
Tirtha Mahatmya
This section is oriented to sacred-place glorification (māhātmya) and locates the episode in the Ānarta region (आनर्तविषय), described as a hermitage-forest landscape populated by ascetics and marked by a distinctive ethic of non-hostility among animals—an idealized purāṇic ecology used to frame ritual authority, transgression, and restoration.
279 chapters to explore.

हाटकेश्वरलिङ्गप्रतिष्ठा — Establishment of the Hāṭakeśvara Liṅga
บทที่ 1 เริ่มด้วยคำถามของเหล่าฤๅษีว่า เหตุใด “ศิวลึงค์” จึงได้รับการบูชาเป็นพิเศษยิ่งกว่าส่วนหรือรูปอื่นของเทพทั้งหลาย สุ ตะตอบด้วยเรื่องในป่าอานรตะ: พระศิวะผู้เป็นตรีปุรานตกะ เศร้าโศกเพราะพรากจากสตี จึงเสด็จเข้าสำนักบำเพ็ญตบะในอาการอันล่วงพ้นธรรมเนียม—เปลือยกาย ถือบาตรกะโหลก ขอภิกษา เมื่อสตรีในอาศรมเห็นก็หลงใหล ละทิ้งกิจวัตร; ฝ่ายตบสชายเห็นว่าเป็นการทำลายระเบียบอาศรม จึงสาปพระศิวะ ทำให้ลึงค์ตกลงสู่พื้นดิน ศิวลึงค์ที่ตกลงมาทะลุแผ่นดินลงสู่ปาตาละ เกิดความปั่นป่วนของจักรวาล ลางร้ายและความไม่มั่นคงแผ่ไปทั่วสามโลก เหล่าเทวดาไปเฝ้าพรหม; พรหมทราบเหตุแล้วพาไปเฝ้าพระศิวะ พระศิวะตรัสว่าจะไม่ฟื้นคืนลึงค์ เว้นแต่เทวดาและหมู่ทวิชะ (ผู้เกิดสองครั้ง) จะบูชาด้วยความเพียร เหล่าเทวดาจึงปลอบประโลมว่า สตีจะอุบัติใหม่เป็นพระนางคุรี ธิดาแห่งหิมาลัย ต่อมาพรหมประกอบพิธีบูชาที่ปาตาละ พระวิษณุและเทวดาอื่นๆ ทำตาม เมื่อพระศิวะพอพระทัยจึงประทานพรและสถาปนาลึงค์กลับคืน พรหมสร้างลึงค์ทองคำและตั้งไว้ ประกาศให้เป็นที่เลื่องลือในปาตาละนามว่า “หาฏเกศวร” ตอนท้ายสอนว่า การบูชาลึงค์เป็นนิตย์ด้วยศรัทธา—สัมผัส เห็น และสรรเสริญ—เป็นการนอบน้อมต่อหลักเทวะสำคัญโดยครบถ้วน และให้ผลทางจิตวิญญาณอันเป็นมงคล

त्रिशङ्कु-तत्त्वप्रश्नः तथा तीर्थस्नान-प्रभावः (Triśaṅku’s Inquiry and the Efficacy of Tīrtha Bathing)
