านั้น

अनंगेश्वरमाहात्म्यवर्णनम् (Māhātmya of Anangeśvara: Narrative of the Shrine’s Glory)
บทที่ 158 กล่าวถึงคำชี้แนะเชิงเส้นทางของพระอีศวร ให้ผู้ฟังไปยังอนังคเษวร ซึ่งระบุว่าอยู่เบื้องหน้ารัตเนศวรในระยะ ‘ยิงธนูถึง’ ลึงค์ ณ ที่นั้นกล่าวว่ากามเทวะเป็นผู้สถาปนา—และยังเรียกว่าเป็นโอรสของพระวิษณุด้วย สถานที่นี้นับเป็นกษेत्रที่เกี่ยวเนื่องกับฝ่ายไวษณพ และมีอานุภาพยิ่งในกลียุคในการขจัดมลทินแห่งบาปและความเศร้าหมองทางศีลธรรม ผลแห่งการบูชาถูกกล่าวอย่างชัดเจน—การได้เห็นและสักการะอนังคเษวรทำให้ผู้ศรัทธาได้รับเสน่ห์ ความงาม และความเป็นที่รักดุจกามเทวะ อีกทั้งส่งผลถึงวงศ์ตระกูล ช่วยบรรเทาเคราะห์ร้ายหรือความขาดพร่องแห่งสิริมงคล มีการกำหนดพิธีปฏิบัติเป็นพิเศษ คือการถือวรตในวันอนังค-ตรโยทศี อันยกย่องว่าเป็นเหตุแห่ง ‘ความสำเร็จแห่งการเกิด’ (ชนม-สาผัลยะ) และเพื่อให้ธรรมแห่งการจาริกสมบูรณ์ จึงบัญญัติให้ถวายทานเป็นศัยยา-ทาน (ทานที่นอน) แก่พราหมณ์ผู้มีศีล โดยหากผู้รับเป็นผู้ภักดีต่อพระวิษณุ บุญยิ่งทวีคูณ

रत्नकुण्ड-माहात्म्य (Ratnakuṇḍa Māhātmya) / The Glory of Ratna-Kuṇḍa near Ratneśvara
อีศวรทรงสั่งสอนมหาเทวีถึงรัตนกุณฑะ ตีรถะน้ำอันประเสริฐ ซึ่งอยู่ทางทิศใต้ของรัตเนศวรในระยะตามคติว่าเจ็ดคันธนู กุณฑะนี้กล่าวว่าเป็นผู้ชำระบาปหนักและโทษใหญ่ และมีพระวิษณุเป็นผู้สถาปนา อีกทั้งเล่าว่าพระกฤษณะได้รวบรวมตีรถะมากมายทั้งในโลกมนุษย์และสวรรค์มาประดิษฐานไว้ ณ ที่นี้ มีหมู่คณะเทพ (คณะ/คณ) คอยพิทักษ์ จึงทำให้ในกลียุคผู้ไร้วินัยและไร้ศรัทธาเข้าถึงได้ยาก การอาบน้ำตามพิธีและกฎเกณฑ์ย่อมให้ผลยัญเพิ่มพูน และผลอัศวเมธยัญยิ่งทวีคูณ วันเอกาทศีเป็นกาลสำคัญสำหรับถวายปิณฑะบูชาแก่บรรพชน ให้ความอิ่มเอมไม่สิ้นสุด และการเฝ้าตื่นยามราตรี (ชาครณะ) ด้วยศรัทธามั่นคงย่อมนำไปสู่ความสำเร็จตามปรารถนา มีข้อแนะนำทานคือถวายผ้าเหลืองและโคให้น้ำนม อุทิศแด่พระวิษณุเพื่อให้ได้ผลแห่งการจาริกตีรถะอย่างครบถ้วน พร้อมทั้งกล่าวนามตามยุคว่า กฤตยุคเรียกเหมากุณฑะ ตรেতายุคเรียกราวปยะ ทวาปรยุคเรียกจักรกุณฑะ และกลียุคเรียกรัตนกุณฑะ อีกทั้งมีสายน้ำคงคาใต้พิภพ จึงนับว่าอาบที่นี่เสมือนอาบในตีรถะทั้งปวง

रैवंतकराजभट्टारकमाहात्म्यवर्णनम् | The Māhātmya of Raivanta Rājabhaṭṭāraka
บทนี้กล่าวถึงคำแนะนำของพระอีศวรต่อพระเทวีเกี่ยวกับลำดับการไปนมัสการและบูชาในปรภาสกษेत्र โดยมีพระไรวันตะ ราชภัฏฏารกะเป็นศูนย์กลาง ทรงเป็นโอรสแห่งพระสุริยะ ทรงม้า และทรงมหาพละ ประทับอยู่ภายในแดนศักดิ์สิทธิ์ใกล้พระสาวิตรี ณ ทิศตะวันตกเฉียงใต้ กล่าวว่าผู้ใดได้เพียงดาร์ศนะก็พ้นจากเคราะห์ภัยทั้งปวง กำหนดกาลบูชาอย่างเฉพาะคือวันอาทิตย์ที่ตรงกับตถีสัปตมี การบูชาเช่นนี้มีคำมั่นว่าความยากจนจะไม่บังเกิด แม้ในวงศ์สกุลของผู้บูชา ท้ายที่สุดทรงสอนให้บูชาด้วยความเพียรเต็มที่ เพื่อพำนักในกษेत्रโดยปราศจากอุปสรรค และเพื่อความสำเร็จในกิจทางโลกและราชการ โดยเฉพาะเพื่อความเจริญแห่งม้า อันแสดงว่าภักติมีทั้งผลทางหลุดพ้นและประโยชน์ต่อบ้านเมือง

अनन्तेश्वरमाहात्म्यवर्णनम् | Ananteśvara Māhātmya (Glorification of Ananteśvara)
บทนี้กล่าวถึงการชี้แนวทิศของพระอีศวรภายในประภาสเกษตร โดยระบุว่า “อนันเตศวร” ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของศาสนสถานที่อ้างถึง ในระยะใกล้ที่วัดเป็นจำนวนความยาวคันธนู ลึงค์นี้เรียกว่า “อนันเตศวร” เป็นลึงค์ที่อนันตะได้สถาปนา และเกี่ยวเนื่องกับพญานาค จึงทำให้ความศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่ผสานนัยแห่งการคุ้มครองโดยนาคไว้ด้วย มีข้อกำหนดการบูชาที่มุ่งมั่น: ในวันปัญจมี ข้างขึ้น เดือนผาลคุน ผู้ปฏิบัติที่สำรวมอาหารและอินทรีย์พึงบูชาด้วยวิธีปัญโจปจาร ผลश्रุติกล่าวถึงอานิสงส์คือคุ้มครองจากพิษงูและทำให้พิษไม่ลุกลามตามระยะเวลาที่กำหนด ต่อจากนั้นสอน “อนันตวรต” ให้ถวาย น้ำผึ้งและมธุปายาส และเลี้ยงพราหมณ์ด้วยปายาสผสมน้ำผึ้ง แสดงว่าทานและการต้อนรับแขกเป็นส่วนสำคัญของการบูชาในเทวสถานนี้

Aṣṭakuleśvara-māhātmya (अष्टकुलेश्वरमाहात्म्य) — The Glory of Aṣṭakuleśvara Liṅga
บทที่ 162 เป็นคำสั่งสอนของพระศิวะแก่พระเทวี โดยระบุตำแหน่งศิวลึงค์อัษฏกุเลศวรในผังศักดิ์สิทธิ์แห่งปรภาสะว่า อยู่ทางทิศใต้จากจุดอ้างอิงหนึ่ง และอยู่ทางทิศตะวันออกของลักษมเณศะ จากนั้นกล่าวถึงคุณธรรมของสถานที่นี้ว่า เป็นที่บรรเทาบาปทั้งปวง และทำลายความทุกข์ยากอันรุนแรง รวมถึงภัย “มหาวิษะ” อันน่ากลัวด้วย ยังยืนยันความศักดิ์สิทธิ์ด้วยการกล่าวว่าเหล่าสิทธะและคันธรรพะก็มาบูชาที่นี่ และศิวลึงค์นี้ประทานสิ่งที่ปรารถนาได้ มีข้อปฏิบัติเฉพาะคือให้บูชาในวันกฤษณาษฏมีตามพิธีกรรมที่กำหนด ผลแห่งการสรรเสริญระบุว่า ผู้ปฏิบัติย่อมพ้นจากบาปหนัก และได้รับเกียรติในนาคโลก อันเป็นผลบุญเฉพาะของวรตะและสถานที่นี้

नासत्येश्वराश्विनेश्वरमाहात्म्यवर्णनम् (The Māhātmya of Nāsatyeśvara and Aśvineśvara)
อัธยายะนี้เป็นคำสั่งสอนของพระอีศวรในถ้อยคำ “อีศวรอุวาจ” ทรงชี้นำผู้แสวงธรรมให้ไปยังสถานศักดิ์สิทธิ์ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกจากจุดอ้างอิงที่กล่าวไว้ ณ ที่นั้นมีศิวลึงค์นามว่า “นาสัตเยศวร” อันได้รับการสรรเสริญว่าเป็นผู้ขจัด “กัลมษะ” คือมลทินทางศีลธรรมและพิธีกรรมอย่างยิ่งใหญ่ การได้เห็น สัมผัส และบูชาศิวลึงค์นี้ย่อมนำมาซึ่งความบริสุทธิ์และเพิ่มพูนบุญกุศล ตอนท้ายด้วยโคโลฟอนระบุที่ตั้งของบทนี้ในสกันทปุราณะจำนวน 81,000 โศลก อยู่ในภาคที่เจ็ด “ประภาสขันฑะ” ภาคย่อยแรก “ประภาสเกษตรมหาตมยะ” และกำหนดหัวข้อว่าเป็นการพรรณนามหาตมยะของ “นาสัตเยศวรและอัศวินีศวร” ดังนั้นอัธยายะนี้จึงเป็นหน่วยย่อยสำหรับชี้พิกัดการจาริก: ผสานทิศทางการเดินทาง ชื่อศาสนสถาน และคำมั่นแห่งการชำระให้บริสุทธิ์ตามแบบวรรณกรรมสถลมหาตมยะอย่างกระชับ

अश्विनेश्वरमाहात्म्यवर्णनम् (The Māhātmya of Aśvineśvara)
อีศวรตรัสแก่เทวีให้เสด็จไปทางทิศตะวันออกสู่สถานศักดิ์สิทธิ์ชื่อ “อัศวินีศวร” ซึ่งกล่าวว่าอยู่ “ภายในระยะห้าคันธนู” สถานนี้ยกย่องว่าเมื่อบูชาจะบรรเทากองบาปใหญ่และประทานความปรารถนาทั้งปวง อีกทั้งมีนัยแห่งการเยียวยา—เพียงได้ดารศนะลิงคะก็สงบโรคทั้งหลาย เป็นดุจมหาโอสถแก่ผู้เจ็บป่วย ยังกล่าวว่าในเดือนมาฆะ วันทวิติยา (ขึ้น 2 ค่ำ) การได้ดารศนะที่นั่นเป็นสิ่งยาก จึงยิ่งเพิ่มความหายากและมงคลของกาลนั้น ณ ที่นั้นมีลิงคะคู่ซึ่งสถาปนาโดยบุตรแห่งสุริยะ ดังนั้นผู้มีจิตสำรวมควรไปดารศนะและบูชาในวันทวิติยานั้นด้วยศรัทธา ให้ภักติ กาลอันเป็นมงคล และการสำรวมตน รวมเป็นหนึ่งเดียวในจาริกบุญ.

Savitrī’s Departure to Prabhāsa and the Ritual-Political Crisis of Brahmā’s Yajña (सावित्री-गायत्री-विवादः प्रभासप्रवेशश्च)
อัธยายะนี้เป็นบทสนทนาระหว่างพระศิวะกับพระเทวี อธิบายเหตุที่พระสวิตรีเกี่ยวเนื่องกับเขตศักดิ์สิทธิ์ปรภาส และชี้ให้เห็นว่า “ความเร่งด่วนของพิธียัญ” อาจก่อความตึงเครียดทางศีลธรรมและเทววิทยาได้ พระศิวะเล่าว่า พระพรหมทรงตั้งมหายัญที่ปุษกร แต่การรับทีกษาและการบูชาไฟ (โหมะ) ต้องมีปัตนีคือคู่พิธีกรรมร่วมด้วย เมื่อพระสวิตรีติดภารกิจในเรือนจึงมาช้า พระอินทร์จึงนำหญิงสาวชาวเลี้ยงโคมาให้ และสถาปนาเป็นพระคายตรีแทน ทำให้ยัญดำเนินต่อไป ครั้นพระสวิตรีเสด็จมาพร้อมเหล่าเทวี ทรงเผชิญหน้าพระพรหมในที่ประชุมและประทานศาปเป็นลำดับ—การบูชาพระพรหมให้จำกัดเพียงปีละครั้งในกาลการ์ติกี; พระอินทร์จักประสบความอัปยศและพันธนาการ; พระวิษณุในอวตารมนุษย์จักทนทุกข์จากการพรากคู่ครอง; พระรุทรจักมีความขัดแย้งในเหตุการณ์ดารุวนะ; รวมถึงพระอัคนีและผู้ประกอบพิธีหลายฝ่ายก็รับผลแห่งความบกพร่อง ศาปเหล่านี้เป็นคำวิจารณ์การกระทำที่ขับเคลื่อนด้วยความใคร่ปรารถนาและความสะดวกทางกระบวนพิธี พระวิษณุจึงถวายสถุติแด่พระสวิตรี พระสวิตรีประทานพรเพื่อถ่วงดุลและบรรเทาศาป อนุญาตให้ยัญสำเร็จ ส่วนพระคายตรีทรงรับรองคุณแห่งชปะ ปราณายาม ทาน และการบรรเทาโทษแห่งพิธี โดยเฉพาะในบริบทของปรภาสและปุษกร ท้ายบทระบุว่าพระสวิตรีประทับ ณ ปรภาสใกล้โสมेशวร และกำหนดปฏิบัติท้องถิ่น: บูชาต่อเนื่องสองสัปดาห์ อาบน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ปาณฑุกูปพร้อมทัศนะลึงค์ห้าองค์ที่ปาณฑวะสถาปนา และสวดบรหมสูคตะ ณ สถานที่ของพระสวิตรีในวันเพ็ญเดือนเชษฐะ ผลคือการปลดเปลื้องบาปและบรรลุสภาวะสูงสุด.

सावित्रीव्रतविधि–पूजनप्रकार–उद्यापनादिकथनम् (Sāvitrī-vrata: procedure, worship method, and concluding observances)
บทนี้เป็นบทสนทนาระหว่างเทวีและอีศวร กล่าวถึงประเพณีสาวิตรีในเขตปรภาสก่อน แล้วจึงจัดวางเป็นคู่มือพิธีว्रตอย่างเป็นระบบ เทวีทูลถามถึงมหาตมยะของสาวิตรี ณ ปรภาส ประวัติแห่งว्रต และผลบุญ อีศวรเล่าว่า พระเจ้าอัศวปติเมื่อจาริกสู่ปรภาสได้ประกอบสาวิตรีว्रต ณ สาวิตรีสถาน ได้รับพระกรุณาจากเทวี จึงมีพระธิดาประสูติและตั้งนามว่า “สาวิตรี” ต่อจากนั้นสรุปเรื่องสาวิตรี–สัตยวาน: แม้นารทเตือนว่าสัตยวานจะสิ้นอายุ สาวิตรีก็ยังเลือกเป็นคู่ครอง ติดตามไปป่า เผชิญพระยม และได้พร—ดุมัตเสนะได้สายตาและราชสมบัติคืน บิดาและตนได้บุตร และชีวิตของสามีกลับคืนมา ครึ่งหลังเป็นข้อกำหนดพิธี: การถือปฏิบัติในเดือนเชษฐะเริ่มวันขึ้น 13 ค่ำ ด้วยการอดอาหาร/นียมสามคืน วิธีอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์ (อานิสงส์แห่งบ่อน้ำปาณฑุกูป และการอาบน้ำผสมน้ำเมล็ดมัสตาร์ดในวันเพ็ญ) การสร้างและถวายรูปสาวิตรี (ทอง/ดิน/ไม้) พร้อมผ้าสีแดง และการบูชาด้วยมนต์—สรรเสริญสาวิตรีผู้ทรงวีณาและคัมภีร์ พร้อมขอพรให้พ้นภาวะหม้าย (อไวธวฺยะ) มีการตื่นเฝ้ายามค่ำด้วยการสวดและดนตรี พิธีบูชาเชิง “อภิเษกสมรส” ของสาวิตรีกับพระพรหม ลำดับการเลี้ยงภัตตาหารแก่คู่ครอง/พราหมณ์หลายชุด ข้อห้ามอาหารรสเปรี้ยวและด่าง เน้นของหวาน การให้ทานและส่งเกียรติ รวมทั้งแทรกองค์ประกอบศราทธะในเรือนอย่างสุขุม ตอนท้ายกล่าวถึงอุทยาปนะว่าเป็นพิธีชำระบาป เพิ่มบุญ คุ้มครองสิริมงคลแห่งชีวิตสมรสของสตรี และให้ผลเป็นความผาสุกทางโลกแก่ผู้ปฏิบัติหรือแม้เพียงได้สดับวิธีการนี้

भूतमातृकामाहात्म्यवर्णनम् (The Māhātmya of Bhūtamātṛkā: Origin, Residence, and Worship Protocols)
อธยายะ ๑๖๗ เป็นบทสนทนาทางเทววิทยาระหว่างอีศวรกับเทวี เทวีทอดพระเนตรพฤติกรรมสาธารณะที่วุ่นวายคล้ายภวังค์/ทรงเจ้า อันเกิดจากการสรรเสริญนาม “ภูตมาตา” จึงทูลถามว่าเป็นไปตามศาสตราหรือไม่ ชาวประภาสควรบูชาอย่างไร พระนางเสด็จมาที่นั่นด้วยเหตุใด และเทศกาลสำคัญควรกำหนดเมื่อใด อีศวรทรงตอบด้วยตำนานกำเนิดว่า ในกาลอันเป็นตำนาน จากการหลั่งไหลแห่งกายเทวีได้บังเกิดเทวีผู้ดุร้าย สวมพวงกะโหลกและมีเครื่องหมายแห่งศัสตรา พร้อมด้วยสหายลักษณะพรหมรากษสีและบริวารมหาศาล อีศวรทรงกำหนดขอบเขตหน้าที่ ให้ความเด่นในยามราตรี และทรงแต่งตั้งประภาสในแคว้นเสาราษฏระเป็นที่พำนักยาวนาน พร้อมระบุเครื่องหมายแห่งสถานที่และนิมิตดารา ต่อมาบทกล่าวถึงจริยธรรมเชิงปฏิบัติ โดยแจกแจงสภาพครัวเรือนที่ดึงดูดภูต/ปีศาจ—ละเลยการบูชาลิงคะ การสวดมนต์ (ชปะ) การบูชาไฟ (โหมะ) ความบริสุทธิ์ หน้าที่ประจำวัน และมีความบาดหมางในบ้านเรื้อรัง—พร้อมชี้ว่าบ้านที่รักษาพระนามและระเบียบพิธีกรรมย่อมได้รับการคุ้มครอง แล้วจึงกำหนดกาลบูชา ตั้งแต่ปฏิปทาเดือนไวศาขะถึงจตุรทศี มีการถือปฏิบัติใหญ่ผูกกับเวลาอมาวาสยา/จตุรทศี ถวายดอกไม้ ธูป สีสินธุระ และด้ายคล้องคอ รดน้ำ/อภิเษกใต้ต้นไม้ (นัยสิทธวตะ) ทำทานเลี้ยงอาหาร และมีการแสดงริมถนน “เปรระณี–เปรกษณี” ที่ขบขันแต่ให้คติ ผลश्रุติรับรองการคุ้มครองบุตร ความผาสุกในเรือน พ้นจากสิ่งรบกวน และความเป็นมงคลแก่ผู้บูชาภูตมาตาด้วยภักติอันมีวินัย

Śālakaṭaṅkaṭā Devī Māhātmya (शालकटंकटा देवी माहात्म्यम्) — Glory of the Goddess Śālakaṭaṅkaṭā
บทที่ 168 เป็นคำตรัสของพระอีศวร กล่าวถึงมหาตมยะของเทวีศาลกฏังกฏา ผู้สถิตในเขตศักดิ์สิทธิ์ปราภาสะ โดยระบุตำแหน่งว่าอยู่ทางใต้ของสาวิตรีและทางตะวันออกของไรเวตา จึงผูกการบูชาเข้ากับผังการจาริกที่รู้จักกันแล้ว เทวีทรงได้รับสรรเสริญว่าเป็นผู้ขจัดบาปใหญ่และทำลายความทุกข์ทั้งปวง เป็นที่นอบน้อมของคันธรรพะ และทรงมีพระพักตร์น่าเกรงขามพร้อมเขี้ยวที่ส่องประกาย อีกทั้งกล่าวถึงการประดิษฐานโดยเปาลัสตยะ และยกย่องพระองค์ว่าเป็นผู้ปราบศัตรูอันแข็งกล้า รวมถึงลักษณะ ‘มหิษฆนี’ ผู้สังหารอสูรรูปกระบือ มีข้อกำหนดด้านกาลเวลา: การบูชาในวันจตุรทศี (ขึ้น/แรม 14 ค่ำ) เดือนมาฆะ ให้ผลเป็นความมั่งคั่ง ปัญญา และความสืบต่อของวงศ์ตระกูล ท้ายบทระบุพิธีที่เน้นทาน: ทำให้เทวีพอพระทัยด้วย ‘ปศุ-ประทาน’ พร้อมเครื่องสังเวย (พลี บูชา อุปหารถวาย) ย่อมนำไปสู่ความพ้นภัยจากศัตรู อันเป็นตรรกะแห่งผลश्रุติสำคัญของบทนี้

Vaivasvateśvara-māhātmya (Glorification of Vaivasvateśvara)
บทนี้เป็นบทสนทนาระหว่างอีศวรกับเทวี กล่าวถึงลำดับการจาริกและพิธีกรรมภายในปรภาสกษेत्र อีศวรทรงชี้นำให้เทวีเสด็จไปยังลึงค์นาม “ไววัสวเตศวร” ซึ่งตั้งอยู่ในเขตทิศใต้ของส่วนทิศที่เป็นของเทวี และอยู่ห่างตามระยะที่กำหนดไว้ (นับเป็นหน่วยธนุ) ลึงค์นี้กล่าวกันว่าถูกประดิษฐานโดยไววัสวตมนู และเป็น “สรรวกามท” ผู้ประทานความปรารถนาทั้งปวง ใกล้ศาลเจ้ามี “เทวคาต” แหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อว่าขุดขึ้นโดยทิพย์ ใช้เป็นที่อาบน้ำชำระกายก่อนประกอบพิธี จากนั้นระบุลำดับบูชาอย่างมีวินัย คืออาบน้ำแล้วทำปูชาแบบปัญโจปจาร (เครื่องบูชาห้าประการ) ตามวิธี (วิธิ) ด้วยศรัทธาและการสำรวมอินทรีย์ ต่อด้วยการสวดสโตตรตามอฆอรวิธี จนสำเร็จผลคือได้สิทธิ และลงท้ายยืนยันว่าเป็นตอนหนึ่งในปรภาสขันฑะและปรภาสกษेत्रมหาตมยะ

Mātṛgaṇa–Balādevī Māhātmya (Glorification of the Mother-Hosts and Balādevī)
บทนี้วางกรอบเป็นคำสอนของพระอีศวรต่อพระมหาเทวี โดยทรงชี้ว่า ผู้ปฏิบัติผู้มีปัญญาควรไปยังสถานที่ของหมู่พระมารดา (มาทฤคณะ) และบูชาพระบาลาเทวีซึ่งประดิษฐานอยู่ใกล้เคียงด้วยศรัทธาภักดี ทั้งยังแสดงความเชื่อมโยงของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในปรภาสเกษตรกับแนวปฏิบัติการบูชาอย่างย่อ ทรงแนะนำให้บูชาพระบาลาเทวีเป็นพิเศษในเดือนศราวณะ โดยเฉพาะในวันศราวณีวรต/พิธีศราวณี พร้อมถวายปายสะ (ข้าวน้ำนมหวาน), น้ำผึ้ง และดอกไม้ทิพย์ แล้วอธิษฐานขอพระกรุณา ตอนท้ายกล่าวผลแห่งการบูชา (ผลศรุติ) ว่า ผู้บูชาสำเร็จจะมีปีหนึ่งผ่านไปด้วยความสุข ความผาสุก และความเป็นสิริมงคล

दशरथेश्वरमाहात्म्यवर्णनम् (Daśaratheśvara Māhātmya—Account of the Glory of Daśaratheśvara)
พระอีศวรตรัสกับพระเทวี ให้หันไปพิจารณาสถานศักดิ์สิทธิ์ของพระแม่ที่อยู่ใกล้ชื่อ ‘เอกัลลวีริกา’ แล้วทรงเล่าเหตุปฐมกถาในเขตปรภาสะกษेत्रะ กษัตริย์ทศรถแห่งสุริยวงศ์เสด็จมาถึงปรภาสะและบำเพ็ญตบะอย่างเคร่งครัด ทรงสถาปนาศิวลึงค์และบูชาพระศังกระตามพิธี เพื่อขอพระโอรสผู้ทรงเดชานุภาพ พระผู้เป็นเจ้าประทานพระโอรสชื่อ ‘ราม’ ผู้เลื่องลือในสามโลก เหล่าเทวะ คันธรรพ์ ไทตยะ-อสูร และฤๅษีมุนี (รวมทั้งวาลมีกิ) ต่างขับขานพระเกียรติคุณ ตอนท้ายมีข้อกำหนดพิธีและผลแห่งการฟัง—ด้วยอานุภาพแห่งลึงค์นั้น ทศรถได้เกียรติยศใหญ่ยิ่ง; และผู้ใดบูชาในเดือนการ์ตติกะ โดยเฉพาะในวัตรการ์ตติกา ด้วยการบูชาประทีปและเครื่องสักการะตามแบบแผน ผู้นั้นย่อมได้ชื่อเสียงและเกียรติยศเช่นกัน।

भरतेश्वरमाहात्म्यवर्णनम् (The Glory of Bharateśvara Liṅga)
อีศวรตรัสสั่งเทวีให้ไปยังลึงค์นาม ‘ภรเตศวร’ ซึ่งตั้งอยู่ค่อนไปทางทิศเหนือเล็กน้อย แล้วจึงเล่าตำนานกำเนิดว่า พระเจ้าภรต ผู้เลื่องชื่อว่าเป็นโอรสของอัคนีธระ ได้บำเพ็ญตบะอย่างยิ่งในกษेत्रนี้ และสถาปนา (ประติษฐา) พระมหาเทวะเพื่อขอบุตรธิดา พระศังกรทรงพอพระทัย ประทานโอรสแปดองค์และพระธิดาผู้รุ่งเรืองหนึ่งองค์ ภรตแบ่งอาณาจักรออกเป็นเก้าส่วนมอบแก่บุตรธิดา จึงเกิดนามทวีปตามนั้น—อินทรทวีป, กเศรุ, ตามรวรรณะ, คภัสติมาน, นาคทวีป, เสามยะ, คานธรรวะ, จารุณะ; ส่วนที่เก้าเป็นของพระธิดา เรียกว่า ‘กุมารียา’ คัมภีร์กล่าวว่าแปดทวีปถูกมหาสมุทรท่วมจมหาย เหลือเพียงทวีปนามกุมารียา และยังระบุระยะขยายใต้–เหนือกับความกว้างเป็นหน่วยโยชนะ พระเกียรติยศทางพิธีกรรมของภรตยืนยันด้วยการประกอบอัศวเมธมากมาย และชื่อเสียงในแถบคงคา–ยมุนา ด้วยพระกรุณาแห่งอีศวร พระองค์เสวยสุขในสวรรค์ ผลศรุติกล่าวว่า การบูชาลึงค์ที่ภรตสถาปนาให้ผลเทียบเท่ายัญและทานทั้งปวง และการได้ดรรศนะในเดือนการ์ตติกะเมื่อเกิดกฤตติกา-โยค ย่อมไม่เห็นนรกอันน่าสะพรึงแม้ในความฝัน

कुशकादिलिङ्गचतुष्टयमाहात्म्यवर्णनम् | The Māhātmya of the Four Liṅgas beginning with Kuśakeśvara
ในวาทะเทววิทยาแบบไศวะ อีศวรทรงสั่งสอนพระเทวีถึงเส้นทางจาริกสั้น ๆ ไปยังลึงค์สี่องค์ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกัน ณ แคว้นประภาสะ โดยอยู่ทางตะวันตกของสวิตรี และมีการบอกทิศทางชัดเจนว่า ฝั่งตะวันออกมีสองลึงค์ ฝั่งตะวันตกมีสองลึงค์ ตั้งหันหน้าไปตามกำหนดของแต่ละองค์ นามเรียงตามลำดับคือ กุศกเกศวร (องค์ที่หนึ่ง), ครรเคศวร (องค์ที่สอง), ปุษกเรศวร (องค์ที่สาม) และ ไมตเรเยศวร (องค์ที่สี่) คัมภีร์กล่าวถึงผลบุญว่า ผู้ศรัทธาที่ไปเฝ้าดูด้วยภักติและความสำรวม ย่อมพ้นบาปและได้ถึงแดนอันประเสริฐของพระศิวะ ต่อจากนั้นมีข้อปฏิบัติให้ครบถ้วนทั้งพิธีและจริยธรรม คือ ในวันจตุรทศีแห่งปักษ์สว่าง โดยเฉพาะเดือนไวศาขะ พึงอาบน้ำด้วยความเพียร เลี้ยงภัตตาหารแก่พราหมณ์ และถวายทานตามกำลัง เช่น ทองและผ้านุ่งห่ม เมื่อทำครบดังนี้จึงนับว่ายาตรา ‘สมบูรณ์’ เป็นการผสานการดर्शनเข้ากับกาลพิธีและธรรมทางสังคม

कुन्तीश्वरमाहात्म्यवर्णनम् | Kuntīśvara Liṅga: The Glory of the Shrine
อีศวรทรงสั่งสอนพระเทวีถึงลึงค์อันประเสริฐนามว่า “กุนตีศวร” ณ ประภาสเกษตร อยู่ในทิศตะวันออก และประดิษฐานใน “ขาตะ” (ที่เว้าลง/หลุมที่ขุดไว้) บทนี้ยืนยันความศักดิ์สิทธิ์ด้วยความทรงจำแห่งการสถาปนา—กล่าวว่าพระนางกุนตีได้ทำการประดิษฐานลึงค์นี้ และยังระลึกว่าพวกปาณฑพเคยเดินทางมาประภาสมาก่อนในคราวจาริกแสวงบุญพร้อมพระนางกุนตี ในผลศรุติ ลึงค์นี้ถูกสรรเสริญว่าเป็นผู้ขจัดความหวาดกลัวต่อบาปทั้งปวง โดยเน้นเป็นพิเศษถึงการบูชาในเดือนการ์ตติกะ ผู้ศรัทธาที่ทำปูชาในกาลนั้นย่อมสำเร็จตามปรารถนาและได้รับเกียรติในโลกของพระรุทระ อีกทั้งกล่าวว่าเพียงได้ทัศนะ (ดรศนะ) ก็ทำลายบาปที่เกิดจากวาจา ใจ และการกระทำได้ จึงแสดงให้เห็นว่าทั้งการเห็นและการบูชาเป็นหนทางชำระและเกื้อหนุนความหลุดพ้นในธรรมแห่งการจาริกบุญ

अर्कस्थलमाहात्म्यवर्णनम् (Glorification of Arkasthala / the Sun-site)
ในอัธยายะนี้ พระอีศวรทรงสั่งสอนพระมหาเทวีอย่างย่อถึงมหิมาแห่งสถานที่บุญชื่อว่า “อรกัสถละ” ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศอาคเนย์ (ตะวันออกเฉียงใต้) จากจุดอ้างอิงก่อนหน้า สถานที่นี้ได้รับการสรรเสริญว่าเป็น “ผู้ทำลายบาปทั้งปวง” เพียงได้ดรศนะ (ไปเห็น/ไปนมัสการ) ก็ทำให้ความโศกเศร้าสิ้นไป และความยากจนไม่เกิดขึ้นตลอดเจ็ดชาติ อีกทั้งโรคอย่างกุษฐะ (โรคผิวหนัง) ก็กล่าวว่าถูกทำลายอย่างยิ่ง ผลแห่งดรศนะถูกเทียบเท่ากับทานอันยิ่งใหญ่ เช่น การถวายโคหนึ่งร้อยตัว ณ กุรุเกษตร และยังทรงกำหนดพิธีปฏิบัติสั้น ๆ คือ อาบน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ตรีสังคมตีรถะในวันอาทิตย์เจ็ดครั้ง เลี้ยงภัตตาหารพราหมณ์ และถวายทานมหิษี (ควายเพศเมีย) ตอนท้ายกล่าวถึงผลบุญคือได้พำนักและได้รับเกียรติในสวรรค์ตลอดหนึ่งพันปีทิพย์ จึงเชื่อมโยงสถานที่ พิธีกรรม และทานธรรมไว้เป็นแนวทางจาริกแสวงบุญเดียวกัน

सिद्धेश्वरमाहात्म्यवर्णनम् (Siddheśvara Māhātmya—Description of the Glory of Siddheśvara)
ในอัธยายะนี้ อีศวรตรัสกับมหาเทวีให้หันไปพิจารณาศิวลึงค์นามว่า “สิทเธศวร” ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากอรกัสถละ ในทิศอาคเนยะ (ตะวันออกเฉียงใต้) พร้อมอธิบายเหตุแห่งนามนั้นว่า ฤๅษีผู้ทรงพรหมจรรย์แบบอูรธวเรตัสจำนวนหนึ่งหมื่นแปดพัน ได้บรรลุสิทธิอันสำเร็จเกี่ยวเนื่องกับลึงค์นี้ จึงเป็นที่รู้จักว่า “สิทเธศวร” ตอนท้ายทรงกำหนดแนวปฏิบัติของผู้ศรัทธา: ควรอาบน้ำชำระกายแล้วบูชาด้วยภักติ ถืออุปวาส (อดอาหาร) สำรวมอินทรีย์ ประกอบปูชาตามกฎเกณฑ์ และถวายทักษิณาแก่พราหมณ์ ผลศรุติกล่าวถึงความสมบูรณ์แห่งความปรารถนาทั้งปวงและการเข้าถึงปรมปทอันสูงสุด।

Lakulīśa-māhātmya (लकुलीशमाहात्म्य) — Glory of Lakulīśa in the Eastern Quarter of Prabhāsa
บทนี้เป็นถ้อยแถลงทางเทววิทยาแบบไศวะโดยย่อ เมื่ออีศวรตรัสแก่เทวี พระองค์ระบุว่า “ลกุลีศะ” ผู้มีรูปเป็นองค์ (มูรติมาน) สถิตอยู่ทิศตะวันออกของเขตศักดิ์สิทธิ์ปรภาสะ ได้รับการสถาปนาบนที่สูงด้วยผลแห่งตบะอันเข้มข้นในกาลก่อน และสถานที่นั้นมุ่งเพื่อการระงับบาป (ปาป-ศมนะ) และความบริสุทธิ์. ต่อมาระบุเงื่อนไขแห่งกาลเวลา—การบูชาในช่วงการ์ตติกี โดยเฉพาะเมื่อเกิดกฤตติกา-โยค ย่อมให้การยอมรับอันยอดเยี่ยม ผู้บูชาจึงเป็นผู้ควรแก่เกียรติท่ามกลางหมู่สัตว์ทั้งปวง รวมถึงเทวะและอสูร ตอนท้ายมีโคโลฟอนบอกตำแหน่งในสกันทปุราณะ ภาคปรภาสะ และหมวดปรภาสกษेत्रมหาตมยะ.

Bhārgaveśvara Māhātmya (Glorification of Bhārgaveśvara)
ในอัธยายะนี้ พระอีศวรตรัสแก่พระเทวีถึงลำดับการจาริกในประภาสเกษตร โดยทรงชี้ให้ผู้ศรัทธาไปยังสถานที่ทางทิศใต้ซึ่งมีศาลเจ้าพระศิวะนามว่า ‘ภารคเวศวร’ และทรงสรรเสริญว่าเป็นตirthaอันศักดิ์สิทธิ์ที่ทำลายบาปทั้งปวง (sarva-pāpa-praṇāśana)۔ ทรงกำหนดวิธีบูชาหลักคือถวายดอกไม้ทิพย์และเครื่องสักการะต่าง ๆ แด่พระผู้เป็นเจ้า ผู้บูชาจะเป็น ‘กฤตกฤตยะ’ คือสำเร็จเป้าหมายทางธรรม และได้รับความสมบูรณ์พร้อมด้วยความปรารถนาทั้งหลาย—เป็นบทสรุปที่รวมคำชี้สถานที่ พิธีบูชา และผลบุญไว้โดยย่อ।

माण्डव्येश्वरमाहात्म्यवर्णनम् | Māṇḍavyeśvara Māhātmya (Glorification of Māṇḍavyeśvara)
อัธยายะนี้เป็นคำสอนทางเทววิทยาอย่างย่อที่อีศวรประทานแก่พระมหาเทวี โดยทรงระบุตำแหน่งศิวลึงค์ “มาณฑวเยศวร” ผู้ทำลายบาปและมหาปาตกะ ว่าอยู่ทางทิศอาคเนย์ (มุมตะวันออกเฉียงใต้) จากสิทธิเษะ ห่างออกไป “สามคันธนู” เพื่อเป็นหลักบอกทางแก่ผู้แสวงบุญ จากนั้นทรงกำหนดการปฏิบัติที่มีเวลาชัดเจน คือในเดือนมาฆะ วันจตุรทศี ผู้ศรัทธาควรทำปูชาและเฝ้าตื่นตลอดราตรี (ชาครณะ) ผลบุญที่กล่าวไว้คือผู้ปฏิบัติด้วยศรัทธาและวินัยจะไม่กลับคืนสู่ภพมนุษย์อีก เป็นบทสรุปแบบผลश्रุติ และระบุว่าอยู่ในประภาสขันฑะ หมวดประภาสกษेत्रมหาตมยะ

Puṣpadanteśvara Māhātmya (पुष्पदन्तेश्वर-माहात्म्यम्) — The Glory of Puṣpadanteśvara
ในอัธยายะนี้ ‘อีศวรตรัส’ ชี้นำผู้แสวงบุญให้ไปทำทัรศนะยังเทวสถานอันเป็นมงคลนามว่า ‘ปุษปทันเตศวร’ ในเขตปรภาสะ โดยระบุว่า ปุษปทันเตศวรคือพระคเณศผู้สัมพันธ์กับความใกล้ชิดแห่งพระศังกระ จึงทำให้สถานที่นี้มีอำนาจศักดิ์สิทธิ์ในสายไศวะอย่างเด่นชัด กล่าวต่อไปว่า ณ ที่นั้นได้มีการบำเพ็ญตบะอย่างเคร่งครัด และในที่สุดได้มีการสถาปนา ‘ลิงคะ’ ขึ้น ณ สถานที่ดังกล่าว ผลบุญถูกประกาศอย่างชัดเจนว่า เพียงได้เห็นการสถาปนาอันศักดิ์สิทธิ์นี้ก็พ้นจากพันธนาการแห่งการเกิดซ้ำและวัฏสงสาร อีกทั้งยังให้ความสำเร็จตามปรารถนาในโลกนี้ และก่อให้เกิดผลอันเป็นมงคลในโลกหน้าอีกด้วย

Kṣetrapāleśvara-māhātmya (The Glory of Kṣetrapāleśvara)
พระอีศวรทรงแนะนำพระมหาเทวีถึงสถานศักดิ์สิทธิ์อันประเสริฐชื่อ ‘เกษตรปาเลศวร’ ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลทางทิศตะวันออก ใกล้กับสิทเธศวร และทรงกำชับให้ผู้แสวงบุญเดินทางไปยังสถานนั้น ในวันติติศุกลปัญจมี พึงไปเฝ้าดาร์ศนะ แล้วบูชาอย่างเป็นลำดับด้วยของหอมและดอกไม้ตามพิธีกรรม ต่อจากนั้นให้ทำทานตามกำลัง โดยเลี้ยงภัตตาหารพราหมณ์ด้วยอาหารหลากหลาย เพื่อให้ภักติส่วนตนประสานกับธรรมเพื่อส่วนรวมผ่านทานและอันนทาน ตอนท้ายระบุว่าเป็นอัธยายที่ 181 แห่ง ‘ประภาสเกษตรมหาตมยะ’ ในประภาสขันฑะที่เจ็ดของสกันทมหาปุราณะ แสดงถึงการจัดหมวดหมู่คำบรรยายภูมิศักดิ์สิทธิ์อย่างเป็นระบบ

वसुनन्दा-मातृगण-श्रीमुख-विवर-माहात्म्य (Vasunandā Mothers and the Śrīmukha Cleft: Sacred Significance)
อัธยายะ 182 กล่าวถึงคำแนะนำด้านภูมิศักดิ์สิทธิ์อย่างเฉพาะเจาะจงภายในประภาสเกษตระ โดยชี้ให้ผู้แสวงบุญไปยังหมู่พระมารดา (มาตฤคณะ) ที่มีนามนำว่า “วสุนันทา” ตั้งอยู่ทางทิศใต้ ใกล้อรกสถาน (อรฺก-สถล) และควรไปเฝ้าดูบูชา ในวันนวมิ (ขึ้น 9 ค่ำ) แห่งศุกลปักษะ เดือนอาศวยุช ผู้มีวินัยพึงบูชาพระมารดาเหล่านั้นตามพิธี (วิธี) ด้วยจิตสงบและตั้งมั่น ผลคือ “สมฤทธิ” คือความรุ่งเรืองอุดมสมบูรณ์ ซึ่งผู้ไร้สำรวมยากจะได้มา ต่อจากนั้นยังกล่าวถึง “วิวร” อันศักดิ์สิทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับ “ศรีมุข” และสอนว่าผู้ปรารถนาสิทธิพึงบูชาที่นั่นในวันเดียวกัน นี่คือมหาตมยะว่าด้วยวสุนันทามาตฤคณะและศรีมุขวิวรในประภาสขันฑะ.

त्रिसंगममाहात्म्यवर्णनम् | The Glory of Trisaṅgama (Threefold Confluence)
บทที่ 183 กล่าวถึงพระอีศวรทรงสั่งสอนพระเทวีเรื่อง “มิศรตีรถะ” อันเลื่องชื่อว่า “ตรีสังคม” คือจุดบรรจบของแม่น้ำสรัสวตี แม่น้ำหิรัณยา และมหาสมุทร สถานที่นี้ถูกยกย่องว่าเลิศยิ่งและหาได้ยากแม้ในหมู่เทวะ โดยเฉพาะในวาระสุริยปัรวัน การอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์ การให้ทาน และการสวดชปะ ณ ที่นั้นให้ผล “ทวีคูณถึงโกฏิ” และกล่าวว่ามีอานุภาพเหนือกุรุเกษตรด้วย ยังอธิบายความศักดิ์สิทธิ์จากความใกล้ชิดกับลิงคะของมังกีศวร โดยระบุว่าภายในช่วงระยะนั้นมีตีรถะจำนวนมหาศาล อีกทั้งกล่าวเชิงครอบคลุมว่า แม้ผู้ถูกดูหมิ่นหรืออยู่ชายขอบของสังคมก็ยังได้ผลสวรรค์ด้วยบุญญานุภาพของสถานที่นี้ แสดงถึงพลังแปรเปลี่ยนของตรีสังคม ด้านจริยธรรมการจาริก ระบุว่าผู้ปรารถนาผลแห่งยาตราที่ถูกต้องควรถวายผ้าที่ใช้แล้ว ทองคำ และโคแก่พราหมณ์ และควรทำตัรปณะบูชาบรรพชนในวันจตุรทศีแห่งกฤษณปักษ์ ตอนท้ายยกตรีสังคมว่าเป็นผู้ทำลายบาปใหญ่ โดยเฉพาะในเดือนไวศาขะ และแนะนำพิธีวฤโษตสรรคะ (ปล่อย/ถวายโคเพศผู้) เพื่อชำระบาปและให้บรรพชนพอใจ

मंकीश्वरमाहात्म्यवर्णनम् | Mankīśvara Māhātmya (Account of the Glory of Mankīśvara)
อีศวรตรัสแก่เทวีให้พิจารณาศาสนสถานอันประเสริฐชื่อ “มังกีศวร” ใกล้ตรีสังคม อันเลื่องลือว่าเป็นที่ขจัดบาป. ณ ที่นั้น ฤๅษีมังกี ผู้ยอดเยี่ยมในหมู่นักตบะ รู้ว่าประภาสเป็นมหากษेत्रอันเป็นที่รักของศังกร จึงบำเพ็ญตบะอย่างหนักยาวนาน โดยยังชีพด้วยรากไม้ หัวพืช และผลไม้. ครั้นกาลล่วงนาน ท่านได้ประดิษฐานมหาเทวะในรูปศิวลึงค์. เมื่อพระศิวะทรงพอพระทัยและประทานพร ฤๅษีทูลขอให้พระองค์สถิต ณ ที่นั้นเป็นลึงค์ที่มีนามของตนกำกับตลอดกาลยาวนาน. พระศิวะทรงรับและสถิตอย่างเร้นลับ; ตั้งแต่นั้นศิวลึงค์นั้นจึงเป็นที่รู้จักว่า “มังกีศวร”. ยังระบุวันและพิธีโดยย่อว่า ในเดือนมาฆะ วันขึ้น 13 หรือ 14 ค่ำ หากบูชาด้วยอุปจาระห้าประการย่อมสำเร็จผลตามปรารถนา. ผู้แสวงหาผลแห่งยาตราอย่างครบถ้วนพึงทำโคทาน ณ สถานที่นั้น.

Devamātā Sarasvatī in Gaurī-Form at the Nairṛta Quarter (Worship, Feeding, and Golden Sandal Dāna)
อัธยายะนี้กล่าวถึงคำแนะนำของพระอีศวรต่อพระมหาเทวีเกี่ยวกับการปรากฏเฉพาะถิ่นของเทวีเทวมาตา สรัสวตี ณ ประภาสเกษตร เทวีทรงเป็นที่รู้จักว่า “เทวมาตา” มารดาแห่งเหล่าเทวะ และได้รับการสรรเสริญในโลกด้วยนามสรัสวตี ประทับ ณ ทิศไนฤต (ตะวันตกเฉียงใต้) ทรงแสดงพระรูปเป็นคุรี (Gaurī-rūpa) และทรงนั่งในอิริยาบถปาทุกาสนะ (pādukāsana) อีกทั้งมีการกล่าวถึงสัญลักษณ์ “วฑวา/วฑวานละ” พร้อมอธิบายเหตุว่า เหล่าเทวะได้รับการคุ้มครองดุจมารดาจากความหวาดกลัววฑวานละ จึงยืนยันพระนามเทวมาตาตามที่บัณฑิตกล่าวไว้ ต่อมาระบุข้อกำหนดแห่งกาลเวลา: ในวันตฤติยา (tṛtīyā) เดือนมาฆะ ผู้ชายผู้มีวินัยหรือสตรีผู้สำรวมมีศีล หากบูชาเทวี ย่อมได้สมปรารถนา แล้วกล่าวถึงบุญแห่งการต้อนรับเลี้ยงดู—การถวายภัตตาหารแก่คู่สามีภรรยาด้วยปายสะ (pāyasa) น้ำตาล และของหวานอื่น ๆ ให้ผลเทียบเท่าพิธีเลี้ยงกุรีอันยิ่งใหญ่ ท้ายที่สุดบัญญัติทานว่า ณ สถานที่นั้นควรถวายปาทุกาทองคำ (suvarṇa-pādukā) แก่พราหมณ์ผู้ประพฤติดี.