ในบทนี้ สุตะเล่าเหตุการณ์อันสำคัญแห่งภูมิศักดิ์สิทธิ์: เมื่อมีการถอนลึงค์ออก น้ำแห่งชาหฺนวี (คงคา) ก็ผุดขึ้นจากปาตาลผ่านช่องนั้น ได้รับการสรรเสริญว่าเป็นน้ำชำระบาปทั่วสากลและบันดาลความปรารถนา ตามคติ “ตีรถมหาตมยะ” และเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก. ณ สถานที่นั้น พระเจ้าตริศังกุ ผู้ตกสู่ฐานะจัณฑาล เมื่ออาบน้ำในตีรถก็ได้กายอันสมควรแก่กษัตริย์กลับคืนมา. เหล่าฤๅษีขอให้สุตะอธิบายเหตุแห่งความเสื่อมของตริศังกุโดยละเอียด. สุตะรับจะเล่าเรื่องโบราณอันชำระใจ แล้วสรุปชาติกำเนิดและคุณธรรมของพระองค์: เป็นเชื้อสายสุริยวงศ์ เป็นศิษย์ของวสิษฐะ ประกอบยัญใหญ่เช่นอัคนิษโฏมะเป็นนิตย์ มอบทักษิณาอย่างครบถ้วน บริจาคทานมาก โดยเฉพาะแก่พราหมณ์ผู้ทรงคุณและผู้ขัดสน รักษาวรต คุ้มครองผู้มาขอพึ่ง และปกครองบ้านเมืองอย่างเป็นระเบียบ. ต่อมาเป็นบทสนทนาในราชสำนัก: ตริศังกุทูลขอให้วสิษฐะประกอบยัญเพื่อให้เสด็จสวรรค์ด้วยกายปัจจุบัน. วสิษฐะปฏิเสธว่าเป็นไปไม่ได้ กล่าวว่าสวรรค์ได้ด้วยผลกรรมและพิธีเช่นนั้นหลังจากได้กายอื่น พร้อมถามหาตัวอย่างผู้ขึ้นสวรรค์ทั้งกาย. ตริศังกุยังยืนกราน อ้างฤทธิ์ของฤๅษี และขู่จะหาพราหมณ์ผู้อื่น; วสิษฐะหัวเราะแล้วกล่าวให้ทำตามปรารถนา. บทนี้ชี้ความตึงเครียดระหว่างความทะยานทางพิธีกรรม ข้อจำกัดแห่งธรรม และพลังแปรเปลี่ยนของการสรงน้ำในตีรถ.

Triśaṅku’s Curse, Social Degradation, and Renunciation (त्रिशङ्कु-शापः अन्त्यजत्वं च वनप्रवेशः)
สุทาเล่าว่า พระราชาเมื่อเคยไปทูลขอพระวสิษฐ์แล้ว ครั้นมาหาบุตรของพระวสิษฐ์อีกครั้ง ขอให้ประกอบยัญพิธีเพื่อให้ตนขึ้นสวรรค์พร้อมกายเนื้อ เหล่าฤๅษีเห็นว่าไม่สมควรจึงปฏิเสธ เมื่อพระราชาขู่จะเปลี่ยนไปใช้พราหมณ์ผู้อื่น พวกเขาจึงกล่าวถ้อยคำรุนแรงและสาปให้พระองค์กลายเป็นอันตยชะ/จัณฑาล ผู้ถูกสังคมรังเกียจ ผลแห่งคำสาปทำให้เกิดลักษณะผิดแปลกบนกาย และถูกประจานต่อหน้าผู้คน ถูกขับไล่และถูกรบกวน พระราชาคร่ำครวญว่าธรรมเนียมแห่งวงศ์ตระกูลพังทลาย หวาดหวั่นจะเผชิญหน้าครอบครัวและผู้พึ่งพิง และใคร่ครวญโทษแห่งความทะยานอยากจนคิดถึงการทำลายตน ยามราตรีพระองค์กลับไปยังประตูเมืองที่ร้าง เรียกพระโอรสและเสนาบดีมาฟัง แล้วเล่าเรื่องคำสาปให้ทราบ ราชสำนักโศกเศร้า ตำหนิความเข้มงวดของฤๅษี และขอร่วมรับชะตากรรมด้วย ตริศังกุแต่งตั้งพระโอรสองค์โต หริศจันทร เป็นผู้สืบราชสมบัติ แล้วตั้งปณิธานว่าจะบรรลุอย่างใดอย่างหนึ่ง—ความตายหรือการขึ้นสวรรค์พร้อมกาย—ก่อนเสด็จเข้าป่า; เหล่าเสนาบดีสถาปนาหริศจันทรขึ้นครองราชย์ท่ามกลางเสียงสังข์และกลองพิธีมงคล

त्रिशङ्कु-विश्वामित्र-तीर्थयात्रा तथा हाटकेश्वरशुद्धिः (Triśaṅku and Viśvāmitra: Pilgrimage Circuit and Purification at Hāṭakeśvara)
สุ ตะเล่าว่า ตริศังกุถูกบุตรของวสิษฐะสาปให้ตกสู่ฐานะจัณฑาล จึงตั้งใจถือพระวิศวามิตรเป็นที่พึ่งเพียงหนึ่งเดียว เขาไปถึงกุรุเกษตรและพบอาศรมของพระวิศวามิตรริมฝั่งน้ำ แต่ศิษย์ทั้งหลายเห็นรอยลักษณะบนกายจึงจำผิดและตำหนิ ครั้นตริศังกุแสดงตนและเล่าเหตุแห่งความขัดแย้ง—การขอให้ประกอบยัญเพื่อขึ้นสวรรค์พร้อมกายเดิมถูกปฏิเสธ ถูกทอดทิ้ง และต่อมาถูกสาป—พระวิศวามิตรผู้ยืนอยู่ในภาวะแข่งขันกับสายวสิษฐะจึงรับปากหาทางแก้ด้วยการจาริกสู่ทีรถะ เพื่อให้กลับมาบริสุทธิ์และมีสิทธิ์ในพิธีเวทอีกครั้ง มีการกล่าวถึงเส้นทางแสวงบุญกว้างไกล เช่น กุรุเกษตร สรัสวตี ประภาส ไนมิษะ ปุษกร วาราณสี ประยาค เกดาร แม่น้ำศรวณา จิตรกูฏ โคกรรณ ศาลิคราม และอื่น ๆ แต่ตริศังกุยังไม่พ้นมลทินจนกระทั่งถึงอรพุทะ ที่นั่นมารกัณฑेयะแนะนำให้ไปยังลึงค์หาฏเกศวรในแคว้นอนรต อันเกี่ยวเนื่องกับปาตาละและสายน้ำชาหฺนวี เมื่อเข้าสู่ทางใต้พิภพ ตริศังกุอาบน้ำตามพิธีและได้ทัศนะหาฏเกศวร จึงหลุดพ้นจากความเป็นจัณฑาลและกลับมีรัศมี พระวิศวามิตรจึงสั่งให้ประกอบยัญพร้อมทักษิณาให้ครบถ้วน แล้วไปทูลขอพรหมาให้ยอมรับพิธีเพื่อการขึ้นสวรรค์พร้อมกาย; พรหมาตรัสข้อจำกัดตามธรรมวินัยว่า สวรรค์มิได้บรรลุด้วยยัญโดยคงกายเดิมไว้ เพราะวิธีเวทโดยทั่วไปยึดหลักการละกายตามครรลอง.