Nāgasthāna-māhātmya (Glory of the Nāga Station at Tri-saṅgama)
อีศวรทรงสั่งสอนพระเทวีให้เสด็จไปยังนาคสถานอันประเสริฐ ซึ่งอยู่ทางตะวันตกของมังกีศะ และเกี่ยวเนื่องกับตรีสังคมะ (จุดบรรจบสามสาย) อันเป็นทีรถะทรงพลัง ทำลายบาปได้ยิ่งนัก ในบทนี้แทรกตำนานของพลภัทร—เมื่อได้ยินข่าวการเสด็จดับขันธ์ของพระกฤษณะ เขามายังประภาส เห็นมหิมาอันอัศจรรย์ของกษेत्रะและความพินาศของวงศ์ยาทวะ จึงบังเกิดความคลายกำหนัดและมุ่งสู่การสละโลก พลภัทรละสังขารในรูปเศษนาค (เศษะ-นาค) ไปถึงทีรถะตรีสังคมะอันสูงสุด เห็นช่องเปิดใหญ่สู่ปาตาละดุจ “ประตู” แล้วรีบเข้าสู่แดนที่อนันตะสถิตอยู่ เพราะเขาเข้าสถานที่นั้นในรูปนาค จึงเรียกว่า “นาคสถาน”; และที่ซึ่งละกายไว้เป็นที่เลื่องลือว่า “เศษสถาน” อยู่ทางตะวันออกของนาคราทิตยะ ข้อปฏิบัติที่กำหนดคือ อาบน้ำศักดิ์สิทธิ์ ณ ตรีสังคมะ บูชานาคสถาน ถืออุโบสถในวันปัญจมีด้วยความสำรวมเรื่องอาหาร ทำศราทธะ และถวายทักษิณาแก่พราหมณ์ตามกำลัง ผลที่กล่าวไว้คือพ้นทุกข์และได้ถึงรุทรโลก อีกทั้งการเลี้ยงพราหมณ์ด้วยข้าวน้ำนมหวานผสมน้ำผึ้งและอาหารอื่นที่อุทิศแด่เศษนาค ให้ผลบุญเสมือนเลี้ยงผู้คน “นับโกฏิ” ตอกย้ำมหิมาแห่งทานในธรรมะนี้

प्रभासपञ्चकमाहात्म्यवर्णनम् | The Māhātmya of the Five Prabhāsas
อัธยายะ 187 เป็นบทสนทนาทางเทววิทยาระหว่างพระศิวะกับพระเทวี โดยพระอีศวรทรงแจกแจง “ประภาส-ปัญจกะ” คือวงจรแสวงบุญแห่งประภาสทั้งห้า ได้แก่ ประภาส (หลัก), วฤทธ-ประภาส, ชล-ประภาส และ กฤตสมร-ประภาส (เกี่ยวเนื่องกับป่าช้า/ภาวะแห่งไภรวะ) พร้อมสถานที่ประภาสที่สัมพันธ์กันจนครบห้า กล่าวว่าผู้ไปสักการะด้วยศรัทธาจะได้สภาวะไม่หวนกลับ พ้นความชราและความตาย อีกทั้งกำหนดพิธีปฏิบัติ: อาบน้ำทะเลที่ประภาส โดยเฉพาะวันอมาวาสยาและวันจตุรทศี/ปัญจทศีใกล้เคียง การเฝ้าตื่นตลอดคืน เลี้ยงพราหมณ์ตามกำลัง และการให้ทาน (เด่นคือโคและทอง) เพื่อให้บุญกุศลเป็นไปตามธรรมะ พระเทวีทรงถามว่าเมื่อประภาสเดียวเป็นที่รู้จัก เหตุใดจึงมีถึงห้า จึงมีตำนานอธิบายกำเนิดความศักดิ์สิทธิ์: พระศิวะเสด็จในรูปทิพย์เข้าสู่ป่าดารุกะ ฤๅษีทั้งหลายโกรธเพราะเห็นว่าเกิดความปั่นป่วนในเรือน จึงสาปให้ลึงค์ของพระศิวะตกลงมา ครั้นลึงค์ตก โลกเกิดความสั่นสะเทือนใหญ่—แผ่นดินไหว มหาสมุทรเอ่อล้น ภูเขาแตกร้าว เหล่าเทพไปปรึกษาพระพรหม ต่อด้วยพระวิษณุ แล้วจึงเข้าเฝ้าพระศิวะ พระศิวะทรงสั่งมิให้ต้านคำสาป แต่ให้บูชาลึงค์ที่ตกนั้น เหล่าเทพจึงอัญเชิญไปประดิษฐาน ณ ประภาส บูชาและประกาศฤทธิ์ไถ่บาปของลึงค์นั้น ตอนท้ายกล่าวถึงมนุษย์ขึ้นสวรรค์น้อยลงเพราะการปกปิด/กีดขวางของพระอินทร์ และสรุปว่า “มหาอุทัยแห่งประภาส” เป็นที่ชำระบาปทั้งปวงและประทานผลแห่งความปรารถนาทุกประการ

Rudreśvaramāhātmya (Glorification of Rudreśvara)
บทนี้กล่าวถึงคำแนะนำการจาริกภายในประภาสเกษตรอย่างย่อ พระอีศวรตรัสแก่พระเทวีให้เสด็จไปยังสถานที่หนึ่ง ซึ่งมีลึงค์สวายัมภูชื่อ “รุทเรศวร” ประดิษฐานอยู่บนแผ่นดิน โดยระบุพิกัดจากอาทิ-ประภาสเป็นระยะสามคันธนู เพื่อความชัดเจนทางภูมิพิธีกรรม จากนั้นอธิบายเหตุแห่งความศักดิ์สิทธิ์ว่า พระรุทระเข้าสู่สมาธิ (ธยานะ) แล้วทรงวาง/ประดิษฐานเตชัสของพระองค์ไว้ ณ ที่นั้น ทำให้สถานที่นี้ศักดิ์สิทธิ์ด้วยสถิตแห่งเทพ มิใช่ด้วยการก่อสร้างของมนุษย์ ตอนท้ายเป็นผลश्रุติว่า การได้ดรรศนะและบูชารุทเรศวรย่อมทำลายบาปทั้งปวง และยังให้ผู้ศรัทธาบรรลุผลอันปรารถนาและความใคร่ปรารถนาทั้งหลาย

कर्ममोटीमाहात्म्यवर्णनम् — Karmamoṭī Māhātmya (Glorification of Karmamoṭī)
บทที่ 189 กล่าวถึงมหิมาเชิงเทววิทยาแบบย่อซึ่งผูกกับสถานที่เฉพาะในประภาสเกษตระ พระอีศวรทรงชี้ไปทางทิศตะวันตก “ไม่ไกลนัก” ถึงหมู่ศาสนสถานที่มีพระเทวีจัณฑิกาและพระเทวีกัมมโมฏีประทับร่วมกัน พร้อมด้วยหมู่โยคินีจำนวนมหาศาลถึงระดับ “โกฏิ” แวดล้อมอยู่ สถานที่นี้ยังถูกยกเป็น “ปีฐะ-ตรยะ” คือเป็นปฐมเดิมและได้รับการสักการะในสามโลก จึงมีอำนาจศักดิ์สิทธิ์เหนือความเป็นท้องถิ่นแม้ตั้งอยู่ ณ จุดจำเพาะ ข้อปฏิบัติคือ ในวันนวมีกาล (นวมีติถี) พึงบูชาอย่างครบถ้วนต่อเทวีปีฐะและสถิตแห่งหมู่โยคินี ผลที่กล่าวไว้ชัดเจน—ผู้ปฏิบัติย่อมสำเร็จความปรารถนาทั้งปวง และเป็นที่รักของสตรีทิพย์ในสวรรค์ ซึ่งสื่อถึงบุญกุศลฝ่ายสวรรค์และผลมงคลที่เกิดจากการบูชาถูกกาลถูกสถานที่

मोक्षस्वामिमाहात्म्यवर्णनम् | The Māhātmya of Mokṣasvāmin (Liberation-Granting Hari)
อีศวรทรงสั่งสอนพระเทวีถึงพระหริผู้ประทานโมกษะนามว่า “โมกษสวามิน” ซึ่งประดิษฐานอยู่ในเขตปรภาสะ ณ ทิศไนฤต (ตะวันตกเฉียงใต้) ไม่ไกลจากบริเวณศักดิ์สิทธิ์หลัก บทนี้กล่าวถึงการปฏิบัติอย่างมีวินัยว่า ในวันเอกาทศี ผู้ศรัทธาควรรักษา “ชิตาหาร” (สำรวมอาหาร) แล้วบูชาตามพิธี โดยเฉพาะในเดือนมาฆะยิ่งเป็นกาลอันประเสริฐ ผลแห่งการบูชานี้ตรัสว่าเสมอด้วยผลของยัญ “อัคนิษโฏมะ” ต่อจากนั้นยังกล่าวถึงการบำเพ็ญตบะ ณ สถานที่เดียวกัน เช่น อนศนะ (อดอาหาร) และการถือพรตจันทรายนะ เป็นต้น ว่าให้ผลยิ่งกว่าตีรถะอื่นเป็น “โกฏิ-คุณ” และยังประทานความสำเร็จตามปรารถนา ตอนท้ายมีคำลงท้ายระบุว่าเป็นบทหนึ่งในสกันทปุราณะ ภาคปรภาสขันฑะ ในหมวดปรภาสกษेत्रมหาตมยะ

अजीगर्तेश्वरमाहात्म्यवर्णनम् | Ajeegarteśvara Māhātmya (Glorification of Ajeegarteśvara)
ในอัธยายะนี้แห่งประภาสขันฑะ กล่าวคำแนะนำอย่างย่อในลำดับการจาริกแสวงบุญตามคติแห่งตีรถะ. อีศวรตรัสแก่เทวีให้เสด็จไปยังอชีคฤเตศวร ซึ่งเป็นรูปแห่งหระ (พระศิวะ) ตั้งอยู่ใกล้จันทรวาปี แหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ และอยู่ไม่ไกลจากสถานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง. พิธีปฏิบัติมีโดยสังเขป: เข้าไปยังสำนักศิวาลัย ทำสนานะ (อาบน้ำชำระ) ในแหล่งน้ำที่เกี่ยวข้อง แล้วบูชาศิวลิงคะ. ผลานุศาสน์กล่าวว่า เมื่อบูชาลิงคะหลังสนานะ ย่อมพ้นจากบาปหนักอันน่ากลัว และในที่สุดบรรลุศิวปทา คือภาวะอันสูงส่งในพระศิวะ.

Viśvakarmeśvara-māhātmya (विश्वकर्मेश्वरमाहात्म्य) — The Glory of Viśvakarmeśvara
ในอัธยายะนี้ พระอีศวรทรงแสดงธรรมเทศนาแก่พระเทวี และทรงชี้นำให้เสด็จไป (รวมถึงผู้แสวงบุญผู้อ่าน) เพื่อเข้าดรรศนะลึงคะอันประดิษฐานโดยวิศวกรรมัน ลึงคะนี้อยู่ทางทิศเหนือของโมกษสวามิน ได้รับการกล่าวว่าเป็นมหาประภาวะ และระบุตำแหน่งอย่างชัดเจนด้วยเครื่องหมายระยะทางว่าอยู่ภายในขนาด “ห้าธนุษ” ทำให้ลำดับเส้นทางแห่งการจาริกเด่นชัดขึ้น จากนั้นคัมภีร์ประกาศผลบุญที่เน้นการดรรศนะ—มนุษย์ผู้ดรรศนะลึงคะนั้นโดยถูกต้องย่อมได้ผลแห่งการแสวงบุญ และบาปทั้งทางวาจา (วาจิกะ) และทางใจ (มานสะ) ย่อมถูกทำลายด้วยการเห็นนั้น ตอนท้ายมีโคโลฟอนระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของสกันทมหาปุราณะจำนวน 81,000 โศลก อยู่ในประภาสขันฑะ ภายในประภาสเกษตรมหาตมยะตอนแรก และตั้งชื่ออัธยายะว่า “วิศวกรรมेशวร-มหาตมยะ”.

Yameśvara-māhātmya-varṇanam (Glorification of Yameśvara)
อัธยายะนี้เป็นถ้อยคำสั่งสอนทางเทววิทยาโดยตรงจากพระอีศวรต่อพระมหาเทวี พระองค์ทรงชี้แนะแนวทางการจาริกในปรภาส-เกษตร ให้ผู้แสวงบุญไปยังยเมศวร ผู้ได้รับการสรรเสริญว่า “อนุตตมะ” (ยอดยิ่งหาที่เปรียบมิได้) พร้อมระบุตำแหน่งศาลเจ้าอย่างชัดเจนว่าอยู่ในทิศไนฤตยะ (ตะวันตกเฉียงใต้) ไม่ไกลนัก จึงเป็นทั้งเครื่องนำทางและข้อกำหนดแห่งพิธีจาริก ผลานุศาสน์กล่าวอย่างกระชับว่า เพียงได้ดรศนะ (darśana) แห่งยเมศวร ก็ยังการระงับบาป (pāpa-śamana) และทรงเป็นผู้ประทานผลแห่งความปรารถนาทั้งปวง (sarva-kāma-phala-prada) ตอนท้ายระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของสกันทะมหาปุราณะ ในปรภาสขันฑะ หมวดปรภาส-เกษตร-มหาตมยะ และตั้งชื่อบทว่า “ยเมศวร-มหาตมยะ-วรรณนา”

अमरेश्वरमाहात्म्यवर्णनम् (Amareśvara Māhātmya—Description of the Glory of Amareśvara)
อัธยายะนี้กล่าวถึงคำสอนของพระอีศวรต่อพระมหาเทวีเกี่ยวกับลิงคะที่ถูกกล่าวว่า “ประดิษฐานโดยเหล่าเทพ” (devaiḥ pratiṣṭhitam) การรู้ “ประภาวะ” หรืออานุภาพแห่งสถานที่นั้นสัมพันธ์กับการทำลายบาปทั้งปวง จึงแสดงมหิมาของอมเรศวรในกรอบแห่งศีลธรรมและพิธีกรรมอย่างชัดเจน มีข้อกำหนดให้บำเพ็ญตบะอย่างเข้ม (ugra tapas) โดยอาศัยลิงคะเป็นที่ตั้ง และผู้แสวงบุญที่ได้ดรรศนะ (darśana) จะเป็นผู้ “กฤตกฤตยะ” คือสำเร็จครบถ้วนในหน้าที่ทางธรรม ต่อจากนั้นแนะนำการถวายโคทาน (go-dāna) แก่พราหมณ์ผู้เชี่ยวชาญพระเวท (vedapāraga) โดยยืนยันว่าทานที่มอบแก่ผู้ควรรับย่อมทำให้ผลแห่งการจาริก (yātrā-phala) มีกำลังและยิ่งทวีขึ้น

वृद्धप्रभासमाहात्म्यवर्णनम् | The Māhātmya of Vṛddha Prabhāsa (Origin and Merit)
บทนี้เป็นบทสนทนาเชิงอธิบายตามคติไศวะ พระอีศวรทรงสอนว่า ผู้แสวงบุญผู้มีวินัยควรไปยัง “วฤทธประภาส” ซึ่งอยู่ทางทิศใต้ของอาทิประภาส ที่นั่นมีลึงค์อันเลื่องชื่อว่า “จตุรมุข” (สี่พักตร์) ได้รับการสรรเสริญว่าเพียงได้เห็นก็ยังบาปให้สิ้นไป พระศรีเทวีทูลถามถึงที่มาของนามสถานที่ และผลแห่งการได้เห็น การสรรเสริญ และการบูชา พระอีศวรทรงเล่าเหตุในกาลมนวันตระโบราณ ในบริบทแห่งยุคเตรตา ฤๅษีผู้เดินทางมาจากทิศเหนือมุ่งมาดูประภาส แต่ลึงค์แห่งพระศิวะถูกปกปิดเพราะเกี่ยวข้องกับวัชระของพระอินทร์ พวกท่านไม่ยอมกลับโดยไร้ทัศนะ จึงบำเพ็ญตบะยาวนานข้ามฤดูกาล ด้วยพรหมจรรย์ วัตรเคร่งครัด และการทนหนาวทนร้อน จนเข้าสู่วัยชรา ครั้นพระศังกรทรงเห็นความแน่วแน่ที่ปรารถนาเพียงทัศนะ จึงทรงเมตตาเผยลึงค์ของพระองค์ โดยกล่าวว่าเกิดขึ้นด้วยการแยกผืนแผ่นดิน ฤๅษีได้ทัศนะแล้วขึ้นสู่สวรรค์ แม้พระอินทร์จะพยายามปกปิดอีก สถานที่นั้นก็เป็นที่รู้จักว่า “วฤทธประภาส” เพราะได้ทัศนะในภาวะแห่งความชรา ตอนท้ายเป็นผลश्रุติ กล่าวว่าการไปเห็นด้วยศรัทธาให้บุญเทียบเท่ายัญราชสูยะและอัศวเมธ และแนะนำว่าผู้ปรารถนาผลแห่งการจาริกอย่างครบถ้วนควรถวายทาน “อุกษา” (โคเพศผู้) แก่พราหมณ์

जलप्रभासमाहात्म्यवर्णनम् | Jala-Prabhāsa: The Māhātmya of the Water-Prabhāsa Tīrtha
อีศวรทรงชี้นำพระเทวีไปยังปฺรภาส-ตีรถะที่ตั้งอยู่ด้วยอำนาจแห่งน้ำ อยู่ทางทิศใต้ของวฤทธ-ปฺรภาส และทรงประกาศมหาตมยะอัน ‘อุตตมะ’ ของสถานที่นั้น เรื่องราวมุ่งที่ชามทัคนยะราม (ปรศุราม) ผู้หลังจากการสังหารหมู่กษัตริย์นักรบแล้ว เกิดความร้อนรุ่มในใจด้วยความชิงชังและความสลด จึงบำเพ็ญตบะและบูชามหาเทวะอย่างเข้มงวดเป็นเวลาหลายปี พระศิวะทรงพอพระทัยเสด็จปรากฏและประทานพร รามทูลขอทัศนะลึงค์ของพระศิวะเอง ซึ่งเล่าว่าพระอินทร์ด้วยความหวาดกลัวจึงใช้วัชระปกคลุมซ้ำแล้วซ้ำเล่า พระศิวะไม่ประทานลึงค์ทัศนะในรูปนั้น แต่ทรงบอกหนทางแก้ไข—ด้วยการสัมผัสตีรถะ และเข้าไปใกล้ลึงค์ที่จะอุบัติขึ้นจากน้ำศักดิ์สิทธิ์ ความทุกข์และบาปของรามจะสิ้นไป แล้วมหาลึงค์ก็ผุดขึ้นจากน้ำ สถานที่นั้นจึงเป็นที่รู้จักว่า ‘ชล-ปฺรภาส’ ตอนท้ายเป็นคำกล่าวผลบุญว่า เพียงสัมผัสตีรถะก็ได้ไปสู่ศิวโลก และการถวายภัตตาหารแก่พราหมณ์ผู้ประพฤติดีแม้เพียงหนึ่งรูป ณ ที่นั้น เทียบได้กับการถวายภัตตาหารแด่พระศิวะพร้อมพระอุมา เรื่องนี้ยกย่องว่าเป็นเครื่องสงบระงับบาปและประทานผลแห่งความปรารถนาทั้งปวง

जमदग्नीश्वरमाहात्म्यवर्णनम् | Jamadagniśvara: Account of the Sacred Merit
ในอัธยายะนี้ พระอีศวรทรงสั่งสอนพระเทวีเกี่ยวกับการจาริกไปยังศิวะ “ชามทัคนีศวร” ซึ่งประดิษฐานใกล้ “วฤทธ-ประภาส” สถานศักดิ์สิทธิ์นี้กล่าวว่าเป็นที่ตั้งโดยฤๅษีชามทัคนี มีอานุภาพระงับบาปทั้งปวง และเพียงได้ “ทัรศนะ” (เข้าเฝ้าเห็นด้วยศรัทธา) ก็ยังให้พ้นจาก “หนี้สามประการ” (ฤณะ-ตรยะ) ตามคติปุราณะ ต่อจากนั้นกล่าวถึงแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ชื่อ “นิธาน-วาปี” โดยกำหนดให้สรงน้ำ (สนานะ) และบูชา (ปูชา) เพื่อให้ได้ความมั่งคั่งและความสำเร็จตามปรารถนา มีเรื่องเล่าว่าในกาลก่อนพวกปาณฑพได้พบขุมทรัพย์ (นิธาน) จึงทำให้ชื่อและเกียรติคุณของสระนี้เลื่องลือ และได้รับการยกย่องว่าเป็นที่เคารพของสามโลก ตอนท้ายในผลश्रุติกล่าวว่าสนานะช่วยเปลี่ยนเคราะห์ร้ายเป็นสิริมงคล และประทานสิ่งที่ผู้ศรัทธาปรารถนา ย้ำพลังแห่งพิธีกรรมตามสถานที่ศักดิ์สิทธิ์นั้นๆ

Pañcama-prabhāsa-kṣetra-māhātmya: Mahāprabhāsa, Tejas-udbhava, and the Spārśa-liṅga Tradition
บทนี้เป็นบทสนทนาที่อีศวรตรัสแก่พระมหาเทวี ให้หันไปสู่กษेत्रอันยิ่งใหญ่ชื่อ “มหาปรภาส” ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศใต้ของชลปรภาส และกล่าวว่าเป็นสถานที่ขวางทางแห่งยมะ—เป็นทั้งที่คุ้มครองและเกื้อหนุนต่อความหลุดพ้น. ในสมัยเตรตายุก มีการระลึกถึง “สปารศ-ลิงคะ” อันสว่างไสวด้วยทิพยเตชะ ซึ่งเพียงสัมผัสก็ให้วิมุตติได้. ต่อมาอินทร์ผู้หวาดกลัวมาถึงและปิดกั้น/กดทับลิงคะด้วยสิ่งกีดขวางดุจวัชระ ครั้นแล้วอุษมา/เตชะอันรุนแรงก็ปะทุอย่างควบคุมมิได้ แผ่ขยายเป็นรูปมหาลิงคะปลายเปลวไฟ ทำให้ไตรโลกสั่นสะเทือนด้วยควันและเพลิง. เหล่าเทวะและฤๅษีผู้รู้พระเวทสรรเสริญพระศิวะผู้ทรงพระจันทร์เป็นมงกุฎ (ศศิเศขระ) วอนขอให้ทรงระงับรัศมีที่เผาผลาญตนเองนั้น เพื่อมิให้สรรพสิ่งพังทลายสู่ปรลัย. แล้วเตชะนั้นแบ่งเป็นห้าสาย ทะลุผืนดินปรากฏเป็นปรภาสห้าประการ; มีการตั้งประตูศิลา ณ ทางออก และเมื่อปิดรอยแยก ควันก็สงบ โลกกลับสู่ความมั่นคง ขณะที่เตชะคงสถิตอยู่เฉพาะที่. ด้วยพระบัญชาของพระศิวะ เหล่าเทวะจึงประดิษฐานลิงคะ ณ ที่นั้น และสถานที่นี้เลื่องลือว่า “มหาปรภาส”. ตอนท้ายกล่าวผลแห่งกุศล: บูชาด้วยศรัทธาและดอกไม้นานาชนิดย่อมได้บรมสถานอันไม่เสื่อม; เพียงได้เห็นก็ล้างบาปและบรรลุความปรารถนา. ส่วนทาน—ถวายทองแก่พราหมณ์ผู้มีวินัย และถวายโคทานแก่ผู้เป็นทวิชะโดยถูกต้องตามพิธี—ให้ “ผลแห่งการเกิด” และบุญเทียบเท่ายัญราชสูยะและอัศวเมธะ.

दक्षयज्ञविध्वंसनम् (Destruction/Disruption of Dakṣa’s Sacrifice) and the Etiology of Kṛtasmaradeva
บทนี้เป็นบทสนทนาทางเทววิทยาระหว่างพระศิวะกับพระเทวี ภายใต้กรอบการชี้แนะเรื่องตirtha. พระอีศวรทรงนำพระเทวีไปยังสถานศักดิ์สิทธิ์ทางทิศใต้ ณ ฝั่งอันรื่นรมย์ของแม่น้ำสรัสวตี และทรงชี้ถึงเทวรูป “สวายัมภู” ที่มีนามว่า “กฤตสมรเทวะ” อันเป็นผู้ชำระบาป จากนั้นเล่าเหตุปฐมกถา: เมื่อกามเทพถูกเผาผลาญ นางรตีคร่ำครวญ พระศิวะทรงปลอบและประทานคำมั่นว่า ด้วยพระกรุณาแห่งเทพ กามเทพจักได้รับการฟื้นคืนในกาลหน้า พระเทวีทูลถามว่าเหตุใดกามเทพจึงถูกเผา และการเกิดใหม่เกิดขึ้นอย่างไร พระศิวะจึงทรงเล่าเรื่องยัญญะของทักษะโดยพิสดาร—การจัดสรรการอภิเษกของธิดาทักษะ การชุมนุมของเทพและฤๅษีในมหายัญญะ และการกีดกันพระศิวะด้วยเหตุเครื่องหมายนักบำเพ็ญพรต เช่น กะโหลกและเถ้าศักดิ์สิทธิ์ จนพระสตีพิโรธและสละกายด้วยตบะโยคะ ต่อมาพระศิวะทรงส่งคณะคณะ (คณะบริวาร) อันดุเดือด นำโดยวีรภัทร ไปทำลายพิธี เกิดศึกกับเหล่าเทพ; จักรสุทรรศนะของพระวิษณุถูกกลืน และวีรภัทรดำรงอยู่ได้ด้วยพรแห่งรุทร พระศิวะทรงรุกด้วยตรีศูล เหล่าเทพถอยร่น พราหมณ์ทำโหมะป้องกันด้วยมนต์รุทร แต่ยัญญะก็ถูกโค่นล้ม ท้ายที่สุดยัญญะหนีไปในรูปกวาง และกล่าวว่าปรากฏบนฟ้าเสมือนดวงดาว เป็นเครื่องหมายจักรวาลที่คงอยู่สืบไป.

कामकुण्डमाहात्म्यवर्णनम् | The Māhātmya of Kāma Kuṇḍa
ในบทสนทนาทางเทววิทยาระหว่างพระศิวะกับพระเทวี บทนี้กล่าวถึงเหตุการณ์หลังพิธีบูชายัญถูกรบกวน และการปรากฏของอสูรตารกะผู้ก่อความปั่นป่วน เขาปราบเหล่าเทวะและขับไล่ออกจากสวรรค์ เหล่าเทวะจึงไปพึ่งพระพรหม พระพรหมชี้ว่า วิกฤตนี้แก้ได้ด้วยพลังแห่งพระศังกรเท่านั้น และการอภิเษกในอนาคตของพระศิวะกับเทวีผู้กำเนิดจากหิมาลัยจะให้กำเนิดผู้ทำลายตารกะ เพื่อเร่งให้เกิดการอภิเษกนั้น กามเทพถูกมอบหมายให้ไปพร้อมวสันตะ แต่เมื่อเข้าใกล้พระศิวะ กามเทพถูกเผาผลาญด้วยไฟที่พุ่งออกจากพระเนตรที่สามของพระศิวะ จากนั้นพระศิวะเสด็จประทับ ณ เขตศักดิ์สิทธิ์ปราภาสิกะ ทำให้สถานที่นั้นเป็นอนุสรณ์อันศักดิ์สิทธิ์แห่งเหตุการณ์นี้ พระรตีคร่ำครวญ และมีเสียงจากอากาศปลอบว่า กามเทพจะกลับมาในสภาพไร้กาย คือ “อนังคะ” เพื่อคงความต่อเนื่องของจักรวาล เหล่าเทวะทูลถามถึงความปั่นป่วนของการสร้างสรรค์เมื่อไร้กาม พระศิวะทรงยืนยันว่า กามจะทำหน้าที่ได้แม้ไร้ร่าง และมีลึงค์ปรากฏบนแผ่นดินเป็นสัญญาณของเหตุการณ์นี้ เรื่องยังเชื่อมกับนาม “กฤตสมรา” และกล่าวนัยถึงการประสูติของพระสกันทะผู้จะสังหารตารกะ ต่อท้ายระบุสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ทางใต้ของกฤตสมรา ชื่อ “กามกุณฑะ” ให้สรงน้ำและถวายทานตามวินัยแก่พราหมณ์ผู้รู้พระเวท ได้แก่ อ้อย ทอง โค และผ้า โดยมีผลคือบรรเทาเคราะห์ร้ายและนำมาซึ่งสิริมงคล

कालभैरवस्मशानमाहात्म्यवर्णनम् (The Māhātmya of Kālabhairava’s Great Cremation-Ground)
บทนี้เป็นคำสอนเชิงศิวะเมื่ออีศวร (พระศิวะ) ทรงชี้สถานที่เฉพาะในปรภาสะ—มหาศฺมศาน (ป่าช้าศักดิ์สิทธิ์ใหญ่) อันเกี่ยวเนื่องกับกาลไภรวะ และพรหมกุณฑะที่อยู่ใกล้กัน พร้อมทั้งกล่าวถึงการสถิตของมังกีศวรซึ่งเกื้อหนุนพลังศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่นั้น แก่นของเรื่องคือคำประกาศเรื่องโมกษะที่ผูกกับสถานที่: ผู้ใดสิ้นชีวิตหรือถูกฌาปนกิจ ณ ที่นั้น แม้จะเป็นความตายอันผิดกาลหรืออัปมงคล (กาลวิปรยะ) ก็กล่าวว่าย่อมบรรลุความหลุดพ้น คำมั่นนี้ยังครอบคลุมถึงผู้ที่ถูกจัดว่าเป็นผู้กระทำบาปหนักตามลำดับศีลธรรมของคัมภีร์ พระศิวะทรงเชื่อมผลแห่งสถานที่กับภาวะ ‘กฤตสมรตา’ คือความตั้งมั่นในสติระลึกถึงพระเป็นเจ้า และยกย่องป่าช้านี้ว่าเป็นเขต ‘อปุนรภวทายก’ ผู้ประทานความพ้นจากการเกิดใหม่ อีกทั้งกล่าวถึงกาลวิษุวะ (จุดสมดุล/วิษุวัต) ว่าเป็นกาลสำคัญต่อคุณค่าพิธีกรรมของสถานที่ และลงท้ายด้วยการประกาศความผูกพันนิรันดร์ต่อกษेत्रอันเป็นที่รักนี้ โดยยกให้เป็นที่รักยิ่งกว่าอวิมุกตะในกรอบถ้อยคำของตอนนี้

रामेश्वरमाहात्म्य — Rāmeśvara at Prabhāsa and the Pratiloma Sarasvatī Purification
อีศวรทรงอธิบายแก่เทวีถึงที่ตั้งและความศักดิ์สิทธิ์ของรามेशวร ณ แคว้นปรภาส ใกล้แม่น้ำสรัสวตี เรื่องเล่ากล่าวถึงพลภัทร (ราม/หละยุดห์) ผู้ไม่เข้าข้างในความขัดแย้งระหว่างปาณฑพ–เการพ แล้วกลับสู่ทวารกา; ครั้นเมามายจึงเข้าไปในสวนรื่นรมย์กลางพงไพร ที่นั่นท่านพบพราหมณ์ผู้ทรงวิทยากำลังฟังการสาธยายของสุตะ ด้วยความโกรธจึงทำร้ายสุตะถึงตาย แล้วตระหนักว่าเป็นมลทินดุจบาปพรหมหัตยา จึงคร่ำครวญถึงผลกรรมทั้งทางธรรมและทางกาย ต่อมาทรงแสดงหลักแห่งปรायัศจิตตะ (การชดใช้บาป) แยกความผิดที่เจตนากับไม่เจตนา ระดับของการชดใช้ และบทบาทของวรตะ (การถือพรต) มีเสียงไร้กายสั่งให้รามไปยังปรภาส ที่ซึ่ง “สรัสวตีประติโลมา” อันมีห้าสายธารได้รับการสรรเสริญว่าเป็นผู้ทำลายมหาบาปห้าประการ และกล่าวว่าตีรถะอื่นไม่อาจเทียบได้ พลภัทรประกอบพิธีจาริก แบ่งทาน อาบน้ำศักดิ์สิทธิ์ ณ สังฆมของสรัสวตีกับมหาสมุทร แล้วสถาปนาและบูชาลึงค์ใหญ่เป็นรามेशวรจนบริสุทธิ์ ตอนท้ายกล่าวผลบุญว่า การบูชาลึงค์รามेशวรย่อมลบล้างบาป; หากถือพรตในวันอัษฏมีพร้อมวิธีพรหมกูรจะ ได้บุญเสมออัศวเมธ; และแนะนำการอาบน้ำ บูชา และถวายโคเพื่อผู้ปรารถนาผลแห่งยาตราอย่างครบถ้วน

मंकीश्वरमाहात्म्यवर्णनम् | Mankīśvara Māhātmya (Glory of the Mankīśvara Liṅga)
อีศวรทรงเล่าแก่เทวีถึงการจาริกไปยังศาลมังกีศวร ซึ่งตั้งอยู่ทางเหนือของราเมศะ ใกล้สถานที่เทวมาตฤ พร้อมทั้งบอกแนวทิศจากอรกสถลและกฤตสมรด้วย ลิงคะนี้กล่าวกันว่าในกาลก่อนพราหมณ์นามมังกี ผู้มีร่างกายค่อมงอ (กุพชะ) แต่เปี่ยมด้วยภักติต่อพระศิวะ ได้ตั้งไว้และบูชาด้วยตบะและพิธีกรรมอย่างสม่ำเสมอ แม้บูชามาหลายปีก็ยังทุกข์ใจว่าเทพยังไม่ประทานความพอใจ จึงเพิ่มความเคร่งครัดด้วยชปะและธยานจนถึงวัยชรา ท้ายที่สุดพระศิวะเสด็จปรากฏและชี้เหตุอุปสรรคเชิงปฏิบัติว่า มังกีเอื้อมถึงกิ่งไม้เพื่อเก็บดอกไม้มากมายเหมือนฤๅษีอื่นได้ยาก แต่ดอกไม้เพียงดอกเดียวที่ถวายด้วยภักติย่อมให้ผลบุญเทียบเท่ายัญทั้งปวง จากนั้นทรงอธิบายแบบแผนพิธีกรรมเชิงเทววิทยา—พรหมาอยู่ด้านขวาของลิงคะ วิษณุอยู่ด้านซ้าย และศิวะอยู่ตรงกลาง ดังนั้นการบูชาลิงคะจึงเป็นการบูชาตรีมูรติพร้อมกัน พร้อมระบุเครื่องสักการะที่โปรด ได้แก่ ใบ/ดอกบิลวะ ชมี กรวีระ มาลตี อุนมัตตกะ จำปกะ อโศกะ กหฺลาระ และดอกหอมอื่น ๆ มังกีทูลขอพรว่า ผู้ใดอาบน้ำชำระและแม้เพียงถวายน้ำแก่ลิงคะนี้ ขอให้ได้ผลแห่งการบูชาทุกประการ และขอให้มีหมู่ไม้ทิพย์และไม้โลกีย์อยู่ใกล้เคียง พระศิวะประทานพรและประกาศว่าสถานที่จะเป็นที่รู้จักว่า “นาคสถาน” เพราะมีนาคทั้งหลายสถิต แล้วทรงอันตรธาน มังกีละสังขารและไปถึงโลกของพระศิวะ ตอนท้ายมีผลश्रุติว่า ผู้ฟังมหาตมยะนี้ด้วยศรัทธาย่อมสิ้นบาป

Sarasvatī-māhātmya and the Ritual Order of Dāna–Śrāddha at Prabhāsa (सरस्वतीमाहात्म्यं दानश्राद्धविधिक्रमश्च)
บทนี้เป็นธรรมกถาแบบถาม–ตอบเชิงเทววิทยา เทวีทรงขอให้เล่ามหาตมยะของพระแม่สรัสวตีอย่างพิสดาร และทรงถามข้อปฏิบัติการจาริกแสวงบุญอย่างละเอียด ได้แก่ อานิสงส์ของการเข้าสู่ “ประตูปาก” (มุขทวาร) ผลของการอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์และการให้ทาน ผลของการจุ่มกายในที่อื่น ตลอดจนวิธีทำศราทธะที่ถูกต้อง—กฎเกณฑ์ มนต์ ผู้ประกอบพิธีที่เหมาะสม อาหารที่ควรถวาย และทานที่ควรให้. พระอีศวรทรงรับว่าจะอธิบายลำดับพิธีทาน–ศราทธะอย่างเป็นระบบ ต่อจากนั้นพระอีศวรทรงยกย่องความศักดิ์สิทธิ์ของสรัสวตีเป็นชั้น ๆ โดยประกาศว่าน้ำสรัสวตีให้บุญยิ่งนัก และยิ่งหายากแม้ในหมู่เทวดาเมื่อมาบรรจบกับมหาสมุทร; แม่น้ำนี้เป็นผู้ประทานความผาสุกทางโลกและขจัดความโศก. ทรงเน้นความหายากของกาลอันเป็นมงคล โดยเฉพาะเดือนไวศาขะและข้อปฏิบัติที่เกี่ยวเนื่องกับโสม และชี้ว่าการเข้าถึงสรัสวตี ณ ประภาสะประเสริฐกว่าตบะและการชดใช้บาปอื่น ๆ ในส่วนผลบุญกล่าวหนักแน่นว่า ผู้ที่ตั้งมั่นอยู่ในน้ำสรัสวตีได้พำนักยาวนานในวิษณุโลก; ส่วนผู้ที่ไม่อาจแลเห็นหรือรับรู้สรัสวตีที่ประภาสะถูกเปรียบเชิงวาทศิลป์ว่าเสมือนผู้บกพร่องทางจิตวิญญาณ. สรัสวตียังได้รับการสรรเสริญว่าเปรียบดังความรู้กว้างไกลและวิจารณญาณอันบริสุทธิ์; สังฆมะของพระนางกับแม่น้ำเลื่องชื่อและทะเลถูกยกเป็นยอดแห่งทีรถะ โดยการอาบน้ำและให้ทานให้ผลเทียบเท่ามหายัญ และผู้ที่ได้รับการชำระด้วยน้ำสรัสวตีถือว่าเป็นผู้มีบุญและควรแก่การเคารพ

श्राद्धविधि-काल- पात्र- ब्राह्मणपरीक्षा (Śrāddha: timing, requisites, and examination of eligible Brāhmaṇas)
อัธยายะ 205 เป็นบทสนทนาทางเทววิทยาและพิธีกรรม เมื่อเทวีทูลถามพระอีศวรให้ทรงอธิบายวิธีทำศราทธ์ (śrāddha) อันเป็นกุศล โดยเฉพาะกาลเวลาที่เหมาะสมในหนึ่งวัน และการประกอบพิธีในบริบทของทีรถะประภาส/สรัสวตี พระอีศวรทรงแจกแจงมุหูรตะของวัน และย้ำว่า “กุฏป-กาล” ใกล้เที่ยงเป็นเวลาที่ให้ผลยิ่งนัก พร้อมทั้งเตือนมิให้ทำศราทธ์ในยามเย็น บทนี้กล่าวถึงเครื่องประกอบที่คุ้มครองและชำระให้บริสุทธิ์ เช่น กุศะ/ดರ್ಭะ และงาดำ (ติละ) รวมทั้งแนวคิดเรื่องเวลาที่เรียกว่า “สวธา-ภวน” อีกทั้งยกย่อง “ผู้ชำระ” สามประการของศราทธ์ คือ เทาหิตร (หลานจากบุตรี), กุฏป และติละ พร้อมเน้นคุณธรรมอย่างความสะอาด ความไม่โกรธ และไม่เร่งรีบ ยังจำแนกทรัพย์ตามความบริสุทธิ์เป็น ศุกละ/ศัมพละ/กฤษณะ และสอนว่าเครื่องบูชาที่มาจากทรัพย์อันได้โดยอธรรม มิได้ทำให้บรรพชนพอใจ แต่กลับทำให้ผลไปสู่สรรพสัตว์อัปมงคล ต่อจากนั้นเป็นหลักเกณฑ์คัดเลือกพราหมณ์ผู้รับอย่างละเอียด—แนะนำพราหมณ์ผู้รู้และมีวินัย และให้บัญชีผู้ไม่ควรรับ (อปางก์เตยะ) ตามพฤติกรรม อาชีพ และความเสื่อมทางศีลธรรม ก่อนปิดท้ายว่าเลือกผู้รับผิดย่อมทำลายผลแห่งพิธี।

Śrāddha-vidhi-varṇana (श्राद्धविधिवर्णन) — Procedural Discourse on Śrāddha
บทนี้นำเสนอคำอธิบายเชิงพิธีกรรมของพระอีศวรเกี่ยวกับศราทธะ โดยเน้นกรอบพิธีแบบปารวณะอย่างละเอียด กล่าวถึงลำดับการเชิญพราหมณ์/ผู้รับพิธี คุณสมบัติและการจัดที่นั่ง ข้อกำหนดความบริสุทธิ์ การกำหนดเวลาโดยจำแนกตามมุหูรตะ ตลอดจนการเลือกภาชนะ เชื้อไฟ (สมิธ) หญ้ากุศะ ดอกไม้ และอาหารที่เหมาะสม มีข้อเตือนด้านจริยธรรมว่า การร่วมรับประทานอย่างไม่สมควรหรือความบกพร่องในขั้นตอนย่อมทำให้การรับของบรรพชนไม่สำเร็จ ระบุวินัยแห่งความสงบ/งดวาจาในกิจบางอย่าง เช่น ชปะ การรับประทาน และกิจเพื่อปิตฤ รวมทั้งกฎทิศทางสำหรับพิธีเทวะกับพิธีปิตฤ และแนวทางแก้ไขข้อบกพร่องบางประการ นอกจากนี้ยังรวบรวมรายการวัสดุมงคลและอวมงคล (ไม้สำหรับสมิธ ดอกไม้และอาหารที่ควรรับหรือควรหลีกเลี่ยง) กล่าวถึงข้อยกเว้นตามถิ่นที่ไม่ควรประกอบศราทธะ และอธิบายประเด็นปฏิทิน เช่น ข้อจำกัดในมลมาส/อธิมาส และการนับเดือนที่ถูกต้อง ตอนท้ายให้ชุดมนต์รวมถึงบทสรรเสริญ ‘สัปตารจิส’ และผลบุญว่า การสวดและประกอบพิธีอย่างถูกต้องย่อมนำความชำระบริสุทธิ์ ความสมบูรณ์แห่งสถานะพิธีในสังคม และอานิสงส์เช่นความมั่งคั่ง ความจำดี และสุขภาพ โดยยิ่งเมื่อทำ ณ ประภาส ณ จุดบรรจบแม่น้ำสรัสวตีกับมหาสมุทร

पात्रापात्रविचारवर्णनम् | Discernment of Worthy and Unworthy Recipients (Pātra–Apātra Vicāra)
บทนี้ในกรอบแห่งปรภาสเกษตร เป็นคำสอนเชิงเทววิทยาโดยพระอีศวร ว่าด้วยลำดับของทานที่เกี่ยวเนื่องกับศราทธะและผลแห่งทานนั้น ย้ำว่าการถวายเพื่อปิตฤ (บรรพชน) และแม้การเลี้ยงอาหารทวิชะเพียงหนึ่งคนใกล้สันนิษฐานอันศักดิ์สิทธิ์ของพระสรัสวตี นับเป็นบุญใหญ่ยิ่งนัก ต่อจากนั้นเป็นการจำแนกเชิงจริยธรรม-นิตินัย: เตือนโทษแห่งการละเลยนิตยกรรม ประณามการยึดครอง/ลักที่ดินและทรัพย์ที่ได้มาโดยทางมิชอบ และวิจารณ์อย่างยืดยาวเรื่อง “เวทวิกรัย” คือการทำการสอนพระเวทให้เป็นการค้า พร้อมแจกแจงรูปแบบและผลกรรม ยังกล่าวถึงขอบเขตความบริสุทธิ์ทางสังคม-พิธีกรรม อาชีพที่ไม่สมควร และอันตรายของการรับหรือบริโภคอาหาร/ทรัพย์จากแหล่งที่ถูกตำหนิ แล้วจึงวางหลักทาน: เปรียบเทียบคุณค่าทานชนิดต่าง ๆ ความจำเป็นต้องเลือกผู้รับที่สมควร (ศฺโรตริยะ ผู้มีคุณ ผู้มีศีล) และหลักว่าทานที่ให้ผิดที่อาจทำให้บุญเสื่อมสูญ ท้ายบททบทวนคุณธรรมเป็นลำดับ เช่น สัจจะ อหิงสา การรับใช้ และการบริโภคอย่างมีวินัย พร้อมระบุผลของทานเฉพาะอย่าง—อาหาร ประทีป เครื่องหอม ผ้า และที่นอน—ผสานพิธีปฏิบัติกับคำสอนทางศีลธรรมอย่างกลมกลืน

दानपात्रब्राह्मणमाहात्म्यवर्णनम् (Glorification of Proper Giving, Worthy Recipients, and Brāhmaṇa Eligibility)
บทนี้เทวีทูลขอให้จำแนก “ทาน” อย่างชัดเจน—ควรให้สิ่งใด แก่ผู้ใด เมื่อใด ที่ใด และภายใต้เงื่อนไขของผู้รับที่เหมาะสม พระอีศวรทรงอธิบายความต่างระหว่างการเกิดและทานที่ “ไร้ผล” กับการเกิดที่ดี พร้อมกล่าวถึง “มหาทานสิบหกประการ” และยกตัวอย่างสิ่งที่ควรให้ เช่น โค ทอง ที่ดิน เครื่องนุ่งห่ม ธัญญาหาร และเรือนพร้อมเครื่องใช้ ต่อจากนั้นทรงเน้นเจตนาและความบริสุทธิ์แห่งทรัพย์—ทานที่เกิดจากความโอหัง ความกลัว ความโกรธ หรือเพื่อโอ้อวด ย่อมให้ผลล่าช้าหรือพร่องลง; ทานที่ทำด้วยจิตผ่องใสและทรัพย์ที่ได้มาโดยธรรม ย่อมให้ผลเกื้อกูลโดยฉับไว แล้วทรงแจกแจงคุณสมบัติผู้รับ (ปาตรลักษณะ) ได้แก่ ความรู้ วินัยโยคะ ความสงบ ความรู้ปุราณะ ความเมตตา ความสัตย์ ความสะอาด และการสำรวมตน ในเรื่องโคทานทรงระบุลักษณะโคที่ดี และห้ามถวายโคที่บกพร่องหรือได้มาโดยมิชอบ พร้อมเตือนโทษของการให้ที่ไม่ถูกต้อง ยังกล่าวถึงข้อควรระวังด้านกาลเวลาเกี่ยวกับการถืออุโบสถ/อดอาหาร การปารณะ และเวลาทำศราทธะ รวมทั้งวิธีศราทธะที่ปรับได้เมื่อทรัพยากรจำกัดหรือหาผู้รับที่สมควรได้ยาก ตอนท้ายย้ำการบูชานอบน้อมต่อผู้อ่าน/ครูผู้สอน และจำกัดการถ่ายทอดแก่ผู้เป็นปฏิปักษ์หรือไม่เคารพ โดยถือว่าการฟังอย่างถูกต้องและการอุปถัมภ์เป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จแห่งพิธีกรรม

मार्कण्डेयेश्वरमाहात्म्यवर्णनम् | Māhātmya of Mārkaṇḍeyeśvara (Foundation and Merit Narrative)
บทนี้เป็นคำสอนสองตอน โดยพระอีศวรตรัสแก่พระเทวี ตอนแรกทรงชี้เส้นทางจาริกสู่ศาสนสถาน—ให้เสด็จไปยังมารกัณฑेयศวรอันประเสริฐ ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือ ใกล้บริเวณทิศตะวันออกของสาวิตรี ความศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่ผูกโยงกับฤๅษีมารกัณฑยะ ผู้ได้รับพระกรุณาจากปัทมโยนิ (พรหมา) จึงเป็นผู้ไร้ชราและไร้มรณะตามนัยปุราณะ ครั้นเห็นความเลิศของกษेत्र ท่านได้สถาปนาศิวลึงค์ แล้วนั่งปัทมาสนะเข้าสู่สมาธิภาวนาเนิ่นนาน กาลยาวนานผ่านไป เทวาลัยถูกฝุ่นที่ลมพัดพามาปกคลุม; เมื่อท่านตื่นขึ้นจึงขุดเปิดและเผยประตูใหญ่ให้การบูชาดำเนินได้อีกครั้ง ผู้ใดเข้าสักการะพระศิวะผู้มีธงวัว (วฤษภธวชะ) ด้วยภักติ ย่อมถึงปรมสถานที่พระมหेशวรสถิตอยู่ ตอนที่สอง พระเทวีทรงถามว่าเมื่อความตายเป็นสากล เหตุใดมารกัณฑยะจึงถูกเรียกว่า “อมตะ” พระอีศวรทรงเล่าเหตุปัจจัยในกัลปก่อน: ฤๅษีมฤกัณฑุ บุตรภฤคุ ได้บุตรผู้มีคุณธรรมแต่ถูกกำหนดอายุเพียงหกเดือน บิดาจัดพิธีอุปนยนะและสอนการนอบน้อมคารวะเป็นนิตย์ ระหว่างจาริก สัปตฤๅษีให้พร “อายุยืน” แก่พรหมจารีน้อย แต่ครั้นเห็นอายุสั้นก็หวั่นเกรงว่าพรจะไม่เป็นจริง จึงพาไปเฝ้าพรหมา พรหมาทรงยืนยันชะตาพิเศษ: เด็กนั้นจักเป็นมารกัณฑยะ มีอายุเทียบพรหมา และเป็นสหาย ณ เบื้องต้นและเบื้องปลายแห่งกัลป บทจบลงด้วยความโล่งใจและกตัญญูภักติของบิดา ตอกย้ำวินัยแห่งความเคารพ การรับรองจากเทพ และการที่กษेत्रยังเปิดให้ประกอบพิธีได้แม้เคยถูกปกปิด

Pulastyēśvaramāhātmya (The Glory of Pulastyēśvara) | पुलस्त्येश्वरमाहात्म्यम्
อัธยายะนี้เป็นคำสอนเรื่องตถิรฐะอย่างย่อ โดยวางกรอบเป็นถ้อยแถลงทางเทววิทยาที่พระอีศวรตรัสแก่พระมหาเทวี ทรงชี้นำผู้แสวงบุญให้ไปยังปุลัสตเยศวร เทวสถานพระศิวะอัน ‘ประเสริฐ’ ซึ่งตั้งอยู่ในตำแหน่งที่ระบุไว้ในแผนที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งประภาสะ ด้วยถ้อยคำบอกทิศและเครื่องหมายระยะ/มาตรา ลำดับแห่งภักติถูกกำหนดว่าให้ทำดर्शनก่อน แล้วจึงประกอบปูชาโดย vidhānataḥ คือให้ถูกต้องตามแบบพิธี ตอนผลश्रुतिประกาศอย่างมั่นใจว่า ผู้บูชาจะพ้นจากบาปที่สั่งสมมาถึงเจ็ดชาติ—“ไม่มีข้อสงสัย” อัธยายะนี้จึงรวมการบอกทางสถานที่ วิธีบูชา และผลแห่งการหลุดพ้นทางกรรมไว้ในหน่วยจาริกเดียวอย่างกระชับ

पुलहेश्वरमाहात्म्यवर्णनम् | Pulahēśvara Māhātmya (Glorification of Pulahēśvara)
บทนี้เป็นคำสอนเชิงเทววิทยาที่พระอีศวรตรัสแก่พระเทวี กล่าวถึงศาลเจ้าพระศิวะนาม “ปุลเหศวร” ในแดนศักดิ์สิทธิ์ปรภาส โดยระบุตำแหน่งไปทางทิศไนฤตะ (ตะวันตกเฉียงใต้) และกำหนดระยะด้วยมาตรา “ธนุษ” เพื่อให้ผู้แสวงบุญไปถึงได้ถูกต้อง แล้วทรงสั่งให้ไปทำทัศนะ (darśana) และบูชา (pūjā) ด้วยภักติอย่างจริงใจ นอกจากนี้ยังสอนว่า การบูชาปุลเหศวรด้วยภักติย่อมนำไปสู่ “ยาตราผล” คือผลบุญแห่งการจาริก และการทำ “หิรัณยทาน” (hiranya-dāna: การถวายทองหรือทรัพย์) เป็นข้อปฏิบัติสำคัญเพื่อให้บุญแห่งยาตราสมบูรณ์ครบถ้วน ตอนท้ายระบุว่าเป็นอัธยายที่ 211 ในปรภาสขันฑะ แห่งสกันทปุราณะ หมวดปรภาสกษेत्रมหาตมยะ

Kratvīśvaramāhātmya (क्रत्वीश्वरमाहात्म्यम्) — The Glory of Kratvīśvara
ในอัธยายะนี้ (212) พระอีศวรทรงสั่งสอนพระเทวีถึงศาลเจ้าศักดิ์สิทธิ์นามว่า “กรัตวีศวร” ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ (ไนฤตะ) จากปุลหีศวร ห่างออกไปแปดธนุษะ ทรงสรรเสริญว่าที่นี่ประทาน “มหากรตุผล” คือผลบุญเสมอพิธีบูชายัญใหญ่ ทำให้เกียรติแห่งยัญกรรมเวทเข้าถึงได้ด้วยการดรรศนะ ณ ตีรถะ ในผลศรุติกล่าวว่า ผู้ใดได้เห็นกรัตวีศวร ย่อมได้ผลแห่งพิธีเปาณฑรีกะ และได้รับความคุ้มครองจากความยากจนตลอดเจ็ดชาติ อีกทั้ง ณ สถานที่นั้นความทุกข์ไม่บังเกิด อัธยายะนี้จึงเป็นบันทึกภูมิศาสตร์ศักดิ์สิทธิ์อย่างย่อ—บอกตำแหน่งสัมพันธ์ ชื่อและมหิมา และผลแห่งการนมัสการ-ดรรศนะ

Kaśyapeśvara Māhātmya (काश्यपेश्वरमाहात्म्य) — Glory of the Kaśyapeśvara Shrine
บทนี้เป็นมหาตมยะสายไศวะโดยสังเขปในรูปแบบสนทนา เมื่ออีศวรตรัสกับเทวีถึงความรุ่งเรืองของศาลเจ้ากาศยเปศวร พร้อมระบุตำแหน่งอย่างชัดเจนว่าอยู่ทางทิศตะวันออก โดยห่างออกไป “สิบหกช่วงคันธนู” (dhanuḥ-ṣoḍaśa-kāntara) กล่าวว่าเพียงได้ดาร์ศนะ ณ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์นั้น มนุษย์ย่อมได้ความมั่งคั่งและบุตรธิดา แม้ผู้แบก “บาปทั้งปวง” ก็พ้นจากบาปได้ เป็นผลश्रุติที่ยืนยันว่าไม่ต้องสงสัย ท้ายบทมีโคโลฟอนระบุที่ตั้งของบทนี้ในสกันทปุราณะ ภาคปรภาสะ และส่วนปรภาสเกษตรมหาตมยะ

कौशिकेश्वरमाहात्म्यवर्णनम् | Narrative of the Glory of Kauśikeśvara
บทนี้เป็นคำสอนเชิงเทววิทยาที่พระอีศวรทรงแสดงถึงมหิมาแห่งเกาศิเกศวรในเขตปรภาสะ โดยระบุว่าศาลเจ้านี้อยู่ทางทิศอีศานะ (ตะวันออกเฉียงเหนือ) จากกาศยเปศวร ห่างออกไปแปดธนุ และได้รับการสรรเสริญว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อันชำระล้าง เป็นผู้ทำลายบาปหนัก (มหาปาตกนาศนะ) มีตำนานอธิบายชื่อว่า เกาศิกะผู้ได้กระทำการสังหารบุตรของวสิษฐะอันเป็นความผิดใหญ่ ได้สถาปนาศิวลึงค์ ณ ที่นั้น บูชาและอภิเษก จึงพ้นจากบาป ตอนท้ายกล่าวผลแห่งการฟังว่า ผู้ใดได้ดर्शनและบูชา ศิวลึงค์นั้น ย่อมได้รับผลอันปรารถนา (วาญฉิตผล)

कुमारेश्वरमाहात्म्यवर्णनम् / The Māhātmya of Kumāreśvara
อีศวรทรงชี้นำเทวีไปยังศาลกุมารेशวร ซึ่งอยู่ทางทิศใต้ของมārkaṇḍeśvaraไม่ไกลนัก ที่นั่นกล่าวสรรเสริญศิวลึงค์ซึ่งสวามีผู้เป็นภักตะได้สถาปนาไว้ และยกสถานที่นี้เป็นศูนย์กลางแห่งการไถ่บาปในภูมิทัศน์ศักดิ์สิทธิ์ ตบะอันเข้มงวดที่เกี่ยวเนื่องกับการ์ตติเกยะถูกกล่าวว่าเป็นหนทางกำจัดบาปที่เกิดจากความใคร่ล่วงธรรม โดยเฉพาะความผิดเกี่ยวกับคู่ครองของผู้อื่น ภักตะผู้เป็นแบบอย่างได้ตั้งศิวลึงค์นั้นแล้วพ้นจากมลทิน และด้วยการสละละวางจึงกลับคืนสู่ภาวะ ‘เกามาระ’ คือความบริสุทธิ์ดุจวัยเยาว์ที่ได้รับการฟื้นใหม่ อีกตัวอย่างกล่าวถึงสุมาลี ผู้แม้กระทำกรรมหนักถึงขั้นฆ่าบรรพชน แต่เมื่อบูชาที่นั่นก็ได้รับการปลดเปลื้องจากบาปแห่งความรุนแรงต่อบิดา/บรรพชน ยังระบุถึงบ่อน้ำหน้าพระเทวะ: ผู้สรงสนานในบ่อนั้นและบูชาศิวลึงค์ที่สวามีสถาปนา ย่อมพ้นจากโทษและเข้าถึงนครทิพย์อันยิ่งใหญ่ชื่อสวามีปุระ ท้ายบทกำหนดทานธรรม: ถวายสิ่งของ ‘ตัมรจูฑะ’ ที่ทำด้วยทองคำศาตกุมภะอันบริสุทธิ์แก่ทวิชาติในนามของสวามี ย่อมได้ผลบุญเสมอการจาริกแสวงบุญ

Gautameśvara-māhātmya (गौतमेश्वरमाहात्म्य) — The Glory of Gautameśvara Liṅga
ในอัธยายะนี้ พระอีศวรตรัสแก่พระเทวีโดยสังเขปถึงมหิมาแห่งทีรถะฝ่ายไศวะ โดยระบุว่า ทางทิศเหนือของมารกัณฑเษวร มีลึงค์อันประเสริฐนามว่า ‘คौตเมศวร’ ตั้งอยู่ห่างออกไปสิบห้าธนุ (dhanu) ตามมาตราโบราณ เรื่องราวยกสถานที่นี้เป็นแดนแห่งการชดใช้บาป: ฤๅษีโคตมะผู้ทุกข์ระทมด้วยบาปจากการฆ่าครู ได้ทำการประดิษฐาน (pratiṣṭhā) ลึงค์ ณ ที่นั้น และด้วยตบะกับการบูชา จึงพ้นจากภาระกรรมอันหนัก สำหรับผู้แสวงบุญมีข้อปฏิบัติให้เกิดบุญ: อาบน้ำในแม่น้ำตามพิธีที่ถูกต้อง บูชาลึงค์ให้ถูกต้องตามคัมภีร์ และถวายทานเป็นโคกปิลา (kapilā โคสีน้ำตาลอ่อน) ผลที่กล่าวไว้คือหลุดพ้นจากบาปใหญ่ห้าประการ (pañca-pātaka) ได้ความบริสุทธิ์ และมุ่งสู่โมกษะในที่สุด

Devarājeśvara-māhātmya (Glorification of Devarājeśvara)
อัธยายะนี้เป็นคำกล่าวสรรเสริญมหาสถานศักดิ์สิทธิ์เทวราชेशวรอย่างย่อ โดยพระอีศวรตรัสแก่พระเทวี กล่าวถึงที่ตั้งว่า เทวราชेशวรอยู่ทางทิศตะวันตกของคौตमेศวร ไม่ไกลนัก ห่างประมาณสิบหกธนุ จากนั้นแสดงลำดับเหตุและผลว่า เมื่อมีการสถาปนาลึงค์ ผู้สถาปนาย่อมพ้นจากบาป แล้วทรงสอนเป็นข้อปฏิบัติว่า มนุษย์ผู้ใดบูชาลึงค์นั้นด้วยจิตสงบตั้งมั่นและแน่วแน่ (สมาหิตมนัส) ย่อมได้รับความหลุดพ้นจากบาปอันเกิดเพราะความเป็นมนุษย์ ตอนท้ายระบุในโคลอฟอนว่าเป็นส่วนหนึ่งของสกันทมหาปุราณะ รวม 81,000 โศลก อยู่ในประภาสขันฑะ หมวดประภาสเกษตรมหาตมยะ และเป็นอัธยายะที่ 217 ชื่อ “เทวราชेशวร-มหาตมยะ”

Mānaveśvara Māhātmya (The Glory of Mānaveśvara) | मानवेश्वरमाहात्म्य
บทนี้เป็นคำสอนทางเทววิทยาโดยย่อที่ยกนามว่าเป็นพระดำรัสของอีศวร กล่าวถึงลิงคะศักดิ์สิทธิ์องค์หนึ่งในประภาสกษेत्र ซึ่งมนูได้สถาปนาไว้ และเป็นที่รู้จักว่า “มานวลิงคะ” มนูผู้แบกรับบาปโทษจากการประหารบุตรของตน ตระหนักว่าสถานที่นี้เป็น “ปาปหระ” คือที่ขจัดบาป จึงประกอบพิธีอภิเษกและการประดิษฐานตามครรลอง แล้วสถาปนาอีศวรไว้ ณ ที่นั้น ผลคือเขาถูกกล่าวว่าได้พ้นจากภาระทางศีลธรรมดังกล่าว ต่อจากนั้นคัมภีร์ขยายผลบุญว่า มนุษย์ผู้เป็นภักตะใดก็ตามที่บูชามานวลิงคะด้วยศรัทธา ย่อมหลุดพ้นจากบาปทั้งปวง ท้ายบทมีโคโลฟอนระบุว่าเป็นสกันทมหาปุราณะ ภาคประภาสขันฑะ ในประภาสกษेत्रมหาตมยะ ตอน “มานเวศวรมหาตมยะ” อธยายที่ 218

मार्कण्डेयेश्वरमाहात्म्यवर्णनम् (Glorification of Mārkaṇḍeyeśvara and associated liṅgas near Mārkaṇḍeya’s āśrama)
บทนี้เป็นคำสอนฝ่ายไศวะ โดยพระอีศวรตรัสแก่พระเทวีให้รู้ถึงกลุ่มสถานศักดิ์สิทธิ์ในทิศอาคเนย์ (ตะวันออกเฉียงใต้) ใกล้อาศรมของมารกัณฑेयะ เริ่มด้วยการกล่าวถึง “คุหาลิงคะ” อันเลื่องชื่อ ซึ่งเรียกอีกนามว่า “นีลกัณฐะ” เคยได้รับการบูชาจากพระวิษณุ และสรรเสริญว่าเป็นผู้ทำลายเศษแห่งบาปทั้งปวง การบูชาด้วยภักติย่อมนำผลคือความมั่งคั่ง บุตรหลาน ปศุทรัพย์ และความอิ่มเอมใจ ต่อจากนั้นกล่าวถึงอาศรมและถ้ำของนักบำเพ็ญตบะที่มองเห็นได้ รวมทั้งสถานที่มากมายที่เกี่ยวเนื่องกับลิงคะ มีข้อกำชับสำคัญว่า การสถาปนาลิงคะใกล้มารกัณฑेयะย่อมยกย่องและเกื้อกูลวงศ์ตระกูลอันกว้างไกล เป็นกุศลกรรมที่แผ่ผลไปถึงสังคม ในกรอบเทววิทยายืนยันว่า “โลกทั้งปวงเป็นศิวะมย; สรรพสิ่งตั้งอยู่ในพระศิวะ” ดังนั้นผู้รู้ผู้ปรารถนาความรุ่งเรืองควรบูชาพระศิวะ ยกตัวอย่างเทวดา กษัตริย์ และมนุษย์เพื่อทำให้การบูชาลิงคะและการสถาปนาลิงคะเป็นธรรมเนียมอันชอบธรรม และกล่าวว่าด้วยรัศมี/เตชัสแห่งพระศิวะ แม้บาปหนักก็สงบได้ เรื่องประกอบเช่นพระอินทร์หลังสังหารวฤตระ การบูชาพระอาทิตย์ ณ สถานที่บรรจบกัน การฟื้นคืนของอหัลยา ฯลฯ เป็นพยาน และท้ายบทย้ำสาระของปรภาสกษेत्रะโดยสัมพันธ์กับอาศรมของมารกัณฑेयะอีกครั้งหนึ่ง.

वृषध्वजेश्वरमाहात्म्यवर्णनम् | Vṛṣadhvajeśvara Māhātmya (Glorification of Vṛṣadhvajeśvara)
บทนี้เป็นคำสอนเชิงเทววิทยาแบบไศวะ โดยพระอีศวรทรงแสดงโอวาทแก่พระเทวี และชี้ทางผู้แสวงบุญไปยัง “วฤษธวเชศวร” เทวสถานที่ได้รับการบูชาจากสามโลก ตั้งอยู่ทางทิศใต้ในผังศักดิ์สิทธิ์แห่งปรภาสะ จากนั้นอธิบายสภาวะของพระศิวะว่าเป็นอักษระและอว்யกตะ (ไม่เสื่อมสูญและไม่ปรากฏรูป) ไม่มีหลักสูงยิ่งกว่าพระองค์ เข้าถึงได้ด้วยโยคะ และทรงแผ่ซ่านทั่วจักรวาล ประหนึ่งมีมือ เท้า ดวงตา ศีรษะ และพระโอษฐ์อยู่ทุกแห่งหน มีการยกตัวอย่างกษัตริย์ผู้ประเสริฐ เช่น ปฤถุ มรุตตะ ภรตะ ศศบินทุ คยะ ศิพิ ราม อัมพรีษะ มานธาตฤ ทิลีป ภคีรถะ สุโหตร รันติดेवะ ยยาติ สคร ว่าได้มาพึ่งปรภาสะ บูชาวฤษธวเชศวรพร้อมยัญพิธี แล้วได้บรรลุสวรรค์ เนื้อหาย้ำเตือนความเร่งด่วนทางศีลและตบะด้วยถ้อยคำเรื่องสังสารวัฏซ้ำ ๆ—เกิด ตาย เจ็บ ทุกข์ แก่—และกล่าวว่าในโลกอันไม่มั่นคงนี้ การบูชาพระศิวะคือ “แก่นสาร” ภักติถูกยกย่องว่าเป็นพลังนำความอุดมสมบูรณ์ ผู้ภักดีมั่นคงย่อมได้ผลดุจจินตามณีและกัลปพฤกษ์ ถึงขั้นเปรียบว่าท้าวกุเบรเป็นผู้รับใช้ อีกทั้งยกย่องความเรียบง่ายของพิธี: บูชาด้วยดอกไม้เพียงห้าดอกก็ให้ผลเทียบสิบอัศวเมธ และกำหนดการถวายทานโคเพศผู้ใกล้วฤษธวชะเพื่อทำลายบาปและให้ผลแห่งการจาริกสมบูรณ์

ऋणमोचनमाहात्म्यवर्णनम् (R̥ṇamocana Māhātmya—Theological Account of Debt-Release at Prabhāsa)
อัธยายะนี้เป็นพระดำรัสของพระอีศวร กล่าวถึงปมศักดิ์สิทธิ์ ณ ปรภาสะ ที่มีเทวะ/ลิงคะนามว่า “ฤณโมจน” (ผู้ปลดเปลื้องหนี้) โดยยืนยันว่าเพียงได้ดรศนะต่อฤณโมจน ก็ทำให้หนี้กรรมทางสายมารดาและบิดา คือปิตฤ-ฤณะ เสื่อมสิ้นไป ต่อมาเล่าว่าหมู่ปิตฤได้บำเพ็ญตบะยาวนานที่ปรภาสะ และสถาปนาลิงคะด้วยศรัทธา พระมหาเทวะทรงพอพระทัยเสด็จปรากฏและให้ขอพร ปิตฤทูลขอ “วฤตติ” อันมั่นคงเพื่อประโยชน์แก่หมู่เทวะ ฤษี และมนุษย์ คือผู้มาด้วยศรัทธาพึงพ้นจากหนี้บรรพชนและมลทินบาป; แม้บรรพชนที่ตายผิดปกติ เช่น ถูกงู ไฟ พิษ หรือผู้ที่พิธีหลังมรณกรรมไม่ครบ—ขาดสปิณฑีกรณะ เอกอดทิษฏะ/โษฑศบูชา วฤษภตสรรคะ หรือความชำระ (เศาจะ)—เมื่อได้รับการบูชาตรปณะ ณ ที่นี้ พึงได้คติอันสูงขึ้น พระอีศวรตรัสว่า ผู้มีปิตฤภักติ อาบน้ำในน้ำศักดิ์สิทธิ์และทำปิตฤตรปณะ ย่อมได้ความหลุดพ้นโดยฉับพลัน; พระมหेशวรเป็นผู้ประทานพรแม้แก่ผู้มีบาปหนัก การสรงน้ำและบูชาลิงคะที่ปิตฤสถาปนาเป็นเหตุให้พ้นปิตฤ-ฤณะ และเพราะปลดเปลื้องฤณะด้วยดรศนะ จึงเรียกว่า “ฤณโมจน” อีกทั้งกล่าวถึงการอาบน้ำหลังวางทองบนศีรษะ มีผลบุญเสมอการถวายโคหนึ่งร้อยตัว ตอนท้ายแนะนำให้ทำศราทธะด้วยความเพียร ณ ที่นั้น และบูชาปิตฤ-ลิงคะซึ่งเป็นที่รักของเหล่าเทวะ

रुक्मवतीश्वरमाहात्म्यवर्णनम् | Rukmavatīśvara Māhātmya (Account of the Glory of Rukmavatīśvara)
บทนี้เป็นถ้อยคำศักดิ์สิทธิ์ในรูป “อีศวรอุวาจา” กล่าวถึงมหิมาของลึงค์ “รุกมวตีศวร” ซึ่งนางรุกมวตีได้สถาปนาไว้ ลึงค์นี้ทรงคุณเป็นที่บันดาลความสงบแก่สรรพชีวิต ทำลายบาป และประทานผลตามความปรารถนา จากนั้นระบุลำดับการจาริกและพิธีกรรม: อาบน้ำชำระที่มหาตีรถะซึ่งเกี่ยวข้อง แล้วทำสมปลาวนะ/อภิเษก (สรงน้ำบูชา) แด่ลึงค์ด้วยความระมัดระวังตามแบบพิธี ต่อด้วยการถวายทานทรัพย์แก่พราหมณ์ บทจึงเชื่อม “สถานที่ศักดิ์สิทธิ์–ลึงค์–การสรงและอภิเษก–ทาน” ให้เป็นเหตุแห่งความบริสุทธิ์จากความผิดและความสำเร็จแห่งความมุ่งหมายด้วยภักติอันมีวินัยและการให้ทานอันเหมาะสม

Puruṣottama-tīrtha and Pretatīrtha (Gātrotsarga) Māhātmya — पुरुषोत्तमतीर्थ-प्रेततीर्थ(गात्रोत्सर्ग)माहात्म्य
อีศวรทรงสั่งสอนพระเทวีถึงการเข้าเฝ้าลึงคะอันเป็นที่สักการะในสามโลก และตีรถะที่อยู่เคียงกัน ซึ่งในกฤตยุคเรียกว่า “เปรตตีรถะ” และภายหลังเป็นที่รู้จักว่า “คาตโรตสรรคะ” ทรงบรรยายภูมิภายในของสถานที่ใกล้รณโมจนะและปาปโมจนะ และยืนยันว่าการสิ้นชีวิต ณ ที่นั้นหรือการลงอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์ย่อมนำไปสู่การชำระบาปและความผิดให้สิ้นไป ที่นั่นกล่าวว่าพุรุโษตตมะประทับอยู่; การบูชานารายณะ พลภัทร และรุกมินีสัมพันธ์กับการหลุดพ้นจากบาปสามประการ อีกทั้งพิธีศราทธะและการถวายปิณฑะช่วยปลดปล่อยบรรพชนจากภาวะเปรตและให้ความอิ่มเอิบยาวนาน ต่อมามีตำนานกรอบเรื่องฤๅษีโคตมะ ผู้พบเปรตน่ากลัวห้าตนซึ่งถูกกีดกันไม่ให้เข้าสู่เขตศักดิ์สิทธิ์ พวกเขาอธิบายว่าชื่อของตนเป็นฉลากทางศีลธรรมจากการกระทำผิดในอดีต เช่น ปฏิเสธคำขอ ทรยศ แจ้งความให้ผู้อื่นเดือดร้อน ละเลยการให้ทาน เป็นต้น พวกเขากล่าวถึงแหล่งอาหารอันไม่บริสุทธิ์ของเปรต และพฤติกรรมที่นำไปสู่การเกิดเป็นเปรต ได้แก่ มุสาวาท ลักขโมย ทำร้ายโคหรือพราหมณ์ ใส่ร้าย ทำให้น้ำสกปรก และละเลยพิธีกรรม พร้อมทั้งบอกแนวปฏิบัติที่ป้องกันภาวะเปรต เช่น จาริกแสวงบุญ บูชาเทพ เจริญศรัทธาต่อพราหมณ์ ฟังคัมภีร์ และรับใช้บัณฑิต โคตมะทำศราทธะเฉพาะรายจนพวกเขาพ้นทุกข์; ตนที่ห้า “ปริยุษิตะ” ต้องมีศราทธะเพิ่มเติมในกาลอุตตรายณะ เปรตที่หลุดพ้นให้พรว่า สถานที่นี้จะเลื่องชื่อเป็นเปรตตีรถะ และลูกหลานของผู้ทำศราทธะที่นี่จะไม่ตกสู่ภาวะเปรต บทสรุปกล่าวว่าการสดับและการไปนมัสการให้ผลบุญกว้างใหญ่ดุจมหายัญ.

इन्द्रेश्वरमाहात्म्यवर्णनम् (Indreśvara Māhātmya: The Glory of Indra’s Liṅga)
บทนี้กล่าวถึงคำสอนเชิงเทววิทยาและพิธีกรรม เมื่ออีศวรตรัสกับเทวีให้หันไปพิจารณาลึงค์ที่พระอินทร์สถาปนาไว้ทางทิศใต้ของปุรุโษตตมะ ซึ่งมีนามว่า “ปาปโมจนะ” ผู้ปลดเปลื้องบาป หลังการสังหารวฤตระ พระอินทร์ต้องแบกรับมลทินประหนึ่งบาปพรหมหัตยา ปรากฏเป็นความหม่นคล้ำของกายและกลิ่นเหม็น ทำให้รัศมี พลัง และกำลังชีวิตเสื่อมถอย เหล่าฤๅษีและเทพ—รวมทั้งนารท—จึงแนะนำให้เสด็จไปยังประภาส อันเป็นกษेत्रะผู้ขจัดบาป พระอินทร์เสด็จถึงประภาสแล้วสถาปนาลึงค์ของพระผู้ทรงตรีศูล และบูชาด้วยธูป เครื่องหอม และการชโลมด้วยของหอมตามพิธี ผลแห่งการชำระบาปปรากฏชัด: กลิ่นเหม็นและความหม่นคล้ำหายไป รูปกายกลับงดงามผ่องใส จากนั้นพระอินทร์ประกาศผลบุญสืบเนื่องแก่ผู้ศรัทธาภายหลังว่า ผู้ใดบูชาลึงค์นี้ด้วยภักติย่อมทำลายบาปหนักได้ แม้บาปพรหมหัตยา ท้ายบทให้แนวทางปฏิบัติว่า การถวายโคทานแก่พราหมณ์ผู้รู้พระเวท และการทำศราทธะ ณ สถานที่นั้น เป็นกรรมเกื้อหนุนเพื่อบรรเทาเคราะห์ทุกข์อันเกี่ยวเนื่องกับพรหมหัตยา.

Narakeśvara-darśana and the Catalogue of Narakas (Ethical-Theological Discourse)
อีศวรทรงแนะนำสถานศักดิ์สิทธิ์ทางทิศเหนือที่เกี่ยวเนื่องกับ “นรเกศวร” อันเลื่องชื่อว่าเป็นผู้ทำลายบาป แล้วทรงเล่าอุทาหรณ์จากเมืองมถุรา: พราหมณ์ชื่อเทวศรมัน (โคตรอคัสตยะ) ผู้ยากจน ถูกพัวพันด้วยความผิดพลาดทางเอกสาร เมื่อทูตของยมถูกส่งไปนำ “เทวศรมัน” อีกคนหนึ่ง แต่กลับมาถึงตัวเขา ยมทรงแก้ความผิดนั้นและประกาศฐานะ “ธรรมราช” ว่า ความตายไม่เกิดก่อนกาลอันควร ต่อให้บาดเจ็บก็ไม่มีสัตว์ใดตาย “นอกฤดูกาล/ก่อนเวลา”. พราหมณ์จึงทูลขอคำอธิบายเชิงหลักการเกี่ยวกับนรก (นรกะ) ที่กล่าวว่าเห็นเป็นภพภูมิได้: จำนวนและเหตุแห่งกรรม ยมทรงแจกแจงนรกจำนวนยี่สิบเอ็ด และผูกเข้ากับความผิดทางศีลธรรม เช่น ทรยศต่อความไว้วางใจ ให้การเท็จ วาจาหยาบและลวง ประพฤติผิดในกาม ลักขโมย เบียดเบียนผู้ถือพรต ทำร้ายโค เป็นปฏิปักษ์ต่อเทวะและพราหมณ์ ยักยอกทรัพย์วัด/ทรัพย์พราหมณ์ และการล่วงละเมิดธรรมทางสังคม-ศาสนาอื่น ๆ. คำสอนลงท้ายด้วยแนวทางป้องกันเพื่อความหลุดพ้น: ผู้ไปถึงประภาสและมีภักติได้เห็นนรเกศวร ย่อมไม่ต้องเห็นนรก; ลิงคะนี้กล่าวว่ายมทรงสถาปนาด้วยศิวภักติ และควรรักษาเป็นคำสอนอันพึงปกปิด. ตอนจบให้แนวทางพิธีและผลบุญ: บูชาตลอดชีวิตได้บรรลุสูงสุด; ทำศราทธ์ในวันกฤษณะจตุรทศี เดือนอาศวยุชะ ได้บุญดุจอัศวเมธ; และถวายหนังเนื้อกวางดำแก่พราหมณ์ผู้รู้พระเวท ได้เกียรติในสวรรค์ตามจำนวนเมล็ดงา (ติละ).

मेघेश्वरमाहात्म्यवर्णनम् | Meghēśvara Māhātmya (Glorification of Meghēśvara)
อัธยายะนี้กล่าวถึงพระอีศวรทรงสั่งสอนเรื่องศาลเจ้าศักดิ์สิทธิ์นามว่า “เมฆेशวร” ซึ่งตั้งอยู่ในส่วนต้นของกษेत्रไปทางทิศไนฤต (ตะวันตกเฉียงใต้) สถานที่นี้ได้รับการสรรเสริญว่าเป็นที่ปลดเปลื้องบาป (ปาปโมจน) และทำลายบาปหนักทั้งปวง (สรรวปาตกนาศนะ) ต่อมาทรงกล่าวถึงวิกฤตของชุมชนจากความหวาดกลัวภาวะฝนแล้ง (อนาวฤษฏิ) และทรงกำหนดพิธีระงับเคราะห์ (ศานติ) ให้ประกอบ ณ ที่นั้น โดยพราหมณ์ผู้รู้ทำศานติกรรม และทำพิธีชำระ/ปลุกเสกผืนดินด้วยน้ำตามวิธีวารุณีอันเกี่ยวเนื่องกับพระวรุณะ เพื่ออัญเชิญฝนและฟื้นฟูความเป็นระเบียบ อีกทั้งยืนยันว่า ณ ที่ซึ่งลึงค์ที่ “ประดิษฐานด้วยเมฆ” ได้รับการบูชาสม่ำเสมอ ความหวาดกลัวฝนแล้งย่อมไม่เกิดขึ้น แสดงให้เห็นว่าศรัทธาอันมีวินัยเป็นหลักประกันความมั่นคงของธรรมชาติและสังคม

बलभद्रेश्वरमाहात्म्य (Glory of Balabhadreśvara Liṅga)
ในบทนี้ พระอีศวรทรงสั่งสอนพระเทวีให้มุ่งไปยังลึงค์ที่พระพลภัทรได้สถาปนาตามพิธีอันถูกต้อง ลึงค์นั้นได้รับการสรรเสริญว่าเป็นผู้ขจัดบาปใหญ่ (มหาปาปหระ) เป็น “มหาลึงค์” และประทานผลแห่งความสำเร็จทางจิตวิญญาณอันยิ่งใหญ่ (มหาสิทธิผล) โดยย้ำชัดว่าพระพลภัทรเป็นผู้ตั้งสถาปนาเพื่อความชำระบาป (ปาปศุทธิ) ต่อจากนั้นกล่าวถึงระเบียบแห่งภักติ—บูชาด้วยเครื่องสักการะตามลำดับ เช่น ของหอมและดอกไม้ (คันธะ-ปุษปาทิ) และระบุเงื่อนไขตามกาล: ในคราวเรวตีโยคครั้งที่สาม ผู้บำเพ็ญบูชาจะได้บรรลุ “โยเคศปท” อันเป็นฐานะโยคีสูงส่ง ตอนท้ายระบุว่าเป็นบทที่ 227 แห่งส่วนแรก (ประภาสเกษตรมหาตมยะ) ในประภาสขันฑะของสกันทมหาปุราณะ

भैरवेश-मातृस्थान-विधानम् | Rite of Bhairaveśa at the Supreme Mothers’ Shrine
บทที่ 228 เป็นถ้อยคำสั่งสอนจากอีศวรถึงมหาเทวี กล่าวถึง ‘มาตฤสถาน’ อันประเสริฐชื่อว่า ‘ไภรวेश’ ซึ่งสรรเสริญว่าเป็นผู้ทำลายความหวาดกลัวทั้งปวง สถานศักดิ์สิทธิ์นี้เป็นเขตที่โยคินีและพระมารดาเทวีประทานความคุ้มครองแก่ผู้ศรัทธา. กำหนดกาลพิธีไว้ว่า ในวันจตุรทศี (caturdaśī) แห่งกฤษณปักษะ ผู้ปฏิบัติผู้สำรวมตนพึงบูชาด้วยเครื่องหอม ดอกไม้ และบลีบูชาชั้นประณีตตามแบบแผน ตอนท้ายให้คำมั่นว่าโยคินีและหมู่พระมารดาจะปกปักผู้ภักดีบนโลกดุจบุตร จึงรวมทั้งพิธีเฉพาะแห่งเขตศักดิ์สิทธิ์ ผลคือการดับความกลัว และคุณธรรมแห่งการยับยั้งตนไว้พร้อมกัน.

गंगामाहात्म्यवर्णनम् (Gaṅgā-māhātmya: Discourse on the Glory of the Gaṅgā at Prabhāsa)
บทนี้กล่าวถึงพระอีศวรทรงสั่งสอนพระมหาเทวีให้หันจิตไปสู่พระคงคาผู้ดำเนินไปสามทาง (ตรีปถคามินี) ซึ่งสถิตอยู่ทางทิศอีศานยะ พระคงคาถูกยกย่องว่าเป็นธาราศักดิ์สิทธิ์ผู้บังเกิดเอง (สวยัมภู) และยังเป็นสายน้ำที่พระวิษณุทรงอัญเชิญขึ้นจากส่วนลึกแห่งแผ่นดินในกาลก่อน เพื่อเกื้อกูลวงศ์ยาทวะและเพื่อบรรเทาบาปของสรรพสัตว์ทั้งปวง กล่าวต่อไปว่า การอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์ (สนานะ) ณ ที่นั้น—แม้จะเกิดขึ้นด้วยบุญที่สั่งสมมา—และการประกอบศราทธะตามพิธี (วิธานะ) ย่อมนำไปสู่ภาวะไร้ความเสียใจต่อกรรมที่ได้ทำหรือมิได้ทำ บุญแห่งการอาบในน้ำชาหน์นวีในเดือนการ์ตติกีถูกกล่าวว่าเสมอด้วยบุญแห่งการถวายทานดุจมอบทั้งจักรวาล (พรหมาณฑะ) และเมื่อชี้ว่าการได้ดาร์ศนะเช่นนี้ในกลียุคยิ่งยาก จึงย้ำคุณค่าของการสนานะและทาน ณ ประภาสในน้ำคงคา/ชาหน์นวีให้สูงยิ่งขึ้น

गणपतिमाहात्म्यवर्णनम् | Gaṇapati-Māhātmya (Account of Gaṇeśa’s Glory in Prabhāsa)
อีศวรทรงสั่งสอนพระเทวีถึงพระคเณศผู้เป็นที่รักยิ่งของเหล่าเทพ และทรงแต่งตั้งให้ประทับ ณ ประภาสะด้วยพระองค์เอง เทวรูปนี้ประทับอยู่ด้านทิศใต้ของแม่น้ำคงคา และทรงประกอบกิจในการพิทักษ์คเษตร (แดนศักดิ์สิทธิ์) อย่างสม่ำเสมอ มีการกำหนดพิธีบูชาเฉพาะกาล คือบูชาในวันกฤษณะจตุรทศี (ขึ้นแรม 14 ค่ำ) แห่งเดือนมาฆะ ลำดับเครื่องสักการะกล่าวโดยย่อ ได้แก่ โมทกะอันเป็นทิพย์เป็นไนเวทยะ พร้อมดอกไม้ ธูป และอุปจาระอื่น ๆ ตามลำดับพิธี ผลแห่งการบูชามุ่งคุ้มครองอย่างเป็นรูปธรรม—ผู้บูชาจะไม่ประสบวิฆนะ (อุปสรรค) โดยย้ำว่าคำรับรองนี้ผูกกับการอยู่/พำนักภายในคเษตร บทลงท้ายระบุว่าเป็นอัธยายะที่ 230 แห่งประภาสขันฑะ ภาคแรก ‘ประภาสกเษตรมหาตมยะ’ ชื่อ ‘คเณศมหาตมยะวรรณะนา’

जांबवतीतीर्थमाहात्म्यम् / The Māhātmya of the Jāmbavatī Tīrtha
อีศวรตรัสกับเทวีให้หันไปพิจารณาสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในปรภาสขัณฑะซึ่งเกี่ยวเนื่องกับแม่น้ำชามพวตี อันเป็นนามของชามพวตีผู้เป็นชายาอันเป็นที่รักของพระวิษณุตามคติปุราณะ บทนี้ดำเนินเป็นบทสนทนา เมื่อชามพวตีถามอรชุนถึงเหตุการณ์ปัจจุบัน อรชุนผู้โศกเศร้าจึงเล่าถึงหายนะใหญ่ในหมู่ยาทวะ—การสิ้นไปของบุคคลสำคัญอย่างพลเทวะและสาตยกี ตลอดจนความแตกสลายของชุมชนยาทวะ อันเป็นรอยร้าวทางศีลธรรมและประวัติศาสตร์ ครั้นได้ยินข่าวการตายของสวามี ชามพวตีทำการเผาตน ณ ริมฝั่งคงคา เก็บเถ้าจากเชิงตะกอน แล้วเกิดการแปรเปลี่ยนอันอัศจรรย์ กลายเป็นสายน้ำไหลสู่มหาสมุทร ทำให้สายน้ำนั้นได้รับการสถาปนาเป็นตีรถะอันศักดิ์สิทธิ์ ผลบุญที่กล่าวไว้คือ สตรีผู้ลงอาบน้ำ ณ ที่นั้นด้วยศรัทธา—แม้สตรีในสายตระกูลของนาง—จะไม่ประสบทุกข์แห่งความเป็นหม้าย และผู้ปฏิบัติไม่ว่าชายหรือหญิงที่อาบน้ำด้วยความเพียรเต็มที่ ย่อมได้บรรลุ “ปรมา คติ” คือจุดหมายสูงสุดทางจิตวิญญาณ

Pāṇḍava-kūpa-pratiṣṭhā and Vaiṣṇava-sānnidhya at Prabhāsa (पाण्डवकूप-प्रसङ्गः)
บทนี้เป็นคำบอกเล่าของพระอีศวร กล่าวถึงความศักดิ์สิทธิ์แห่งปรภาสะและเหตุแห่งการสถาปนา “บ่อปาณฑวะ” ระหว่างการพเนจรในป่า ปาณฑพมาถึงปรภาสะและพำนักชั่วคราวด้วยจิตสงบ ครั้นจะต้อนรับพราหมณ์จำนวนมากกลับติดขัดเพราะแหล่งน้ำอยู่ไกล ด้วยแรงกระตุ้นของเทราปที ปาณฑพจึงขุดบ่อ (กูปะ) ใกล้อาศรมเพื่อให้มีน้ำใช้ในพิธีกรรมและการอุปัฏฐาก ต่อมา พระศรีกฤษณะเสด็จมาจากทวารกาพร้อมหมู่ยาทวะ (รวมทั้งประทยุมน์และสามพะ) มีการสนทนาอย่างเป็นพิธี พระกฤษณะทรงถามยุธิษฐิระว่าปรารถนาพรใด ยุธิษฐิระทูลขอ “สานนิธยะนิรันดร์” คือการประทับใกล้ชิดของพระกฤษณะที่บ่อนั้น และประกาศหลักแห่งภักติว่า ผู้ใดอาบน้ำ ณ ที่นั้นด้วยศรัทธาภักติ ย่อมได้ถึงคติไวษณพด้วยพระกรุณาของพระกฤษณะ พระอีศวรทรงรับรองพรนั้น แล้วพระกฤษณะเสด็จกลับ ท้ายบทเป็นผลานุศาสน์ (ผลศรุติ) ว่า ทำศราทธ์ ณ สถานที่นั้นได้บุญเสมออัศวเมธยัญญะ การทำตัรปณะและการสฺนานให้ผลตามส่วน กำหนดพิเศษคือวันเพ็ญเดือนเชษฐะพร้อมบูชาพระสาวิตรีจะนำไปสู่ “ภาวะสูงสุด” และผู้มุ่งหวังผลแห่งการจาริกครบถ้วนควรถวายโคทาน (บริจาคโค)

पाण्डवेश्वरमाहात्म्यवर्णनम् (Pandaveśvara Māhātmya—Account of the Glory of Pāṇḍaveśvara)
อัธยายะนี้เป็นคำสอนทางเทววิทยาโดยย่อ เมื่อพระอีศวรตรัสแก่พระเทวีถึงหมู่ลึงค์ศักดิ์สิทธิ์ห้าประการที่ประดิษฐานมั่นคง ณ ประภาสเกษตร. กล่าวว่าลึงค์ทั้งห้านั้นได้รับการประดิษฐาน (ปฺรติษฺฐา) โดยมหาตมะปาณฑพทั้งหลาย จึงยืนยันความศักดิ์สิทธิ์ของสถานและความชอบธรรมของธรรมเนียมบูชาโดยอาศัยสายความทรงจำแห่งมหากาพย์. ต่อมามีผลศรุติว่า ผู้ใดบูชาลึงค์เหล่านี้ด้วยภักติย่อมพ้นจากบาป (ปาตกะ). ดังนี้อัธยายะจึงเน้นอานุภาพแห่งการบูชาลึงค์ที่ประกอบด้วยภักติ ณ สถานศักดิ์สิทธิ์อันได้รับการรับรองแล้ว ว่าเป็นหนทางเกื้อกูลสู่ความหลุดพ้น.

दशाश्वमेधिकतीर्थमाहात्म्य (Māhātmya of the Daśāśvamedhika Tīrtha)
บทนี้กล่าวว่าอีศวรทรงเล่าแก่เทวีถึงกำเนิดและมหิมาของทีรถะอันเลื่องชื่อชื่อว่า “ทศาศวเมธิกา” เรื่องเริ่มด้วยการชี้ทางไปยังสถานที่ซึ่งเป็นที่รู้จักในสามโลกและมีฤทธิ์ทำลายบาปใหญ่ ที่นั่นพระราชาภรตะได้ประกอบอัศวเมธยัญสิบครั้ง เห็นว่าถิ่นนั้นหาที่เปรียบมิได้ และด้วยเครื่องบูชายัญทำให้เหล่าเทวะอิ่มเอม ครั้นเทวะพอพระทัยและจะประทานพร ภรตะทูลขอให้ผู้ใดก็ตามที่อาบน้ำศักดิ์สิทธิ์ ณ ที่นั้น ได้รับผลบุญอันเป็นมงคลเทียบเท่าอัศวเมธสิบครั้ง เหล่าเทวะจึงสถาปนานามและเกียรติของทีรถะไว้บนแผ่นดิน นับแต่นั้นจึงเป็นที่รู้จักกว้างขวางว่า “ทศาศวเมธิกา” ผู้ขจัดบาปได้ ทีรถะนี้ตั้งอยู่ระหว่างเครื่องหมายไอन्द्रและวารุณ เป็นศิวเกษตร และเป็นจุดหนึ่งในหมู่ทีรถะอันยิ่งใหญ่ ผลานุศาสน์กล่าวว่า ผู้สิ้นชีวิตที่นั่นย่อมได้ความรื่นรมย์ในโลกของพระศิวะ แม้สัตว์ผู้เกิดในภพที่มิใช่มนุษย์ก็ยังได้สู่ภาวะสูงขึ้น การบูชาบรรพชนด้วยน้ำผสมงา (ติละ-อุทกะ) ทำให้ปิตฤพึงพอจนถึงปรลัย อีกทั้งรำลึกถึงยัญเดิมของพระพรหม การที่พระอินทร์ได้เป็นเทวราชด้วยการบูชาที่นั่น และยัญร้อยครั้งของการ์ตวีรยะ ปิดท้ายด้วยคำยืนยันเรื่องอปุนรภวะแก่ผู้ตายที่นั่น และความยกย่องในสวรรค์จากพิธีปล่อยโคเพศผู้ (วฤษภโอตสรรคะ) ตามจำนวนขนของโคเพศผู้.

Śatamedhādi Liṅgatraya Māhātmya (Glory of the Three Liṅgas: Śatamedha, Sahasramedha, Koṭimedha)
ในอัธยายะนี้ พระอีศวรทรงสั่งสอนพระเทวีให้ทอดพระเนตร “ตรีลึงค์อันหาที่เปรียบมิได้” ซึ่งประดิษฐานอยู่ในปรภาส-เกษตร โดยแต่ละลึงค์มีนามตามยัญพิธีและตั้งตามทิศ. ลึงค์ทิศใต้ชื่อ ศตเมธ (Śatamedha) กล่าวกันว่าให้ผลเทียบเท่ายัญหนึ่งร้อย และโยงกับการที่การ์ตวีรยะเคยประกอบยัญครบหนึ่งร้อย; การประดิษฐานนี้ยังกล่าวว่าเป็นเหตุให้ทำลายภาระแห่งบาปทั้งปวง. ลึงค์กลางมีชื่อ โกฏิเมธ (Koṭimedha) เลื่องลือว่า พระพรหมได้ประกอบยัญอันประเสริฐนับไม่ถ้วน (โกฏิ) และสถาปนาพระมหาเทวะเป็น “ศังกร ผู้เกื้อกูลโลก.” ลึงค์ทิศเหนือคือ สหัสรกฤตุ/สหัสรเมธ (Sahasrakratu/Sahasramedha) สัมพันธ์กับพระศักระ/อินทร ผู้ประกอบพิธีพันประการและสถาปนามหาลึงค์เป็นเทวะดั้งเดิมของเหล่าเทพ. อัธยายะยังกล่าวถึงการบูชาด้วยของหอมและดอกไม้ และการอภิเษกด้วยปัญจามฤตและน้ำ พร้อมยืนยันว่าผู้ศรัทธาจะได้ผลตามนามของลึงค์ที่บูชา. ผู้ปรารถนาผลแห่งการจาริกอย่างครบถ้วนควรกระทำโคทาน. ตอนท้ายกล่าวว่า “ทีรถะสิบล้าน” สถิตอยู่ ณ ที่นั้น และหมู่ตรีลึงค์ซึ่งอยู่กลางเป็นที่ทำลายบาปโดยทั่วถึง.