Triśaṅku’s Dīrghasatra under Viśvāmitra: Ritual Authority, Public Yajña, and the Quest for Svarga
สุ ตะเล่าเรื่องว่า—เมื่อถูกถ้อยคำของพระพรหมกระตุ้น มหาตปัสวีวิศวามิตรจึงประกาศฤทธิ์แห่งตบะของตน ด้วยการปฏิญาณจะประกอบยัญเวทแบบ “ทีรฆสัตร” ให้แก่ตรีศังกุอย่างถูกต้องตามพิธี พร้อมทักษิณาอันโอ่อ่า เขาจัดสถานยัญในป่ามงคลอย่างรวดเร็ว แต่งตั้งฤตวิชและผู้เชี่ยวชาญจำนวนมาก—อธวรยุ โหตฤ พรหมา อุทคาตฤ และผู้ช่วยต่าง ๆ—เพื่อให้พิธีครบถ้วนสมบูรณ์ ยัญครั้งนี้กลายเป็นมหกรรมสาธารณะ ผู้คนหลั่งไหลมา ทั้งพราหมณ์ผู้รู้ นักตรรกะ คฤหัสถ์ คนยากจน และนักแสดง เสียงโห่ร้องให้แจกทานและเลี้ยงอาหารดังไม่ขาดสาย ภาพความอุดมสมบูรณ์ถูกพรรณนาเป็น “ภูเขา” แห่งธัญญาหาร ทอง เงิน แก้วมณี และโค ม้า ช้างนับไม่ถ้วนที่เตรียมไว้เพื่อการให้ทาน แต่เกิดความตึงเครียดทางเทววิทยา—เหล่าเทวะมิได้มารับเครื่องบูชาโดยตรง มีเพียงอัคนีผู้เป็น “ปากของเทวะ” เท่านั้นที่รับอาหุติ แม้สัตรดำเนินถึงสิบสองปี ผลที่ตรีศังกุปรารถนายังไม่สำเร็จ ครั้นเสร็จอวภฤถสนานและมอบทักษิณาแก่พราหมณ์ตามควร ตรีศังกุผู้ละอายแต่เปี่ยมศรัทธากล่าวขอบคุณวิศวามิตรที่ฟื้นเกียรติและขจัดสภาพจัณฑาลให้ ทว่าเขายังโศกเพราะเป้าหมายสำคัญ—การขึ้นสวรรค์พร้อมกายเดิม—ยังไม่เกิด ด้วยเกรงคำเยาะเย้ยและเกรงว่าถ้อยคำของวสิษฐะจะเป็นจริงว่า “ยัญเพียงอย่างเดียวไม่ทำให้ขึ้นสวรรค์พร้อมกายได้” เขาจึงตัดสินใจสละราชสมบัติ เข้าป่าเพื่อบำเพ็ญตบะ แสดงการหันจากทางพิธีกรรมไปสู่ทางตบะเป็นหนทางแข่งขันเพื่อความหลุดพ้น.

Viśvāmitra’s Hymn to Śiva and the Resolve to Create a New Sṛṣṭi (Triśaṅku Episode)
บทนี้ดำเนินบทสนทนาระหว่างกษัตริย์กับฤๅษีภายใต้คำบอกเล่าของสุตะต่อไป เมื่อได้ฟังชะตาของตรีศังกุแล้ว วิศวามิตรปลอบประโลมและปฏิญาณว่าจะนำพระราชาไปสวรรค์ด้วยกายเดิมนั้นเอง ประเด็นสำคัญคืออานุภาพแห่งสังกัลปะ (ความตั้งมั่นอันยิ่ง) และความขัดแย้งเรื่องอำนาจในพิธีกรรม จากนั้นวิศวามิตรยกระดับท่าทีท้าทายระเบียบแห่งเทวโลก ประกาศว่าด้วยตบะของตนสามารถเริ่ม “การสร้างสรรค์” ของตนเองได้ ณ จุดหักเหนี้ เรื่องราวหันเข้าสู่เทววิทยาแห่งภักติ วิศวามิตรเข้าเฝ้าพระศิวะ (ศังกร, ศศิเศขระ) กราบนอบน้อมตามแบบแผน แล้วสวดสรรเสริญซึ่งระบุพระศิวะว่าเป็นหนึ่งเดียวกับหน้าที่จักรวาลและเทพนามต่าง ๆ ตามการสังเคราะห์แบบปุราณะ พระศิวะทรงเมตตาประทานพร วิศวามิตรทูลขอ “สฤษฏิ-มหาตมยะ” คือฤทธิ์/ความรู้แห่งการสร้างสรรค์ด้วยพระกรุณา พระศิวะประทานแล้วเสด็จไป วิศวามิตรยังคงอยู่ในสมาธิและเริ่มก่อรูปสรรพสิ่งสี่ประการในเชิงแข่งขัน—เชื่อมภักติ พลังตบะ และการทดลองเชิงจักรวาลไว้ในกรอบเรื่องราวแห่งตีรถะ