दुर्वासादित्यमाहात्म्यवर्णनम् | The Māhātmya of Durvāsā-Āditya (Sūrya) at Prabhāsa
อธยายะ 236 กล่าวถึงการสถาปนาและมหิมาของสถานศักดิ์สิทธิ์ ‘ทุรวาสา-อาทิตยะ’ (สุริยะ) ภายในประภาสเกษตร ผู้แสวงบุญได้รับคำสั่งให้ไปยังศาลนั้น ซึ่งเป็นที่ที่มหาฤๅษีทุรวาสะบำเพ็ญตบะด้วยวินัยและความสำรวมตลอดหนึ่งพันปี พร้อมการบูชาพระสุริยะ เมื่อพระสุริยะพอพระทัยจึงปรากฏและประทานพร ทุรวาสะทูลขอให้พระสุริยะประทับ ณ ที่นั้นตราบเท่าที่โลกยังดำรงอยู่ ให้สถานที่นี้มีเกียรติยศเลื่องลือ และให้ความสถิตใกล้ชิดกับเทวรูปที่ประดิษฐานดำเนินต่อไป พระสุริยะทรงรับแล้วทรงเชิญพระยมุนาในรูปสายน้ำ และธรรมราชยม เพื่อร่วมคุ้มครองและกำกับระเบียบแห่งเกษตร โดยเฉพาะเพื่อพิทักษ์ผู้มีศรัทธาและพราหมณ์คฤหัสถ์ ต่อจากนั้นกล่าวถึงภูมิประเทศศักดิ์สิทธิ์—การปรากฏของยมุนาผ่านทางใต้ดิน การกล่าวถึงกุณฑะ และความเกี่ยวข้องกับ ‘ทุณฑุภี’/เกษตรปาล พร้อมทั้งผลแห่งการอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์และการบูชาบรรพชน ตอนท้ายกำหนดพิธีตามกาล: บูชา ‘ทุรวาสา-อรกะ’ ในวันสัปตมีข้างขึ้นเดือนมาฆะ อาบน้ำและบูชาพระสุริยะในเดือนมาธวะ และสวดพระนามพันของพระสุริยะใกล้ศาล ผลศรุติกล่าวถึงบุญทวีคูณ การบรรเทาบาปหนัก ความสำเร็จตามปรารถนา ความคุ้มครอง สุขภาพ และความมั่งคั่ง ปิดท้ายด้วยขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ครึ่งกัวยูติ และผู้ไร้ภักติแด่พระสุริยะย่อมไม่มีสิทธิ์เข้าถึงผลนั้น

यादवस्थलोत्पत्तौ वज्रेश्वरमाहात्म्यवर्णनम् | Origin of Yādava-sthala and the Māhātmya of Vajreśvara
บทนี้เป็นบทสนทนาระหว่างพระศิวะกับพระเทวี กล่าวถึงกำเนิด “ยาทวสถาน” และมหาตมยะของ “วัชเรศวร” ในปรภาสขันฑะ พระอีศวรทรงชี้ให้พระเทวีเห็นยาทวสถาน อันเป็นที่ซึ่งกองกำลังยาทวอันมหาศาลพินาศ พระเทวีทูลถามเหตุว่าเหตุใดพวกวฤษณิ อันธก และโภชจึงถูกทำลายต่อหน้าพระวาสุเทวะ พระศิวะจึงเล่าลำดับคำสาป: สามพะปลอมเป็นสตรีล้อเลียนฤๅษี เช่น วิศวามิตร กัณวะ และนารท ฤๅษีผู้โกรธกริ้วสาปว่า สามพะจะ “ให้กำเนิด” มุศละเหล็กเพื่อทำลายวงศ์ แม้ถ้อยคำจะเอ่ยชื่อรามและชนารทนะคล้ายถูกเว้นไว้ แต่ก็ชี้ถึงบัญชาของกาละ (กาล/ชะตา) ที่หลีกเลี่ยงมิได้ มุศละนั้นเกิดแล้วถูกบดเป็นผงและทิ้งลงทะเล ทว่าที่ทวารกากลับเกิดลางร้ายมากมาย—ความวิปริตทางสังคม เสียงประหลาด ความผิดปกติของสัตว์ พิธีกรรมล้มเหลว และความฝันน่าหวาดหวั่น—เป็นกรอบเตือนทางธรรม ต่อมา พระกฤษณะทรงมีรับสั่งให้ไปแสวงบุญที่ปรภาส เมื่อยาทวทั้งหลายมาถึง ความมึนเมาทำให้ความบาดหมางภายในทวีขึ้น ความรุนแรงปะทุ (โดยเฉพาะเหตุเกี่ยวกับสาตยกิและกฤตวรมัน) จนเกิดการฆ่าฟันกันเอง กออ้อริมฝั่งแปรเป็นกระบองดุจวัชระ ทำหน้าที่เป็นพลังของพรหมทัณฑะ (คำสาปฤๅษี) และกาละ ภูมิทัศน์จึงกลายเป็นความทรงจำทางวัตถุ: ป่าช้าและกองกระดูกทำให้แดนนั้นได้ชื่อว่า “ยาทวสถาน” ตอนท้ายกล่าวถึง “วัชระ” ผู้สืบสายที่รอดชีวิต เขามายังปรภาส ตั้งลึงค์วัชเรศวร และบรรลุสิทธิด้วยตบะตามคำชี้แนะของนารท พร้อมกำหนดพิธีและผลบุญ: อาบน้ำศักดิ์สิทธิ์ (เช่น ในน้ำชามพวตี) บูชาวัชเรศวร เลี้ยงพราหมณ์ และถวายเครื่องบูชาแบบษัฏโกณะ ผลคือบุญแห่งการจาริกอันยิ่งใหญ่ เทียบได้กับผลทานใหญ่ เช่น ผลแห่งการถวายโคหนึ่งพันตัว (โคสหัสรผล)

Hiraṇyā-nadī-māhātmya (हिरण्यानदीमाहात्म्य) — The Glory of the Hiraṇyā River
อัธยายะนี้กล่าวถึงคำสั่งสอนของพระอีศวรเกี่ยวกับมหาตมยะของแม่น้ำหิรัณยา ซึ่งได้รับการสรรเสริญว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ชำระบาป (ปาปนาศินี) ให้บุญกุศล (ปุณยะ) ประทานความปรารถนาทุกประการ (สรวกามประทา) และขจัดความยากจน (ดาริทฺรยานตการีณี) พร้อมทั้งวางระเบียบการจาริกอย่างย่อ: ไปยังแม่น้ำ อาบน้ำตามพิธี (วิธานะ) ทำพิธีปิณฑโทกะและกรรมเพื่อบรรพชน แล้วจึงให้ทานและต้อนรับแขกด้วยความสำรวมตามกฎ. ยืนยันว่าเมื่อปฏิบัติถูกต้อง ผู้แสวงบุญย่อมได้บรรลุโลกอันไม่เสื่อม (อักษยะโลกะ) และบรรพชนได้รับอานิสงส์พ้นจากบาป. มีคติเปรียบเทียบอานิสงส์ว่า การเลี้ยงอาหารพราหมณ์ผู้สมควรเพียงหนึ่งคน หากมีเจตนาบริสุทธิ์และอยู่ในบริบทพิธีกรรมที่ถูกต้อง ย่อมเสมอด้วยการเลี้ยงอาหารทวิชะจำนวนมาก. ตอนท้ายกำหนดให้ถวายทาน ‘รถทอง’ (เหมหรถทาน) แก่พราหมณ์ผู้ชำนาญพระเวท อุทิศแด่พระศิวะ โดยกล่าวว่าอานิสงส์เสมือนผลบุญจากการจาริกแสวงบุญอันกว้างใหญ่.

नागरादित्यमाहात्म्यम् | The Māhātmya of Nāgarāditya (Nagarabhāskara)
อีศวรเล่าแก่เทวีถึงความศักดิ์สิทธิ์ของเทวรูปพระอาทิตย์นาม ‘นาคาราทิตยะ/นาคารภาสกร’ ซึ่งประดิษฐานใกล้แหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์หิรัณยา ตอนต้นกล่าวถึงกำเนิดเรื่องราว: สัตราชิต กษัตริย์ยาทวะ บำเพ็ญมหาวรตและตบะเพื่อให้ภาสกรพอพระทัย พระสุริยะประทานแก้วสยมันตกะซึ่งให้ทองคำทุกวัน เมื่อให้เลือกพร สัตราชิตขอให้พระอาทิตย์สถิตอยู่เป็นนิตย์ในอาศรมท้องถิ่น จึงมีการประดิษฐานเทวรูปอันรุ่งเรือง และมอบหน้าที่คุ้มครองแก่พราหมณ์และชาวเมือง ทำให้สถานที่นี้เป็นที่รู้จักในนาม ‘นาคาราทิตยะ’ ต่อมาว่าด้วยผลานุศาสน์: เพียงได้ดรรศนะนาคารารกะก็เสมอด้วยการถวายทานใหญ่ ณ ประยาคะ เทวะองค์นี้ทรงเป็นผู้ขจัดความยากจน ความโศก และโรคภัย และทรงเป็น ‘แพทย์แท้’ แห่งความทุกข์ทั้งปวง พิธีกล่าวถึงการอาบน้ำด้วยน้ำหิรัณยา การบูชาเทวรูป และการถือวรตสัปตมีในปักษ์สว่าง โดยเฉพาะเมื่อประกอบด้วยสังกรานติ ซึ่งทำให้กรรมพิธีทั้งหลายเกิดผลทวีคูณ ท้ายบทมีสโตตรสั้น 21 พระนามของพระสุริยะ (เช่น วิกัรตนะ วิวัสวาน มารตัณฑะ ภาสกร รวิ เป็นต้น) เรียกว่า ‘สตวราช’ ช่วยเพิ่มพูนสุขภาพกาย การสวดภาวนาเวลาอรุณและย่ำค่ำให้ผลสมปรารถนา และในที่สุดนำไปสู่การเข้าถึงโลกของภาสกร

बलभद्र-सुभद्रा-कृष्ण-माहात्म्यवर्णनम् (The Māhātmya of Balabhadra, Subhadrā, and Kṛṣṇa)
อัธยายะนี้กล่าวด้วยถ้อยคำ “อีศวรอุวาจ” เป็นเสียงแห่งพระเป็นเจ้า ชี้นำให้หันสู่ตรีเทพคือ พระพลภัทร (บาลภัทร), พระสุภัททรา และพระศรีกฤษณะ ผู้ทรงเป็นที่พึ่งทางจิตวิญญาณและประทานบุญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะพระศรีกฤษณะทรงได้รับการสรรเสริญว่าเป็น “สรรวปาตกนาศนะ” ผู้ทำลายบาปทั้งปวง เนื้อหายืนยันมหิมาด้วยความทรงจำตามกัลปะ: ในกัลปะก่อน พระหริได้ทรงสละกาย (คาตฺโรตฺสรรคะ) ณ สถานที่นี้ และในกัลปะปัจจุบันก็มีการระลึกถึงการสละกายทำนองเดียวกัน ต่อจากนั้นประกาศผลแห่งการแสวงบุญว่า ผู้ใดบูชาพระพลภัทร-สุภัททรา-กฤษณะ ณ สันนิธิของนาคาราทิตย์ ย่อมเป็นผู้ไปสวรรค์ (สวรรคคามิน) ตามผลศรุติที่กล่าวไว้

शेषमाहात्म्यवर्णनम् (The Māhātmya of Śeṣa at Mitra-vana)
บทที่ 241 เป็นถ้อยคำของพระอีศวรพรรณนาศาลเจ้าศักดิ์สิทธิ์ในประภาสเกษตรที่เกี่ยวเนื่องกับพระพลภัทร และนับถือว่าเป็นพระเศษะ (ผู้มีรูปเป็นนาค) สถานที่นี้อยู่ในมิตรวนะ ซึ่งกล่าวว่ากว้างสองคัวยูติ และเชื่อมโยงกับตถีรถะ ณ ตรีสังคมที่เข้าถึงได้ด้วยเส้นทางตำนาน “ปาตาลปถ” รูปศาลเจ้าถูกกล่าวว่าเป็นลิงคาการและมหาประภา (รุ่งเรืองยิ่ง) และเป็นที่เลื่องลือในนาม “เศษะ” พร้อมด้วยพระเรวตี ต่อมามีตำนานท้องถิ่นว่า สิทธะนาม “ชรา” ผู้เป็นช่างทอผ้า (เกาลิกะ) และในสำนวนเรื่องเล่าถูกเรียกว่า ‘ผู้สังหารพระวิษณุ’ ได้บรรลุการสลายรวม (ลยะ) ณ ที่นี้ แล้วสถานที่จึงเป็นที่รู้จักแพร่หลายในนามเศษะ บทนี้กำหนดพิธีบูชาในวันไจตรศุกลตรโยทศี โดยให้ผลเป็นความผาสุกของครอบครัว บุตรหลาน ปศุทรัพย์ และความเป็นสิริมงคลตลอดหนึ่งปี อีกทั้งกล่าวถึงอานิสงส์คุ้มครองเด็กจากโรคผื่นตุ่มพอง เช่น มสูริกา และ วิสโผฏกะ สถานที่นี้เป็นที่นิยมในหมู่ผู้คนหลายกลุ่ม และพระเศษะทรงพอพระทัยโดยเร็วด้วยเครื่องบูชา เช่น สัตว์ ดอกไม้ และบลีหลากชนิด พร้อมทั้งทรงทำลายบาปที่สั่งสมไว้.

कुमारीमाहात्म्यवर्णनम् (Kumārī Māhātmya—The Glory of the Maiden Goddess)
อีศวรเล่าแก่พระมหาเทวีถึงเหตุการณ์อันเป็นเกราะคุ้มครอง ณ ใกล้เทวีคุมารีกา โดยระบุทิศตะวันออกเป็นนัยบอกตำแหน่งในภูมิศักดิ์สิทธิ์. ในกัลปะรัถันตระ อสูรใหญ่ชื่อรุรุอุบัติขึ้นเป็นความหวาดกลัวแก่โลก รบกวนเหล่าเทวะและคันธรรพะ ฆ่าฤๅษีผู้บำเพ็ญตบะและผู้ตั้งมั่นในธรรม ทำให้สายธารวัฒนธรรมพระเวทขาดตอน; บนแผ่นดินเสียงสวาธยายะ วษัฏ และงานยัญญะอันรื่นเริงเสื่อมสลาย. เหล่าเทวะกับมหาฤๅษีประชุมหาหนทางปราบเขา และจากเหงื่อที่แผ่ออกจากกายร่วมกันได้บังเกิดกุมารีทิพย์ผู้มีเนตรดุจดอกบัว; นางถามถึงภารกิจและได้รับมอบหมายให้คลี่คลายวิกฤต. เมื่อเทวีทรงพระสรวล จากพระสรวลนั้นเกิดกุมารีผู้ติดตามถือบาศและอังกุศะ ออกรบจนกองทัพรุรุแตกพ่าย. รุรุใช้มายามืด (ตาโมสี) แต่เทวีมิได้หลง; นางแทงเขาด้วยศักติ. ครั้นรุรุหนีสู่ทะเล เทวีไล่ตามเข้าสู่ห้วงสมุทร ตัดศีรษะเขาด้วยดาบ แล้วปรากฏเป็นจารม-มุณฑธรา ผู้ทรงหนังและเศียรที่ถูกตัด. เทวีกลับสู่เขตปรภาสพร้อมบริวารรุ่งเรืองหลากรูป เหล่าเทวะผู้พิศวงสรรเสริญนางว่า จามุณฑา กาลราตรี มหามายา มหากาลี/กาลิกา และพระนามอันดุเดือดเพื่อคุ้มครองอื่น ๆ. เทวีประทานพร; เหล่าเทวะทูลขอให้นางประดิษฐานในกษेत्रนี้ ให้สโตตราของนางบันดาลพรแก่ผู้สาธยาย และให้ผู้ศรัทธาฟังปฐมเหตุของนางด้วยภักติได้ความบริสุทธิ์และบรรลุ “ปราคติ” อันสูงสุด. ยังระบุข้อปฏิบัติว่า การบูชาในปักษ์สว่าง โดยเฉพาะวันนวมีเดือนอาศวิน เป็นมงคลยิ่ง. ตอนท้ายเทวีประทับอยู่ ณ ที่นั้น และเหล่าเทวะกลับสวรรค์เมื่อศัตรูพ่ายแพ้แล้ว.

मंत्रावलिक्षेत्रपालमाहात्म्यवर्णनम् / The Māhātmya of the Mantrāvalī Kṣetrapāla
ในบทนี้ อีศวรทรงแนะนำพระเทวีถึงวิธีเข้าเฝ้า “เกษตรปาละ” ผู้พิทักษ์สถานที่อันทรงพลัง ซึ่งสถิตอยู่ทิศอีศานะ (ตะวันออกเฉียงเหนือ) ท่านถูกพรรณนาว่าประดับด้วยมาลัยแห่งมนตร์ (มันตราวลี/มันตรมาลา) ตั้งมั่นเพื่อคุ้มครองใกล้ฝั่งทอง (หิรัณยะ-ตฏะ) และพิทักษ์เขตย่อยที่เรียกว่า “หีรกะ-เกษตร” อันเปรียบดังทุ่งแห่งอัญมณี ต่อมาระบุพิธีตามกาล: ในวันขึ้น/แรมที่สิบสาม (ตรโยทศี) แรมครึ่งเดือน (กฤษณะปักษะ) ผู้บูชาควรถวายเครื่องหอม ดอกไม้ เครื่องสักการะ และบลี (เครื่องบูชา/เครื่องถวายตามพิธี) แด่เกษตรปาละ เมื่อบูชาโดยถูกต้อง เทวะองค์นั้นย่อมเป็นผู้ประทานสมปรารถนาทั้งปวง (สรรวะกามะประทา) แสดงว่าศรัทธาต่อเกษตรปาละให้ทั้งความคุ้มครองและความสำเร็จตามประสงค์ภายใต้จริยธรรมแห่งการปฏิบัติในทีรถะ

Vicitreśvaramāhātmya (विचित्रेश्वरमाहात्म्य) — The Glory of Vicitreśvara
อีศวรทรงแนะนำพระเทวีให้เสด็จไปยังศิวสถานอันประเสริฐชื่อ “วิจิตเรศวร” ซึ่งตั้งอยู่ ณ ฝั่งหิรัณยา-ตีระ สถานที่นี้ได้รับการสรรเสริญว่าเป็นที่ทำลายบาปหนักยิ่ง (มหาปาตกนาศนะ) และเป็นตถาคตแห่งการจาริกในเขตปรภาสะอันศักดิ์สิทธิ์ กำเนิดของศาลเจ้านี้โยงกับ “วิจิตระ” เสมียนของยม ผู้บำเพ็ญตบะอย่างเข้มข้น ครั้นตบะสำเร็จจึงมีการประดิษฐานลึงค์อันดุดันยิ่ง (มหารौทร) ณ ที่นั้น ในผลศรุติกล่าวชัดว่า ผู้ใดได้เห็นลึงค์นี้ ผู้นั้นย่อมไม่ต้องเห็นยมโลก ทำให้การดาร์ศนะเป็นทั้งการปัดเป่าเคราะห์และเป็นหนทางสู่ความหลุดพ้น

ब्रह्मेश्वरमाहात्म्यवर्णनम् | Brahmeśvara Māhātmya (Account of the Glory of Brahmeśvara)
บทนี้เป็นคำสอนอันศักดิ์สิทธิ์ที่พระอีศวรตรัสแก่พระเทวี และทรงชี้นำให้เสด็จ—รวมทั้งผู้แสวงบุญทั้งหลาย—ไปยังศาลเจ้าหนึ่งในแดนศักดิ์สิทธิ์เดียวกัน สถานที่นั้นอยู่ริมฝั่งแม่น้ำสรัสวตี อยู่ทางทิศตะวันตกของจุดหมาย/สัญลักษณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับปารณาทิตยะ พร้อมคำบอกทิศทางแบบใกล้/สูงกว่า ตามลำดับ. ณ ที่นั้นมีลึงค์อันเลื่องชื่อซึ่งพระพรหมได้สถาปนาไว้แต่โบราณ เรียกว่า “พรหมเมศวร” และได้รับการสรรเสริญว่าเป็นผู้ทำลายบาปทั้งปวง (sarva-pātaka-nāśana). พิธีปฏิบัติระบุเฉพาะติติ: ในวันทวิติยา (dvitīyā) ผู้ปฏิบัติควรอาบน้ำชำระที่นั่น ถืออุโปวาส (upavāsa) สำรวมอินทรีย์ (jitendriya) และบูชาพระผู้เป็นเจ้าแห่งเทพทั้งหลายด้วยนาม “พรหมเมศวร”. อีกทั้งควรถวายตัรปณะ (tarpaṇa) และประกอบศราทธะ (śrāddha) แด่บรรพชน เพื่อบรรลุฐานะ/แดนอันเป็นนิรันดร์ (śāśvataṃ padam).

Piṅgā-nadī-māhātmya (Glorification of the Piṅgā River)
อีศวรทรงสั่งสอนพระเทวีให้เสด็จไปยังปิงคะลี คือแม่น้ำปิงคา อันตั้งอยู่ทางตะวันตกของฤๅษิ-ตีรถะ เป็นสายน้ำทำลายบาปและไหลสู่มหาสมุทร พระองค์ทรงแสดงอานิสงส์เป็นลำดับ—เพียงได้เห็น (สันทัรศนะ) ก็เสมอผลบุญพิธีใหญ่เพื่อบรรพชน; อาบน้ำศักดิ์สิทธิ์ (สนานะ) ได้บุญเป็นสองเท่า; ทำตัรปณะได้สี่เท่า; และทำศราทธะให้ผลอันประมาณมิได้ มีตำนานประกอบว่า ฤๅษีบางพวกผู้มุ่งมาด้วยปรารถนาจะได้ทัศนะของโสมเศวร—ถูกพรรณนาว่าเป็นชาวทิศใต้ ผิวคล้ำ/รูปร่างไม่งาม—ได้อาบน้ำ ณ อาศรมอันประเสริฐใกล้แม่น้ำ แล้วกลับกลายเป็นผู้มีรูปโฉมงดงาม “กามะ-สทฤศ” (ดุจอุดมคติแห่งความน่าดึงดูด) พวกท่านอัศจรรย์ใจและกล่าวว่าเพราะได้ “ปิงคัตวะ” (ประกายสีทองอ่อน) แม่น้ำนี้จักมีนามว่า “ปิงคา” สืบไป ยังกล่าวด้วยว่า ผู้ใดอาบน้ำที่นี่ด้วยภักติสูงสุด วงศ์ตระกูลของผู้นั้นจะไม่มีกุลบุตรหลานอัปลักษณ์ ในที่สุดฤๅษีทั้งหลายกระจายตนอยู่ตามฝั่งแม่น้ำ ดำรงตบะอย่างเรียบง่ายมีเพียงยัชโญปวีตเป็นเครื่องหมาย และสถาปนาตีรถะต่าง ๆ ด้วยการตั้งชื่อและการอยู่ด้วยวินัย

पिंगलादित्य–पिंगादेवी–शुक्रेश्वरमाहात्म्यवर्णनम् (Māhātmya of Piṅgalāditya, Piṅgā Devī, and Śukreśvara)
บทนี้เป็นคำสอนเชิงเทววิทยาจากพระอีศวรถึงพระเทวี กล่าวถึงสถานที่ควรไป “ดรศนะ” ในปรภาสเกษตร พร้อมข้อปฏิบัติและผลบุญที่กำหนดไว้ เริ่มด้วยการชี้ให้ผู้แสวงบุญไปเฝ้าดูปิงคฬาทิตยะ ผู้เป็นสุริยรูปอันทำลายบาป โดยย้ำว่าการดรศนะพระสุริยะเป็นการชำระมลทินและก่อบุญกุศล ต่อมาระบุปิงคาเทวีว่าเป็นรูปแห่งพระปารวตี ทำให้การบูชาเทวีรวมอยู่ในวงจรแห่งความศักดิ์สิทธิ์เดียวกัน จากนั้นบัญญัติการถืออุโบสถ/อดอาหารพิเศษในวันจันทรคติที่สาม (ตฤติยา) ว่าผู้ปฏิบัติย่อมสำเร็จความปรารถนา และได้ผลมงคลทั่วไป เช่น ทรัพย์และบุตร สุดท้ายกล่าวถึงศุกเรศวร ลึงค์/ศาลเจ้าที่มีนามเฉพาะ ซึ่งการดรศนะทำให้พ้นจากบาปทั้งปวง (สรรวปาตกะ) บทนี้จึงตอกย้ำว่า การดรศนะ การถือพรต และความภักดี เป็นหนทางแห่งความบริสุทธิ์ทางศีลธรรมและพิธีกรรมในเกษตรนี้

Brahmeśvara-māhātmya (ब्रह्मेश्वरमाहात्म्य) — Origin and Merit of the Brahmeśvara Liṅga
อีศวรทรงสั่งสอนมหาเทวีให้เสด็จไปยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่กล่าวไว้ก่อนหน้า ซึ่งพระพรหมเคยบูชา ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำสรัสวตี และอยู่ทางทิศตะวันตกของปรณาทิตยะ จากนั้นทรงเล่าเหตุปฐมกถา: ก่อนที่พระพรหมจะสร้างหมู่สัตว์สี่จำพวก ได้มีสตรีผู้ประหลาดยิ่ง เกินพรรณนา ปรากฏขึ้นพร้อมลักษณะแห่งความงามตามคัมภีร์ปุราณะ เมื่อพระพรหมทอดพระเนตรก็ถูกกามครอบงำและทูลขอร่วมสังวาส ผลคือเศียรที่ห้าของพระองค์ตกลงและกลายเป็นดุจลา ถือเป็นความผิดทางธรรมที่เกิดผลฉับพลัน ครั้นตระหนักถึงความหนักหนาแห่งกามต้องห้ามที่เกิดขึ้นต่อ ‘ธิดา’ พระพรหมจึงเสด็จมายังปรภาสเพื่อชำระมลทิน เพราะกล่าวว่าไร้การอาบน้ำในทีรถะแล้วย่อมไม่อาจได้ความบริสุทธิ์ทั้งกายและธรรมได้ เมื่ออาบในสรัสวตีแล้ว พระองค์ทรงสถาปนาศิวลึงค์ของพระศิวะผู้เป็นเทวเทวะศูลิน และพ้นจากมลทินกลับสู่สถานของตน ตอนท้ายกล่าวผลบุญว่า ผู้ใดอาบในสรัสวตีและได้เห็นพรหมเมศวรลึงค์นั้น ย่อมพ้นบาปทั้งปวงและได้รับเกียรติในพรหมโลก อีกทั้งหากได้เห็นในวันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือนไจตรา จะเข้าถึงสถานสูงสุดอันเกี่ยวเนื่องกับพระมหेशวร

संगमेश्वरमाहात्म्यवर्णनम् | Sangameśvara Māhātmya (Glory of the Lord of the Confluence)
อีศวรทรงสั่งสอนพระเทวีให้เสด็จไปยังเทวสถานที่เรียกว่า “สังคเมศวร” ซึ่งมีนามว่า “โกลกะ” ด้วย และได้รับการสรรเสริญว่าเป็นผู้ทำลายบาป เรื่องราวระบุตำแหน่งของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ณ จุดบรรจบ (สังคมะ) ของแม่น้ำสรัสวตีและปิงคา พร้อมแนะนำฤๅษีอุททาลกะ ผู้สำเร็จในตบะและบำเพ็ญพรตอยู่ ณ สังคมนั้น เมื่ออุททาลกะประกอบตบะอย่างเข้มข้น ศิวลึงค์ได้ปรากฏต่อหน้า เป็นนิมิตยืนยันแห่งภักติ แล้วมีวาจาไร้กาย (อศรีรินี วาก) ประกาศว่าพระผู้เป็นเจ้าจะสถิตอยู่ ณ ที่นั้นเป็นนิตย์ และตั้งนามศาลเจ้าว่า “สังคเมศวร” เพราะลึงค์อุบัติขึ้น ณ จุดบรรจบ กล่าวถึงผลบุญว่า ผู้ใดอาบน้ำ ณ สังคมอันเลื่องชื่อและได้เฝ้าดูสังคเมศวร ย่อมบรรลุคติสูงสุด อุททาลกะบูชาศิวลึงค์อย่างต่อเนื่อง และเมื่อสิ้นอายุขัยก็ถึงพระธามของมหेशวร ปิดเรื่องเป็นแบบอย่างแห่งศรัทธาต่อทีรถะที่เกื้อหนุนสู่โมกษะ

Gaṅgeśvara Māhātmya (गंगेश्वरमाहात्म्य) — The Glory of Gaṅgeśvara Liṅga
อีศวรตรัสแก่เทวีให้หันมาพิจารณาลึงค์อันเลื่องชื่อว่า “คเณศวร (Gaṅgeśvara)” ซึ่งเป็นที่สรรเสริญในสามโลก และตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของสังคเมศวร (Saṅgameśvara) จากนั้นทรงรำลึกเหตุการณ์โบราณว่า ในกาลสำคัญยิ่ง พระปรภวิษณุได้อัญเชิญพระแม่คงคาเพื่อการอภิเษก (abhiṣeka) อันศักดิ์สิทธิ์ เมื่อพระแม่คงคาเสด็จมาถึง ก็ได้ทอดพระเนตรกษेत्र (kṣetra) อันเปี่ยมบุญญาธิการ มีฤๅษีสัญจรอยู่เสมอ เต็มไปด้วยลึงค์มากมาย และมีอาศรมของผู้บำเพ็ญตบะหนาแน่น ด้วยศิวภักติอันมั่นคง พระแม่คงคาจึงทรงสถาปนาลึงค์ ณ ที่นั้น กลายเป็น “คเณศวรลึงค์” บทนี้กล่าวผลบุญว่า เพียงได้ดर्शन (darśana) ก็เสมือนได้อาบน้ำในคงคา และมนุษย์ย่อมได้บุญเทียบเท่าพิธีอัศวเมธะ (Aśvamedha) หนึ่งพันครั้ง ทั้งการบอกตำแหน่ง เรื่องการสถาปนา และผลบุญที่ประกาศชัด ล้วนเป็นคำชี้นำแห่งศรัทธาและการจาริกแสวงบุญ.

Śaṅkarāditya-māhātmya (The Glory of Śaṅkarāditya)
ในบทสนทนาโดยย่อระหว่างอีศวรกับเทวี บทนี้ชี้นำผู้แสวงบุญให้บูชาเทวสถานนามว่า “ศังกราทิตยะ” ซึ่งกล่าวว่าอยู่ทางทิศตะวันออกของคงเคศวร และศังกรเป็นผู้สถาปนาไว้ กำหนดกาลพิธีอันเป็นมงคลคือวันขึ้น ๖ ค่ำ (ษัษฐี) แห่งปักษ์สว่าง (ศุกลปักษะ) พิธีกล่าวให้ถวายอรฺฆยะในภาชนะทองแดง (ตามรปาตระ) จัดด้วยจันทน์แดง (รักตจันทนะ) และดอกไม้สีแดง (รักตปุษปะ) พร้อมจิตที่ตั้งมั่นเป็นสมาธิ (สมาหิต) ผลที่สัญญาไว้คือได้ถึงโลกอันสูงสุดที่เกี่ยวเนื่องกับทิวากร (พระอาทิตย์) บรรลุความสำเร็จอันประณีต (ปราสิทธิ) และไม่ตกสู่ความยากจน (ดาริทรตา) ตอนท้ายเร้าให้เพียรพยายามอย่างครบถ้วนในเขตศักดิ์สิทธิ์นั้น เพื่อบูชาศังกราทิตยะผู้ประทานผลแห่งความปรารถนาทั้งปวง (สรวกามผลประทา)

शङ्करनाथमाहात्म्यवर्णनम् (Śaṅkaranātha Māhātmya—Account of the Glory of Śaṅkaranātha)
อีศวรตรัสแก่เทวีให้จัดลำดับการจาริกไปสู่ลึงค์อันเลื่องชื่อว่า “ศังกรนาถ” ซึ่งเป็นที่สรรเสริญในไตรโลกและเป็นผู้ขจัดบาป ทรงเล่าว่า ภานุ (พระอาทิตย์) ได้บำเพ็ญตบะยิ่งใหญ่แล้วจึงสถาปนาลึงค์นี้ พร้อมตั้งสถานศักดิ์สิทธิ์ไว้ ณ ที่นั้น ต่อมาทรงกำหนดข้อปฏิบัติย่อ ๆ ทั้งด้านศีลและพิธีกรรม คือ บูชามหาเทวะพร้อมการถืออุโบสถ/อดอาหาร เลี้ยงพราหมณ์ ทำศราทธะด้วยการสำรวมอินทรีย์ และถวายทานทองกับผ้าตามกำลัง ตอนท้ายกล่าวผลอย่างชัดเจนว่า ผู้ปฏิบัติย่อมได้บรรลุปรมธาม อันเป็นที่อยู่สูงสุด

गुफेश्वरमाहात्म्यवर्णनम् | Gufeśvara Shrine-Māhātmya (Description of the Glory of Gufeśvara)
บทนี้เป็นคำสั่งสอนอันศักดิ์สิทธิ์ที่อีศวรตรัสแก่พระมหาเทวี โดยชี้แนวทางการจาริกไปยังศาสนสถานสำคัญชื่อ “คุเฟศวร” สถานที่นี้อยู่ทางเหนือของหิรัณยา และได้รับการสรรเสริญว่าเลิศยิ่ง ไร้ผู้เสมอ พร้อมทั้งเป็น “ผู้ทำลายบาปทั้งปวง” อย่างชัดเจน สาระเน้นที่มหิมาแห่งการได้เฝ้าดู (darśana)—เพียงได้เห็นเทวะ ณ คุเฟศวรก็กล่าวว่าสามารถชำระล้างบาปหนักได้ ในผลश्रุติยกถ้อยคำเกินจริงเชิงศรัทธาว่าแม้โทษดุจ “การฆ่านับโกฏิ” ก็ยังสลายไป จึงทำให้คุเฟศวรเป็นจุดสำคัญในภูมิทัศน์ศักดิ์สิทธิ์แห่งประภาสกษेत्रและเป็นสถานที่ชำระบาปนำสู่ความหลุดพ้น

घण्टेश्वरमाहात्म्यवर्णनम् | Ghanteśvara Shrine-Māhātmya (Description of the Glory of Ghanteśvara)
บทนี้เป็นมาหาตมยะโดยย่อในรูปคำสอนของพระอีศวร กล่าวถึงสถิตศักดิ์สิทธิ์ ณ ประภาสะที่เรียกว่า ‘ฆัณเฏศวร’ ผู้ทรงเป็นผู้ทำลายบาปทั้งปวง (sarva-pātaka-nāśana) เป็นที่เคารพบูชาของทั้งเทวะและทานวะ และเป็นสถานที่ที่ฤๅษีและสิทธะได้บูชามาแล้ว อีกทั้งทรงประทานผลตามความปรารถนา (vāñchitārtha-phala-prada) แก่ผู้ศรัทธา ต่อมาระบุข้อกำหนดด้านกาลเวลา—ผู้ศรัทธามนุษย์ผู้บูชาพระฆัณเฏศวรในวันอัษฏมี (Aṣṭamī) ที่ตรงกับวันจันทร์ (Soma-vāra) ย่อมได้สิ่งที่ปรารถนาและได้รับการกล่าวว่าเป็นผู้พ้นจากบาป ตอนท้ายมีคอลอฟอนระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของสกันทปุราณะ ประภาสขันฑะ ประภาสกษेत्रมาหาตมยะ และเป็นอัธยายะที่ 254.

ऋषितीर्थमाहात्म्य (The Māhātmya of Ṛṣi-tīrtha / Rishi Tirtha)
อีศวรทรงพรรณนามหิมาแห่ง “ฤๅษิตีรถะ” อันเลื่องชื่อใกล้ปรภาสะ โดยเฉพาะเขตด้านตะวันตกซึ่งเกี่ยวข้องกับเหล่ามหาฤๅษีจำนวนมาก อังคิรส โคตมะ อคัสตยะ วิศวามิตร วสิษฐะพร้อมอรุนธตี ภฤคุ กัศยปะ นารท ปรวตะ และฤๅษีอื่น ๆ บำเพ็ญตบะอย่างยิ่งด้วยการสำรวมและสมาธิ เพื่อมุ่งสู่พรหมโลกอันเป็นนิรันดร์ ครั้นเกิดความแห้งแล้งและทุพภิกขภัยหนัก พระราชานามอุปริจระนำธัญญาหารและทรัพย์สินมาถวาย โดยกล่าวว่าการรับทานเป็นชีพทางอันไม่ด่างพร้อยของพราหมณ์ เหล่าฤๅษีปฏิเสธ โดยชี้โทษทางธรรมของทานจากราชา—ความเสื่อมเพราะโลภะ พันธนาการแห่งการสะสม (สัญจยะ) และความกระหายใคร่ (ตฤษณา) พร้อมสรรเสริญความสันโดษและความไม่ยึดติด คนของพระราชาโปรยทรัพย์ “หิรัณยครรภะ” ใกล้ต้นอุทุมพร แต่ฤๅษีก็ละทิ้งอีกและเดินทางต่อไป ต่อมาถึงสระใหญ่เต็มด้วยดอกบัว จึงอาบน้ำชำระและเก็บก้านบัว (บีสะ) เป็นอาหารประทังชีวิต นักบวชจาริกชื่อศุโนมุขะหยิบบีสะไปเพื่อกระตุ้นการไต่ถามธรรม เหล่าฤๅษีจึงกล่าวคำสัตย์/คำสาปกำหนดลักษณะความเสื่อมทางศีลธรรมของโจร ศุโนมุขะเผยตนว่าเป็นปุรันทร (อินทร) และสรรเสริญความไม่โลภของท่านทั้งหลายว่าเป็นรากฐานแห่งโลกอันไม่เสื่อมสูญ แล้วฤๅษีขอพิธีเฉพาะถิ่น: ผู้ใดมาถึงที่นี่ รักษาความบริสุทธิ์ อดอาหารสามคืน อาบน้ำ ทำตัรปณะบูชาบรรพชน และประกอบศราทธะ ย่อมได้บุญเสมอทุกตีรถะ พ้นจากคติอันต่ำ และได้เสพสหายทิพย์.

नन्दादित्यमाहात्म्यवर्णनम् (The Māhātmya of Nandāditya)
ในอัธยายะนี้ พระอีศวรตรัสแก่พระเทวีว่า ณ ประภาสเกษตร การสถาปนาและบูชา “นันทาทิตยะ” อันเป็นพระสุริยรูปที่พระราชานันทะได้ประดิษฐานไว้ เป็นสิ่งชอบด้วยธรรมและคัมภีร์. พระราชานันทะถูกพรรณนาเป็นกษัตริย์ผู้ประเสริฐ บ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุข; แต่ด้วยวิบากกรรมกลับถูกโรคเรื้อนร้ายแรงครอบงำ. เมื่อสืบหาสาเหตุ จึงเล่าย้อนถึงเหตุการณ์ก่อนหน้า—ด้วยวิมานทิพย์ที่พระวิษณุประทาน เขาไปถึงมานัสสโรวรและพบ “ดอกบัวกำเนิดพรหม” อันหาได้ยาก ภายในมีบุรุษทิพย์สว่างไสวขนาดเท่านิ้วหัวแม่มือ. ด้วยความใคร่ในเกียรติยศ เขาสั่งให้ยึดดอกบัวนั้น; ครั้นแตะต้องก็เกิดเสียงน่ากลัว และพระราชานันทะล้มป่วยทันที. พระฤๅษีวสิษฐะอธิบายว่า ดอกบัวนั้นศักดิ์สิทธิ์ยิ่ง ความตั้งใจจะนำไปอวดแก่ผู้คนเป็นความผิด และเทวะภายในคือประทยोतนะ/พระสุริยะเอง. จึงกำหนดให้บำเพ็ญการสงบเคราะห์และบูชาพระภาสกร ณ ประภาส. พระราชานันทะสถาปนา “นันทาทิตยะ” แล้วบูชาด้วยอรรฆยะและเครื่องสักการะต่าง ๆ; พระสุริยะประทานการหายป่วยโดยฉับพลัน และประทานพรสถิตอยู่ ณ ที่นั้น พร้อมตรัสว่า ผู้ใดได้เห็นพระองค์ในวันสัปตมีที่ตรงกับวันอาทิตย์ ย่อมบรรลุสภาวะสูงสุด. ตอนท้ายเป็นผลश्रुतिว่า การอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์ การทำศราทธะ และการให้ทาน—โดยเฉพาะทานโคกปิลา หรือโคแห่งเนยใส—ณ ตีรถะแห่งนี้ ให้บุญอเนกอนันต์และเป็นเครื่องเกื้อหนุนสู่โมกษะ.

त्रितकूपमाहात्म्य (Glory of the Trita Well)
อีศวรเล่าแก่เทวีถึงเรื่องของอาตฺเรยะ ผู้เป็นกษัตริย์/พราหมณ์ผู้ทรงปัญญาแห่งแคว้นเสาราษฏระ และบุตรสามคนคือ เอกตะ ทวิตะ และน้องสุดท้อง ตฤตะ ตฤตะเป็นผู้ทรงศีล รู้พระเวท ส่วนพี่สองคนกลับมีความประพฤติคลาดธรรม. ครั้นอาตฺเรยะสิ้นแล้ว ตฤตะรับภาระเป็นผู้นำ ตั้งปณิธานประกอบยัญญะ เชิญฤตวิชและอาวาหนะเทพทั้งหลาย. เพื่อหาทักษิณา เขาเดินทางพร้อมพี่น้องไปทางประภาสเพื่อรวบรวมโค และด้วยความเป็นบัณฑิตจึงได้รับการต้อนรับและทานระหว่างทาง ทำให้พี่ทั้งสองเกิดริษยา. ระหว่างทางมีเสืออันน่ากลัวปรากฏ โคแตกตื่นกระจัดกระจาย ใกล้บ่อน้ำแห้งอันน่าสะพรึง พี่ทั้งสองฉวยโอกาสผลักตฤตะลงสู่คูปะไร้น้ำแล้วพาโคหนีไป. ในบ่อ ตฤตะไม่ยอมสิ้นหวัง เขาประกอบ ‘มานสยัญญะ’ คือยัญญะด้วยใจ สวดสูกตะและทำโหมะเชิงสัญลักษณ์ด้วยทราย. เทพทั้งหลายพอพระทัยในศรัทธาของเขา จึงให้พระสรัสวตีมาบันดาลให้น้ำเต็มบ่อ ตฤตะจึงรอดพ้น และสถานที่นั้นเป็นที่รู้จักว่า ‘ตฤตกูปะ’. ท้ายบทกล่าวข้อปฏิบัติว่า ผู้มีความบริสุทธิ์ไปอาบน้ำ ณ ที่นั้น ทำปิตฤตัรปณะ และถวายทานงาพร้อมทอง ย่อมได้บุญยิ่ง. ตีรถะแห่งนี้กล่าวว่าเป็นที่รักของหมู่ปิตฤ รวมทั้งอัคนิษวาตตะและบर्ऺิษัท และแม้เพียงได้เห็นก็ยังช่วยชำระบาปได้ตราบสิ้นชีวิต จึงชักชวนผู้แสวงบุญให้อาบน้ำที่นั่นเพื่อความสวัสดี.

शशापानतीर्थप्रादुर्भावः (Origin of the Śaśāpāna Tīrtha) / The Emergence of Shashapana Tirtha
อีศวรเล่าแก่เทวีถึงกำเนิดของ “ศศาปาน” ตีรถะผู้ทำลายบาป ซึ่งอยู่ทางทิศใต้ของสถานที่ที่ระลึกนามว่า ศศาปาน เมื่อเหล่าเทวะได้อมฤตจากการกวนเกษียรสมุทรแล้ว หยดอมฤตจำนวนมากตกลงสู่พื้นพิภพ ณ ที่นั้น กระต่าย (ศศกะ) ผู้กระหายน้ำลงสู่สระ และด้วยการสัมผัสสระที่เจืออมฤต จึงบรรลุสภาพอัศจรรย์และปรากฏเป็นนิมิตอยู่ ณ ที่นั้น เหล่าเทวะหวั่นเกรงว่ามนุษย์จะดื่มอมฤตที่ตกลงมาแล้วเป็นอมตะ จึงปรึกษากันด้วยความกังวล ครั้นนั้นพระจันทร์ (นิศานาถ/จันทร) ถูกนายพรานทำร้ายจนเคลื่อนไหวไม่ได้ จึงขออมฤต เหล่าเทวะชี้ให้ดื่มน้ำจากสระนั้น โดยกล่าวว่าอมฤตตกอยู่ที่นั่นเป็นอันมาก พระจันทร์ดื่มน้ำที่เกี่ยวเนื่องกับกระต่าย—ดื่ม “พร้อมกับกระต่าย”—แล้วกลับมาสมบูรณ์และรุ่งเรือง ส่วนกระต่ายยังคงปรากฏเป็นเครื่องหมายแห่งการสัมผัสอมฤต ต่อมาเหล่าเทวะขุดแอ่งที่แห้งจนกระทั่งน้ำผุดขึ้นอีกครั้ง สถานที่นั้นจึงได้ชื่อว่า “ศศาปาน” เพราะพระจันทร์ดื่มน้ำที่สัมพันธ์กับศศกะ ตอนท้ายกล่าวผลานุศาสน์ว่า ผู้ศรัทธาอาบน้ำ ณ ที่นั้นย่อมถึงคติสูงสุดอันเกี่ยวเนื่องกับพระมหेशวร ผู้ถวายภัตตาหารแก่พราหมณ์ได้ผลแห่งยัญทั้งปวง และภายหลังพระสรัสวตีมาพร้อมวฑวากนิยิ่งชำระตีรถะให้บริสุทธิ์ จึงย้ำให้ตั้งใจอาบน้ำ ณ ที่นั้นโดยเต็มกำลัง.

पर्णादित्यमाहात्म्यवर्णनम् | The Māhātmya of Parnāditya (Sun Shrine) on the Prācī Sarasvatī
บทนี้อยู่ในกรอบคำสอนของพระอีศวรต่อพระมหาเทวี โดยทรงชี้นำผู้แสวงบุญให้ไปยัง ‘ปัรณาทิตยะ’ เทวสถานพระสุริยะซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งเหนือของแม่น้ำปราจีสรัสวตี จากนั้นเล่าเรื่องย้อนอดีตว่า ในยุคเตรตา พราหมณ์นามปัรณาทะได้มาถึงประภาสเกษตร แล้วบำเพ็ญตบะอย่างเคร่งครัด พร้อมธำรงภักติไม่ขาดทั้งกลางวันและกลางคืน บูชาพระสุริยะด้วยธูป พวงมาลัย เครื่องลูบไล้หอม และบทสรรเสริญที่สอดคล้องกับพระเวท เมื่อทรงพอพระทัย พระสุริยะเสด็จปรากฏและประทานให้ขอพร ผู้ภักดีทูลขอเป็นประการแรกซึ่งหาได้ยาก คือพระกรุณาแห่งการได้เห็นพระองค์โดยตรง (ทัรศนะ) และประการที่สองขอให้พระสุริยะประดิษฐานอยู่ ณ ที่นั้นเป็นนิตย์ พระสุริยะทรงรับคำ ประทานพรให้ได้บรรลุแดนพระสุริยะ แล้วเสด็จลับไป ตอนท้ายกล่าวถึงวิธีแสวงบุญและผลบุญ: อาบน้ำศักดิ์สิทธิ์ในวันจันทรคติที่หก (ษัษฐี) เดือนภาทรปท และได้ทัรศนะปัรณาทิตยะ ย่อมป้องกันความทุกข์; บุญแห่งทัรศนะนี้เทียบเท่าผลแห่งการถวายโคหนึ่งร้อยตัวโดยถูกต้องที่ประยาคะ อีกทั้งเตือนว่า ผู้ป่วยโรคร้ายแต่ไม่รู้จักปัรณาทิตยะถูกมองว่าไร้ดุลยพินิจ ตอกย้ำความสำคัญของการจาริกด้วยความรู้และภักติที่ตื่นรู้

Siddheśvara-māhātmya (Glorification of Siddheśvara)
อีศวรตรัสกับเทวีให้มุ่งไปยัง “สิทธิเศวร” เทวรูปสูงสุดซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเขตปรภาสะ และเดิมถูกสถาปนาโดยเหล่าสิทธะ ผู้เป็นหมู่เทพยดาอันศักดิ์สิทธิ์ เหล่าสิทธะมาถึงแล้วประกอบพิธีอภิเษกและตั้งลึงค์ด้วยเจตนาชัดเจนเพื่อให้บรรลุสิทธิในกิจการทั้งปวง เมื่อพระศิวะทอดพระเนตรตบะอันเข้มข้นของพวกเขา ก็ทรงพอพระทัย พระศิวะประทานความสามารถอัศจรรย์หลากหลาย เช่น อณิมาและอิศวรรยะทั้งหลาย พร้อมประกาศการสถิตใกล้ชิดเป็นนิตย์ (นิตยะ-สานิธยะ) ณ สถานที่นั้น ต่อมามีข้อกำหนดตามกาลว่า ผู้ใดบูชาพระศิวะที่นั่นในวันขึ้น ๑๔ ค่ำ (ศุกละ-จตุรทศี) เดือนไจตระ ย่อมถึงสภาวะสูงสุดด้วยพระกรุณาของพระศิวะ ครั้นจบเรื่อง พระศิวะอันตรธานจากสายตา เหล่าสิทธะยังคงบูชาต่อไป และมีคำสั่งสอนทั่วไปว่า การบูชาสิทธิเศวรด้วยศรัทธาย่อมนำมาซึ่งความสำเร็จยิ่งและผลอันปรารถนา จึงควรสักการะอย่างสม่ำเสมอ

न्यंकुमतीमाहात्म्यवर्णनम् | Nyankumatī River Māhātmya (Glorification of the Nyankumatī)
ในบทนี้ พระอีศวรทรงแสดงธรรมแก่พระเทวี และทรงชี้นำไปยังแม่น้ำนยังกุมตี กล่าวว่าพระศัมภูทรงกำหนดแม่น้ำนี้ให้อยู่ในเขตศักดิ์สิทธิ์ (มรยาทา) เพื่อความสงบแห่งกษेत्र (kṣetra-śānti) และทางทิศใต้มีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ทำลายบาปทั้งปวงได้โดยสิ้นเชิง ผู้ใดอาบน้ำชำระ (สนานะ) ตามพิธีแล้วทำศราทธะ ย่อมช่วยให้บรรพชนพ้นจากสภาพนรกและความทุกข์ยาก—เป็นผลที่กล่าวสรรเสริญไว้ ต่อมาระบุฤกษ์ว่า ในเดือนไวศาขะ ข้างขึ้น วันตฤติยา (ศุกล-ตฤติยา) ให้ลงอาบน้ำและทำตัรปณะด้วยงา หญ้าทรรภะ และน้ำ พร้อมประกอบศราทธะ ซึ่งกล่าวว่ามีผลเสมอการทำศราทธะ ณ ฝั่งคงคา

वराहस्वामिमाहात्म्यवर्णनम् (Varāha Svāmī Māhātmya—Account of the Glory of Varāha Svāmī)
บทนี้เป็นคำสอนทางเทววิทยาอย่างย่อที่พระอีศวรประทานแก่พระมหาเทวี โดยทรงชี้ทางให้ไปยังศาลเจ้าพระวราหสวามีซึ่งตั้งอยู่ทางทิศใต้ของโคษปท สถานที่นั้นได้รับการสรรเสริญว่าเป็น “ปาปะ-ประณาศนะ” คือแดนที่บาปและมลทินย่อมสลายไปได้ ยังระบุเงื่อนไขแห่งกาลเวลาเพื่อให้เกิดผลสูงสุด คือการบูชาในวันเอกาทศีแห่งปักษ์สว่าง (ศุกละปักษะ) ว่ามีอานุภาพยิ่ง ผลที่กล่าวไว้อย่างชัดเจนคือ ผู้มีศรัทธาย่อมพ้นจากบาปทั้งปวง และบรรลุ “วิษณุปทะ” อันเป็นแดนสูงส่งแห่งพระวิษณุ บทนี้จึงเชื่อมโยง สถานที่–เวลา–พิธีบูชา–ผลบุญ ไว้อย่างกระชับในแผนที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งปรภาสะ

छायालिङ्गमाहात्म्यवर्णनम् | The Māhātmya of Chāyā-liṅga (Shadow Liṅga)
บทนี้เป็นคำสอนสั้น ๆ ทั้งด้านเทววิทยาและภูมิศาสตร์ โดยพระอีศวรตรัสกับพระเทวีให้หันไปพิจารณาศิวลึงค์ศักดิ์สิทธิ์ชื่อ ‘ฉายาลึงค์’ (Chāyā-liṅga) และระบุตำแหน่งอย่างชัดเจนว่าอยู่ทางทิศเหนือของทีรถะนยังกุมตี (Nyanku(m)atī) ทำให้ความศักดิ์สิทธิ์ผูกโยงกับภูมิประเทศที่ระบุได้ จากนั้นกล่าวยืนยันถึงอานุภาพอันอัศจรรย์และผลอันยิ่งใหญ่ของการได้ดรรศนะฉายาลึงค์ ผู้มีศรัทธาได้เห็นย่อมได้รับความบริสุทธิ์จากบาป แต่ผู้มีบาปหนักยิ่งกลับไม่อาจเห็นได้ แสดงว่าการดรรศนะเป็นทั้งพิธีกรรมและคุณสมบัติทางศีลธรรม-จิตวิญญาณ ตอนท้ายมีโคโลฟอนบอกตำแหน่งในสกันทปุราณะ ภาคปรภาสะ (Prabhāsa Khaṇḍa) ลำดับปรภาสกษेत्र-มหาตมยะ ว่าเป็นบทพรรณนามหาตมยะของฉายาลึงค์

नंदिनीगुफामाहात्म्यवर्णनम् / The Māhātmya (Sacred Account) of Nandinī Cave
อัธยายะนี้กล่าวถึงบทสนทนาโดยย่อระหว่างฝ่ายศิวะกับเทวี เมื่ออีศวรทรงพรรณนาถึงถ้ำนันทินีในเขตปรภาสะ-เกษตร ว่าเป็นสถานที่ชำระมลทินโดยสภาวะ เป็น “ปาตกนาศินี” คือทำลายบาปและให้ความบริสุทธิ์โดยแท้ อีกทั้งเป็นที่พำนักและที่ชุมนุมของฤๅษีและสิทธะผู้มีคุณธรรม จึงสถาปนาให้เป็นภูมิศักดิ์สิทธิ์ในภูมิทัศน์แห่งพิธีกรรมของคัมภีร์นี้ แก่นคำสอนอยู่ที่ “ทัศนะ/ดรศนะ” คือผู้ใดไปถึงและได้เห็นถ้ำนันทินี ผู้นั้นย่อมพ้นจากบาปทั้งปวง และได้ผลบุญเสมอด้วยการถือวัตรจันทรายณะ (Cāndrāyaṇa) อันเป็นวัตรชำระบาปที่ยอมรับกัน ดังนั้นอัธยายะนี้จึงระบุสถานที่ ยืนยันความศักดิ์สิทธิ์ด้วยความเกี่ยวข้องกับผู้บรรลุ และประกาศผลานุศรุติที่เทียบการจาริก-เห็นสถานที่กับพิธีปลงบาปโดยตรง

कनकनन्दामाहात्म्यवर्णनम् (Glorification of Goddess Kanakanandā)
ในอัธยายะนี้ พระอีศวรตรัสสั่งสอนพระมหาเทวีอย่างย่อในแนวศैว-ศाक्त และทรงชี้ไปยังเทวสถานของพระเทวี “กนกนันทา” ซึ่งสถิตอยู่ทางทิศอีศานยะ (ตะวันออกเฉียงเหนือ) พระเทวีได้รับการสรรเสริญว่าเป็นผู้ประทานผลแห่งความปรารถนาทั้งปวง (sarva-kāma-phala-pradā) แก่ผู้มีศรัทธา ยังได้กำหนดระเบียบแห่งการจาริก (yātrā) ไว้ชัดเจน คือให้ไปในเดือนไจตรา (Caitra) ณ ติถีศุกลตฤติยา (Śukla Tṛtīyā) และประกอบตามพิธีโดยถูกต้อง (vidhānataḥ) พร้อมการบูชาพระเทวี เมื่อประสาน “สถาน-กาล-พิธี” อย่างเคร่งครัด ผู้จาริกย่อมบรรลุผลที่ปรารถนาและได้ความสำเร็จแห่งความมุ่งหมายทั้งปวง (sarva-kāma-avāpti) ตามผลश्रुतिที่กล่าวไว้

Kumbhīśvara Māhātmya (कुम्भीश्वरमाहात्म्य) — The Glory of Kumbhīśvara
อัธยายะนี้วางกรอบเป็นคำสอนของพระอีศวรต่อพระมหาเทวี โดยทรงชี้ให้เห็นศาลเจ้ากุมภีศวร อันได้รับสรรเสริญว่า “หาที่เปรียบมิได้” ตั้งอยู่ไม่ไกลทางทิศตะวันออกของศรภสถานะ แล้วจึงระบุตำแหน่งของเทวสถานนี้ไว้ในเครือข่ายการจาริกแห่งประภาสเกษตร แก่นของผลश्रุติกล่าวอย่างชัดเจนว่า เพียงได้ดर्शन (การได้เห็นด้วยศรัทธา) แด่กุมภีศวร มนุษย์ย่อมหลุดพ้นจากบาปทั้งปวง (สรรวปาตกะ) แสดงให้เห็นว่าภูมิศาสตร์ศักดิ์สิทธิ์เป็นวิถีแห่งการชำระตนทางศีลธรรมและพิธีกรรม ตอนท้ายคอลอฟอนระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของสกันทมหาปุราณะ 81,000 ศฺโลกะ ในประภาสขันฑะ หมวดประภาสเกษตร-มหาตมยะตอนแรก และเรียกบทนี้ว่า “กุมภีศวร มหาตมยะ” อัธยายะที่ 266.

गङ्गापथ-गङ्गेश्वर-माहात्म्यवर्णनम् | Glory of Gaṅgāpatha and Gaṅgeśvara
บทนี้เป็นคำแนะนำเรื่องตีรถะอย่างย่อในบทสนทนาสายไศวะ เมื่ออีศวรตรัสแก่เทวีให้หันไปยังสถานศักดิ์สิทธิ์ชื่อ “คังคาปถะ” ที่ซึ่งพระคงคาผู้ไหลเชี่ยวกรากสถิตอยู่ และมีพระศิวะปรากฏนามว่า “คังคีศวร” ในรูปศิวลึงค์. พระคงคาถูกสรรเสริญว่าเป็นผู้มุ่งสู่มหาสมุทร (สมุทรคามินี), เป็นผู้ทำลายบาป (ปาปนาศินี), เป็นที่รู้จักบนแผ่นดินว่า “อุตตานา” และเป็นเครื่องประดับแห่งสามโลก. ลำดับปฏิบัติคือให้สรงสนาน ณ ที่นั้น แล้วบูชาคังคีศวร. ผลานุศาสน์กล่าวว่า ผู้ศรัทธาพ้นจากบาปหนักและได้บุญเทียบเท่าการประกอบอัศวเมธยัญจำนวนมาก. ตอนท้ายระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของสกันทมหาปุราณะ ประภาสขันฑะ ประภาสเกษตรมหาตมยะ ว่าด้วยมหิมาแห่งคังคาปถะ–คังคีศวร.

चमसोद्भेदमाहात्म्य (Camasodbheda Māhātmya: The Glory of the Camasodbheda Tīrtha)
ในบทนี้ อีศวรตรัสแก่เทวี ชี้นำผู้แสวงบุญไปยังสถานศักดิ์สิทธิ์อันประเสริฐชื่อ ‘จมโสทเภท’ ในประภาสขันฑะ พร้อมเล่าที่มาของนามว่า พระพรหมได้ประกอบสัตรยัญญะยืดยาว ณ ที่นั้น เหล่าเทวะและมหาฤษีดื่มโสมด้วย ‘จมส’ (ถ้วยพิธีกรรม) จึงทำให้สถานที่บนโลกนี้เป็นที่รู้จักในนาม จมโสทเภท ต่อจากนั้นกล่าวถึงพิธีปฏิบัติ—อาบน้ำศักดิ์สิทธิ์ในแม่น้ำสรัสวตีที่เกี่ยวเนื่องกับตถาคตสถาน แล้วทำปิณฑทานเพื่อบรรพชน ผลบุญถูกสรรเสริญว่า ‘เสมอด้วยกายาโกฏิ’ และเน้นเป็นพิเศษว่าเดือนไวศาขะเป็นกาลอันยิ่งให้ผลสูง สุดท้ายลงท้ายด้วยโคโลฟอนระบุว่าเป็นบทหนึ่งในประภาสขันฑะ ภายใต้ประภาสเกษตรมหาตมยะ

विदुराश्रम-माहात्म्यवर्णनम् (Glorification of Vidura’s Hermitage)
ในอัธยายะนี้ อีศวรตรัสกับมหาเทวีให้หันความสนใจไปยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำคัญ คือ อาศรมอันยิ่งใหญ่ของวิทุระ สถานที่นี้ได้รับการสรรเสริญว่าเป็นทีรถะอันบริสุทธิ์ ที่ซึ่งวิทุระผู้เป็นดุจรูปแห่งธรรม (ธรรมนิรมิต) ได้บำเพ็ญตบะอย่างเข้มข้นในลักษณะ ‘เราเทระ’ อันดุดัน ความศักดิ์สิทธิ์ของเขตระนี้ผูกโยงกับกิจแห่งไศวะอันเป็นรากฐาน คือการประดิษฐานลิงคะของมหาเทวะนามว่า ‘ตรีภูวเนศวร’ เสมือนการปรากฏแห่งอำนาจอธิปไตยของพระศิวะเหนือสามโลกในท้องถิ่นนั้น กล่าวว่าเพียงได้ดรศนะลิงคะนี้ ผู้ศรัทธาย่อมได้สมปรารถนาและบาปย่อมสงบระงับ สถานที่นี้เรียกว่า ‘วิทุราฏฏาลกะ’ มีคณะคณะ (คณะของพระศิวะ) และคันธรรพคอยแวดล้อม เป็นหมู่สถานศักดิ์สิทธิ์แบบ ‘ทวาทศสถานกะ’ สิบสองจุด ซึ่งเข้าถึงได้ยากหากไร้บุญใหญ่ อีกทั้งมีลักษณะพิเศษคือฝนไม่ตก เป็นเครื่องหมายแห่งความอัศจรรย์ของเขตระ ท้ายที่สุดย้ำว่า การได้เห็นลิงคะอันเป็นทิพย์ ณ ที่นั้น เป็นเหตุให้บาปสงบและคลายสิ้นไป

Prācī Sarasvatī–Maṅkīśvara Māhātmya (प्राचीसरस्वतीमंकीश्वरमाहात्म्य)
บทนี้เป็นคำสอนเชิงไศวะที่อีศวร (พระศิวะ) ตรัสแก่พระเทวีถึงลิงคะซึ่งประดิษฐาน ณ ที่แม่น้ำปราจีสรัสวตีไหลผ่าน เรียกว่า “มังกีศวร” ตอนต้นเล่าตำนานกำเนิด: ฤๅษีมังกณกะบำเพ็ญตบะยาวนานด้วยอาหารสำรวมและการศึกษาพระเวท ครั้นมีของเหลวคล้ายน้ำยางพืชซึมออกจากมือ เขาหลงคิดว่าเป็นสิทธิอัศจรรย์จึงร่ายรำด้วยความปีติ การร่ายรำนั้นก่อความปั่นป่วนแก่จักรวาล—ภูเขาเคลื่อน มหาสมุทรปั่นป่วน สายน้ำเปลี่ยนทาง และระเบียบดาวเคราะห์คลาดเคลื่อน เหล่าเทวะนำโดยพระอินทร์ พร้อมพระพรหมและพระวิษณุ จึงไปวิงวอนพระศิวะผู้ทรงนามตรีปุรานตกะให้ระงับเหตุ พระศิวะเสด็จมาในคราบพราหมณ์ ซักถามเหตุ แล้วสำแดงอิทธิฤทธิ์ยิ่งกว่าโดยให้เถ้าศักดิ์สิทธิ์ (ภัสมะ) ปรากฏจากนิ้วหัวแม่มือ ทำให้ฤๅษีคลายความหลงและโลกกลับสู่สมดุล มังกณกะสำนึกในพระมหิมา ขอพรให้ตบะไม่เสื่อม พระศิวะประทานให้ตบะยิ่งเจริญและสถาปนาพระสถิตใกล้ชิด ณ สถานที่นั้นเป็นนิตย์ ครึ่งหลังกล่าวถึงพิธีแห่งทีรถะและผลบุญ ปราจีสรัสวตีได้รับสรรเสริญว่าให้บุญยิ่ง โดยเฉพาะที่ปรภาส การสิ้นชีวิต ณ ฝั่งเหนือถูกกล่าวว่าไม่หวนกลับมาเกิดอีก (ตามกรอบแห่งการหลุดพ้นของคัมภีร์) และให้ผลบุญดุจอัศวเมธ การอาบน้ำด้วยวินัยนำสู่สิทธิสูงสุดและฐานะอันประเสริฐแห่งพรหม การถวายทองแม้เพียงเล็กน้อยแก่พราหมณ์ผู้ควรรับให้ผลดุจเขาพระสุเมรุ ศราทธะเกื้อกูลได้หลายชั่วคน การถวายปิณฑะเพียงครั้งเดียวและตัรปณะช่วยยกบรรพชนจากภาวะอันไม่ดี อันนทานหนุนทางสู่โมกษะ ทานอย่างนมเปรี้ยวและผ้าห่มขนสัตว์ให้ผลถึงโลกเฉพาะ และการอาบน้ำชำระมลทินเทียบผลโกทาน เน้นการอาบน้ำในวันจตุรทศีแห่งกฤษณปักษะ กล่าวว่าสายน้ำนี้ยากเข้าถึงสำหรับผู้บุญน้อย พร้อมเอ่ยถึงกุรุเกษตร ปรภาส และปุษกร ตอนจบกล่าวถึงพระศิวะทรงสถาปนาพระสถิต และมีคาถาที่อ้างพระวิษณุแนะนำบุตรแห่งธรรมให้ยกปราจีสรัสวตีเหนือทีรถะเลื่องชื่ออื่นๆ

Jvāleśvara Māhātmya (ज्वालेश्वरमाहात्म्य) — The Glory of the Jvāleśvara Liṅga
บทนี้เล่าเหตุปัจจัยแห่งศิวลึงค์นาม “ชวาเลศวร” ซึ่งตั้งอยู่ใกล้เขตศักดิ์สิทธิ์สำคัญแห่งปรภาสะ พระอีศวรทรงอธิบายว่า ลึงค์นี้ถูกจดจำว่า “ชวาเลศวร” เพราะ ณ สถานที่นั้นเอง พลังศร/อัสตราปาศุปตะที่เกี่ยวเนื่องกับตรีปุราริ—พระศิวะผู้ทำลายตรีปุระ—ได้ถูกทิ้งลงมา ปรากฏเป็นรัศมีดุจเปลวเพลิงอันโชติช่วง จึงผูกเหตุการณ์เชิงเทววิทยา-สงครามเข้ากับหมุดหมายแห่งตirtha ให้ตำนานกลายเป็นภูมิทัศน์ศักดิ์สิทธิ์ คำสอนเชิงปฏิบัติกล่าวอย่างย่อว่า เพียงได้ดรศนะ (darśana) ต่อศิวลึงค์นี้ก็ยังผลให้เกิดความบริสุทธิ์ และปลดเปลื้องผู้ภักดีจากบาปทั้งปวง ตอนต้นและตอนจบระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของสกันทะมหาปุราณะ ในปรภาสขันฑะ หมวดแรกแห่งปรภาสกษेत्रมหาตมยะ และนับเป็นอัธยายะที่ 271.

त्रिपुरलिंगत्रयमाहात्म्यम् | The Māhātmya of the Three Tripura Liṅgas
อัธยายะนี้เป็นคำสอนเชิงเทววิทยาที่พระอีศวรทรงแสดงแก่ผู้แสวงบุญ ทรงชี้ให้ผู้สังเกตพิธีกรรมได้ไปยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เดียวกันทางทิศตะวันออก (ปราจี) ใกล้สถิตแห่งพระเทวี (devyāḥ saṃnidhi) ที่นั่นมีลึงค์สามองค์ซึ่งระบุว่าเป็นของเหล่าตรีปุระผู้มีจิตยิ่งใหญ่ ได้แก่ วิทยุนมาลี ตารกะ และกโปละ สาระสำคัญของบทนี้เชื่อมโยงทิศทางสถานที่ การระบุศาลลึงค์ทั้งสาม (liṅga-traya) และผลแห่งธรรม-พิธีกรรม โดยกล่าวว่าเพียงได้ดर्शनลึงค์ที่ประดิษฐานแล้วก็ย่อมพ้นจากบาป (pāpa) ตอนท้ายระบุที่ตั้งของบทในสกันทมหาปุราณะ หมวดปรภาสะ ตอนมหาตมยะปรภาสเกษตร ว่าด้วย “มหาตมยะของลึงค์ตรีปุระทั้งสาม”.

शंडतीर्थ-उत्पत्ति तथा कपालमोचन-लिङ्गमाहात्म्य (Origin of Śaṇḍa-tīrtha and the Kapālamocana Liṅga)
อีศวรตรัสกับเทวีถึงมหิมาแห่งศัณฑตีรถะ ว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์หาที่เปรียบมิได้ ชำระบาปทั้งปวงและประทานผลตามปรารถนา แล้วทรงเล่าเหตุปฐมกถา: ครั้งก่อนพรหมมีห้าเศียร ในเหตุการณ์หนึ่งอีศวรทรงตัดเศียรหนึ่งลง เลือดที่ไหลและนิมิตต่าง ๆ ทำให้ถิ่นนั้นศักดิ์สิทธิ์ และเกิดต้นตาลใหญ่เป็นอันมาก จึงเป็นที่จดจำว่าเป็นดงตาล กะโหลก (กปาละ) ติดอยู่ที่พระหัตถ์ของอีศวร ทำให้พระองค์และโคพาหนะมีสภาพกายหม่นคล้ำ ด้วยความเกรงต่อโทษจึงออกจาริกไปยังที่ต่าง ๆ แต่ไม่มีแห่งใดปลดเปลื้องภาระได้ จนมาถึงประภาสและได้เห็นพระสรัสวตีผู้หันสู่ทิศตะวันออก (ปราจีเทวี) เมื่อโคลงอาบน้ำก็กลับขาวผ่องทันที และในขณะเดียวกันอีศวรก็พ้นจากโทษแห่งการฆ่า (หัตยา) กปาละหลุดตกจากพระหัตถ์ และสถานที่นั้นได้รับการสถาปนาเป็นลึงค์กปาลโมจน ต่อจากนั้น บทนี้กำหนดพิธีศราทธะใกล้ปราจีเทวี กล่าวว่าบรรพชนย่อมอิ่มเอมอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อประกอบในวันจตุรทศีปักษ์มืด (กฤษณปักษะ) เดือนอาศวยุชะ ด้วยวิธีที่ถูกต้อง เลือกผู้รับที่สมควร และถวายทานเช่นอาหาร ทองคำ นมเปรี้ยว และผ้าห่ม ทั้งยังอธิบายเหตุแห่งนาม “ศัณฑตีรถะ” จากการที่โคกลับเป็นสีขาว

Sūryaprācī-māhātmya (Glory of Sūryaprācī)
บทนี้กล่าวถึงคำสอนโดยย่อว่าด้วยตถิรถะภายในพรภาสกษेत्रะ โดยอีศวรตรัสกับมหาเทวี ให้พระนาง (และผู้แสวงบุญทั้งหลาย) ไปยังสุริยปราจี สถานที่ซึ่งพรรณนาว่ารุ่งเรืองสว่างไสวและทรงพลังยิ่ง มหาตมยะของที่นี่เน้นความเป็นสถานชำระล้าง—ระงับบาปทั้งปวง—และยังประทานผลแห่งความปรารถนาที่ชอบธรรม ตามจริยธรรมแห่งการจาริกที่มีวินัยดังที่ปุราณะสอนไว้ พิธีกรรมสำคัญที่กำหนดคือการอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์ (สนานะ) ณ ตถิรถะนั้น กล่าวว่าผู้ใดอาบ ณ สุริยปราจี ย่อมพ้นจากปัญจปาตกะ คือบาปใหญ่ห้าประการในคัมภีร์ธรรมศาสตร์ แสดงถ้อยคำแห่งการชดใช้บาปที่เข้มข้นตามแบบวรรณกรรมมหาตมยะ ตอนท้ายระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของสกันทมหาปุราณะ สังหิตา 81,000 โศลกะ ขัณฑะที่เจ็ด (พรภาสขัณฑะ) หมวดพรภาสกษेत्रมหาตมยะ และตั้งชื่อบทว่า “สุริยปราจี-มหาตมยะ”.

त्रिनेत्रेश्वरमाहात्म्यवर्णनम् | The Māhātmya of Trinetreśvara (Three-Eyed Śiva)
บทที่ 275 กล่าวโดยย่อถึงมหาตมยะของตรีเนตรेशวร—พระศิวะผู้มีสามเนตร—และข้อปฏิบัติแห่งสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ใกล้ฤๅษิ-ตีรถะ พระอีศวรตรัสแก่พระมหาเทวีให้ผู้แสวงบุญไปเฝ้าพระศิวะตรีเนตร ณ สถานที่ซึ่งอยู่ทางเหนือของฝั่งแม่น้ำนยังกุมตี อันเป็นที่ซึ่งเหล่าฤๅษีเคยนมัสการมาแต่โบราณ น้ำที่นั่นถูกพรรณนาว่าใสบริสุทธิ์ดุจผลึก และมีลักษณะพิเศษเกี่ยวกับสายน้ำ/สัญลักษณ์ปลาอันเป็นเอกลักษณ์ของตีรถะนั้น คำสอนสำคัญเน้นการชำระบาป: การอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์ ณ ที่นั้นกล่าวว่าสามารถปลดเปลื้องบาปหนักในจำพวกพรหมหัตยาได้ ต่อจากนั้นกำหนดวรตตามกาล: ในวันจตุรทศีแห่งกฤษณปักษ์ เดือนภาทรปท ควรถืออุโบสถ (อดอาหาร) และตื่นเฝ้าตลอดราตรี ครั้นรุ่งเช้าให้ประกอบศราทธะ แล้วบูชาพระศิวะตามพิธีอันถูกต้อง ส่วนผลศรุติให้คำมั่นถึงการพำนักยาวนานในรุดรโลกด้วยถ้อยคำกำหนดกาลอันใหญ่โต เป็นการเชื่อมโยงการปฏิบัติที่ตีรถะ วรต และผลหลังความตายในกรอบแห่งความหลุดพ้นแบบไศวะ

Devikā-tīra Umāpati-māhātmya (देविकायामुमापतिमाहात्म्यवर्णनम्) — The Glory of Umāpati at the Devikā Riverbank
บทนี้กล่าวถึงคำสอนของพระอีศวรต่อพระเทวี ว่าด้วยการจาริกไปยังฤๅษิ-ตีรถะ และการสรรเสริญกษेत्रอันประเสริฐที่เกี่ยวเนื่องกับฝั่งแม่น้ำเทวิกา มีการพรรณนา ‘มหาสิทธิวนะ’ ป่าแห่งเหล่าสิทธะอย่างวิจิตร—ไม้ดอกไม้ผลนานาชนิด เสียงนกอันไพเราะ สัตว์ ถ้ำ และภูเขา—ขยายไปสู่การชุมนุมของสรรพชีวิตและสรรพภาวะ ทั้งเทวะ อสูร สิทธะ ยักษะ คนธรรพ์ นาค และอัปสรา ผู้ร่วมกันประกอบกิจแห่งภักติ ได้แก่ สรรเสริญ ฟ้อนรำ ดนตรี โปรยดอกไม้ สมาธิ และอาการปีติอันล้นหลาม ทำให้สถานที่นั้นเป็นภูมิทัศน์แห่งพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ ต่อมา พระอีศวรทรงประกาศสถานสถิตอันเป็นนิตย์ชื่อ ‘อุมาปตีศวร’ ตรัสว่าพระองค์ประทับอยู่เนืองนิตย์ตลอดยุค กัลปะ และมันวันตระ และทรงผูกพันเป็นพิเศษกับฝั่งอันเป็นมงคลของเทวิกา บทนี้กำหนดกาลพิธีคือทำศราทธะในวันอมาวาสยา เดือนปุษยะ พร้อมผลานุศาสน์ว่าอานิสงส์ทานไม่เสื่อมสูญ และเพียงได้ทัศนะก็ทำลายบาปหนักได้ แม้บาปที่เปรียบดัง “พันพรหมหัตยา” ยังสิ้นไป อีกทั้งแนะนำทาน เช่น โค ที่ดิน ทอง และผ้า ยกย่องผู้ประกอบพิธีบรรพชน ณ ที่นั้นว่ามีบุญยิ่ง ท้ายที่สุดอธิบายชื่อว่าแม่น้ำเรียก ‘เทวิกา’ เพราะเหล่าเทพมาชุมนุมเพื่ออาบน้ำ จึงเป็น ‘ปาปนาศินี’ ผู้ทำลายบาป.

Bhūdhara–Yajñavarāha Māhātmya (भूधरयज्ञवराहमाहात्म्य)
บทนี้กล่าวถึงสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ริมฝั่งแม่น้ำเทวิกา ซึ่งควรไป “ทัศนะ/สักการะ” ภูธร พร้อมอธิบายที่มาของนามด้วยเหตุผลเชิงตำนานและพิธีกรรม โดยรำลึกถึงพระวราหะผู้ยกแผ่นดินขึ้น และตีความสถานที่นี้ผ่านอุปมาว่าด้วยยัญญะอย่างพิสดาร. มีการพรรณนาพระวราหะให้สอดคล้องกับองค์ประกอบแห่งเวทและยัญญะ เช่น เวทเป็นบาท ยุปะเป็นเขี้ยว สฺรุวะ/สฺรุจเป็นปากและพักตร์ อัคนีเป็นลิ้น หญ้าทรรภะเป็นเส้นผม และพรหมันเป็นเศียร แสดงการหลอมรวมจักรวาลวิทยากับโครงสร้างยัญญะเป็นคำสอนทางเทววิทยา. ตอนท้ายกำหนดวิธีประกอบศราทธะ (śrāddha) โดยอิงปฏิทิน: เดือนปุษยะ วันอมาวาสยา วันเอกาทศี บริบทฤดูกาล และคราวที่ดวงอาทิตย์ย้ายเข้าสู่ราศีกันย์ (Kanyā/Virgo). ระบุเครื่องบูชาอาหาร เช่น ปายสะผสมน้ำตาลอ้อย/กูด และหวิสผสมน้ำตาลอ้อย พร้อมพิธีอาวาหนะบูชาปิตฤ และมนตร์แยกสำหรับเนยใส โยเกิร์ต น้ำนม และอาหารอื่น ๆ จากนั้นให้เลี้ยงพราหมณ์ผู้รู้และทำปิณฑทาน. ผลบุญยืนยันว่าเมื่อทำศราทธะอย่างถูกต้อง ณ ที่นี้ ย่อมทำให้บรรพชนอิ่มเอมยาวนานตามกาลจักรวาล และได้ผลเทียบเท่าศราทธะแห่งคยาโดยไม่ต้องเดินทางไปคยา ยกย่องเศรษฐกิจแห่งการเกื้อกูลและความไถ่บาปของตirtha แห่งนี้.

देविकामाहात्म्य–मूलस्थानमाहात्म्यवर्णनम् (Devikā Māhātmya and the Glory of Mūlasthāna/Sūryakṣetra)
บทนี้ดำเนินเป็นบทสนทนาศักดิ์สิทธิ์ระหว่างพระศิวะกับพระเทวี พระอีศวรชี้ไปยังสถานที่เลื่องชื่อใกล้ฝั่งอันรื่นรมย์ของแม่น้ำเทวิกา ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับภาสกร (พระสุริยะ) พระเทวีทูลถามว่า วาลมีกิเป็น “สิทธะ” ได้อย่างไร และเหตุใดฤๅษีทั้งเจ็ดจึงถูกปล้น พระอีศวรจึงเล่าอดีตกาลว่า ชายผู้เกิดในสายพราหมณ์ (เรียก ไวศาขะ/วิศาขะ) หันไปลักทรัพย์เพื่อเลี้ยงดูบิดามารดาชราและครอบครัว ระหว่างจาริกแสวงบุญเขาพบสัปตฤๅษีและข่มขู่ แต่ฤๅษีทั้งหลายยังคงสงบเสมอ อังคิรสตั้งคำถามทางธรรมว่า ใครจะร่วมรับภาระกรรมจากทรัพย์ที่ได้มาด้วยอธรรม เมื่อโจรถามบิดามารดาและต่อมาถามภรรยา ทุกคนปฏิเสธการร่วมบาป ยืนยันว่าผลกรรมเป็นของผู้กระทำเท่านั้น ความจริงนี้ทำให้เขาเกิดความคลายกำหนัดและสำนึกผิด เขาสารภาพและขอวิธีละทิ้งความรุนแรงและการลักขโมย ฤๅษีจึงประทานมนต์สี่พยางค์ “झाटघोट” กล่าวว่าหากภาวนาด้วยจิตแน่วแน่และอาศัยครู ย่อมทำลายบาปและให้โมกษะ เขาภาวนาเนิ่นนานจนจิตตั้งมั่น กาลเวลาผ่านไปกายถูกหุ้มด้วยจอมปลวก/รังมด (วาลมีกะ) ฤๅษีกลับมา ขุดรังนั้นออก เห็นความสำเร็จทางจิต จึงตั้งนามว่า “วาลมีกิ” และพยากรณ์วาจาอันดลใจที่จะก่อกำเนิดรามายณะ ต่อจากนั้นกล่าวถึงมหิมาแห่งภูมิศักดิ์สิทธิ์ ใต้รากต้นสะเดา (นิมพะ) พระสุริยะประทับเป็นเทวะประจำถิ่น สถานที่นี้เรียกว่า “สุริยเกษตร” และ “มูลสถาน” การอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์ การตัรปณะด้วยน้ำผสมงา และการทำศราทธะ ช่วยยกฐานะบรรพชน แม้สัตว์ก็ได้อานิสงส์เพียงสัมผัสน้ำ อีกทั้งระบุว่าพิธีในวันกาลกำหนดช่วยบรรเทาโรคผิวหนังบางอย่าง ตอนท้ายยกย่องการได้เฝ้าเทวะและการฟังเรื่องนี้ว่าเป็นทางขจัดโทษใหญ่ได้

च्यवनादित्यमाहात्म्य—सूर्याष्टोत्तरशतनाम-माहात्म्यवर्णनम् (Cāvanāditya Māhātmya—The Glory of Sūrya’s 108 Names)
บทนี้เป็นคำสอนเชิงภักติและพิธีกรรมในกรอบเรื่องราวสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ พระอีศวรตรัสแก่พระเทวีให้มุ่งสู่สถานสุริยเทพอันประเสริฐชื่อ “จยวนารกะ” (Cāvanārka) ซึ่งตั้งอยู่ด้านทิศตะวันออกของหิรัณยา และได้รับการสถาปนาโดยฤๅษีจยวนะ. ในวันสัปตมี ผู้บูชาควรรักษาความบริสุทธิ์ ปฏิบัติตามระเบียบพิธี สรรเสริญพระสุริยะ และสวดอัษฏโตรศตนาม (๑๐๘ พระนาม) ด้วยจิตแน่วแน่. ต่อมามีรายนามยาวที่ขยายพระลักษณะของพระสุริยะด้วยความเทียบเท่าทางจักรวาล: เป็นหน่วยแห่งกาลเวลา (กลา กาษฐา มุหูรตะ ปักษะ มาสะ อโหราตระ สํวัตสร), เป็นรูปแห่งเทพ (อินทร วรุณ พรหม รุทร วิษณุ สกันท ยม) และเป็นหน้าที่แห่งธาตุและโลก (ธาตฤ ประภากร ตโมนุท โลกาธยักษะ). ยังกล่าวถึงสายการถ่ายทอดว่า ศักระเป็นผู้สอน นารทเป็นผู้รับ ต่อมาธาวมยะ และถึงยุธิษฐิระผู้บรรลุสิ่งปรารถนา. ตอนท้ายว่าด้วยผลแห่งการสวด (ผลศรุติ) ระบุว่า การสวดเป็นนิตย์ โดยเฉพาะยามอรุณรุ่ง นำความมั่งคั่ง (ทรัพย์และรัตนะ), บุตรธิดา, ความจำและปัญญาเพิ่มพูน, ความโศกดับสิ้น และความตั้งใจสำเร็จ ทั้งหมดเป็นผลอันชอบธรรมตามเทวธรรมจากภักติที่มีวินัย.

च्यवनेश्वरमाहात्म्यवर्णनम् | The Māhātmya of Cyavaneśvara
บทนี้เป็นบทสนทนาระหว่างพระศิวะกับพระเทวี กล่าวนำถึงลิงคะ “จยวเนศวร” ที่ประดิษฐานในประภาสเกษตร และสรรเสริญว่าเป็น ‘ผู้ทำลายบาปทั้งปวง’ (sarva-pātaka-nāśana) จากนั้นเล่าปูมหลังของฤๅษีจยวนะแห่งตระกูลภฤคุ ผู้มาถึงประภาส บำเพ็ญตบะอย่างยิ่งจนแน่นิ่งดุจเสาหิน (sthāṇu) และถูกจอมปลวก เถาวัลย์ และมดปกคลุม พระเจ้าศรยาติเสด็จมาจาริกแสวงบุญพร้อมบริวารมากมายและพระธิดาสุกันยา สุกันยาเดินเที่ยวกับสหายไปพบจอมปลวกนั้น และเข้าใจผิดว่าดวงตาของฤๅษีเป็นสิ่งสว่างไสว จึงใช้หนามแทงเข้าไป ความกริ้วของฤๅษีบังเกิดเป็นโทษแก่กองทัพ—เกิดความทุกข์ทรมานดุจการขับถ่ายติดขัด จนต้องสืบหาสาเหตุ เมื่อสอบถาม สุกันยารับผิด และพระเจ้าศรยาติทูลขออภัย ฤๅษีจยวนะยกโทษให้โดยมีเงื่อนไขให้สุกันยาอภิเษกกับตน พระราชาทรงยินยอม ตอนท้ายกล่าวถึงการปรนนิบัติอันเป็นแบบอย่างของสุกันยา—ด้วยวินัย การต้อนรับแขก และความภักดี นางรับใช้สามีผู้เป็นนักพรตอย่างมั่นคง จึงเชื่อมมหิมาแห่งสถานศักดิ์สิทธิ์เข้ากับหลักธรรมเรื่องความรับผิด การชดใช้ และการรับใช้ด้วยสัตย์ซื่อ

च्यवनेश्वर-माहात्म्यवर्णनम् (Chyavaneśvara Māhātmya—Narration of the Glory of Chyavana’s Lord/Shrine)
อีศวรทรงเล่าเหตุการณ์เกี่ยวกับสุกัญญา ธิดาของพระเจ้าศรยาติ และเป็นภรรยาของฤๅษีจยวนะ เมื่ออัศวินีกุมารทั้งสอง ผู้เป็นแพทย์ทิพย์ ได้พบสุกัญญาในป่า ก็กล่าวสรรเสริญความงามของนาง และชี้ให้เห็นความชราภาพไร้กำลังของจยวนะเพื่อชักชวนให้นางละทิ้งสามี แต่สุกัญญายืนหยัดในธรรมแห่งภรรยาผู้ซื่อสัตย์ (ปติวรตา) และปฏิเสธคำล่อลวงนั้น ต่อมาอัศวินเสนอวิธีแก้—พวกตนจะทำให้จยวนะกลับเป็นหนุ่มรูปงาม แล้วสุกัญญาจะเลือกสามีจากในหมู่ทั้งสามก็ได้ สุกัญญานำความไปบอกจยวนะและท่านยินยอม จยวนะกับอัศวินลงสู่สระเพื่ออาบน้ำพิธีกรรม แล้วไม่นานก็ขึ้นมาด้วยรูปหนุ่มอันรุ่งเรืองเหมือนกันจนแยกไม่ออก สุกัญญาใช้ปัญญาไตร่ตรองและเลือกจยวนะผู้เป็นสามีโดยชอบธรรม จยวนะพอใจจึงให้พรแก่อัศวิน ทั้งสองขอสิทธิ์ดื่มโสมและรับส่วนในพิธียัญญะ ซึ่งกล่าวกันว่าอินทราเคยปฏิเสธ จยวนะรับปากจะทำให้พวกเขามีสิทธิ์ในส่วนยัญญะและโสม อัศวินจึงจากไปด้วยความยินดี และชีวิตครอบครัวของจยวนะ-สุกัญญาก็กลับมาสมบูรณ์ บทนี้แสดงแบบอย่างความซื่อสัตย์ ความชอบธรรมของการเยียวยาภายใต้ธรรม และการกำหนดสถานะพิธีกรรมด้วยอำนาจฤๅษี.

Chyavanena Nāsatyayajñabhāga-pratirodhaka-vajra-mocanodyata-śakra-nāśāya Kṛtyodbhava-Madonāma-mahāsurotpatti-varṇanam (Chyavaneśvara Māhātmya)
บทนี้กล่าวถึงความขัดแย้งเชิงพิธีกรรมและเทววิทยาที่อาศรมของฤๅษีจยวะนะ แห่งสายภฤคุ เมื่อพระเจ้าศรยาติทรงสดับข่าวว่าจยวะนะกลับมีพลัง หนุ่มแน่น และรุ่งเรือง จึงเสด็จมาพร้อมบริวารและได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติ จยวะนะเสนอเป็นผู้ประกอบยัญพิธีให้พระราชา และมีการจัดเตรียมมณฑลยัญอย่างงดงามเป็นแบบอย่าง ครั้นถึงเวลาจ่ายโสม จยวะนะตักโสมส่วนหนึ่งถวายแด่อัศวินกุมาร (นาสัตยะ) อินทราทรงคัดค้านว่าอัศวินเป็นแพทย์และผู้คอยรับใช้ที่ไปมาท่ามกลางมนุษย์ จึงไม่สมควรได้ส่วนโสมเสมอเทพอื่น จยวะนะตำหนิอินทรา ยืนยันความเป็นเทพและคุณูปการของอัศวินต่อโลก แล้วถวายโสมต่อไปแม้ถูกเตือน อินทรากริ้วและยกวัชระจะฟาดจยวะนะ แต่ด้วยเดชตบะของฤๅษี แขนของอินทราถูกทำให้แข็งค้าง จยวะนะจึงประกอบอาหุติด้วยมนตร์ให้เกิดกฤตยา และจากตบะปรากฏมหาสัตว์นามว่า “มทะ” อันน่าเกรงขาม มีสัดส่วนดุจจักรวาล ส่งเสียงคำรามปกคลุมโลก พุ่งเข้าหาอินทราราวจะกลืนกิน เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นสิทธิในยัญ อำนาจของผู้ประกอบพิธี และขอบเขตทางธรรมของการบีบบังคับด้วยฤทธิ์ของเทพในพิธีอันศักดิ์สิทธิ์

च्यवनेश्वरमाहात्म्यवर्णनम् | The Māhātmya of Chyavaneśvara (Glory of the Chyavana-installed Liṅga)
บทนี้กล่าวถึงตำนานสถานที่และข้อกำหนดพิธีกรรมของลึงค์นาม “จยวเนศวร” ในประภาสเกษตร โดยเป็นถ้อยคำของพระอีศวร เล่าถึงเหตุแห่งการเผชิญหน้าเมื่อศักระ (อินทรา) หวาดหวั่นต่ออานุภาพอันน่าเกรงขาม ขณะที่ฤๅษีจยวนะแห่งสายภฤคุปรากฏเป็นผู้มีอำนาจแห่งตบะผู้ชี้ขาด เหตุที่อัศวินเทพได้รับสิทธิ์ดื่มโสมย้ำว่าเกิดจากการกระทำของจยวนะ มิใช่บังเอิญ หากจัดไว้เพื่อประกาศฤทธิ์เดชของฤๅษี และสถาปนาชื่อเสียงอันยั่งยืนแก่สุกัญญาและวงศ์สกุลของนาง ต่อมาเล่าว่าจยวนะได้เสพสำราญ (วิชหาระ) ร่วมกับสุกัญญาในป่าศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ และได้สถาปนาลึงค์อันทำลายบาป ซึ่งเป็นที่รู้จักว่า “จยวเนศวร” มีคำสั่งชัดเจนว่า ผู้บูชาลึงค์นี้โดยถูกต้องย่อมได้ผลบุญเสมออัศวเมธยัญ บทนี้ยังกล่าวถึง “จันทรมสตีรถะ” ที่ซึ่งฤๅษีไวขานสะและวาลขิลยะมักมาสถิต ในวันเพ็ญ (เปาณมาสี) โดยเฉพาะเดือนอัศวิน พึงทำศราทธะตามกฎและเลี้ยงพราหมณ์แยกเป็นส่วน ๆ จึงได้ผลบุญดุจ “โกฏิตีรถะ” ตอนท้ายเป็นผลश्रุติว่า เพียงสดับเรื่องอันทำลายบาปนี้ ก็พ้นจากบาปที่สั่งสมข้ามภพข้ามชาติได้

सुकन्यासरोमाहात्म्यवर्णनम् (Glorification of Sukanyā-saras)
ในอัธยายะนี้ พระอีศวรตรัสกับพระมหาเทวี ให้หันมาพิจารณา “สุกันยา-สระ” ตีรถะอันประเสริฐซึ่งเป็นสระศักดิ์สิทธิ์ในปรภาส-เกษตร เรื่องเล่าที่รู้จักกันดีเกี่ยวกับสุกันยา ฤๅษีจยวะนะ และอัศวินกุมารทั้งสอง ถูกผูกไว้กับสถานที่นี้—กล่าวว่าอัศวินได้ลงอวคาหนะ (อาบน้ำจุ่มกาย) ร่วมกับจยวะนะ ณ สระนั้น และด้วยอานุภาพแห่งการสรงสนาน จยวะนะจึงแปรรูปได้กายอันรุ่งเรืองเสมอด้วยอัศวิน ยังอธิบายเหตุแห่งนามว่า เพราะความปรารถนาของสุกันยาสำเร็จด้วยเดชแห่งการสรงสนานในสระ (saras-snāna-prabhāva) จึงระลึกเรียกสระนี้ว่า “กันยา-สระ” ด้วย ต่อจากนั้นเป็นถ้อยคำคล้ายผลश्रุติ เน้นโดยเฉพาะสตรีผู้สรงสนานที่นี่ โดยยิ่งในวันตฤติยา (tṛtīyā) ว่าจะได้รับการคุ้มครองจากความแตกร้าวในครอบครัวตลอดหลายภพชาติ และหลีกพ้นคู่ครองที่มีลักษณะยากจน พิการ หรือมืดบอด อันเป็นผลบุญตามจารีตแห่งการบำเพ็ญตีรถะ.