Viśvāmitra’s Secondary Creation and the Resolution of Triśaṅku’s Ascent (विश्वामित्र-सृष्टि तथा त्रिशङ्कु-प्रकरण)
สุ ตะเล่าว่า วิศวามิตรด้วยตบะอันแรงกล้าและปณิธานแห่งสมาธิอันมั่นคง ได้ลงสู่สายน้ำแล้วบังเกิด “สนธยาคู่” คือสนธยาที่ทวีเป็นสอง ซึ่งกล่าวกันว่ายังปรากฏให้รับรู้ได้อยู่ ต่อจากนั้นท่านได้เนรมิตสรรพชีวิตและโครงสร้างแห่งฟากฟ้าอีกชุดหนึ่งอย่างคู่ขนาน—หมู่เทวะ เหล่าผู้เหินเวหา ดาวและเคราะห์ มนุษย์ นาค รากษส พฤกษชาติ ตลอดจนสัปตฤๅษีและธรุวะ—จนประหนึ่งเกิดจักรวาลซ้อนขึ้นมา จึงมีสุริยะสองดวง เจ้าแห่งราตรีสององค์ และหมู่ดาวเคราะห์ทวีคูณ ทำให้โลกสับสนเพราะระเบียบแห่งท้องฟ้าสองฝ่ายแข่งขันกัน อินทรา (ศักระ) ตระหนกพร้อมเหล่าเทวะ จึงไปเฝ้าพรหมาผู้ประทับเหนือดอกบัว สรรเสริญด้วยบทสวดแบบพระเวท และทูลขอให้ทรงยับยั้งก่อนที่การสร้างใหม่นี้จะครอบงำโลกเดิม พรหมาจึงตรัสเตือนวิศวามิตรให้ยุติการเนรมิต เพื่อมิให้เกิดความพินาศแก่หมู่เทวะ วิศวามิตรตั้งเงื่อนไขว่า ตริศังกุจะต้องได้ไปถึงแดนทิพย์ด้วยกายเดิมของตน พรหมาทรงยอมรับ พาตริศังกุไปยังพรหมโลก/ตรีวิษฏปะ และทรงสรรเสริญการกระทำอันไม่เคยมีของวิศวามิตร แต่ทรงกำหนดข้อจำกัดว่า ระเบียบที่ถูกสร้างขึ้นจะดำรงมั่นคง ทว่าไม่อาจเป็นที่รองรับพิธียัญ (ยัชญะ) ได้ ในที่สุดพรหมาเสด็จไปพร้อมตริศังกุ ส่วนวิศวามิตรดำรงมั่นในฐานะแห่งฤๅษีผู้บำเพ็ญตบะต่อไป

Hāṭakeśvara-māhātmya and the Nāga-bila: Indra’s Purification Narrative (हाटकेश्वर-माहात्म्य)
สุุตะเล่าถึงการอุบัติของทีรถะอันเลื่องลือในสามโลก ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการขึ้นสู่ฟ้าของตรีศังกุโดยความเพียรของวิศวามิตร กล่าวยืนยันว่า ณ สถานที่นี้โทษแห่งกาลียุคไม่อาจครอบงำ แม้บาปหนักก็เสื่อมสิ้นได้ การอาบน้ำในทีรถะนี้ และแม้การละสังขาร ณ ที่นั้น เป็นหนทางสู่โลกของพระศิวะ และบุญกุศลยังแผ่ไปถึงสัตว์เดรัจฉานด้วย ต่อมาเกิดความเปลี่ยนแปลงทางสังคม-พิธีกรรม ผู้คนพึ่งเพียงการอาบน้ำและภักติในลิงคะ ทำให้ยัญญะ ตบะ และวัตรอื่น ๆ เสื่อมลง