अगस्त्याश्रम-गंगेश्वर-माहात्म्यवर्णनम् (Agastya’s Āśrama and the Glory of Gaṅgeśvara)
บทนี้เป็นบทสนทนาธรรมระหว่างพระศิวะ–พระเทวี แทรกอยู่ในลำดับการจาริกแสวงบุญตามคติ “ตีรถะ” พระอีศวรทรงชี้นำพระเทวีไปยังแม่น้ำนยังกุมตีและจุดศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ ได้แก่ ทำกยา-ศราทธ์ที่ตีรถะสำคัญชื่อโคษปทะ ชมพระวราหะ แล้วไปยังที่ประทับของพระหริ บูชาหมู่พระมารดา (มาตฤ) และอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์ ณ จุดบรรจบแม่น้ำกับมหาสมุทร ต่อจากนั้นเรื่องราวเคลื่อนไปทางทิศตะวันออกสู่ “อาศรมของฤๅษีอคัสตยะ” อันเป็นทิพย์บนฝั่งนยังกุมตี อันรื่นรมย์ ได้รับการสรรเสริญว่าเป็นสถานที่ “ขจัดความหิว” (กษุธา-หระ) และลบล้างบาป พระเทวีทรงถามว่าเหตุใดวาตาปีจึงถูกปราบ และอะไรเป็นเหตุให้ฤๅษีอคัสตยะกริ้ว พระอีศวรทรงเล่าเหตุการณ์อิลวละ–วาตาปี: สองพี่น้องใช้อุบายเลี้ยงรับรองหลอกลวง ฆ่าพราหมณ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าและหวังชุบคืนชีพ จนพราหมณ์ทั้งหลายต้องไปขอความคุ้มครองจากอคัสตยะ ณ ประภาส อคัสตยะทรงเผชิญหน้าอสูร กินวาตาปีที่ถูกปรุงในรูปแกะ ทำให้อุบายฟื้นคืนชีพสิ้นฤทธิ์ แล้วเผาอิลวละให้เป็นเถ้า จากนั้นทรงมอบสถานที่ที่ฟื้นคืนและอุดมทรัพย์แก่พราหมณ์ จึงเป็นที่รู้จักว่าเป็นแดน “ขจัดความหิว” เพราะการกินอสูรถูกกล่าวว่าเกิดมลทินเฉพาะ จึงอัญเชิญพระคงคา (คงคาเทวี) มาชำระอคัสตยะ พระคงคาจึงประดิษฐาน ณ ที่นั้น และศิวลึงค์ได้รับนามว่า “คงคेशวร” ตอนท้ายย้ำมหาตมยะของตีรถะว่า ผู้ได้เห็นคงคेशวรและประกอบสฺนาน ทาน และชปะ ย่อมพ้นบาปที่เกิดจาก “การบริโภคต้องห้าม” โดยอาศัยสถานที่ พิธีกรรม และการระลึกถึงอันศักดิ์สิทธิ์

बालार्कमाहात्म्यवर्णन (Bālārka Māhātmya — Account of the Glory of Bālārka)
บทนี้เป็นคำสอนของพระอีศวรแก่พระเทวีในลำดับการจาริกแห่งประภาสกษेत्र พระอีศวรทรงชี้ทางให้ผู้แสวงบุญไปยังบาลารกะ ซึ่งยกย่องว่าเป็นสถานที่ทำลายบาป (ปาปนาศนะ) และทรงระบุว่าอยู่ทางเหนือของอาศรมพระอคัสตยะ ไม่ไกลนัก ต่อมาทรงเล่าที่มาของนามว่า ในกาลโบราณพระสุริยะ (อรฺกะ) ได้บำเพ็ญตบะ (ตปัส) ณ ที่นั้นในรูปเยาว์วัย/ดุจเด็ก (พาละ) จึงเรียกสถานที่นั้นว่า “บาลารกะ” แล้วกล่าวผลแห่งการได้ทัศนะในวันอาทิตย์ (รวีวาระ) ว่าผู้ไปเห็นจะไม่ประสบโรคกุษฐะและโรคผิวหนังทั้งหลาย อีกทั้งความทุกข์จากโรคในเด็กก็จะไม่เกิดขึ้น บทนี้จึงรวมทั้งภูมิศาสตร์ศักดิ์สิทธิ์ เหตุแห่งนาม และผลบุญด้านสุขภาพที่ผูกกับศรัทธาตามวันเวลาไว้ด้วยกัน

अजापालेश्वरीमाहात्म्यम् | Ajāpāleśvarī Māhātmya (Glory of Ajāpāleśvarī)
อีศวรตรัสกับเทวีให้หันพระทัยไปยังสถานศักดิ์สิทธิ์อันเป็นมงคลชื่อ ‘อชาปาเลศวรี’ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากอคัสตยะ-สถาน ที่นั่น พระราชาอชาปาละแห่งราชวงศ์รฆุได้บูชาเทวีผู้ทรงทำลายบาปและโรคภัยด้วยศรัทธา เรื่องเล่ากล่าวถึงการบรรเทาความเจ็บไข้ที่เปรียบเป็นโรค “อชา-รูป” (รูปแพะ) และพระราชาทรงสถาปนาเทวีไว้ในนามของพระองค์เอง เพื่อให้ทรงประทับเป็นผู้ทำลายบาปสืบไป บทนี้รวมทั้งภูมิศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่ การอุปถัมภ์ของกษัตริย์ และกาลพิธีตามติติ ตอนท้ายเป็นผลश्रुतिว่า ผู้บูชาด้วยภักติในวันติติ ‘ตฤติยา’ ตามแบบแผน ย่อมได้กำลัง ปัญญา เกียรติยศ ความรู้ และสิริมงคล

बालार्कमाहात्म्यवर्णनम् | The Māhātmya of Bālārka (the ‘Child-Sun’ Shrine)
อีศวรตรัสแก่เทวีในลักษณะบอกเส้นทางว่า จากสถานของฤๅษีอคัสตยะไปทางทิศตะวันออก ตามระยะที่กำหนดด้วยหน่วย “คัวยูติ” จะถึงสถานศักดิ์สิทธิ์ที่เลื่องชื่อว่า พาลาทิตยะ/พาลารกะ บทนี้ยังกล่าวถึงภูมิประเทศใกล้เคียง รวมทั้งสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับสปาฏิกา และยกย่องเกียรติคุณของศาลเจ้าดังกล่าว ต่อมามีตำนานกำเนิด—ฤๅษีวิศวามิตรบำเพ็ญบูชา “วิทยา” (พลังแห่งความรู้ศักดิ์สิทธิ์) ณ ที่นั้น สถาปนาลึงค์สามองค์ และประดิษฐานเทวรูปพระอาทิตย์ในนาม “รวิ” ด้วยสาธนาที่เคร่งครัดท่านได้รับสิทธิจากพระสุริยะ และนับแต่นั้นเทวสถานจึงเป็นที่รู้จักในนาม พาลาทิตยะ/พาลารกะ ตอนท้ายเป็นผลश्रุติ: ผู้ใดได้เฝ้าดู “ภาสกร” องค์นี้ ผู้ถูกสรรเสริญว่าเป็น “ผู้ลักเอาบาป” จะไม่ประสบความยากจนตราบเท่ามีชีวิต ย้ำว่าการได้ดर्शनเป็นกุศลสำคัญในจารีตการแสวงบุญแห่งปรภาสะ

पातालगंगेश्वर–विश्वामित्रेश्वर–बालेश्वर लिङ्गत्रयमाहात्म्य (Glory of the Three Liṅgas: Pātāla-Gaṅgeśvara, Viśvāmitreśvara, and Bāleśvara)
ในอัธยายะนี้ พระอีศวรตรัสกับพระเทวีถึงสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อันชำระบาป ซึ่งอยู่ทางทิศใต้ไม่ไกลนัก (วัดระยะด้วยหน่วยคัวยูติ) ณ ที่นั้นมีการปรากฏของพระคงคาในลักษณะ ‘ปาตาลคามินี’ คือไหลลงสู่/เกี่ยวเนื่องกับแดนบาดาล และได้รับการสรรเสริญอย่างชัดเจนว่าเป็น ‘ปาปนาศินี’ ผู้ทำลายบาป. ต่อมาเรื่องราวเชื่อมโยงกับฤๅษีวิศวามิตร ผู้ได้อัญเชิญพระคงคาเพื่อการอาบน้ำพิธีกรรม โดยกล่าวว่าอาบน้ำ ณ ตีรถะนั้นย่อมหลุดพ้นจากบาปทั้งปวง แล้วจึงประกาศมหิมาของลึงค์ทั้งสาม—คงเคศวร วิศวามิตเรศวร และพาเลศวร—ว่าการได้ทัศนะ (ดรศนะ) แห่งลึงค์เหล่านี้ย่อมบันดาลความสำเร็จตามปรารถนา พร้อมทั้งความสิ้นไปแห่งบาปและการบรรลุสิ่งที่มุ่งหวัง.

Kuberanagarotpatti and Kubera-sthāpita Somanātha Māhātmya (Origin of Kuberanagara and the Glory of the Somanātha Liṅga Installed by Kubera)
บทนี้เป็นบทสนทนาระหว่างพระศิวะกับพระเทวี พระศิวะทรงชี้ถึงสถานที่อันประเสริฐในแคว้นปรภาสะ ณ ริมฝั่งแม่น้ำนยังกุมตี ซึ่งกุเบรเคยบำเพ็ญจนได้ฐานะเป็น “ธนท” ผู้เป็นเจ้าแห่งทรัพย์สมบัติ พระเทวีทรงถามว่าเหตุใดพราหมณ์ผู้ตกไปในกรรมดุจโจรจึงกลับได้เป็นกุเบรในภายหลัง พระศิวะจึงเล่าอดีตของพราหมณ์ชื่อเทวศรมัน ผู้พำนักใกล้ฝั่งนยังกุมตีในปรภาสะ เขาหมกมุ่นในกิจเรือน แล้วด้วยความโลภจึงละชีวิตครอบครัวออกแสวงหาทรัพย์ ภรรยาถูกพรรณนาว่าไม่มั่นคงในศีลธรรม บุตรชื่อทุหสหะเกิดในคราวอัปมงคล ต่อมาถูกครอบงำด้วยอบายและถูกสังคมทอดทิ้ง ทุหสหะพยายามลักทรัพย์ในเทวสถานพระศิวะ แต่ด้วยเหตุแห่งประทีปที่ใกล้ดับและไส้ตะเกียง เขากลับกระทำ “การปรนนิบัติประทีป” โดยไม่รู้ตัว จึงเป็นกุศลอย่างหนึ่ง เมื่อคนรับใช้ในเทวสถานพบเห็น เขาหนีด้วยความกลัว และท้ายที่สุดถูกทหารยามฆ่าอย่างรุนแรง เขาเกิดใหม่ในคันธาระเป็นกษัตริย์ผู้เลื่องชื่อในทางชั่วชื่อสุดุรมุข แม้ยังเสื่อมศีล แต่ยังบูชาลึงค์ประจำตระกูลเป็นนิจโดยไม่ใช้มนต์ และถวายประทีปอยู่เสมอ ครั้นออกล่าสัตว์ด้วยแรงสังสการเดิมจึงมาถึงปรภาสะ ถูกสังหารในศึกที่ฝั่งนยังกุมตี และกล่าวว่าบาปถูกทำลายด้วยอานุภาพแห่งการบูชาพระศิวะ ต่อมาเขาเกิดเป็นไวศรวณะ (กุเบร) ผู้รุ่งเรือง ตั้งลึงค์ใกล้นยังกุมตีและสรรเสริญพระมหาเทวะด้วยสโตตรยาว พระศิวะทรงปรากฏ ประทานพรหลายประการ ได้แก่ ความเป็นสหาย ตำแหน่งทิศปาล และความเป็นใหญ่เหนือทรัพย์ พร้อมประกาศว่าสถานที่นั้นจักมีนามเลื่องลือว่า “กุเบรนคร” ลึงค์ที่ตั้งไว้ทางทิศตะวันตกเป็นที่ระลึกนาม “โสมนาถ” (โยงกับอุมานาถ) ตอนท้ายกล่าวผลบุญว่า ผู้บูชาในวันศรีปัญจมีตามแบบแผน ย่อมได้ลักษมีอันมั่นคงสืบไปถึงเจ็ดชั่วคน.

भद्रकालीमाहात्म्यवर्णनम् (Bhadrakālī Māhātmya Description)
บทนี้เป็นถ้อยแถลงทางเทววิทยาโดยย่อ เมื่อพระอีศวรทรงชี้บอกเทวสถานของพระแม่ภัทรกาลีซึ่งตั้งอยู่ทางทิศเหนือของสถานที่ที่เรียกว่า “เกาเบระ-สัญญกะ” อันเกี่ยวเนื่องกับท้าวกุเบร พระแม่ภัทรกาลีได้รับสรรเสริญว่าเป็นผู้ประทานสิ่งที่ปรารถนา (วาญฉิตารถ-ประทายินี) และทรงถูกผูกโยงโดยตรงกับเหตุการณ์ทำลายพิธีบูชายัญของทักษะ โดยเสด็จพร้อมวีรภัทรและเป็นพลังผู้ก่อการย่อยยับแห่งยัญนั้น ต่อมามีข้อกำหนดด้านกาลเวลา แนะนำให้บูชาพระแม่ในวันตฤติยา (ขึ้น/แรม ๓ ค่ำ) แห่งเดือนไจตระ อีกทั้งกล่าวผลบุญว่า การสักการะอย่างกว้างขวางต่อปางจามุณฑาจะนำมาซึ่งสิริมงคล ความมีโชค (เสาภาคยะ) ชัยชนะ (วิชยะ) และการสถิตของพระลักษมี (ความมั่งคั่ง) บทนี้จึงเป็นดัชนีพิธีกรรมที่ผูกความทรงจำแห่งตำนานเข้ากับสถานที่และวันกำหนด เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติในการบูชาอย่างเป็นรูปธรรม।

भद्रकालीबालार्कमाहात्म्यवर्णनम् | The Māhātmya of Bhadrakālī and Bālārka (Solar Installation)
อัธยายะนี้กล่าวถึงคำบอกเล่าของพระอีศวรเกี่ยวกับสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางทิศเหนือ ถัดไปจากที่ซึ่งเรียกว่า “เการวะ-สัญญกะ” ณ ที่นั้น พระแม่ภัทรกาลีบำเพ็ญตบะอย่างเคร่งครัด แล้วทรงสถาปนา (ประดิษฐาน) พระรวิ/พระสุริยะด้วยภักติอันสูงสุด กำหนดกาลพิธีที่เน้นคือวันอาทิตย์ (รวิวาร) ตรงกับตถีสัปตมี และยกย่องการบูชาด้วยดอกไม้สีแดงพร้อมการทา/เจิมสีแดง เช่น จันทน์แดง ผลแห่งการบูชาด้วยศรัทธาถูกกล่าวว่าเทียบเท่าผล “โกฏิยัญญะ” และช่วยปลดเปลื้องโรคที่เกิดจากวาตะและปิตตะ ตลอดจนโรคร้ายแรงอื่น ๆ ท้ายบทมีข้อกำชับเรื่องทาน: ผู้ปรารถนาผลแห่งการจาริกแสวงบุญให้ครบถ้วน พึงถวายทานม้า (อัศวทาน) ณ สถานที่นั้นเอง แสดงการผสานการบูชาสถานที่ กาลตามปฏิทิน และทาน เป็นแนวทางธรรม-พิธีกรรมเดียวกัน

कुबेरस्थानोत्पत्तौ कुबेरमाहात्म्यवर्णनम् (Origin of Kubera’s Station and its Māhātmya)
ในอัธยายะนี้ พระอีศวรทรงแสดงธรรมเทศนาเกี่ยวกับสถานศักดิ์สิทธิ์ที่เกี่ยวเนื่องกับท้าวกุเบร (Kubera) โดยระบุว่ากุเบรสถานตั้งอยู่ทางทิศไนฤติยะ (ตะวันตกเฉียงใต้) ตามผังแห่งเขตศักดิ์สิทธิ์ และท้าวกุเบรทรงปรากฏโดยสวะยัมภู เป็นผู้ขจัดความยากจนทั้งปวง (sarva-dāridrya-nāśana) ทรงบัญญัติให้ประกอบการบูชาเฉพาะในวันปัญจมีติถี ด้วยคันธะ (เครื่องหอม), ปุษปะ (ดอกไม้) และอนุเลปนะ (การทา/เจิมด้วยของหอม) สถานนั้นกล่าวว่าโอ่อ่าด้วย “นิธาน” แปดประการที่สัมพันธ์กับมกรา เมื่อบูชาด้วยศรัทธาให้พร้อมด้วยกาละ วัตถุบูชา และสถาน-เทวะ ย่อมได้ผลคือการบรรลุนิธานและความมั่งคั่งอันหาที่เปรียบมิได้โดยปราศจากอุปสรรค (nirvighna)

Ajogandheśvara-māhātmya (अजोगन्धेश्वरमाहात्म्य) — The Glory of Ajogandheśvara at Puṣkara
บทนี้เป็นบทสนทนาศักดิ์สิทธิ์ระหว่างพระศิวะกับพระเทวี พระอีศวรทรงชี้แจงแก่พระเทวีถึง “ปุษกร” อันเป็นทีรถะสำคัญ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกจากตำแหน่งของท้าวกุเบร พระเทวีทรงทูลถามว่า เหตุใดชาวประมง (ไกวรตะ) ผู้ทำบาปและฆ่าปลา จึงบรรลุความสำเร็จทางจิตวิญญาณได้ พระอีศวรจึงเล่าเหตุการณ์ในกาลก่อนว่า ในเดือนมาฆะเขาหนาวสั่น แบกแหเปียกเข้าเขตปุษกร แล้วเห็นปราสาทเทวาลัยฝ่ายศิวะที่ถูกเถาวัลย์และไม้ใหญ่ปกคลุม เพื่อให้ได้ความอุ่น เขาปีนขึ้นไปบนปราสาทและกางแหไว้บนยอดเสาธงให้แดดช่วยตาก แต่ด้วยความเผลอ/มึนงงจึงตกลงมาและสิ้นชีวิตกะทันหันภายในเขตศิวะ กาลต่อมา แหยังคงติดอยู่และเหมือนผูกธงไว้ กลายเป็นนิมิตมงคล; ด้วยมหาตมยะของธง เขาได้เกิดใหม่เป็นกษัตริย์แห่งอวันตี มีนามว่า ฤตธวชะ ครองราชย์ ท่องเที่ยวกว้างไกล และเสวยสุขแห่งราชสมบัติ ครั้นต่อมาเมื่อเป็นผู้ระลึกชาติได้ เขากลับสู่ประภาสกษेत्र สร้าง/บูรณะหมู่เทวสถานที่เกี่ยวกับอชโยคันธะ และสถาปนาหรือบูชาลึงคะใหญ่ชื่อ “อชโยคันเธศวร” ใกล้กุณฑะ พร้อมประกอบการบูชาด้วยภักติเป็นเวลายาวนาน คัมภีร์ยังบัญญัติวิธีจาริก: อาบน้ำในกุณฑะด้านตะวันตกของปุษกรที่เรียก ‘ปาปตัสกร’, ระลึกถึงยัญพิธีโบราณของพระพรหม ณ ที่นั้น, อาวาหนะทีรถะทั้งหลาย, สถาปนา/บูชาลึงคะอชโยคันเธศวร และถวายดอกบัวทองแก่พราหมณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ ผลश्रุติกล่าวว่า ผู้บูชาด้วยเครื่องหอม ดอกไม้ และอักษตะโดยถูกต้อง ย่อมพ้นบาปที่สั่งสมแม้ตลอดเจ็ดชาติได้

चन्द्रोदकतीर्थमाहात्म्य–इन्द्रेश्वरमाहात्म्यवर्णनम् (Glory of Candrodaka Tīrtha and the Indreśvara Shrine)
อีศวรทรงเล่าแก่เทวีถึงหมู่สถานศักดิ์สิทธิ์ในทิศอีศาน (ตะวันออกเฉียงเหนือ): อินทรสถานอันประเสริฐซึ่งอยู่ห่างตามระยะที่กำหนดด้วยกัวยูติ เชื่อมโยงกับจันทรสระและสายน้ำจันโทรทกะ น้ำศักดิ์สิทธิ์นี้ได้รับการสรรเสริญว่ามีอานุภาพบรรเทา “ชรา” (ความเสื่อม/ความแก่) และขจัด “ทาริทฺรยะ” (ความยากจน) สภาพของทีรถะยังสัมพันธ์กับจันทรคติ—เพิ่มขึ้นในข้างขึ้น ลดลงในข้างแรม แต่ถึงเป็นยุคแห่งบาป (ปาปยุค) ก็ยังปรากฏให้เห็นได้ การอาบน้ำ ณ ที่นั้นถูกยืนยันว่าเป็นการชดเชยบาปที่เด็ดขาด แม้ผู้มีบาปหนักก็ไม่ต้องลังเลมากนัก ต่อมาระลึกถึงเรื่องอินทราในวิกฤตศีลธรรมอันใหญ่หลวงที่เกี่ยวกับอหัลยาและคำสาปของโคตมะ อินทราทำบูชาพร้อมทานอันมาก และสถาปนาพระศิวะให้ดำรงอยู่พันปี รูปที่สถาปนานั้นมีนามว่า “อินทเรศวร” ผู้ทำลายความผิดทั้งปวง ตอนท้ายกล่าวลำดับการจาริก: อาบที่จันทรตีรถะ ทำตัรปณะให้บรรพชนและถวายบูชาแด่เทพ แล้วนมัสการอินทเรศวร ย่อมพ้นบาปโดยไม่ต้องสงสัย

ऋषितोयानदीमाहात्म्यवर्णन (Māhātmya of the Ṛṣitoyā River)
บทนี้กล่าวถึงคำอธิบายเชิงเทววิทยาของพระอีศวรเกี่ยวกับสถานศักดิ์สิทธิ์ชื่อ “เทวะกุละ” ในปรภาสขันฑะ ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศอาคเนย์ (ตะวันออกเฉียงใต้) ณ ระยะที่กำหนดตามมาตรา “คัวยูติ” ความศักดิ์สิทธิ์ของที่นั้นสืบเนื่องจากการชุมนุมดึกดำบรรพ์ของเหล่าเทวะและฤๅษี และจากลิงคะที่ได้ประดิษฐานไว้ก่อน จึงทำให้ชื่อ “เทวะกุละ” เป็นนามอันมีอำนาจและเป็นที่ยอมรับ ต่อจากนั้นเรื่องราวหันไปทางทิศตะวันตก กล่าวถึงแม่น้ำ “ฤษิโตยา” อันเป็นที่รักของเหล่าฤๅษี และได้รับการสรรเสริญว่าเป็นผู้ขจัดบาปทั้งปวง มีข้อกำหนดพิธีกรรมว่า ผู้แสวงบุญที่อาบน้ำชำระอย่างถูกต้องและทำตัรปณะ/บูชาแก่ปิตฤ จะก่อให้เกิดความพอใจแก่บรรพชนยาวนาน ยังกล่าวถึงธรรมแห่งทานว่า ในวันอมาวาสยาเดือนอาษาฒะ หากถวายทองคำ อชินะ (หนังสัตว์) และกัมพละ (ผ้าห่ม) บุญกุศลจะเพิ่มพูนขึ้นจนถึงสิบหกเท่าไปจนถึงวันเพ็ญ ตอนท้ายด้วยผลश्रุติยืนยันว่า ด้วยการอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์ การตัรปณะ และการให้ทานในภูมิศักดิ์สิทธิ์นี้ บาปที่สั่งสมแม้ถึงเจ็ดชาติย่อมสิ้นไป และบรรลุโมกษะได้

ऋषितोयामाहात्म्यवर्णनम् (The Māhātmya of Ṛṣitoyā at Mahodaya)
เทวีทูลถามพระอีศวรถึงกำเนิดและเกียรติคุณของน้ำศักดิ์สิทธิ์ชื่อ “ฤษิโตยา” และเหตุใดจึงมาถึงเทวทารุวนอันเป็นมงคล พระอีศวรตรัสเล่าว่า ฤษีผู้บำเพ็ญตบะจำนวนมากไม่พอใจ เพราะสายน้ำในถิ่นนั้นไม่ก่อให้เกิดความปีติในพิธีกรรมดุจมหานทีทั้งหลาย จึงไปยังพรหมโลก สรรเสริญพระพรหมว่าเป็นผู้สร้าง ผู้คุ้มครอง และผู้ทำลาย แล้วทูลขอแม่น้ำที่ทำลายบาป เหมาะแก่การสรงสนานเพื่อการอภิเษก (อภิษेक) ด้วยพระกรุณา พระพรหมทรงตรวจดูเทวีแห่งสายน้ำผู้มีรูปกาย เช่น คงคา ยมุนา สรัสวดี และอื่น ๆ ทรงรวบรวมไว้ในกมณฑลุ แล้วปล่อยลงสู่โลกมนุษย์ สายน้ำนั้นจึงเป็นที่รู้จักในนาม “ฤษิโตยา” อันเป็นที่รักของเหล่าฤษีและเป็นผู้ขจัดบาปทั้งปวง ครั้นมาถึงเทวทารุวน ก็ได้รับการชี้นำจากฤษีผู้รู้พระเวทให้ไหลสู่มหาสมุทร บทนี้ยังกล่าวว่า ฤษิโตยาโดยทั่วไปเข้าถึงได้กว้างขวาง แต่มีผลอันหาได้ยากเป็นพิเศษ ณ สามสถานที่คือ มโหทัย มหาตีรถะ และบริเวณใกล้มูลจาณฑีศะ อีกทั้งกำหนดความเสมอกันของสายน้ำตามกาลเวลา—คงคาในยามเช้า ยมุนาในยามเย็น สรัสวดีในยามเที่ยง เป็นต้น—เพื่อเป็นระเบียบแห่งการสรงสนานและการประกอบศราทธะ สรุปผลคือ บาปย่อมสิ้นไปและได้สมดังปรารถนา।

गुप्तप्रयागमाहात्म्यवर्णनम् | The Māhātmya of Gupta-Prayāga (Hidden Prayāga)
บทนี้เป็นบทสนทนา เมื่อพระนางปารวตีทูลถามถึงเหตุที่ “ประยาคะ” ผู้เป็นราชาแห่งทีรถะ และแม่น้ำคงคา ยมุนา และสรัสวตี ปรากฏอยู่ในเขตปรภาส ใกล้ศาลเจ้าสังคาเลศวร พระอีศวรทรงอธิบายว่า ในกาลก่อนมีสภาเทวะเกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์เรื่องลึงค์ ทำให้ทีรถะนับไม่ถ้วนมาชุมนุมกัน และประยาคะได้ซ่อนตนอยู่ท่ามกลางทีรถะเหล่านั้น จึงได้ชื่อว่า “คุปตะ” หรือ “ประยาคะเร้นลับ” จากนั้นจึงบรรยายภูมิศักดิ์สิทธิ์อย่างเป็นระบบ: พรหมกุณฑะอยู่ทิศตะวันตก ไวษณวกุณฑะอยู่ทิศตะวันออก รุทร/ศิวกุณฑะอยู่กึ่งกลาง และเขต “ตรีสังคม” ซึ่งเป็นจุดบรรจบของคงคาและยมุนา โดยมีสรัสวตีไหลอย่างละเอียดอ่อนและเร้นอยู่ระหว่างสองสายน้ำ คัมภีร์ระบุฤกษ์กาลและหลักการชำระล้างเป็นลำดับ—การอาบน้ำตามขั้นช่วยขจัดมลทินทางใจ วาจา กาย ความสัมพันธ์ ความผิดที่ปกปิด และโทษย่อย ๆ; การอาบซ้ำและการทำกุณฑาภิเษกกล่าวว่าสามารถชำระมลทินใหญ่ได้ อีกทั้งทรงกำชับให้บูชามาตฤ (หมู่พระมารดา) ด้วยเครื่องสักการะ โดยเฉพาะในวันจตุรทศีแห่งกฤษณปักษะ เพื่อบรรเทาความหวาดกลัวจากบริวารจำนวนมากของท่าน พิธีศราทธะได้รับการสรรเสริญว่าเกื้อหนุนวงศ์บรรพชนทั้งฝ่ายบิดาและมารดา และแนะนำการถวายโคเพศผู้แก่ผู้แสวงบุญเพื่อให้ได้ผลแห่งการเดินทางอย่างครบถ้วน ตอนท้ายเป็นผลश्रุติว่า ผู้ฟังและยืนยันมหาตมยะนี้ด้วยศรัทธาย่อมมุ่งสู่แดนประทับของพระศังกรา

माधवमाहात्म्यवर्णनम् | Mādhava Māhātmya (Glorification of Mādhava at Prabhāsa)
อีศวรทรงพรรณนาศาลเจ้าพระมาธวะที่อยู่ในเขตศักดิ์สิทธิ์ปรภาสะ โดยอยู่ค่อนไปทางทิศใต้เล็กน้อย และทรงระบุลักษณะเทวรูปว่าเป็นพระวิษณุผู้ทรงสังข์ จักร และคทา (ศังขะ-จักระ-คทา) บทนี้กำหนดวัตรปฏิบัติในวันเอกาทศีแห่งปักษ์สว่างว่า ผู้ศรัทธาผู้สำรวมอินทรีย์ถืออุโบสถ/อดอาหาร และบูชาด้วยจันทน์หอม เครื่องหอม ดอกไม้ และเครื่องทาอันเป็นมงคล ย่อมบรรลุ ‘ปรมบท’ อันหมายถึงความพ้นจากการเกิดใหม่ (อปุนรภวะ) คาถาที่สืบว่าเป็นของพระพรหมยืนยันอีกว่า การอาบน้ำที่วิษณุกุณฑะแล้วบูชาพระมาธวะ เป็นทางตรงสู่แดนที่พระหริทรงสถิตโดยพระองค์เอง เป็นที่พึ่งสูงสุด ท้ายที่สุดมีผลश्रุติกล่าวว่า มหาตมยะฝ่ายไวษณพนี้ประทานเป้าหมายทั้งปวงและทำลายบาปทั้งสิ้น เป็นทั้งคำสรรเสริญและคู่มือพิธีกรรมโดยสังเขป

संगालेश्वरमाहात्म्यवर्णनम् (Sangāleśvara Māhātmya—Account of the Glory of Sangāleśvara)
บทนี้กล่าวถึงลึงค์ “สังคาเลศวร” ที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประภาสเกษตร ในแนวทิศวายัพ (ตะวันตกเฉียงเหนือ) และยกย่องว่าเป็น “ผู้ทำลายบาปทั้งปวง” (sarva-pātaka-nāśana) พระอีศวรทรงเล่าว่า พระพรหม พระวิษณุ พระอินทร์ (ศักระ) พร้อมทั้งโลกปาละ อาทิตยะ และวสุ ได้มาบูชาลึงค์ ณ ที่นั้น แล้วกล่าวเหตุแห่งนามว่า เพราะเหล่าเทพมาชุมนุมและสถาปนาการบูชา สถานศักดิ์สิทธิ์นี้จึงจักเป็นที่รู้จักบนโลกในนาม “สังคาเลศวร” กล่าวถึงอานิสงส์ว่า มนุษย์ผู้บูชาสังคาเลศวรย่อมทำให้วงศ์ตระกูลรุ่งเรือง ปราศจากความยากจน เพียงได้ “ทัศนะ” (darśana) ก็เสมอผลแห่งการถวายโคหนึ่งพันตัวที่กุรุเกษตร กำหนดให้ในวันอมาวาสยะอาบน้ำแล้วทำศราทธะ (śrāddha) โดยปราศจากความโกรธ เพื่อให้บรรพชนพึงพอใจยาวนาน ขอบเขตเกษตรกำหนดเป็นการเวียนประทักษิณครึ่งโครศ เป็นสถานให้สมปรารถนาและทำลายบาป ย้ำอีกว่า ผู้ใดสิ้นชีวิตภายในเขตมหาบุญนี้—จะเป็นผู้ประเสริฐหรือปานกลาง—ย่อมได้คติสูง ผู้ที่อดอาหารจนละสังขารย่อมหลอมรวมในปรเมศวร แม้ความตายที่มักถือว่าไม่เป็นมงคลตามพิธี—ตายด้วยความรุนแรง อุบัติเหตุ ฆ่าตัวตาย งูกัด หรือสิ้นชีวิตในสภาพไม่บริสุทธิ์—เมื่อเกิดในทีรถะมหาบุญนี้ก็อาจให้ “อปุนัรภวะ” (apunarbhava: ไม่กลับมาเกิด) ได้ ท้ายบทเชื่อมโยงโมกษะกับพิธีกรรม ได้แก่ ศราทธะสิบหกครั้ง วฤโษตสรรคะ และการเลี้ยงพราหมณ์โดยชอบ พร้อมผลश्रุติว่า การฟังมหาตมยะนี้ย่อมขจัดบาป ความโศก และความทุกข์ได้

Siddheśvara-māhātmya (Glory of Siddheśvara)
บทนี้เป็นบทสนทนาทางเทววิทยาอย่างย่อระหว่างอีศวรกับเทวี โดยระบุว่า “สิทธิเศวร” เป็นสถานลึงค์อันประเสริฐในเครือข่ายแห่งปรภาส พร้อมบอกความใกล้และตำแหน่งตามทิศทางอย่างชัดเจน เล่าว่าเหล่าเทวะได้รีบทำพิธีสถาปนา ศิวลึงค์นาม “สังคาเลศวร” แล้วต่อมาหมู่สิทธคณะได้สถาปนาและสรรเสริญ “สิทธิเศวร” ว่าเป็นผู้ประทานสิทธิทั้งปวง พระศิวะประทานพรว่า ผู้ปฏิบัติที่มาถึงตามกฎ ทำสรงน้ำตามพิธี บูชาสิทธนาถ และทำชปะ โดยเฉพาะบทศตรุทรียะ มนต์อฆอระ และคายตรีถวายแด่มเหศวร จะได้บรรลุสิทธิและฤทธิ์ดุจอณิมา ภายในหกเดือน ยังกล่าวย้ำเรื่องกาลเวลา: ในมหาราตรีแห่งจตุรทศี ข้างแรม เดือนอาศวยุช ผู้ปฏิบัติที่มั่นคงและไร้ความหวาดหวั่นย่อมได้ความสำเร็จ ตอนท้ายเป็นผลश्रุติประกาศว่าเรื่องนี้เป็นเครื่องทำลายบาปและประทานผลแห่งความปรารถนาอันชอบธรรมทั้งมวล

गन्धर्वेश्वरमाहात्म्यवर्णनम् | Gandharveśvara—Account of the Shrine’s Glory
อีศวรตรัสแก่เทวีให้ไปยังศาสนสถานศิวะอันประเสริฐชื่อ “คันธรรเวศวร” ในเขตปรภาสะ ที่นั่นลึงค์ตั้งอยู่ทางทิศเหนือ ห่างออกไปห้าธนู เป็นนัยบอกทางสำหรับผู้แสวงบุญด้วย กล่าวว่าเพียงได้ดर्शन (การได้เห็นอย่างเป็นมงคล) ณ สถานนี้ ผู้เห็นย่อมเป็น “รูปวาน” คือมีความงามและเสน่ห์ปรากฏในกาย ลึงค์นี้ก่อตั้งโดยเหล่าคันธรรพ จึงยิ่งศักดิ์สิทธิ์ ครั้นอาบน้ำชำระแล้วบูชาด้วยพิธีที่ถูกต้องเพียงครั้งเดียว ก็ได้ผลครบถ้วน คือสมปรารถนาทุกประการ และได้รับนิมิตมงคลชื่อ “รักตกัณฐะ” (คอแดง) เป็นผลแห่งการสักการะในสถานที่นี้

Sangāleśvara–Uttareśvara Māhātmya (संगालेश्वरमाहात्म्य–उत्तरेश्वरमाहात्म्यवर्णनम्)
บทที่ 303 กล่าวถึงพระอีศวรทรงมีพระบัญชาแก่พระเทวีให้เสด็จไปทางทิศเหนือสู่ ‘เทวะอันประเสริฐ’ ซึ่งการบูชาถูกยกย่องว่าเป็นผู้ทำลายมหาปาตกะ (บาปใหญ่) ได้ แล้วทรงชี้ว่าเบื้องตะวันตกของเทวะนั้นมีศิวลึงค์อันสูงส่ง ซึ่งเหล่านาคนำโดยพระเศษนาคได้ตั้งขึ้นหลังบำเพ็ญตบะอย่างเข้มข้น เนื้อหาย้ำถึงธรรมะเพื่อความคุ้มครอง: ผู้บูชาเทวะที่เหล่านาคสักการะย่อมไม่ถูกร้ายด้วยพิษตลอดชีวิต และงูทั้งหลายย่อมมีใจเมตตา ไม่ทำอันตราย จึงมีข้อกำชับให้มนุษย์บูชาศิวลึงค์นั้นด้วยความเพียรเต็มที่ ท้ายบทกล่าวถึงเครือข่ายสถานศักดิ์สิทธิ์ว่า ณ ฝั่งแม่น้ำคงคาอันเปี่ยมบุญในเขตตะวันตก ฤษีทั้งหลายได้ประดิษฐานศิวลึงค์ไว้มากมาย การได้เห็น (ทัรศนะ) และการบูชาศิวลึงค์เหล่านั้นทำลายบาปทั้งปวง และให้บุญเทียบเท่าพิธีอัศวเมธะพันครั้ง เป็นผลานุศาสน์ของการจาริกในบทนี้

गंगामाहात्म्यवर्णनम् (Gaṅgā-Māhātmya near Saṅgāleśvara)
บทนี้จัดวางเป็นบทสนทนา โดยสุตะเป็นผู้เกริ่นกรอบเรื่อง แล้วอีศวรอธิบายแก่ปารวตีถึงการปรากฏเฉพาะถิ่นของพระคงคา ผู้เป็นตรีปถคามินี ใกล้สังคาเลศวรในแคว้นปรภาสะ ปารวตีทูลถามความพิศวงสองประการ—พระคงคามาถึงที่นั่นได้อย่างไร และเหตุใดจึงมีปลาตรีเนตรอยู่ที่นั่น อีศวรเล่าตำนานเหตุปัจจัยว่า ฤๅษีบางพวกซึ่งเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์คำสาปอันเนื่องด้วยมหาเทวะ ครั้นสำนึกผิดจึงบำเพ็ญตบะอย่างแรงกล้าและบูชาที่สังคาเลศวร ด้วยภักติอันยืนยง พระศิวะทรงพอพระทัย ประทานเครื่องหมาย “ตรีเนตร” เป็นนิดรศนะให้โลก และประทานพรให้อัญเชิญพระคงคามาเพื่ออภิเษก ทันใดนั้นพระคงคาปรากฏพร้อมหมู่ปลา; เมื่อฤๅษีได้เห็น ปลาเหล่านั้นก็ได้รับอนุเคราะห์จนเป็น “ตรีเนตร” เช่นกัน ต่อมาระบุข้อปฏิบัติและผล: อาบน้ำในกุณฑะนั้นย่อมพ้นจากบาปใหญ่ห้าประการ (ปัญจปาตกะ) อีกทั้งในวันอมาวาสยา ผู้ใดอาบน้ำแล้วถวายทานทอง โค ผ้า และงาแก่พราหมณ์ ย่อมได้ “ตรีเนตร” อันเป็นสัญลักษณ์แห่งพระกรุณาของพระศิวะ ปิดท้ายด้วยการยืนยันว่าเพียงได้สดับเรื่องนี้ก็เป็นกุศลและบันดาลผลอันปรารถนา

Nārada-Āditya Māhātmya (Glory of Nāradaāditya)
บทนี้เป็นเทววิทยาในรูปสนทนาระหว่างพระศิวะกับพระเทวี กล่าวถึงศาลเจ้าพระสุริยะนาม ‘นารทาทิตยะ’ ในแคว้นประภาสะ และกำหนดผลแห่งการบูชาไว้ว่า การได้ทัศนะ (darśana) ณ ที่นั้นช่วยขจัดชรา (jarā) และความยากจน (dāridrya) พระเทวีทรงถามว่าเหตุใดฤๅษีนารทจึงประสบชรา พระศิวะจึงเล่าเหตุการณ์ที่ทวารวตี: สามพะ โอรสของพระกฤษณะ มิได้แสดงความเคารพสมควร เมื่อนารทตักเตือน สามพะกลับตำหนิวิถีบำเพ็ญตบะ และด้วยความโกรธได้สาปให้นารทตกอยู่ใต้อำนาจแห่งชรา เมื่อนารทถูกชราครอบงำ จึงไปยังสถานที่สะอาดสงัด ตั้งรูปเคารพพระสุริยะอันงดงาม ซึ่งกล่าวว่าเป็น “ผู้ทำลายความยากจนทั้งปวง” แล้วสรรเสริญด้วยบทสโตตรา ยกพระสุริยะเป็นรูปแห่งฤคและสามเวท เป็นแสงบริสุทธิ์ เป็นเหตุอันแผ่ทั่ว และเป็นผู้ขจัดความมืด พระสุริยะทรงพอพระทัย เสด็จปรากฏและประทานพรให้นารทกลับได้กายแห่งความเยาว์วัย อีกทั้งประกาศกฎแห่งประโยชน์สาธารณะว่า ผู้ใดได้ทัศนะพระสุริยะในวันอาทิตย์ที่ตรงกับตถีสัปตมี ย่อมพ้นจากความหวาดกลัวโรคภัย ตอนท้ายยืนยันอานุภาพทำลายบาปของสถานศักดิ์สิทธิ์นี้เป็นผลานุศรุติ (phalāśruti)

सांबादित्यमाहात्म्यवर्णनम् (The Māhātmya of Sāmbāditya: Sāmba’s Sun-Worship at Prabhāsa)
อีศวรทรงเล่ามหิมาแห่ง “สางพาทิตยะ” ตีรถะผู้ทำลายบาป ซึ่งตั้งอยู่ทางเหนือของแคว้นประภาสะ. สามพะ โอรสของชามพวตี ถูกคำสาปจากบิดาเพราะความกริ้ว จึงเข้าพึ่งพระวิษณุเพื่อขอความพ้นทุกข์. พระวิษณุทรงสั่งให้ไปยังประภาสเกษตร โดยเฉพาะ “พรหมภาค” ใกล้ฝั่งงามของแม่น้ำฤษิโตยา อันประดับด้วยพราหมณ์ และทรงรับรองว่าจะประทานพรที่นั่นในรูปพระสุริยะ. สามพะไปถึงสถานอันเป็นมงคล สรรเสริญภาสกรด้วยบทสวดหลายประการ และได้รับการชี้ทางไปยังตลิ่งฤษิโตยา ที่ซึ่งนารทบำเพ็ญตบะ. พราหมณ์ท้องถิ่นยืนยันความศักดิ์สิทธิ์ของพรหมภาคและอนุมัติความตั้งใจของเขา สามพะจึงประกอบการบูชาและตบะเป็นนิตย์. พระวิษณุทรงกล่าวถึงหน้าที่แห่งเทพ—รุทรประทานอิศวรรย์, วิษณุประทานโมกษะ, อินทรประทานสวรรค์; น้ำ แผ่นดิน และเถ้าเป็นเครื่องชำระ; อัคนีเป็นผู้แปรเปลี่ยน; คเณศเป็นผู้ขจัดอุปสรรค—แต่สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของทิวากรคือการประทานอาโรคยะ (สุขภาพ). เพราะคำสาปขัดขวางพรทั่วไป พระวิษณุจึงปรากฏเป็นพระสุริยะ ชำระมลทินและปลดสามพะจากโรคเรื้อน. สามพะขอให้มีสถิตถาวร ณ สถานนั้น พระสุริยะทรงรับรองความบริสุทธิ์แห่งกายและทรงกำหนดวรตะ: เมื่อวันสัปตมีตรงกับวันอาทิตย์ ให้ถือศีลอดและตื่นเฝ้าตลอดคืน. คัมภีร์กล่าวว่าโรคเรื้อนและโรคอันเกิดจากบาปจะไม่เกิดในวงศ์ของผู้ศรัทธา; การอาบน้ำด้วยภักติ การบูชาสางพาทิตยะในวันอาทิตย์ และการทำศราทธะพร้อมเลี้ยงพราหมณ์ ณ กุณฑะผู้ล้างบาปใกล้เคียง ย่อมนำสุขภาพ ทรัพย์ บุตร ความสมปรารถนา และเกียรติในสุริยโลก.

अपरनारायणमाहात्म्यवर्णनम् (The Māhātmya of Apara-Nārāyaṇa)
บทที่ 307 พระอีศวรทรงพรรณนาถึงสถานศักดิ์สิทธิ์ชื่อ ‘อปร-นารายณ์’ ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกเล็กน้อยจากสัมพาทิตยะที่กล่าวมาก่อนหน้า ณ ที่นั้นทรงยืนยันว่า พระสุริยะเป็นสภาวะแห่งพระวิษณุ และเพื่อประทานพรแก่ผู้ภักดี พระผู้เป็นเจ้าทรงปรากฏ ‘อปร’ คือรูปอื่น/รูปเพิ่มเติม จึงอธิบายที่มาของนาม ‘อปร’ ได้ดังนี้ ต่อจากนั้นเป็นข้อปฏิบัติ: พึงบูชาพระปุณฑรีกากษะ ณ สถานนั้นตามพิธีอย่างถูกต้อง โดยเฉพาะในวันเอกาทศี ข้างขึ้น เดือนผาลคุณ ผลที่กล่าวไว้ชัดเจนคือ บาปย่อมสิ้นไปและความปรารถนาทั้งปวงสำเร็จ เป็นแนวทางย่อที่รวมสถานที่ เทวภาพ วันเวลา การบูชา และผลบุญไว้ครบถ้วน

मूलचण्डीशोत्पत्तिमाहात्म्यवर्णनम् (Origin-Glory of Mūla-Caṇḍīśa and the Taptodaka Kuṇḍa)
อีศวรเล่าแก่เทวีถึงเหตุปัจจัยที่ทำให้ลึงค์นาม ‘มูลจัณฑีศ’ มีชื่อเสียงในสามโลก ครั้งหนึ่ง ณ เทวทารุวนะ พระองค์ทรงแปลงเป็นดาบสขอทานชื่อ Ḍiṇḍि ในลักษณะยั่วยุให้เหล่าฤๅษีหวั่นไหว เหล่าฤๅษีโกรธจึงสาป ส่งผลให้ลึงค์สำคัญตกลงมา เมื่อสิริมงคลเสื่อมถอย ฤๅษีทั้งหลายไปทูลถามพรหม พรหมชี้แนะให้ไปเฝ้ารุทรผู้สถิตใกล้อาศรมของกุเบรในรูปช้าง เพื่อขอขมาและแก้ไขเหตุร้าย ระหว่างทาง พระคุรีทรงเมตตาประทานโครส (น้ำนม) และบันดาลสถานที่สรงน้ำอันประเสริฐเพื่อบรรเทาความเหนื่อยล้า สถานที่นั้นเกี่ยวเนื่องกับน้ำอุ่นร้อนจึงเป็นที่รู้จักว่า ‘ตัปโตทกกุณฑะ’ ครั้นถึงแล้ว ฤๅษีได้พบรุทร สรรเสริญและยอมรับความผิด ขอให้ความผาสุกของสรรพสัตว์กลับคืน รุทรทรงพอพระทัย จึงยกและสถาปนาลึงค์ขึ้นใหม่ (สัมพันธ์กับความหมาย “อุนนตะ” คือยกสูง) พร้อมกล่าวผลานุศาสน์ว่า การได้เห็นมูลจัณฑีศให้บุญยิ่งกว่างานทำน้ำขนาดใหญ่ มีข้อแนะนำเรื่องทาน และการบูชาหลังสรงน้ำย่อมก่อให้เกิดเดชานุภาพและนัยแห่งอำนาจโลกีย์ตามสำนวนปุราณะ ตอนท้ายอธิบายชื่อและรากศัพท์ของลึงค์ (เป็นเจ้าแห่งจัณฑี และเป็น ‘มูล’ ณ ที่ตก) พร้อมระบุทีรถะที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สังคเมศวร กุณฑิกา และตัปโตทก

Caturmukha-Vināyaka Māhātmya (Glory of Four-Faced Vināyaka)
บทนี้เป็นคำสอนย่อของพระอีศวรแก่พระมหาเทวี ว่าด้วยแนวทางจาริกและวิธีบูชาเชิงพิธีกรรม พระองค์ทรงชี้ให้ผู้แสวงบุญไปยังศาลเจ้าพระวินายกะผู้ยิ่งใหญ่ชื่อ “จตุรมุขะ” ซึ่งอยู่ทางเหนือของจัณฑีศะ พร้อมระบุทิศทางไปทางมุมอีศานและระยะสี่ธนุเป็นเครื่องหมายกำหนดสถานที่ เมื่อไปถึงแล้วให้บูชาด้วยความเพียรและความระมัดระวัง ถวายของหอม (คันธะ) ดอกไม้ (ปุษปะ) และเครื่องคาวหวานเป็นนิเวทยะ (ภักษยะ โภชยะ) โดยเฉพาะโมทกะ กำหนดกาลสำคัญคือวันจตุรถี; เมื่อบูชาถูกกาลถูกวิธี ย่อมได้สิทธิและอุปสรรค (วิฆนะ) สงบสิ้น กิจทางธรรมสำเร็จสมบูรณ์

कलंबेश्वरमाहात्म्य (Kalambeśvara Māhātmya) — The Glory of Kalambeśvara
บทที่ 310 เป็นถ้อยคำของพระอีศวร กล่าวกำหนดที่ตั้งศาลเจ้ากลัมเบศวรภายในประภาสเกษตร โดยระบุว่าอยู่ในทิศวายัพ (ตะวันตกเฉียงเหนือ) ห่างออกไป ‘ธนุรทฺวิทัย’ คือระยะสองคันธนู กล่าวว่าเพียงได้ดรศนะ (การได้เห็นด้วยศรัทธา) และบูชา (ปูชา) กลัมเบศวร ก็ชำระกิลพิษะทั้งปวง (มลทินทางศีลธรรม) และเป็นผู้ทำลายบาปทั้งสิ้น (สรรวปาตกนาศนะ) อีกทั้งวันโสมวาร (วันจันทร์) ที่ตรงกับอมาวาสยา (วันเดือนดับ) เป็นกาลพิเศษให้ผลบุญยิ่ง ณ สถานที่นั้น ผู้ปรารถนาผลบุญพึงทำทานด้วยการต้อนรับเลี้ยงอาหารแก่เหล่าวิประ (พราหมณ์) และลงท้ายระบุว่าเป็น “กลัมเบศวรมาหาตมยะ” ในประภาสเกษตรมาหาตมยะ แห่งประภาสขันฑะ

गोपालस्वामिहरिमाहात्म्यवर्णनम् (The Māhātmya of Gopāla-svāmin Hari)
อัธยายะนี้เป็นคำสอนเชิงเทววิทยาอย่างย่อ พระอีศวรทรงมีรับสั่งให้พระมหาเทวีเสด็จไปยังศาลเจ้าพระหริผู้เป็นโคปาลสวามิน โดยบอกตำแหน่งชัดเจนว่าอยู่ทางทิศตะวันออกจากจัณฑีศะ ระยะห่างยี่สิบธนุ (มาตราวัดคันธนู) กล่าวถึงผลบุญตามคัมภีร์ปุราณะว่า การได้เฝ้าดาร์ศนะและการบูชาพระหริ ณ ที่นั้นย่อมระงับบาปทั้งปวง และทำลายระลอกแห่งความยากจน โดยเฉพาะในเดือนมาฆะควรกระทำทั้งปูชาและชาครณะ (การตื่นเฝ้ายามค่ำคืน) ผู้ปฏิบัติย่อมบรรลุปรัมปทัม คือสภาวะอันสูงสุด.

Bakulsvāmi-Sūrya Māhātmya (बकुलस्वामिमाहात्म्यवर्णनम्) — The Glory of Bakulsvāmin as Sūrya
บทนี้กล่าวเป็นพระดำรัสของพระอีศวร โดยสรุปทั้งคำชี้แนะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และข้อกำหนดพิธีกรรม เริ่มด้วยการบอกตำแหน่งเทวสถานพระบกุลสวามิน ผู้เป็นรูปแห่งพระสุริยะ อยู่ทางทิศเหนือห่างออกไป ‘แปดคันธนู’ และยกย่องว่าการได้ทัศนะ (darśana) แด่พระสุริยะรูปนี้ย่อมดับทุกข์โศกและความเดือดร้อน. ต่อมาบัญญัติการปฏิบัติว่า เมื่อวันอาทิตย์ (Ravivāra) ตรงกับดิถีสัปตมี (Saptamī) พึงทำชาครณะ (jāgaraṇa) คือการตื่นเฝ้าตลอดคืน ผลคือสำเร็จสมปรารถนาทั้งปวง และได้รับเกียรติยศความยกย่องในสุริยโลก (Sūrya-loka). ตอนท้ายระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของสกันทมหาปุราณะ ปรภาสขันฑะ ในหมวดปรภาสเกษตรมหาตมยะ ชื่อบทว่า ‘บกุลสวามินมหาตมยะ’.

उत्तरार्कमाहात्म्यवर्णनम् (Uttarārka Māhātmya—Description of the Glory of Uttarārka)
บทนี้เป็นคำสอนเชิงเทววิทยาแบบ “อีศวรอุวาจ” อันมีอำนาจรับรอง กล่าวถึงสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ย่อยชื่อ “อุตตรารกะ” ในเขตปรภาสะ ตั้งอยู่ทางทิศวายัวยะ (ตะวันตกเฉียงเหนือ) ห่างออกไปสิบหกธนุ พร้อมพรรณนามหิมาแห่งสถานที่นั้น สถานที่นี้ยกย่องว่าเป็น “สัทยะห์ ประตยะการกะ” คือให้ผลยืนยันแก่ผู้ปฏิบัติได้โดยฉับพลัน และกำหนดการถือพรต “นิมพะ-สัปตมี” (พรตวันขึ้น/แรม ๗ ค่ำเกี่ยวกับต้นนีม) โดยประกาศผลบุญว่าเมื่อปฏิบัติแล้วจักพ้นจากโรคภัยทั้งปวง ได้รับความผาสุกและสุขภาพดี

ऋषितीर्थसंगममाहात्म्यवर्णनम् (Glorification of the Ṛṣi-tīrtha Confluence)
ในบทสนทนาที่อีศวรตรัสกับเทวี บทนี้กล่าวถึงสถานที่แสวงบุญอันประเสริฐชื่อ ‘ฤษิตีรถะ’ ตั้งอยู่ริมทะเล ในเขตที่เกี่ยวเนื่องกับเทวกุละ (devakulāgneiyyāṃ gavyūtyāṃ) สถานที่นี้งดงามยิ่งและทรงพลังทางธรรมเป็นพิเศษ อีกทั้งมีฤๅษีปรากฏในรูปคล้ายศิลา (pāṣāṇākṛtayaḥ) ซึ่งมนุษย์ยัง ‘เห็น’ ได้ และประกาศชัดว่าเป็นที่ทำลายบาปทั้งปวง กำหนดพิธีและกาลเวลาไว้ว่า ในวันอมาวาสยา (วันเดือนดับ) เดือนเชษฐะ ผู้มีศรัทธาควรอาบน้ำชำระและโดยเฉพาะทำปิณฑทาน (piṇḍa-dāna) เพื่อบูชาบรรพชน ณ สังฆมของน้ำฤษิโตยา การอาบน้ำและทำศราทธะ (śrāddha) ถือว่าเป็นกิจอันหาได้ยากและให้ผลยิ่งนัก ต่อจากนั้นยังสรรเสริญการให้โคทาน (go-pradāna) และสั่งให้เลี้ยงพราหมณ์ตามกำลัง เพื่อให้การจาริกสู่ทีรถะประกอบด้วยทานธรรมและการต้อนรับอาคันตุกะผู้ควรเคารพ

मरुदार्यादेवीमाहात्म्यवर्णनम् (Mārudāryā Devī Māhātmya—Glorification of the Goddess Mārudāryā)
บทนี้เป็นคำสอนเรื่องกษेत्रะอย่างย่อในรูปสนทนาระหว่างพระศิวะกับพระเทวี พระอีศวรทรงมีรับสั่งให้พระมหาเทวีเสด็จไปยังสถานที่เรืองรองชื่อ ‘มารุทารยา’ ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกห่างออกไปครึ่งโกรศ ที่นั่นพระเทวีได้รับการบูชาจากหมู่มารุต และทรงได้รับการสรรเสริญว่าเป็นผู้ประทานผลแห่งความปรารถนาทั้งปวง (sarva-kāma-phala) ต่อมาทรงกำหนดกาลและวิธีบูชา โดยเน้นเป็นพิเศษในวันมหานวมมี และในวันสัปตมีด้วย ให้บูชาอย่างรอบคอบด้วยเครื่องสักการะทั่วไป เช่น ของหอมและดอกไม้ (gandha–puṣpa เป็นต้น) เนื้อหาชี้ความสัมพันธ์แบบปุราณะระหว่างสถานที่ เวลา และพิธีกรรม เพื่อการบำเพ็ญภักติอย่างมีระเบียบ อันนำไปสู่ผลที่ปรารถนาและบุญกุศล

क्षेमादित्यमाहात्म्यवर्णनम् / The Māhātmya of Kṣemāditya (Solar Shrine of Welfare)
บทนี้กล่าวถึงตถีรถะโดยย่อ โดยระบุตำแหน่งเทวสถาน ‘กษேมาทิตยะ’ ใกล้เทวคุละ ห่างออกไปห้าคัวยูติ และอยู่ใน/ใกล้เขตศัมพะระ-สถานะ พร้อมกล่าวมหิมาว่า ผู้ได้ดรศนะด้วยศรัทธาย่อมบรรลุความสำเร็จเพื่อความเกษมและสวัสดิภาพ (กษேมารถะ-สิทธิ) อีกทั้งกำหนดกาลบูชาไว้ว่า เมื่อวันสัปตมีตรงกับวันอาทิตย์ (รวิวาระ) การทำปูชาจะเป็น “สรรวะกามทา” คือประทานผลตามความปรารถนาทั้งปวง ท้ายบทจัดวางถ้อยคำนี้เป็นคำสอนแห่งมหาตมยะของตถีรถะ ณ สถานที่เทวคุละ

कंटकशोषिणीमाहात्म्यवर्णनम् (The Māhātmya of Goddess Kaṇṭakaśoṣiṇī)
อีศวรเล่าแก่เทวีถึงกำเนิดของเทวีผู้สถิต ณ สถานที่หนึ่งในปรภาสะซึ่งระบุด้วยทิศทางต่าง ๆ ณ ริมฝั่งแม่น้ำอันศักดิ์สิทธิ์ เหล่ามหาฤๅษีชุมนุมประกอบมหายัญตามพระเวท—เสียงสาธยายเวท ดนตรีขับร้อง ธูปประทีป เครื่องบูชาและอาหุติ พร้อมพิธีกรรมของพราหมณ์ผู้รู้ ทำให้บรรยากาศบริสุทธิ์ขลังยิ่งนัก ครั้นนั้นพวกไทตยะผู้มีกำลังและชำนาญมายาปรากฏเพื่อทำลายยัญ ผู้คนแตกตื่นกระจัดกระจาย แต่พราหมณ์อัธวรรยุยืนหยัดประกอบโหมะเพื่อคุ้มครองและถวายอาหุติป้องกัน จากกรรมอันศักดิ์สิทธิ์นั้น ศักติผู้รุ่งเรืองบังเกิด—ทรงอาวุธ น่าเกรงขามและเป็นทิพย์—ทรงกำจัดผู้ก่อวิฆนะทั้งหลายและฟื้นฟูความสงบเรียบร้อยของยัญ เหล่าฤๅษีสรรเสริญเทวี และเทวีประทานพร พวกเขาทูลขอให้เทวีประทับ ณ ที่นั้นเป็นนิตย์เพื่อเกื้อกูลนักบำเพ็ญตบะและยัญกรรม เทวีจึงได้รับนามว่า “กัณฏกโศษิณี” ผู้ทำให้หนาม/ความทุกข์ร้อนเหือดแห้ง คือผู้ขจัดอำนาจอันเป็นภัย ตอนท้ายกล่าวถึงวิธีบูชาในวันจันทรคติที่ ๘ หรือ ๙ และผลแห่งการสดับคือพ้นความหวาดกลัวจากรากษสและปีศาจปิศาจะ พร้อมบรรลุสิทธิอันสูงสุด

ब्रह्मेश्वरमाहात्म्यवर्णनम् | Brahmeśvara Liṅga: Account of Its Sacred Efficacy
บทนี้เป็นถ้อยแถลงเชิงเทววิทยาอย่างย่อที่แทรกอยู่ในคำบรรยายภูมิศักดิ์สิทธิ์แห่งประภาสเกษตร พระอีศวรทรงกล่าวถึงลึงค์อันทรงฤทธิ์ยิ่งซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออก ไม่ไกลจากจุดอ้างอิง มีอานุภาพให้เกิดปาปกษยะ คือการสลายและบรรเทาบาป ลึงค์นั้นมีนามว่า “พรหมเมศวร” และระบุว่าได้รับการประดิษฐานโดยพราหมณ์ทั้งหลาย อันเป็นเครื่องหมายแห่งความชอบธรรมของสายการประดิษฐาน ยังมีการบอกเป็นนัยถึงลำดับพิธีกรรม: อาบน้ำชำระในน้ำศักดิ์สิทธิ์ชื่อฤษิโตยา แล้วจึงบูชาลึงค์พรหมเมศวร ผลที่สัญญาไว้ครอบคลุมทั้งความบริสุทธิ์และการเปลี่ยนแปลงทางปัญญา—ผู้บูชากลายเป็นผู้รู้พระเวท (veda-vid) ได้คุณสมบัติแห่งพราหมณ์ และพ้นจากภาวะจาฑยภาวะ คือความทึบเฉื่อยของจิตใจ บทนี้จึงเชื่อมโยงสถานที่ พิธี และผลบุญเข้าด้วยกันอย่างกระชับ.

उन्नतस्थानमाहात्म्यवर्णनम् | The Māhātmya of Unnata-Sthāna (The ‘Elevated Place’)
ในบทสนทนาอีศวร–เทวี พระศิวะทรงนำพระเทวีไปยังแดนมงคลทางทิศเหนือใกล้ฝั่งแม่น้ำฤษิโตยา และทรงแนะนำสถานที่ชื่อ “อุนนต” พระเทวีทูลถามถึงรากศัพท์ของนาม เหตุแห่งการ “ถวายโดยฝืน” แด่พราหมณ์ และขอบเขตของพื้นที่ พระศิวะทรงอธิบายความหมายของ “อุนนต” หลายชั้น—ลึงค์ที่ “ยกสูง/ปรากฏ” ณ มโหทัย ประตูอัน “สูงเด่น” ที่เกี่ยวเนื่องกับปรภาส และความเลิศของสถานที่เพราะตบะและวิทยาอันประเสริฐของฤๅษีทั้งหลาย ต่อมาเหล่าฤๅษีผู้บำเพ็ญตบะจำนวนมากทำตบะยาวนาน พระศิวะเสด็จมาในรูปภิกษุและถูกจำได้ แต่ท้ายที่สุดฤๅษีทั้งหลายได้เห็นเพียงลึงค์ “มูลจัณฑีศะ” ผู้ใดได้ทัศนะย่อมขึ้นสวรรค์ ทำให้ผู้คนหลั่งไหลมาเพิ่มขึ้น ครั้นแล้วพระอินทร์ (ศตกรตุ) ใช้วัชระปกคลุมลึงค์ กีดกันทัศนะของฤๅษีอื่น ๆ พระศิวะทรงระงับความพิโรธของฤๅษี ตรัสชี้ว่าสวรรค์ไม่เที่ยง และทรงสั่งให้รับถิ่นฐานอันงดงามที่ยังคงมีอัคนิโหตระ ยัญ พิธีบูชาบรรพชน การต้อนรับแขก และการศึกษาพระเวท พร้อมประทานคำมั่นว่าเมื่อสิ้นชีวิตจะได้โมกษะด้วยพระกรุณา ทรงเรียกวิศวกรรมะให้ก่อสร้าง แต่เขาทูลเตือนว่าคฤหัสถ์ไม่ควรพำนักถาวรในเขตลึงค์โดยตรง จึงมีพระบัญชาให้สร้างที่อุนนตริมฝั่งฤษิโตยา เรื่องราวกำหนดเขตศักดิ์สิทธิ์กว้างใหญ่ (รวม “นัคนหระ”) ด้วยเครื่องหมายทิศและระยะแปดโยชน์ และประทานหลักประกันในกลียุค: มหากาลเป็นผู้พิทักษ์ อุนนตเป็นวิฆนราช/คณนาถผู้ประทานทรัพย์ ทุรคาทิตยะประทานสุขภาพ และพรหมาประทานเป้าหมายชีวิตพร้อมความหลุดพ้น ตอนท้ายเป็นการสถาปนา “สถลเกศวร” พรรณนาศาสนสถานตามยุค และวัตรพิเศษในวันจันทรคติที่ 14 เดือนมาฆะ โดยมีการตื่นเฝ้ายามค่ำ (ชาคระ)

लिंगद्वयमाहात्म्यवर्णनम् | The Māhātmya of the Pair of Liṅgas
ในบทสนทนาทางเทววิทยาระหว่างอีศวรกับเทวี บทนี้กล่าวถึงลึงค์คู่ผู้ให้บุญใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศอาคเนย์ของแดนศักดิ์สิทธิ์ เล่าว่าวิศวกรรมเป็นผู้สถาปนาไว้ และเชื่อมโยงกับการมาของทวษฏฤเพื่อสร้างเมือง: เมื่อสถาปนาพระมหาเทวะแล้วจึงสร้างนคร และมีการสถาปนาลึงค์ (อีกครั้ง) แสดงความเกื้อกูลกันระหว่างระเบียบแห่งนครกับการตั้งสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ ต่อจากตำนานกำเนิด บทนี้ให้คำสอนด้านพิธีกรรม โดยกำหนดให้บูชาลึงค์คู่นี้ทั้งเมื่อเริ่มงานและเมื่อจบงาน โดยเฉพาะในคราวเดินทางและขบวนวิวาห์ ถือเป็นพิธีที่ให้ผลฉับพลัน แล้วระบุมาตรฐานเครื่องบูชา—ของหอม เครื่องหลั่งรินดุจอมฤต และไนเวทยะหลากชนิด—โดยเน้นว่าเป็นแนวทางแห่งศรัทธาที่รอบคอบและมีเจตนา มิใช่เพียงทำตามแบบพิธีเท่านั้น

उन्नतस्थाने ब्रह्ममाहात्म्यवर्णनम् (The Glorification of Brahmā at Unnata-sthāna)
บทนี้เป็นบทสนทนาระหว่างพระศิวะกับพระเทวี พระอีศวรประกาศสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อันลี้ลับและสูงส่งชื่อ “อุนนตสถาน” ว่าเป็นที่ทำลายบาปของมนุษย์ แล้วกล่าวถึงมหาตมยะของพระพรหม ณ สถานที่สูงนั้น พระเทวีทูลถามว่าเหตุใดพระพรหมที่นี่จึงเป็นรูปเด็ก ทั้งที่ที่อื่นมักพรรณนาเป็นผู้ชรา พร้อมทั้งถามตำแหน่งของสถานที่ เหตุแห่งการเสด็จมาของพระพรหม และวิธี–กาลแห่งการบูชาที่ถูกต้อง พระอีศวรตรัสว่าอาสนะสำคัญของพระพรหมอยู่ใกล้แม่น้ำฤษิโตยา และในเขตประภาสมีภูมิแห่งการบูชาสามประการ: พระพรหมที่ฝั่งน้ำอันเป็นมงคล พระรุทระที่อัคนีตีรถะ และพระหริ (ทาโมทร) บนเขาไรเวตกะอันรื่นรมย์ เรื่องเล่าว่าโสมะได้วิงวอนพระพรหม พระพรหมจึงเสด็จมายังอุนนตสถานในรูปเด็กอายุแปดปี และเพียงได้ทัศนะก็ทำให้ผู้ศรัทธาพ้นบาปได้ ต่อมามีคำสรรเสริญเชิงหลักธรรมว่าไม่มีเทพ ครู ความรู้ หรือการบำเพ็ญตบะใดเสมอด้วยพระพรหม และความหลุดพ้นจากทุกข์โลกย่อมอาศัยภักติแด่ปิตามหะ ตอนท้ายกำชับให้ชำระกายด้วยการอาบน้ำที่พรหมกุณฑะก่อน แล้วจึงบูชาพระพรหมรูปเด็กด้วยดอกไม้ ธูป และเครื่องสักการะอื่น ๆ ตามสมควร

दुर्गादित्यमाहात्म्यवर्णनम् (Durgāditya Māhātmya—Account of the Glory of Durgāditya)
บทนี้เป็นธรรมกถาเชิงเทววิทยา โดยอีศวรทรงเล่าแก่พระมหาเทวีถึงสถานศักดิ์สิทธิ์ทางทิศใต้ชื่อ “ทุรคาทิตยะ” อันเลื่องลือว่าเป็นที่ขจัดบาปทั้งปวง จากนั้นกล่าวตำนานกำเนิดนาม: พระแม่ทุรคา ผู้ทำลายความทุกข์ เคยประสบความคับข้อง จึงบำเพ็ญตบะยาวนานเพื่อบูชาพระสุริยะให้ทรงโปรด เมื่อกาลผ่านไป พระสุริยะ (ทิวากร) เสด็จปรากฏและประทานให้ขอพรได้ พระแม่ทุรคาทูลขอให้ความทุกข์ของตนสิ้นไป พระสุริยะจึงตรัสพยากรณ์ว่า ไม่นานพระภควานตรีปุรานตกะ (พระศิวะ) จะทรงสถาปนาศิวลึงค์อันประเสริฐ ณ สถานที่สูงและเป็นมงคล และ ณ ที่นั้นพระนามของพระสุริยะจะเป็นที่รู้จักว่า “ทุรคาทิตยะ” แล้วเสด็จอันตรธาน ตอนท้ายระบุพิธีปฏิบัติว่า เมื่อวันสัปตมีตรงกับวันอาทิตย์ให้บูชาทุรคาทิตยะ; ผลแห่งการบูชาคือความทุกข์ทั้งหลายสงบลง และโรคผิวหนังหลายชนิดรวมทั้งกุษฐะทุเลาไป.

Kṣemeśvara Māhātmya (क्षेमेश्वरमाहात्म्य) — The Glory of Kṣemeśvara
ในบทสนทนาเชิงสั่งสอนระหว่างพระศิวะกับพระเทวี พระอีศวรทรงชี้ให้พระเทวีทอดพระเนตรศาสนสถานแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ ‘ทางทิศใต้’ ของจุดศักดิ์สิทธิ์ที่กล่าวไว้ก่อนหน้า ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำฤษิโตยา สถานที่นั้นได้รับการระบุว่าเป็น “กเษเมศวร”; และยังคงเล่าลำดับนามตามกาล—เดิมเคยเรียกว่า “ภูตีศวร” ส่วนในยุคกลียุคประกาศนามว่า “กเษเมศ/กเษเมศวร” คำสอนเชิงปฏิบัติของบทนี้สั้นและมุ่งสู่การแสวงบุญ: เพียงได้ “ทัศนะ” (darśana) แล้วตามด้วยการ “บูชา” (pūjā) ต่อเทพองค์นี้ ผู้ศรัทธาย่อมพ้นจากกิลพิษะ (มลทินบาป/มลทินพิธีกรรม) ทั้งปวง ตอนท้ายระบุการจัดหมวดว่าเป็นบท ‘กเษเมศวรมาหาตมยะ-วรรณะนา’ ในสกันทมหาปุราณ ฉบับ 81,000 โศลก ภาคประภาส (Prabhāsa Khaṇḍa) หมวดย่อยประภาสเกษตรมาหาตมยะ (Prabhāsakṣetramāhātmya)

गणनाथमाहात्म्यवर्णनम् (Glorification and Ritual Protocol of Gaṇanātha/Vināyaka at Prabhāsa)
บทนี้บันทึกคำสอนของพระอีศวรต่อพระเทวีเกี่ยวกับสถานวินายก (คณนาถ) ที่อยู่ทางตอนเหนือของปรภาสา ในบริเวณย่อยทิศวายวฺยะ (ตะวันตกเฉียงเหนือ) วินายกองค์นี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ประทาน “สิทธิทั้งปวง” และยังอธิบายอัตลักษณ์แบบผสานว่า เดิมเคยเป็นสหายของธนท (กุเบร) บัดนี้ปรากฏในรูปคณนาถ เป็นผู้พิทักษ์นিধิ (ขุมทรัพย์) เพื่อประทานความสำเร็จแก่สรรพชีวิต ต่อจากนั้นกล่าวถึงพิธีบูชาโดยย่อที่ผูกกับกาลเวลา คือเมื่อวันจตุรถีตรงกับวันอังคาร (เภามวาร) ให้บูชาด้วยของกินเป็นเครื่องถวาย—ภักษยะ โภชยะ—พร้อมทั้งโมทกะ แล้วบทสรุปประกาศผลอานิสงส์ว่า การบูชาอย่างถูกต้องเช่นนี้ย่อมให้ธรุวสิทธิ คือความสำเร็จที่แน่นอน

उन्नतस्वामिमाहात्म्यवर्णनम् (Uṇṇatasvāmi Māhātmya—Description of the Glory of Unnatasvāmi)
ในบทนี้ อีศวรทรงสั่งสอนเทวีให้ดำเนินไปยังศาลเจ้าวินายกะอันประเสริฐ ซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำอันงดงามและเกี่ยวเนื่องกับฤๅษิ-โตยะ คือสายน้ำที่เหล่าฤๅษีทำให้ศักดิ์สิทธิ์ เทวะ ณ ที่นั้นทรงได้รับการสรรเสริญว่าเป็นพระคเณศ/คณนาถ ผู้เป็นผู้นำหมู่คณะทิพย์ และทรงเป็นหนึ่งเดียวกับพลังจักรวาลผู้ทำลายตรีปุระ อันยกย่องพระองค์ในแนวเทววิทยาแบบไศวะ ในมหากษेत्रแห่งประภาส พระองค์ประทับในรูปคชรูประดับสูง รายล้อมด้วยคณะคณานับไม่ถ้วน ผู้แสวงบุญพึงบูชาด้วยความเพียรเต็มที่เพื่อให้การเดินทางปราศจากอุปสรรค และควรถวายดอกไม้ ธูป เป็นต้น เป็นนิตย์ นอกจากนี้ยังบัญญัติการปฏิบัติร่วมกันในวันจตุรถี—ชาวเมืองควรจัดมหโอตสวะซ้ำแล้วซ้ำเล่าในวันจตุรถี เพื่อความผาสุกของแว่นแคว้น (ราษฏระ-เกษมะ) และเพื่อความสำเร็จสมปรารถนา (สิทธิ) ในกิจการทั้งปวง

Mahākāla-māhātmya (महाकालमाहात्म्य) — The Glory of Mahākāleśvara
อัธยายะนี้กล่าวถึงคำชี้แนะของพระอีศวรในลำดับการจาริกแสวงบุญแห่งปรภาสะ โดยนำผู้ศรัทธาไปยังสถานที่ทางทิศเหนือซึ่งประดิษฐานพระมหากาเลศวร ผู้ทรงได้รับสรรเสริญว่าเป็นผู้คุ้มครองสูงสุด (sarva-rakṣā-kara) อีกทั้งกล่าวถึงพระไภรวะในรูปพระรุทระว่าเป็นผู้พิทักษ์ประจำเมือง/ชุมชนที่เกี่ยวเนื่องกับศาลเจ้านี้ จึงเชื่อมความศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่เข้ากับคติไศวะที่เน้นการปกปักรักษา ยังระบุระเบียบพิธีตามกาล: ในวันดรรศะ (วันเดือนดับ) และวันปูรณิมา (วันเพ็ญ) พึงจัด “มหาบูชา” (mahā-pūjā) แสดงถึงวินัยตามปฏิทินในจริยธรรมของผู้แสวงบุญ และในผลศรุติกล่าวว่า ผู้ใดอาบน้ำในกาลมงคลที่เรียกว่า “มโหทัย” แล้วได้เฝ้าดูพระมหากาล จะได้รับความมั่งคั่งทางโลกยาวนานถึง “เจ็ดพันชาติ” ตามสำนวนยกย่องแบบปุราณะ

महोदयमाहात्म्यवर्णनम् | The Glorification of Mahodaya Tīrtha
บทนี้กล่าวถึงคำสอนของพระอีศวรเกี่ยวกับมหโทยะ ตีรถะซึ่งตั้งอยู่ทางทิศอีศาน ผู้แสวงบุญพึงไปยังมหโทยะ อาบน้ำศักดิ์สิทธิ์ตามวิธี (วิธิ) แล้วกระทำตัรปณะถวายแก่ปิตฤและเทพทั้งหลาย คัมภีร์ยกย่องว่ามหโทยะมีอานุภาพเฉพาะในการชำระความเศร้าหมองของผู้เกี่ยวข้องกับธุรกรรมที่ละเอียดอ่อนทางธรรม โดยเฉพาะโทษจากการรับทาน (ปฺรติกฺรห-กฤต โทษะ) ผู้ปฏิบัติย่อมไม่บังเกิดความหวาดกลัว ที่นี่เป็นบ่อเกิดแห่งความปีติยิ่งสำหรับทวิชะ และยังให้คำมั่นถึงผลที่มุ่งสู่โมกษะแม้แก่ผู้ติดข้องในกามคุณหรือผู้พันธนาการด้วยการรับทาน ทางเหนือของมหากาล มีหมู่มาตฤประจำเพื่อคุ้มครองสถานที่ หลังอาบน้ำแล้วพึงบูชาหมู่มาตฤนั้น ตอนท้ายกล่าวว่ามหโทยะเป็นผู้ทำลายบาปและประทานโมกษะด้วยอภิเษก ขอบเขตโดยประมาณราวครึ่งโกรศะ และศูนย์กลางเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ฤๅษีทั้งหลายรักใคร่สืบไป

संगमेश्वरमाहात्म्यवर्णनम् / Description of the Glory of Saṅgameśvara
บทนี้เป็นคำสั่งสอนเชิงเทววิทยาและพิธีกรรมอย่างย่อที่พระอีศวรทรงแสดง ทรงระบุว่า “สังคเมศวร” เป็นสถานศักดิ์สิทธิ์ฝ่ายไศวะที่ทำลายบาป ตั้งอยู่ในทิศพายัพ (ตะวันตกเฉียงเหนือ) และเป็นที่ชุมนุมของเหล่าฤๅษี จึงยืนยันความศักดิ์สิทธิ์และอำนาจแห่งสถานที่นั้น ต่อมาได้กล่าวถึงบริเวณทิศตะวันออกใกล้เคียง มีสระศักดิ์สิทธิ์ชื่อ “กุณฑิกา” ซึ่งเป็นสระชำระบาป และเกี่ยวเนื่องกับการเสด็จมาของพระสรัสวตีพร้อมพลังไฟ “วฑวานล” อันเป็นนิมิตเชิงตำนานของสายน้ำ พิธีที่กำหนดคือ อาบน้ำในกุณฑิกาก่อน แล้วจึงบูชาสังคเมศวร ผลบุญคือความเป็นสิริมงคลยาวนาน ไม่พรากจากความมั่งคั่งและบุตรอันเป็นที่รักตลอดหลายชาติ และบาปทั้งปวงตั้งแต่เกิดจนตายย่อมถูกขจัดสิ้น

उन्नतविनायकमाहात्म्यवर्णनम् | The Māhātmya of Unnata-Vināyaka (the Exalted Gaṇeśa)
ในอัธยายะนี้ พระอีศวรทรงชี้ถึงสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อันเลื่องชื่อในแดนประภาสะชื่อว่า “อุตตมสถาน” โดยกล่าวว่าอยู่ทางทิศเหนือของบริเวณทิพย์ที่อ้างถึง และกำหนดระยะตามมาตราวัดท้องถิ่น ถัดขึ้นไปทางเหนืออีก ณ ระยะสิบสองธนุ มี “อุนนตวิฆนราช” ประดิษฐาน ผู้ทรงเป็นผู้ทำลายอุปสรรคทั้งปวง (sarva-pratyūha-nāśana) บทนี้กำหนดให้บูชาในวันจตุรถี ด้วยของหอม ผลไม้ และเครื่องบูชารสหวาน เช่น โมทกะ ผลแห่งการบูชาคือการสำเร็จสมปรารถนา (vāñchita-kāma) และความสำเร็จที่กล่าวว่าเป็น “ชัยชนะเหนือสามโลก” อันเป็นคำรับรองแบบผลศรุติในลำดับการสรรเสริญศาลเจ้าศักดิ์สิทธิ์

तलस्वामिमाहात्म्यवर्णनम् | The Glory of Taptodaka-Talāsvāmin (Talāsvāmi Māhātmya)
บทนี้เป็นพระดำรัสเชิงเทววิทยาของพระอีศวร โดยระบุสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางทิศเหนือของจุดสูงแห่งหนึ่ง ราวสามโยชน์ ที่นั่นมีตปฺตกุณฑะซึ่งเกี่ยวกับตปฺโตทกะ (น้ำร้อน/น้ำมีฤทธิ์ความร้อน) และมีเทวะนามว่า ตลาสวามิน พร้อมกล่าวถึงเหตุการณ์ในอดีตว่า ตลาสวามินผู้เป็นผู้นำในหมู่ไทตยะ ถูกพระวิษณุประหารหลังการต่อสู้อันยืดเยื้อ จากนั้นเรื่องราวถูกแปรเป็นข้อปฏิบัติแห่งการจาริก: ผู้ปฏิบัติควรอาบน้ำในตปฺตกุณฑะ บูชาตลาสวามินตามพิธี และทำปิณฑประทานเพื่อบรรพชน ผลบุญที่กล่าวไว้ยิ่งใหญ่ เทียบเท่าผลแห่ง “โกฏิยาตรา” จึงเป็นการรวมทั้งพิกัดสถานที่ ความชอบธรรมจากตำนาน และวิธีกรรมไว้เป็นหน่วยเดียวของตถีรถะอย่างสมบูรณ์

कालमेघमाहात्म्यवर्णनम् (The Māhātmya of Kāla-Megha)
บทนี้เป็นคำสอนของพระอีศวรแก่พระมหาเทวี ว่าด้วยมหาตมยะของสถานศักดิ์สิทธิ์นาม ‘กาลเมฆ’ ผู้ศรัทธาถูกชี้นำให้ไปยังที่นั้น และทรงระบุว่าในทิศตะวันออกมีผู้พิทักษ์เขต (กเษตรป/กเษตรปาล) ปรากฏในรูปศิวลึงค์ พิธีบูชาถูกกำหนดตามวันจันทรคติ—โดยเฉพาะวันอัษฏมี (ขึ้น/แรม 8 ค่ำ) หรือจตุรทศี (ขึ้น/แรม 14 ค่ำ) ให้บูชาศิวลึงค์นั้นพร้อมการถวายบลี/เครื่องสังเวย ผลแห่งการบูชากล่าวว่าเทพประทานสิ่งปรารถนา (วาญฉิตารถประทา) และในกลียุคทรงเป็นดุจต้นกัลปพฤกษ์ที่ให้ผลได้โดยง่ายแก่ผู้มีภักติอันเป็นระเบียบ ตอนท้ายระบุว่าเป็นอัธยายที่ 331 แห่งประภาสเขตรมหาตมยะ (ภาคแรก) ในประภาสขันฑะ แห่งสกันทมหาปุราณะ

रुक्मिणीमाहात्म्यवर्णनम् | Rukmiṇī Māhātmya (Glorification of Rukmiṇī and the Hot-Water Kuṇḍa)
อัธยายะนี้เป็นคำสอนเชิงเทววิทยาที่พระอีศวรทรงแสดง โดยชี้ให้เห็นสถานศักดิ์สิทธิ์สองประการที่เกี่ยวเนื่องกันในปรภาสเกษตร—กลุ่มตัปโตทกะ-กุณฑะ (สระน้ำร้อน) อยู่ทางทิศใต้ในระยะที่กำหนด และเทวีรุกมินีประดิษฐานอยู่ทางทิศตะวันออกตามช่วงระยะที่ระบุไว้ สระน้ำร้อนนี้ถูกยกย่องว่าเป็นตถีรถะเพื่อความบริสุทธิ์ สามารถทำลายบาปหนักยิ่งได้ แม้ถึงขั้น “โกฏิ-หัตยา-วินาศนะ”. ลำดับพิธีกรรมกำหนดชัดเจน—ให้สรงสนานในตัปโตทกะ-กุณฑะก่อน แล้วจึงบูชาเทวีรุกมินีด้วยสัมปูชา เทวีทรงได้รับสรรเสริญว่าเป็นผู้ขจัดบาปทั้งปวงและประทานมงคล ผลश्रุติกล่าวถึงความมั่นคงแห่งครอบครัว โดยเฉพาะสตรีจะไม่ประสบ “คฤหะ-ภังคะ” (ความแตกแยกของเรือนคู่ครอง) ตลอดเจ็ดชาติ เป็นผลแห่งการจาริก การประกอบพิธี และภักติในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์นั้น.

मधुमत्यां पिङ्गेश्वर-भद्रा-सङ्गम-माहात्म्यवर्णनम् (Glorification of Pingeshvara and the Bhadrā Confluence at Madhumatī)
อีศวรทรงพรรณนาลำดับสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในปรภาสเกษตระ โดยเน้นบริเวณแม่น้ำภัทราและความใกล้ชิดชายฝั่งสมุทร มีการกล่าวถึงลึงค์นามว่า ทุรวาเสศวร ซึ่งเป็นที่ชำระบาปอย่างยิ่งและประทานความสุข การอาบน้ำในวันอมาวาสยาแล้วถวายปิณฑะบูชาแก่บรรพชน กล่าวกันว่ายังความอิ่มเอิบแก่ปิตฤเป็นอเนกประการและยาวนาน อีกทั้งมีลึงค์มากมายที่ฤๅษีได้ประดิษฐานไว้ ผู้แสวงบุญย่อมพ้นมลทินด้วยการได้เห็น สัมผัส และบูชา ต่อมาทรงระบุเขตแดนของเกษตระ—บริเวณรอบนอกชื่อ มธุมัตี และทางทิศตะวันตกเฉียงใต้มีสถานที่ชื่อ ขัณฑฆฏ ใกล้ชายทะเลมีปิงเคศวรตั้งอยู่ พร้อมกล่าวถึงบ่อน้ำเจ็ดบ่อ ซึ่งในกาลเทศกาลมีนัยว่าเห็น ‘มือ’ ของบรรพชน จึงย้ำมหิมาแห่งศราทธะ การทำศราทธะ ณ ที่นี้กล่าวว่ามีผลทวีคูณยิ่งกว่าคยา ท้ายที่สุดทรงชี้สังฆมะแห่งภัทรา (วางกรอบทิศตะวันออก–ตะวันตก) และเทียบบุญกุศลเสมอความศักดิ์สิทธิ์แห่งคงคา–สาคร รวมคุณค่าพิธีกรรมทั่วชมพูทวีปเข้ากับภูมิศาสตร์ท้องถิ่น

तलस्वामिमाहात्म्यवर्णनम् (Talasvāmi Māhātmya: Origin Legend and Pilgrimage Rite)
ในบทนี้ เทวีทรงทูลถามอีศวรถึงเหตุแห่ง “ตละ” ที่กล่าวมาก่อน และเหตุใดตลสวามีจึงมีความสำคัญยิ่ง อีศวรทรงเปิดเผยตำนานกำเนิดอันเป็นความลับว่า อสูรทานวะผู้ดุร้ายชื่อมหิทราได้บำเพ็ญตบะยาวนาน ชนะเหล่าเทวะ แล้วปรารถนาการประลองอันก่อหายนะ จากพลังเพลิงที่เป็นรูปของรุทระได้บังเกิดสรรพสัตว์ชื่อ “ตละ”; ด้วยวีรยะของรุทระ ตละปราบมหิทราแล้วร่ายรำ จนแรงรำทำให้สามโลกสั่นสะเทือน ความมืดปกคลุม และสรรพชีวิตหวาดกลัว เหล่าเทวะวิงวอนรุทระ; รุ่นระตรัสว่า ตละเป็น “บุตร” จึงมิอาจถูกทำลาย และทรงชี้ทางให้ไปยังหฤษีเกศะ (วิษณุ) ณ ประภาส ใกล้ตัปโตทกกุณฑะ และสถานศักดิ์สิทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับนามสตุทิสวามี วิษณุทรงปล้ำ (มัลละยุทธ์) กับตละจนเหนื่อยล้า จึงขอให้รุทระทำให้น้ำตัปโตทกกลับร้อนเพื่อขจัดความอ่อนแรง; รุ่นระทรงทำให้กุณฑะร้อนด้วยเนตรที่สาม วิษณุทรงอาบน้ำแล้วได้กำลังกลับคืน และทรงชนะตละ ตละกลับหัวเราะกล่าวว่า แม้เจตนาไม่บริสุทธิ์ก็ได้บรรลุสภาวะสูงสุดของวิษณุ; วิษณุจึงประทานพร ตละขอให้ชื่อเสียงคงอยู่ และผู้ใดได้เห็นวิษณุด้วยภักติในเอกาทศีข้างขึ้นเดือนมารคศีรษะให้บาปสิ้นไป ท้ายบทกล่าวถึงอานุภาพของตีรถะ—ทำลายบาป ขจัดความเหนื่อยล้า และเป็นการชดเชยแม้โทษหนัก พร้อมกล่าวถึงสถิตของนารายณะและผู้พิทักษ์เขตศักดิ์สิทธิ์ฝ่ายไศวะนามกาลเมฆ กำหนดพิธีจาริก: ระลึกวิษณุในนามตลสวามี สวดมนต์รวมทั้งสหัสรศีรษะ อาบน้ำ ถวายอรฆยะ บูชาด้วยเครื่องหอม ดอกไม้ ผ้า เจิมเครื่องทา ถวายนิเวทยะ ฟังธรรม เฝ้าตื่นยามราตรี ทำทานแก่พราหมณ์เวทผู้สมควร (รวมโคเพศผู้ ทอง ผ้า) ถืออุโบสถ และนอบน้อมรุกมินี ผลश्रุติกล่าวถึงผลเทียบเท่าพิธีกรรมใหญ่ การเกื้อกูลบรรพชน และบุญยาวนานหลายชาติจากการได้ทัศนาตลสวามีและอาบในกุณฑะนั้น

शंखावर्त्ततीर्थमाहात्म्यवर्णनम् (The Māhātmya of Śaṅkhāvartta Tīrtha)
บทนี้กล่าวถึงการชี้แนะอย่างละเอียดของพระอีศวรต่อพระเทวี โดยกำหนดทิศทางการจาริกให้ไปทางตะวันตกสู่ฝั่งอันเป็นมงคลของแม่น้ำนยังกุมตี แล้วจึงลงใต้ไปยังมหาตีรถะชื่อ ‘ศังคาวรรตตะ’ ที่นั่นมีศิลาอันมีลวดลาย (จิตรางกิตา ศิลา) ผูกโยงกับสภาวะสวะยัมภู ‘รักตครภา’; แม้ศิลาจะถูกตัดก็ยังปรากฏรอยแดงอยู่ เป็นนิมิตว่าความศักดิ์สิทธิ์ดำรงอยู่ในภูมิประเทศนั้น สถานที่นี้ถูกยกย่องว่าเป็นวิษณุ-เกษตร ต้นกำเนิดเชื่อมกับเหตุการณ์เก่าเมื่อพระวิษณุทรงสังหาร ‘ศังคะ’ ผู้ลักพระเวท (เวทาปหาฤ) และบึงน้ำถูกพรรณนาว่ามีรูปเป็นศังคะ จึงเป็นเหตุแห่งนามและอำนาจแห่งมหาตีรถะ ผลานุศาสน์กล่าวว่า การอาบน้ำที่นี่ช่วยปลดเปลื้องภาระบาปพรหมหัตยา และแม้ศูทรก็ยังได้เกิดสืบต่อเป็นพราหมณ์ตามลำดับ จากนั้นให้ไปทางตะวันออกสู่รุทรคยา ผู้ปรารถนาผลแห่งการจาริกครบถ้วนพึงทำโคทาน ณ ที่นั้น รวมความบริสุทธิ์ บุญ และทานธรรมไว้ในเส้นทางเดียวกัน

गोष्पदतीर्थमाहात्म्यवर्णनम् (The Glory of Goṣpada Tīrtha)
บทนี้เป็นถ้อยสนทนาทางเทววิทยาระหว่างอีศวรกับเทวี กล่าวถึงสถานที่จาริกอันเร้นลับแต่ทรงอานุภาพยิ่งในแคว้นปรภาส คือ โคษปทตีรถะ (Goṣpada Tīrtha) ในบริเวณลำน้ำนยังกุมตี พร้อมทั้ง “เปรตศิลา” อันเกี่ยวกับการปลดปล่อยบรรพชน บทกล่าวว่าผลแห่งศราทธะที่นี่ “มากกว่าคยาเจ็ดเท่า” และยกนิทานเป็นแบบอย่างว่า พระราชาปฤถุทำศราทธะจนช่วยพระราชาเวนะให้พ้นจากกำเนิดอันเป็นบาปได้ เทวีทูลถามถึงกำเนิดสถานที่ วิธีกรรม มนตร์ และคุณสมบัติของผู้ประกอบพิธี; อีศวรทรงวางหลักว่าเป็นคำสอนลับ (รหัสยะ) ควรบอกแก่ผู้มีศรัทธาเท่านั้น จากนั้นอธิบายลำดับพิธีอย่างเป็นระบบ: วัตรความบริสุทธิ์ (พรหมจรรย์ ศौจ/ความสะอาด อาสติกยะ/ความเชื่อมั่น), หลีกเลี่ยงคบหานาสติก, เตรียมเครื่องศราทธะ, อาบน้ำในนยังกุมตี และทำตฤปณะถวายเทวะและปิตฤ มีมนตร์อัญเชิญหมู่ปิตฤเทวะ เช่น อัคนิษวาตตะ บรรหิษัท โสมปา และการถวายปิณฑะอย่างกว้างขวางแก่บรรพชนที่รู้จักและไม่รู้จัก รวมถึงผู้ตกอยู่ในภาวะหลังความตายอันยากลำบาก แม้ถึงผู้ไปเกิดในยอนิอื่นที่มิใช่มนุษย์ กล่าวถึงเครื่องบูชา เช่น ปายสะ น้ำผึ้ง สักตุ ปิษฏกะ จรุ ธัญพืช รากและผลไม้ ตลอดจนทาน เช่น โคทาน ทีปทาน การเวียนประทักษิณา ทักษิณา และการลอย/จุ่มปิณฑะ ส่วนอิติหาสะเล่าเรื่องการปกครองอธรรมของเวนะ การถูกฤๅษีทำลาย การเกิดของนิษาทะและปฤถุ ราชสมบัติของปฤถุและตอน “รีดน้ำนมจากแผ่นดิน” แล้วจึงกล่าวถึงความพยายามของปฤถุในการไถ่บาปให้เวนะ เมื่อทีรถะทั่วไปหวาดหวั่นต่อบาปของเวนะ จึงมีบัญชาสวรรค์ให้ไปยังปรภาส โดยเฉพาะโคษปทตีรถะ ที่ซึ่งพิธีสำเร็จและเวนะได้หลุดพ้น ตอนท้ายย้ำว่ากาลกำหนดไม่เคร่งครัดนัก ระบุโอกาสมงคล และสั่งให้ถ่ายทอดรหัสยะนี้แก่ผู้ปฏิบัติที่จริงใจเท่านั้น.