เหล่าเทพกังวลเพราะส่วนแบ่งจากยัญญะขาดหาย อินทราจึงสั่งให้ปิดกั้นสถานที่ด้วยฝุ่นธุลี ครั้นต่อมาจอมปลวกกลายเป็น ‘นาคบิละ’ เป็นช่องทางที่นาคเดินทางระหว่างปาตาละกับโลกมนุษย์ เรื่องหันไปสู่มลทินพรหมหัตยาแห่งอินทราหลังสังหารวฤตระด้วยอุบาย พร้อมกล่าวถึงพื้นหลังแห่งตบะ พร และความขัดแย้งกับเทพ อินทราเวียนไปตามทีรถะมากมายก็ยังไม่บริสุทธิ์ จนเสียงทิพย์ชี้ทางให้ไปตามนาคบิละสู่ปาตาละ ที่นั่นอินทราอาบในปาตาลคงคาและบูชาหาฏเกศวร จึงกลับมาบริสุทธิ์และรุ่งเรืองทันที ตอนท้ายมีข้อกำชับให้ผนึกทางผ่านนั้นอีกครั้งเพื่อกันการเข้าถึงโดยไร้การควบคุม และมีผลश्रุติรับรองผลสูงสุดแก่ผู้สวดอ่านและผู้สดับด้วยศรัทธา

Nāga-bila-pūraṇa and Raktaśṛṅga-sthāpanā at Hāṭakeśvara-kṣetra (नागबिलपूरणं रक्तशृङ्गस्थापनं च)
บทนี้กล่าวถึงตำนานสถานที่ ณ หาฏเกศวรเกษตร ว่าด้วยการปิดผนึกทางใต้ดินอันน่าหวาดหวั่น ‘มหานาคบิละ’ และการทำให้สถานที่นั้นศักดิ์สิทธิ์ สุตะเล่าว่า พระอินทร์มีบัญชาให้ลมสํวรรตกะนำฝุ่นไปถมหลุม แต่พระวายุปฏิเสธ โดยเล่าเหตุครั้งก่อนที่การปกปิดลึงค์ทำให้ตนต้องคำสาป กลายเป็นผู้พากลิ่นปะปน และด้วยความเกรงกลัวพระศิวะผู้ปราบตรีปุระ (ตรีปุราริ) จึงไม่ยอมทำอีก พระอินทร์ครุ่นคิดอยู่จนเทวฤๅษี (พฤหัสบดี) ชี้ทางแก้ไปยังอำนาจแห่งหิมาลัย โดยกล่าวถึงโอรสสามองค์ของหิมาลัย—ไมณากะ (เร้นอยู่ในมหาสมุทร), นันทิวรรธนะ (เกี่ยวข้องกับรอยแยกที่ยังไม่สมบูรณ์ใกล้อาศรมวสิษฐะ), และรक्तศฤงคะ (พร้อมใช้งาน) และตัดสินว่ามีเพียงรक्तศฤงคะเท่านั้นที่ปิดผนึกนาคบิละได้มั่นคง พระอินทร์ทูลขอหิมาลัย แต่รक्तศฤงคะขัดขืน เพราะเห็นโลกมนุษย์หยาบกระด้างและเสื่อมธรรม อีกทั้งยังจำได้ว่าปีกของตนถูกพระอินทร์ตัด พระอินทร์จึงบังคับพร้อมให้สัญญาว่าจะเกิดความเปลี่ยนแปลงทั้งธรรมชาติและพิธีกรรม: จะมีต้นไม้ ตีรถะ เทวสถาน และอาศรมฤๅษีเกิดขึ้น และแม้ผู้มีบาปก็จักบริสุทธิ์ด้วยสถิตแห่งรक्तศฤงคะ จากนั้นรক্তศฤงคะถูกสถาปนาในนาคบิละ จมถึงระดับปลายจมูก ประดับด้วยพืชพรรณและนกนานา พระอินทร์ประทานพรว่า ภายหน้ากษัตริย์องค์หนึ่งจะสร้างนครบนเศียรของรक्तศฤงคะเพื่อประโยชน์พราหมณ์; พระอินทร์จะบูชาหาฏเกศวรในวันกฤษณะจตุรทศี เดือนไจตร; และพระศิวะจะประทับ ณ ที่นั้นหนึ่งวันพร้อมเหล่าเทพ ทำให้สถานที่มีชื่อเสียงในไตรโลก ตอนท้ายยืนยันว่าเหนือจุดที่ปิดผนึกนั้นได้เกิดตีรถะ ศาลเจ้า และถิ่นบำเพ็ญตบะขึ้นจริง.