न्यंकुमतीमाहात्म्ये नारायणगृहमाहात्म्यवर्णनम् | Narāyaṇa-gṛha: Glory and Observances near Nyankumatī
อีศวรตรัสแก่เทวีว่า ผู้แสวงบุญพึงไปยังศาสนสถานสูงสุดชื่อ ‘นารายณคฤหะ’ ตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลอันเป็นมงคล ทางทิศใต้ของสถานที่เรียกว่า โคษปท และใกล้ ‘นยังคุมตี’ ผู้ขจัดบาป ที่นั่นเกศวะสถิตมั่นคงข้ามกาลสิ้นกัลป์; ครั้นทำลายกำลังฝ่ายอริแล้ว และเพื่อเกื้อกูลบรรพชนในกาลียุคอันดุเดือด พระหริประทับใน ‘เรือน’ นี้เพื่อพักผ่อน จึงเป็นที่เลื่องลือในโลก ยังแสดงนามตามยุคทั้งสี่—กฤตยุคชื่อ ชนารทนะ, เตรตายุคชื่อ มธุสูทนะ, ทวาปรยุคชื่อ ปุณฑรีกากษะ และกาลียุคชื่อ นารายณะ ทำให้สถานที่นี้เป็นศูนย์กลางอันมั่นคงแห่งการธำรงธรรมตลอดสี่ยุค มีข้อปฏิบัติว่า ในวันเอกาทศี ผู้ถืออดอาหาร (นิราหาระ) แล้วได้เฝ้าดูพระเทวรูป ย่อมได้ผลคือประจักษ์ ‘ปรมบทอันไม่สิ้นสุด’ ของพระหริ อีกทั้งกำหนดพิธีกรรมแห่งการจาริก เช่น อาบน้ำศักดิ์สิทธิ์และศราทธะ และสั่งให้ถวายผ้าสีเหลืองแก่พราหมณ์ผู้ประเสริฐเป็นทาน ตอนท้ายกล่าวว่า การฟังหรือสาธยายมหาตมยะนี้ย่อมนำไปสู่สัทคติอันเป็นมงคล

Jāleśvara-liṅga-prādurbhāvaḥ (Origin and Glory of Jāleśvara at the Devikā Riverbank)
อีศวรทรงพรรณนาศิวลึงค์อันรุ่งเรือง ณ ริมฝั่งแม่น้ำเทวิกา มีนามว่า ‘ชาเลศวร’ เป็นที่สักการะของนาคกัญญา และกล่าวกันว่าเพียงระลึกถึงก็ยังทำลายบาปหนักอย่างพรหมหัตยาได้ เทวีจึงทูลถามถึงเหตุแห่งนามและอานิสงส์ของการเกี่ยวข้องกับสถานที่ศักดิ์สิทธิ์นั้น อีศวรจึงเล่าอิติหาสะโบราณว่า ณ ประภาส ฤๅษีอาปัสตัมพะบำเพ็ญตบะและฌานอยู่กลางน้ำ ชาวประมงทอดแหผืนใหญ่แล้วดึงท่านขึ้นจากน้ำโดยไม่รู้ตัว ครั้นรู้จึงสำนึกผิดและวิงวอนขอขมา ฤๅษีใคร่ครวญเมตตาและธรรม ปรารถนาให้บุญของตนเกื้อกูลสรรพสัตว์ และให้ความผิดของชาวประมงตกแก่ตนแทน พระเจ้านาภาคะเสด็จมาพร้อมเสนาบดีและปุโรหิต ตั้งใจชดใช้ ‘มูลค่า’ แก่ชาวประมง แต่ฤๅษีไม่ยอมให้วัดด้วยทรัพย์ ฤๅษีโลมศะแนะว่าค่าที่เหมาะคือโค อาปัสตัมพะสรรเสริญความศักดิ์สิทธิ์ของโค ความชำระของปัญจคัวยะ และหน้าที่แห่งการคุ้มครองกับบูชาโคทุกวัน ชาวประมงถวายโค ฤๅษีอวยพรให้พวกเขาขึ้นสวรรค์พร้อมปลาที่ถูกยกขึ้นจากน้ำ ย้ำว่าเจตนาและประโยชน์เกื้อกูลเป็นสิ่งสำคัญ พระเจ้านาภาคะได้รับคำสอนเรื่องคุณค่าของสัทสังคะ การละทิ้งความโอหังของกษัตริย์ และได้พรอันหายากคือ ‘ปัญญาแห่งธรรม’ ท้ายบท อีศวรตรัสว่าลึงค์นี้ฤๅษีเป็นผู้สถาปนา และได้ชื่อ ‘ชาเลศวร’ เพราะท่านเคยตกในแห (ชาละ) พร้อมทั้งกำชับวิธีจาริก: อาบน้ำและบูชาที่ชาเลศวร ฟังมาหาตมยะ และทำทานบูชา โดยเฉพาะปิณฑทานในวันศุกลตรโยทศี เดือนไจตรา และโคทานแก่พราหมณ์ผู้รู้พระเวท ว่าเป็นกุศลยิ่งนัก

Huṁkāra-kūpa Māhātmya (The Glory of the Well Filled by the Huṁkāra)
อีศวรเล่าแก่พระมหาเทวีถึงมหิมาแห่ง “บ่อหุมการะ” อันเลื่องลือไปทั่วสามโลก ตั้งอยู่ ณ ฝั่งอันรื่นรมย์ของแม่น้ำเทวิกา ที่นั่นมีฤๅษีชื่อ ตัณฑี พำนักริมฝั่งเทวิกา บำเพ็ญตบะด้วยภักติอันมั่นคงต่อพระศิวะ วันหนึ่งกวางชราตาบอดตกลงไปในหลุม/บ่อที่ลึกและแห้งแล้ง ฤๅษีเกิดความเมตตาแต่ยังรักษาวินัยแห่งตบะ จึงเปล่ง “หุม” เป็นหุมการะซ้ำแล้วซ้ำเล่า ด้วยอานุภาพแห่งเสียงนั้น บ่อก็เต็มไปด้วยน้ำ ทำให้กวางค่อย ๆ ดิ้นรนออกมาได้ ต่อมากวางนั้นกลับกลายเป็นมนุษย์และทูลถามฤๅษีด้วยความพิศวงว่าเหตุใดผลแห่งกรรมจึงปรากฏเช่นนี้ เขากล่าวว่าเพราะเดชแห่งตีรถะนี้เอง เขาจึงตกไปสู่กำเนิดเป็นกวางและที่นี่เองก็กลับมาเป็นมนุษย์อีกครั้ง มิได้มีเหตุอื่น ฤๅษีเปล่งหุมการะอีกครั้ง บ่อก็เต็มน้ำดังเดิม ท่านลงสรงน้ำและทำพิธีบูชาบรรพชน (ปิตฤตัรปณะ) รู้แจ้งว่าเป็นตีรถะอันประเสริฐ แล้วบรรลุคติอันสูงยิ่ง (ปราคติ) ผลานุศาสน์กล่าวว่า แม้ปัจจุบันเมื่อเปล่งหุมการะ ณ ที่นั้น ก็มีธารน้ำผุดขึ้น ผู้ศรัทธาที่ไปสักการะ—แม้เคยประพฤติบาป—ย่อมไม่ต้องได้เกิดเป็นมนุษย์บนแผ่นดินอีก ผู้ใดอาบน้ำให้บริสุทธิ์และประกอบศราทธะ ย่อมพ้นบาปทั้งปวง ได้รับเกียรติในโลกบรรพชน และกล่าวกันว่ายกย่องเกื้อกูลวงศ์ตระกูลเจ็ดชั้น ทั้งอดีตและอนาคต

चण्डीश्वरमाहात्म्यवर्णनम् (Glorification of Caṇḍīśvara)
ในบทนี้ อีศวรตรัสแก่เทวีให้หันไปสู่ศาสนสถาน ณ ประภาสเกษตร คือ “จัณฑีศวร” อันเป็นมหาลิงคะ ผู้มีอานุภาพทำลายบาปและความล่วงผิดทั้งปวง ผู้ใดมีศรัทธาบูชาและไปเฝ้าดู (ทัรศนะ) ย่อมได้บุญใหญ่และความบริสุทธิ์แห่งจิต. ต่อจากนั้นทรงกำหนดพิธีตามกาล: ในเดือนการ์ตติกะ วันจตุรทศีแห่งปักษ์สุกละ ให้ถืออุโบสถ/อดอาหาร (อุปวาสะ) และตื่นเฝ้าตลอดราตรี (ประจากร). ผู้ปฏิบัติตามวัตรนี้ย่อมสิ้นบาปและบรรลุ “สถานะสูงสุด” อันเป็นของพระมหेशวร ตามคำผลश्रุติที่ปิดท้ายบท.

आशापूरविघ्नराजमाहात्म्यवर्णनम् (The Māhātmya of Āśāpūra Vighnarāja)
บทนี้กล่าวถึงคำอธิบายเชิงเทววิทยาของพระอีศวรเกี่ยวกับศาลเจ้าศักดิ์สิทธิ์นาม ‘อาศาปูร วิฆนราช’ ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศวายัวยะ (ตะวันตกเฉียงเหนือ) อันได้รับการสรรเสริญว่าเป็น ‘อักกัลมษะ’ (บริสุทธิ์ไร้มลทิน) และ ‘วิฆนะ-นาศนะ’ (ผู้ทำลายอุปสรรค) นาม ‘อาศาปูรกะ’ อธิบายว่าเพราะทรงบันดาลให้ความหวังและความปรารถนาของผู้ภักดีสำเร็จสมดังใจ อานุภาพของสถานที่ยืนยันด้วยเรื่องเล่าเป็นแบบอย่าง—พระราม พระสีดา และพระลักษมณะได้บูชาพระคเณศ/วิฆเนศ ณ ที่นั้นแล้วบรรลุเป้าหมายที่ปรารถนา อีกทั้งพระจันทรา (จันทรเทพ) ได้บูชาพระคณาธิปะและได้รับพรตามประสงค์ โดยกล่าวชัดถึงผลแห่งการรักษา คือการทำลายโรคกุษฐะ (โรคผิวหนัง) ทั้งปวง ข้อกำหนดพิธีกรรมระบุว่า ในวันศุกละจตุรถี (ขึ้น ๔ ค่ำ) เดือนภาทรปทะ พึงบูชาพระองค์และเลี้ยงพราหมณ์ด้วยขนมโมทกะ ผลที่ได้คือความสำเร็จตามความปรารถนาโดยพระกรุณาแห่งวิฆนราช และตอนท้ายกล่าวว่าพระองค์ได้รับการแต่งตั้งโดยพระอีศวรเพื่อคุ้มครองเขตศักดิ์สิทธิ์และขจัดอุปสรรคแก่ผู้เดินทางทั้งหลาย

Chandreśvara–Kalākuṇḍa Tīrtha Māhātmya (चंद्रेश्वरकलाकुण्डतीर्थमाहात्म्य)
บทที่ 342 ในปรภาสขันฑะกล่าวถึงพระอีศวรทรงชี้แนะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์โดยเฉพาะ ในทิศใต้–ไนรฤติยะไม่ไกล มีลึงค์ผู้ขจัดบาปซึ่งโสมะ (พระจันทร์) ตั้งไว้ด้วยตนเอง เรียกว่า “จันเทรศ/จันเทรศวร” ใกล้กันมีแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ชื่อ “อมฤตะกุณฑะ” ซึ่งรู้จักอีกนามว่า “กะลากุณฑะ” ลำดับพิธีกรรมถูกกำหนดชัดเจน—อาบน้ำชำระ (สนานะ) ในกุณฑะก่อน แล้วจึงบูชาจันเทรศวร ผลบุญที่กล่าวไว้ยิ่งใหญ่ คือได้ผลแห่งตบะเทียบเท่าพันปี นอกจากนี้ยังกล่าวถึงสระ (ตะฑากะ) ที่พระจันทร์สร้างไว้ มีขนาดสิบหกช่วงคันธนู และตั้งอยู่ตามแนวตะวันออก–ตะวันตกเมื่อเทียบกับจันเทรศ ทำให้ตอนนี้เสมือนแผนที่นำทางแห่งทีรถะ ตอนท้ายระบุว่าอยู่ในปรภาสขันฑะ ภาคปรภาสเกษตรมหาตมยะ ในสายเรื่องอาศาปูรา-มหาตมยะ

कपिलधाराकपिलेश्वरमाहात्म्ये कपिलाषष्ठीव्रतविधानमाहात्म्यवर्णनम् (Kapiladhārā–Kapileśvara Māhātmya and the Procedure/Glory of the Kapilā-Ṣaṣṭhī Vrata)
บทนี้เรียบเรียงเป็นบทสนทนาศักดิ์สิทธิ์ระหว่างพระศิวะกับพระเทวี เริ่มด้วยการระบุตำแหน่งกปิเลศวรและกปิละเกษตรด้วยทิศทางและการอ้างอิงตirtha จากนั้นยืนยันความศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่ด้วยตำนานเดิม คือฤๅษีกปิละบำเพ็ญตบะยาวนานและการสถาปนาพระมหेशวร กล่าวถึงกระแสน้ำศักดิ์สิทธิ์ ‘กปิลธารา’ ที่เกี่ยวเนื่องกับทะเล ซึ่งผู้มีบุญเท่านั้นจึงประจักษ์ได้ แก่นคำสอนคือพิธีวรตะ ‘กปิลา-ษัษฐี’ อันกำหนดด้วยจังหวะปฏิทินที่หาได้ยาก แล้วแจกแจงลำดับปฏิบัติ: อาบน้ำชำระ (ในเขตศักดิ์สิทธิ์หรือ ณ สถานที่เกี่ยวกับสุริยะ), สวดมนต์ภาวนา (ชปะ), ถวายอรฆยะแด่พระสุริยะด้วยวัตถุที่กำหนด, เวียนประทักษิณ และบูชาใกล้กปิเลศวร ต่อมาบัญญัติการทานเป็นชุด ได้แก่การจัดกุมภะ การใช้สัญลักษณ์/รูปเคารพพระสุริยะ และมอบแก่พราหมณ์ผู้รู้พระเวท ตอนท้ายเป็นผลานุศาสน์ว่า ชำระบาปที่สั่งสมและได้บุญยิ่งใหญ่ เปรียบเทียบเท่ามหายัญและการให้ทานตามตirtha หลายแห่ง

जरद्गवेश्वरमाहात्म्यवर्णनम् | Jaradgaveśvara Māhātmya (Glorification of Jaradgaveśvara)
บทที่ 344 กล่าวถึงการชี้แนะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของพระอีศวรแก่พระเทวีภายในกรอบแห่งประภาสเกษตระ โดยระบุลึงค์ผู้ทำลายบาปชื่อ “ชรทคเวศวร” ซึ่งชรทควะเป็นผู้สถาปนา และตั้งอยู่ใกล้กปิเลศวรตามการบอกทิศทางไว้ชัดเจน การไปนมัสการและบูชาที่ศาลนี้กล่าวว่าสามารถขจัดบาปหนัก เช่น พรหมหัตยา และความผิดเกี่ยวเนื่องได้ ณ สถานที่เดียวกันมีเทวีแห่งสายน้ำ “อังศุมตี” ประทับอยู่ จึงกำหนดให้สรงน้ำตามพิธี แล้วทำ “ปิณฑทาน” (เครื่องบูชาแก่บรรพชน) ผลคือบรรพชนได้รับความอิ่มเอมยาวนาน อีกทั้งแนะนำให้ถวายโคเพศผู้ (วฤษภะ) แก่พราหมณ์ผู้รู้พระเวท พิธีภักติระบุการถวายของหอมและดอกไม้ การอภิเษกด้วยปัญจามฤต การจุดธูปกุคคุลุ พร้อมการสรรเสริญ กราบไหว้ และเวียนประทักษิณาอย่างสม่ำเสมอ ด้านจริยธรรมพิธีกรรมกล่าวถึงการเลี้ยงพราหมณ์ด้วยอาหารหลากหลายและอานิสงส์อันมากมาย ตีรถะนี้มีนามว่า “สิทธโททกะ” ในกฤตยุค และ “ชรทคเวศวรตีรถะ” ในกลียุค

नलेश्वरमाहात्म्यवर्णनम् (Naleśvara Māhātmya—Account of the Glory of Naleśvara)
อัธยายะนี้กล่าวถึงมหิมาของลึงค์นามว่า “หาฏเกศวร” ในเขตศักดิ์สิทธิ์ปรภาสโดยสังเขป และระบุว่าเบื้องทิศตะวันออกของลึงค์นั้นมีศาลเจ้าชื่อ “นเลศวร” พระอีศวรตรัสแก่พระเทวีถึงทิศทางและระยะทางเป็นมาตราวัด เพื่อให้รู้ตำแหน่งและไปถึงสถานที่ได้ถูกต้องภายในปรภาสกษेत्र คัมภีร์กล่าวว่า “นเลศวร” ได้รับการสถาปนาโดยพระนลพร้อมด้วยพระนางทมยันตี ทำให้ความศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่ได้รับการยืนยันด้วยแบบอย่างของคู่กษัตริย์ผู้ประเสริฐ ต่อมามีผลश्रุติว่า ผู้ใดได้เห็นและบูชาลึงค์นั้นตามพิธีอันถูกต้อง ย่อมพ้นจากโทษทุกข์แห่งกาลี และยังได้รับพรให้มีชัยในเกมลูกเต๋า/การพนัน (ทยูตะ) อันเป็นผลเฉพาะของการสักการะ ณ ที่นี้

कर्कोटकार्कमाहात्म्यवर्णनम् — Karkoṭakārka Māhātmya (Account of the Glory of the ‘Karkoṭaka Sun’)
อัธยายะนี้เป็นคำสอนของพระอีศวร กล่าวถึงสุริยรูปศักดิ์สิทธิ์นามว่า “กรฺโกฏก-รวี” ซึ่งสถิตอยู่ในทิศอาคเนย์ (ตะวันออกเฉียงใต้) แห่งประภาสเกษตระ. ทรงประกาศว่าเพียงได้ดรศนะ (การได้เห็นด้วยศรัทธา) ต่อรูปนี้ ก็ทำให้เทพทั้งปวงพอพระทัย เป็นดั่งศูนย์รวมแห่งความโปรดปรานของเหล่าเทวะ. ต่อมาทรงกำหนดพิธีอย่างย่อ: เมื่อวันขึ้น/แรม 7 ค่ำ (สปฺตมี) ตรงกับวันอาทิตย์ (รวีวาระ) ให้บูชาตามวิธี (วิธิ) ด้วยธูป (ธูปะ), เครื่องหอม (คันธะ) และการเจิม/ทาเครื่องหอม (อนุเลปนะ). คติธรรมย้ำว่าเมื่อเลือกกาลถูกต้องและถวายเครื่องบูชาถูกต้อง ย่อมพ้นจาก “สรว-กิลพิษะ” คือมลทินบาปและมลทินพิธีกรรมทั้งปวง. โคโลฟอนระบุว่าเป็นบทที่ 346 ในสกันทมหาปุราณะ หมวดประภาสขันฑะ ตอนประภาสเกษตรมหาตมยะ.

हाटकेश्वरमाहात्म्यम् (Hāṭakeśvara Māhātmya: The Glory of Hatakeśvara Liṅga and Agastya’s Āśrama)
อีศวรตรัสเล่าแก่เทวีถึงที่ตั้งและความศักดิ์สิทธิ์ของหาฏเกศวรลิงคะ ซึ่งอยู่ใกล้นเลศวรและป่าอคัสตยามระ ที่ซึ่งฤๅษีอคัสตยะเคยบำเพ็ญตบะมาก่อน ต่อมาจึงกล่าวเหตุปัจจัย: หลังวิษณุทำลายอสูรกาลเกยะแล้ว เศษอสูรบางส่วนหลบซ่อนในมหาสมุทร และยามราตรีออกมารุกรานแคว้นปรภาส กัดกินตบัสวิน ทำลายวัฒนธรรมยัญญะและทาน จนเครื่องหมายแห่งธรรม เช่น สวาธยายะและวษฏการ เสื่อมถอย เหล่าเทวะผู้เดือดร้อนจึงไปเฝ้าพรหม พรหมชี้ว่าเป็นกาลเกยะและให้ไปหาอคัสตยะ ณ ปรภาส อคัสตยะไปยังฝั่งสมุทรแล้วดื่มสมุทรเป็นกัณฑูษะ ทำให้อสูรถูกเปิดเผยและพ่ายแพ้ บางพวกหนีลงปาตาล เมื่อถูกขอให้คืนสมุทร อคัสตยะกล่าวว่าน้ำได้เก่า/เศร้าหมองแล้ว และพยากรณ์ว่าภายหน้าภาคีรถะจะอัญเชิญคงคามาเติมให้เต็มอีกครั้ง ตอนท้ายเป็นพร: การสรงน้ำและบูชาใกล้อาศรมอคัสตยะและหาฏเกศวรให้ผลทางจิตวิญญาณสูง การบูชาทุกวันมีบุญเทียบเท่าโคทาน และการบูชาตามฤดู/อายนะรวมทั้งศราทธะให้ผลยิ่งใหญ่ยิ่งขึ้น ผู้ฟังเรื่องนี้ด้วยศรัทธาย่อมพ้นบาปที่ก่อทั้งกลางวันและกลางคืนได้โดยฉับพลัน

नारदेश्वरीमाहात्म्यवर्णनम् | Nāradeśvarī Māhātmya (Glorification of Nāradeśvarī)
บทนี้กล่าวถึงคำสั่งสอนเรื่องการไปสักการะตถีรถะอย่างย่อ โดยวางกรอบเป็นพระดำรัสของพระอีศวร พระองค์ตรัสแก่ผู้ศรัทธา—โดยเอ่ยนามมหาเทวี—ให้มุ่งไปทางทิศตะวันตกสู่สถานศักดิ์สิทธิ์ของพระนารเทศวรี และสรรเสริญสานนिधยะของพระนางว่าเป็นผู้ทำลายเคราะห์ร้ายและความอัปมงคลทั้งปวง (เทารภาคยะ)。 มีข้อปฏิบัติเฉพาะว่า สตรีผู้บูชาพระนางด้วยจิตสงบในวันตฤติยา (ติติที่สาม) ย่อมสถาปนาบุญอันเป็นเกราะคุ้มครอง ทำให้สตรีในสายตระกูลของนางไม่ถูกประทับด้วยเครื่องหมายแห่งความอัปมงคล บทจึงสรุปทั้งสถานที่ เวลา และผลบุญ แล้วปิดท้ายว่าเป็น ‘นารเทศวรี-มหาตมยะ’ ในหมวดมหาตมยะแห่งประภาสเกษตร

मन्त्रविभूषणागौरी-माहात्म्यवर्णनम् (Glorification of Mantravibhūṣaṇā Gaurī)
ในอัธยายะนี้ พระอีศวรทรงสั่งสอนพระเทวีให้หันความสนใจไปยังพระแม่ “เทวีมันตรวิภูษณา” ซึ่งประดิษฐานอยู่ใกล้พระภีเมศวร พร้อมกล่าวว่าในกาลก่อนพระโสมะเคยบูชาพระแม่องค์นี้ตามพิธีอันถูกต้อง จึงแสดงมหิมาแห่งพระแม่และความศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่นั้น ต่อมาทรงกำหนดกาลและวิธีแห่งวรตะว่า ในเดือนศราวณะ วันตฤติยาแห่งปักษ์สว่าง (ศุกลปักษะ) หากสตรีใดบูชาพระแม่ตามแบบแผน ย่อมพ้นจากความโศกเศร้าทั้งปวง นับเป็นคำสอนสั้นกระชับที่ผสานภูมิแห่งศาลเจ้า สายธารแห่งภักติ และเวลาวรตะเพื่อผลอันเป็นมงคล

दुर्गकूटगणपतिमाहात्म्यवर्णनम् | The Māhātmya of Durgakūṭa Gaṇapati (Glorification Narrative)
ในบทนี้มีพระดำรัสของอีศวรบอกตำแหน่งอย่างละเอียดของพระวิศเวศะ ณ ทุรคกูฏกะ—อยู่ทางทิศตะวันออกของภัลลตีรถะ และทางทิศใต้ของโยคินีจักระ จากนั้นยกแบบอย่างการบูชาที่สำเร็จของภีมะ เพื่อยืนยันว่าศาลเจ้าแห่งนี้มีฤทธิ์เป็น “สรวกามประทา” คือประทานความปรารถนาทั้งปวง เมื่อบูชาตามครรลอง กำหนดกาลบูชาไว้ในเดือนผาลคุนะ ข้างขึ้น (ศุกลปักษะ) วันจตุรถี และระบุเครื่องสักการะพื้นฐานคือของหอม ดอกไม้ และน้ำ เมื่อบูชาตามวิธีอันถูกต้อง ผู้บูชาย่อมได้ชีวิตปราศจากอุปสรรคตลอดหนึ่งปีโดยไม่ต้องสงสัย—เป็นผลบุญที่กล่าวไว้อย่างย่อ

कौरवेश्वरीमाहात्म्यवर्णनम् | The Māhātmya of Kauraveśvarī (Protectress of the Kṣetra)
อัธยายะนี้กล่าวถึงคำสอนของอีศวรต่อมหาเทวีให้เสด็จไปยังเทวีเการเวศวรี ผู้ซึ่งนามของพระนางสัมพันธ์กับกุรุเกษตรเพราะการบูชาในกาลก่อน (อาราธนา) และทรงเป็นพลังคุ้มครองที่พิทักษ์เขตศักดิ์สิทธิ์ ทั้งยังรำลึกว่าภีมะเคยบูชาพระนางหลังรับหน้าที่ปกป้องกษेत्रนั้นมาก่อน มีข้อกำหนดด้านกาลเวลา โดยกล่าวว่าการบูชาด้วยความเพียรในวันมหานวมีให้ผลยิ่งนัก บทนี้ยังวางหลักการต้อนรับและทานพิธีว่า ควรถวายภัตตาหารแก่คู่สามีภรรยา (ดัมปตี) เป็นพิเศษ พร้อมอาหารคุณภาพประณีตและขนมหวานที่จัดเตรียมอย่างดี การสรรเสริญและการถวายเช่นนี้ทำให้เทวีพอพระทัย และทรงคุ้มครองผู้ภักดีดุจบุตร สาระจึงประสานศรัทธาต่อสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ หน้าที่พิทักษ์ และทานที่มีระเบียบให้เกื้อหนุนกัน

सुपर्णेलामाहात्म्यवर्णनम् (Supārṇelā Māhātmya—Account of the Glory of Supārṇelā)
อีศวรตรัสแก่เทวีพร้อมคำชี้ทิศทางการจาริกว่า ทางทิศใต้ของทุรคา-กูฏะในระยะที่กำหนด มีตirthaชื่อสุปัรเณลา และมีสถานที่แห่งไภรวีเกี่ยวเนื่องกันอยู่ จากนั้นกล่าวเหตุปฐมกถา: สุปัรณะคือครุฑเคยนำอมฤตขึ้นมาจากปาตาละ แล้วปล่อยไว้ ณ ที่นั้นต่อหน้านาคทั้งหลาย; สถานที่ซึ่งนาคได้เห็นและพิทักษ์รักษานั้น จึงเลื่องลือบนแผ่นดินในนาม “สุปัรเณลา” พื้นดินนั้นระบุว่าเป็น “อิลา” ที่สุปัรณะสถาปนาไว้ และชื่อสุปัรเณลาถูกอธิบายชัดว่าเกี่ยวกับการทำลายบาป ต่อมามีแนวปฏิบัติ: อาบน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่สุปัรณะ-กุณฑะ บูชาสถานที่นั้น และต้อนรับพราหมณ์พร้อมการให้ทาน โดยเฉพาะอันนะทาน ผลที่กล่าวไว้เป็นรูปธรรมคือคุ้มครองจากอันตรายถึงตาย และความเป็นสิริมงคลในครอบครัว เช่นสตรีเป็น “ชีววัตสา” คือมีบุตรที่มีชีวิตอยู่และอุดมด้วยบุตรหลาน.

भल्लतीर्थमाहात्म्यवर्णनम् | Bhallatīrtha Māhātmya (Glorification of Bhallatīrtha)
อีศวรตรัสแก่เทวีให้หันมาพิจารณาตีรถะอันประเสริฐชื่อ “ภัลลตีรถะ” ในปรภาสขันฑะด้านทิศตะวันตก ใกล้ป่ามิตรวัน สถานที่นี้ยกย่องว่าเป็น “อาทิ-เกษตร” แห่งไวษณพะ ที่พระวิษณุทรงสถิตอย่างพิเศษตลอดทุกยุค และยังกล่าวถึงการปรากฏสถิตของพระคงคาเพื่อเกื้อกูลสรรพสัตว์ทั้งหลาย บทนี้เน้นกาลและวัตรพิธี: ในวันทวาทศี (สัมพันธ์กับวินัยแห่งเอกาทศี) ผู้แสวงบุญพึงอาบน้ำตามแบบแผน ให้ทานแก่พราหมณ์ผู้สมควร ทำปิตฤตัรปณะ/ศราทธะด้วยภักติ บูชาพระวิษณุ เฝ้าตื่นยามราตรี และถวายทานประทีป กรรมเหล่านี้สรรเสริญว่าเป็นเครื่องชำระมลทินและให้ผลบุญใหญ่ ต่อมามีตำนานกำเนิด: ครั้นยาทวะถูกถอนออกจากโลกแล้ว วาสุเทวะทรงเข้าสมาธิ ณ ชายฝั่งทะเล นายพรานชื่อชราเข้าใจพระบาทของพระวิษณุว่าเป็นกวาง จึงยิง “ภัลละ” (ลูกศร) ครั้นรู้ว่าเป็นองค์เทพก็ขออภัย พระวิษณุตรัสว่าเหตุนี้ทำให้คำสาปเดิมสิ้นสุดลง ประทานคติอันสูงแก่พราน และทรงรับรองว่าผู้ใดมาถึง ได้เห็น และปฏิบัติภักติ ณ ที่นี้ ย่อมถึงแดนพระวิษณุ ชื่อภัลลตีรถะจึงมาจากเหตุลูกศร และในกัลปก่อน ๆ สถานที่นี้ยังรู้จักว่า “หริเกษตร” ท้ายบทกำหนดขอบเขตทางธรรม: การละเลยวัตรไวษณพะ โดยเฉพาะการไม่สำรวมในเอกาทศี ถูกตำหนิ ส่วนการบูชาในวันทวาทศีใกล้ภัลลตีรถะได้รับการสรรเสริญว่าให้บุญคุ้มครองเรือน และผู้ปรารถนาผลยาตราเต็มที่ควรถวายทาน เช่น ผ้าและโค แก่พราหมณ์ผู้เป็นประธาน

Kardamālā-tīrtha Māhātmya and the Varāha Uplift of Earth (कर्दमालतीर्थमाहात्म्यं तथा वाराहोद्धारकथा)
บทนี้วางกรอบเป็นพระดำรัสเชิงธรรมของพระอีศวรต่อพระเทวี ว่าด้วยมหาตมยะของตถีรถะชื่อ “กรทมาลา” อันเลื่องลือในสามโลกและเป็นที่ขจัดบาปทั้งปวง เมื่อถึงกาลปรลัย โลกทั้งปวงเป็นเอกอารณวะ แผ่นดินจมอยู่ใต้น้ำและดวงสว่างทั้งหลายก็เข้าสู่ลัย พระชนารทนะทรงอวตารเป็นพระวราหะ ยกแผ่นดินขึ้นด้วยปลายเขี้ยวแล้วสถาปนากลับสู่ที่เดิม จากนั้นพระวิษณุทรงประกาศการประทับอยู่ ณ สถานที่นี้อย่างเป็นระเบียบยั่งยืน และทรงผูกความศักดิ์สิทธิ์ของตถีรถะเข้ากับพิธีบูชาบรรพชน—การทำตัรปณะ ณ กรทมาลาทำให้ปิตฤพึงพอใจตลอดหนึ่งกัลป์ และศราทธะที่ถวายด้วยของง่าย ๆ เช่น ผัก รากไม้ ผลไม้ ก็เสมอด้วยศราทธะในตถีรถะทั้งปวง ผลศรุติกล่าวว่าสนานและการได้เฝ้าดรรศนะให้คติอันสูงและพ้นจากกำเนิดต่ำ ต่อมามีเรื่องอัศจรรย์: ฝูงกวางที่หวาดกลัวถูกนายพรานไล่ต้อน เมื่อเข้าไปในกรทมาลาก็ได้สภาพมนุษย์โดยฉับพลัน นายพรานเห็นดังนั้นจึงละอาวุธ ลงสนาน และพ้นบาป เมื่อพระเทวีทูลถามถึงกำเนิดและเขตแดน พระอีศวรทรงเปิดเผยเรื่อง ‘ลับ’—พระวราหะถูกพรรณนาเป็นสรีระเชิงสัญลักษณ์แห่งยัญญะ มีอวัยวะสอดคล้องกับเวทและองค์พิธี และปลายเขี้ยว (ทํษฺฏฺรากฺร) ที่เปื้อนโคลนในทุ่งปรภาสะเป็นเหตุให้ชื่อ “กรทมาลา” ยังกล่าวถึงมหากุณฑะและสายน้ำดุจการอภิเษกด้วยคงคาอันไพศาล กำหนดขอบเขตแดนศักดิ์สิทธิ์ของพระวิษณุ และลงท้ายด้วยถ้อยคำหนักแน่นว่าในกลียุค “เสากร” เกษตรนี้ การได้ดรรศนะพระวราหะให้บุญพิเศษและโมกษะอันเป็นเอกลักษณ์.

Guptēśvara-māhātmya (गुप्तेश्वरमाहात्म्य) — The Glory of Guptēśvara
อีศวรทรงสั่งสอนพระเทวีให้เสด็จไปยังเทวคุปเตศวร ณ ประภาสกษेत्र ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก–ตะวันตกเฉียงเหนือ ที่นั่นโสมะ (พระจันทร์) ต้องทุกข์ด้วยโรคผิวหนังดุจโรคเรื้อนและความเสื่อมโทรมของกาย จึงละอายและบำเพ็ญตบะอย่างลี้ลับ (คุปตะ) ครั้นตบะครบพันปีทิพย์ พระศิวะทรงปรากฏโดยตรง ทรงพอพระทัยและทรงขจัดความเสื่อม (กษยะ) กับโรคของโสมะให้สิ้นไป โสมะจึงสถาปนาศิวลึงค์อันยิ่งใหญ่ ซึ่งเป็นที่สักการะของทั้งเทวะและอสูร และอธิบายชื่อ ‘คุปเตศวร’ ว่ามาจากตบะที่กระทำอย่างซ่อนเร้น คัมภีร์กล่าวถึงอานุภาพแห่งลึงค์นี้ว่า เพียงได้เห็นหรือสัมผัสก็ยังโรคผิวหนังให้ดับสูญ โดยเฉพาะการบูชาในวันจันทร์ (โสมวาระ) ย่อมให้ผลว่าแม้ในวงศ์ตระกูลของผู้บูชาก็จะไม่มีผู้ใดเกิดมาพร้อมโรคเรื้อน เป็นผลश्रuti ปิดท้ายบทนี้

बहुसुवर्णेश्वरमाहात्म्यवर्णनम् | Bahusuvarṇeśvara Māhātmya (Glory of Bahusuvarṇeśvara)
อีศวรทรงแนะนำนางเทพีให้เสด็จไปยังลึงค์ที่รู้จักกันว่า “พหุสุวรรณกะ/พหุสุวรรณेशวร” ซึ่งตั้งอยู่ในส่วนทิศตะวันออกของภูมิทัศน์ศักดิ์สิทธิ์แห่งประภาสะ (หิรัณยะ-ปูรวะ-ทิก-ภาคะ) ความศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่นี้อธิบายว่าเกิดจากแบบอย่างในกาลก่อน คือธรรมบุตรได้ประกอบยัญญะอันยากยิ่ง ณ ที่นั้น และได้สถาปนาลึงค์อันทรงพลังชื่อ “พหุสุวรรณ” ลึงค์นี้ยังได้รับนามว่า “สรรเวศวร” ผู้ประทานผลแห่งยัญญะทั้งปวง และถือว่าสมบูรณ์ตามพิธีด้วยความเกี่ยวเนื่องกับสายน้ำสรัสวตี ต่อจากนั้นกล่าวถึงข้อปฏิบัติ: ผู้สรงสนาน ณ ที่นั้นและถวายปิณฑทาน ย่อมเกื้อกูลยกย่องบรรพชนเป็นอเนกสาย (กุละ-โกฏิ) และได้รับเกียรติในโลกของรุทระ อีกทั้งการบูชาด้วยความภักดีด้วยเครื่องหอมและดอกไม้ตามครรลอง ยืนยันโดยสทาศิวะว่าให้ผลเสมือน “บูชานับโกฏิ” (โกฏิ-ปูชา-ผล) ตอนท้ายระบุว่าเป็นบทในสกันทปุราณะ ภาคประภาสะ ข้อความมหาตมยะประภาสกษेत्र ว่าด้วยมหิมาแห่งพหุสุวรรณेशวร

शृंगेश्वरमाहात्म्यवर्णनम् | Śṛṅgeśvara Māhātmya (Account of the Glory of Śṛṅgeśvara)
บทนี้เริ่มด้วยวลี “อีศวร อุวาจ” พระอิศวรทรงชี้นำพระเทวีไปยังศาลเจ้าศฤงเคศวรอัน “อนุตตมะ” (ยอดยิ่งหาที่เปรียบมิได้) ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ “ศุกสถาน” อันเป็นที่ของศุกะ จากนั้นทรงวางแนวทางปฏิบัติแบบพิธีกรรมอย่างชัดเจน คือให้ไปยังสถานที่นั้น ทำสนานะ (อาบน้ำศักดิ์สิทธิ์) ให้ถูกต้อง และบูชาพระศฤงเคศะตามวิธี (วิธิวัต) สถานที่นี้ได้รับการสรรเสริญว่าเป็น “สรรวปาตกนาศนะ” ผู้ทำลายบาปทั้งปวง และผลที่สัญญาไว้คือความหลุดพ้นจากบาปทั้งหมด โดยยกเรื่องฤษยศฤงคะว่าเคยได้รับความชำระและความพ้นทุกข์ที่นั่นเป็นแบบอย่าง ตอนท้ายระบุที่ตั้งของบทในสกันทมหาปุราณะ ภาคปรภาสะ ตอนปรภาสเกษตรมหาตมยะ ในนาม “ศฤงเคศวรมาหาตมยะวรรณะนะ”

कोटीश्वरमाहात्म्यवर्णनम् | Description of the Māhātmya of Koṭīśvara
บทนี้เริ่มด้วยถ้อยคำ “อีศวรอุวาจ” กล่าวถึงคำพรรณนาสถานที่และผลานุศาสน์ (ผลแห่งการสรรเสริญ) ของมหาลิงคะ “โกฏีศวร” อย่างกระชับ กล่าวถึงสถานที่ชื่อ “โกฏีนคร” อยู่ทางทิศอีศาน (ตะวันออกเฉียงเหนือ) และลิงคะโกฏีศวรตั้งอยู่ทางทิศใต้ของที่นั้น ห่างออกไปหนึ่งโยชนะ ยังระบุแนวปฏิบัติแห่งการบูชา คืออาบน้ำชำระตามพิธี (ตามวิธีที่ถูกต้อง) แล้วจึงทำลิงคปูชา โกฏีศวรถูกสรรเสริญว่าให้ผลบุญเทียบเท่า “โกฏิยัชญะ” และเป็นผู้ปลดเปลื้องบาปทั้งปวง ผู้ที่อาบน้ำและบูชาตามระเบียบย่อมได้ความหลุดพ้นจากบาปทั้งหมด และได้บุญใหญ่เสมอโกฏิยัชญะ บทนี้อยู่ในสกันทปุราณะ ภาคปรภาสะ ตอนมหาตมยะของปรภาสเกษตร ว่าด้วยมหาตมยะโกฏีศวร

Nārāyaṇa-tīrtha-māhātmya (Glory of Nārāyaṇa Tīrtha)
บทนี้จัดวางเป็นคำสอนของพระอีศวรแก่พระมหาเทวี ให้ผู้แสวงบุญเดินทางต่อไปยังตีรถะชื่อ ‘นารายณะ’ พร้อมระบุที่ตั้งอย่างชัดเจนว่า ในทิศอีศาน (ตะวันออกเฉียงเหนือ) ของตีรถะนั้น มีวาปี/สระขั้นบันไดชื่อ ‘ศาณฑิลยา’ ลำดับพิธีกรรมกล่าวว่า ให้สรงน้ำตามวิธี (วิธิ) ณ ที่นั้น แล้วบูชาฤๅษีศาณฑิลยะ ในวันฤๅษิ-ปัญจมี สำหรับสตรีผู้ถือพรตต่อสามี (ปติวรตา) การประพฤติตามข้อกำหนดเรื่องสัมผัส–ไม่สัมผัส ระบุว่าสามารถขจัดความหวาดหวั่นต่อรโชโทษะ (ความไม่บริสุทธิ์ตามพิธีเกี่ยวกับระดู) ได้อย่างแน่นอน ตอนท้ายยืนยันว่าเป็นบท “นารายณะ-ตีรถะ-มหาตมยะ” ในสกันทปุราณะ หมวดประภาสะขันฑะ

Śṛṅgāreśvara Māhātmya (Glory of Śṛṅgāreśvara at Śṛṅgasara)
ในบทนี้ อีศวรตรัสกับมหาเทวีและชี้ให้เห็นถึงสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ชื่อว่า ‘ศฤงคสาร’ ณ ที่นั้นมีศิวลึงค์ประจำถิ่นที่เรียกว่า ‘ศฤงคาเรศวร’ ความศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่ถูกอธิบายด้วยเหตุการณ์ทิพย์ในกาลก่อนว่า พระหริพร้อมเหล่าโคปีได้ประกอบศฤงคาระ ณ ที่นั้น จึงเป็นที่มาของนามแห่งเทวลึงค์และสถานที่นี้ ต่อจากนั้นมีคำสอนเชิงปฏิบัติว่า การบูชาพระภวะ (พระศิวะ) ณ สถานที่นี้ตามพิธีวิธานที่กำหนด เป็นการทำลายหมู่บาปที่สั่งสมไว้ ตอนผลश्रุติกล่าวชัดว่า ผู้ศรัทธาที่ถูกความยากจนและความโศกครอบงำ เมื่อมาสักการะที่นี่แล้ว ต่อไปจะไม่ประสบสภาพเช่นนั้นอีก ทำให้สถานที่นี้เป็นศูนย์กลางแห่งภักติอันเยียวยาและการประพฤติพิธีกรรมอย่างถูกธรรม

मार्कण्डेश्वरमाहात्म्यवर्णनम् | The Glory of Mārkaṇḍeśvara (Narrative Description)
บทที่ 361 กล่าวเป็นคำสอนเรื่องตถีรถะอย่างย่อในรูปสนทนาระหว่างอีศวร–เทวี โดยชี้นำผู้แสวงบุญให้ไปยังหิรัณยาตฏะ และระบุจุดสำคัญชื่อ ‘ฆฏิกาสถาน’ ซึ่งในกาลก่อนเกี่ยวเนื่องกับฤๅษีผู้เป็นสิทธะ ความศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่นั้นอธิบายว่าเกิดจากโยคสิทธิของมฤกัณฑุ ผู้บำเพ็ญธยานโยคะ—กล่าวว่าบรรลุผลภายในหนึ่งหน่วยนาฑี—แล้วสถาปนาลึงค์ ณ ที่นั้นเอง ลึงค์นั้นมีนามว่า ‘มารกัณฑேศวร’ และเน้นคุณทางโมกษะว่า เพียงได้ทัศนะและบูชาก็ยังผลให้บรรเทา/ขจัดบาปทั้งปวง บทนี้จึงแสดงความเชื่อมโยงระหว่างตบะภายในกับภักติที่ผู้คนเข้าถึงได้ พร้อมทั้งให้แผนที่ย่อยของปรภาสกษेत्रในรูปแนวทางการจาริกที่ปฏิบัติได้จริง

Koṭihrada–Maṇḍūkeśvara Māhātmya (कोटिह्रद-मण्डूकेश्वरमाहात्म्य)
อีศวรทรงสั่งสอนพระเทวีถึงการจาริกแสวงบุญในประภาสเกษตรโดยลำดับขั้น เริ่มด้วยการไปยังมณฑูเกศวร และกล่าวถึงศิวลึงค์ที่สถาปนาขึ้นโดยเกี่ยวเนื่องกับมานฑูกยายณะ ใกล้กันนั้นมีแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ชื่อโกฏิหรทะ โดยมีพระศิวะในนามโกฏีศวรเป็นองค์ประธาน และมฤตฤคณะ (หมู่พระมารดา) ประจำอยู่เพื่อประทานผลตามปรารถนา พิธีปฏิบัติคือ อาบน้ำชำระในโกฏิหรทะ-ตีรถะ แล้วบูชาศิวลึงค์ พร้อมทั้งบูชาพระมารดาทั้งหลาย ผลที่กล่าวไว้คือหลุดพ้นจากทุกข์และโศก ต่อจากนั้นทรงชี้ไปยังสถานที่ใกล้เคียงทางทิศตะวันออกห่างหนึ่งโยชนะ คือ ตฤตะกูปะ อันบริสุทธิ์และทำลายบาปทั้งปวง พร้อมยืนยันว่าฤทธิ์ผลของตีรถะมากมายประหนึ่งถูกรวบรวมและ ‘สถิต’ อยู่ที่นั่น ตอนท้ายระบุว่าเป็นอัธยายะที่ 362 ในส่วนนี้ของประภาสขันฑะ

एकादशरुद्रलिङ्गमाहात्म्यवर्णनम् | The Māhātmya of the Eleven Rudra-Liṅgas
บทนี้กล่าวถึงข้อแนะนำการจาริกในปรภาสเกษตรอย่างย่อ พระอีศวรตรัสแก่พระเทวีว่า จากสถานที่ชื่อโคษปทาให้ไปทางทิศเหนือเป็นระยะสองคัวยูติ จะถึงสถานศักดิ์สิทธิ์อันเลื่องชื่อว่า วลายะ ซึ่งเป็นมาตรวัดระยะทางสำหรับผู้แสวงบุญ ณ วลายะมี “รุทระสิบเอ็ด” ปรากฏเป็นลิงคะประจำสถานที่ (สถาณลิงคะ) โดยมีนามอย่าง อชัยกปาท และ อหิรพุธนยะ เป็นต้น ผู้ใดบูชาลิงคะเหล่านี้ตามพิธีอย่างถูกต้อง (วิธิวัต) ย่อมได้รับผลคือความบริสุทธิ์ครบถ้วนและพ้นจากบาปทั้งปวง

Hiraṇya-taṭa–Tuṇḍapura–Gharghara-hrada–Kandeśvara Māhātmya (हिरण्यातुण्डपुर-घर्घरह्रद-कन्देश्वर माहात्म्यम्)
อีศวรตรัสกับมหาเทวีให้รู้เส้นทางไปยังหิรัณยะ-ตฏะ ซึ่งมีสถานที่ชื่อ ตุณฑปุระ และเกี่ยวเนื่องกับแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่เรียกว่า ฆรฆร-หรท ที่นั่นมีเทวะผู้ประธานคือ กันเทศวร เป็นที่พึ่งแห่งการบูชาในตถิ่นนั้น พระศิวะทรงยืนยันความศักดิ์สิทธิ์ด้วยความทรงจำเชิงตำนานว่า ณ สถานที่นั้นเอง พระชฏา (มวยผมศักดิ์สิทธิ์) ของพระองค์เคยถูกผูกไว้ จึงเป็นหลักฐานแห่งอำนาจและมหิมาของกษेत्रนั้น ผู้ศรัทธาควรไปถึง ทำสนาน (อาบน้ำชำระ) ณ ตีรถะ แล้วประกอบปูชาแด่กันเทศวรโดยถูกต้องตามพิธี ผลที่ได้รับเป็นทั้งทางศีลธรรมและทางหลุดพ้น—บาปหนักอันน่ากลัว (โฆร-ปาตกะ) ถูกปลดเปลื้อง และได้ ‘ศาสนะ’ อันเป็นมงคล คือความคุ้มครอง/พระบัญชาและพระพรตามสำนวนแห่งปุราณะ

संवर्तेश्वरमाहात्म्यवर्णनम् | Saṃvarteśvara Māhātmya (Glorification of Saṃvarteśvara)
ในอัธยายะนี้ พระอีศวรทรงแสดงโอวาทแก่พระเทวี และชี้แนะแก่ผู้แสวงบุญ–ผู้ปฏิบัติธรรมให้ไปยังศาลเจ้าศรีสํวรเตศวร ซึ่งยกย่องว่าเป็น “อุตตมะ” คือประเสริฐยิ่ง. ตำแหน่งของสํวรเตศวรถูกบอกไว้ว่าอยู่ทางตะวันตกของอินเทรศวร และทางตะวันออกของอรกภาสกร ทำให้เห็นความเชื่อมโยงกับสถานศักดิ์สิทธิ์ใกล้เคียงโดยชัดเจน. พิธีปฏิบัติที่ย่อที่สุดกำหนดไว้คือ ให้เข้าถวายทัศนะ (darśana) แด่มหาเทวะก่อน แล้วจึงอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์ (snāna) ในน้ำแห่งปุษ्करिणี. ในผลศรุติกล่าวว่า ผู้กระทำเช่นนี้ย่อมได้บุญผลเสมอด้วยการบูชาอัศวเมธะยัญสิบครั้ง. ตอนท้ายระบุที่ตั้งในคัมภีร์สกันทปุราณะ: ประภาสขันฑะ ภาคแรกแห่งประภาสเกษตรมหาตมยะ เป็นอัธยายะที่ 365 ชื่อ “สํวรเตศวรมาหาตมยะวรรณะนะ”.

प्रकीर्णस्थानलिङ्गमाहात्म्यवर्णनम् — Discourse on the Māhātmya of Liṅgas in Dispersed Sacred Sites
อีศวรทรงสั่งสอนมหาเทวีว่า จงเคลื่อนไปทางเหนือจากหิรัณยา สู่ดินแดนที่เรียกว่า “สิทธิ-สถาน” อันเป็นที่พำนักของฤๅษีผู้บรรลุแล้ว จากนั้นบทนี้กล่าวถึงมหิมาแห่งลึงค์ในสถานศักดิ์สิทธิ์ที่กระจัดกระจาย พร้อมแผนที่เชิงจำนวนอันเป็นมงคล—ลึงค์มีนับไม่ถ้วน แต่ระบุจำนวนสำคัญไว้: กลุ่มหนึ่งมีลึงค์เด่นกว่าร้อย, ริมฝั่งวชฺริณีมีสิบเก้า, ริมฝั่งนยังคุมตีมีมากกว่าหนึ่งพันสองร้อย, ริมฝั่งกปิลา มีลึงค์ประเสริฐหกสิบ, ส่วนที่เกี่ยวเนื่องกับสรัสวตีมีประมาณมิได้ ปรภาสเกษตรถูกกำหนดด้วยสายน้ำห้าสายของสรัสวตี (ปัญจสฺโรตส) ซึ่งหล่อหลอมเขตศักดิ์สิทธิ์กว้างสิบสองโยชน์ ทั่วบริเวณมีน้ำผุดในสระและบ่อบาดาล; น้ำนี้พึงรู้ว่าเป็น “สารัสวตะ” และการดื่มน้ำดังกล่าวเป็นที่สรรเสริญ ผู้มีศรัทธาถูกต้องจะอาบน้ำ ณ ที่ใดก็ได้ในเขตนี้ ย่อมได้ผลบุญเทียบเท่า “สารัสวตะ-สนาน” ท้ายที่สุด “สปัรศะ-ลึงค์” ถูกระบุว่าเป็น “ศรีโสมेश” และทรงประกาศว่า การบูชาลึงค์ศูนย์กลางใด ๆ ในเกษตร หากรู้จักว่าเป็นโสมेश ก็เท่ากับบูชาโสมेशโดยแท้ เป็นการรวมศาลเจ้าที่กระจัดกระจายให้เป็นเอกภาพในนามแห่งศิวะองค์เดียว.
Prabhāsa is presented as a spiritually efficacious kṣetra where tīrtha-contact, devotion, and disciplined listening to purāṇic discourse are said to remove fear of saṃsāra and confer elevated destinies.
Merits are framed in yajña-like terms: purification, removal of sins, freedom from afflictions, and attainment of higher states—often conditioned by faith (śraddhā), tranquility, and proper eligibility.
The opening chapter emphasizes transmission-legends (Śiva → Pārvatī → Nandin → Kumāra → Vyāsa → Sūta) and the Naimiṣa inquiry setting, establishing Prabhāsa’s māhātmya within an authoritative purāṇic lineage.