Śaṅkhatīrtha-prabhāvaḥ (The Efficacy of Śaṅkhatīrtha) — Chapter 10
สุุตะเล่าเหตุการณ์ของพระราชา “จมตการะ” แห่งแคว้นอานรตะ ครั้งหนึ่งเมื่อเสด็จออกล่าสัตว์ พระองค์ทอดพระเนตรเห็นกวางเพศเมียกำลังให้น้ำนมลูกอย่างสงบใต้ต้นไม้ แต่ด้วยความคึกคะนองจึงยิงด้วยศรจนบาดเจ็บสาหัส กวางที่ใกล้สิ้นใจกราบทูลว่า มิได้โศกเศร้าต่อความตายของตนเท่ากับความไร้ที่พึ่งของลูกซึ่งยังต้องพึ่งน้ำนม และได้กล่าวข้อจำกัดแห่งธรรมของกษัตริย์ในการล่า ว่าการฆ่าสัตว์ที่กำลังผสมพันธุ์ กำลังหลับ กำลังให้นม/กำลังกิน อ่อนแอ หรือสัตว์ที่อาศัยเกี่ยวข้องกับน้ำ ย่อมนำบาปแก่ผู้ฆ่า ด้วยเหตุนี้จึงสาปให้พระราชาทรงบังเกิดโรคดุจกุฏฐะในทันที พระราชาทรงอ้างว่าราชธรรมมีหน้าที่ควบคุมสัตว์ป่าด้วย กวางยอมรับหลักทั่วไปแต่ยืนยันว่ากรณีนี้เป็นการละเมิดข้อห้ามและผิดทางจริยธรรม ครั้นกวางตาย พระราชาทรงประชวรจริง จึงตั้งใจบำเพ็ญตบะ บูชาพระศิวะ วางใจเสมอภาคต่อมิตรและศัตรู และออกจาริกไปยังทีรถะต่าง ๆ ต่อมาได้รับคำแนะนำจากพราหมณ์ให้ไปยัง “ศังคทีรถะ” อันเลื่องชื่อในหาฏเกศวรเกษตรว่าเป็นที่ทำลายโรค เมื่อทรงอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่นั่น โรคก็หายสิ้นทันทีและทรงรุ่งเรือง—บทนี้จึงยกย่องมหิทธิฤทธิ์ของทีรถะพร้อมสอนคุณธรรมแห่งความยับยั้งชั่งใจ

शंखतीर्थोत्पत्तिमाहात्म्य एवं चमत्कारभूपतिना ब्राह्मणेभ्यो नगरदानवर्णनम् (Origin and Glory of Śaṅkhatīrtha; the King Camatkāra’s Gift of a Town to Brahmins)
ฤๅษีทั้งหลายทูลถามสุตะว่า พระเจ้าจมตการะพ้นจากโรคเรื้อนได้อย่างไร พราหมณ์ผู้ชี้ทางเป็นใคร และศังขตีรถะอยู่ที่ใดพร้อมอานุภาพเช่นไร สุตะเล่าว่า พระราชาเสด็จเที่ยวแสวงบุญยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์มากมาย เสาะหายาและมนตร์คาถาแต่ไม่พบทางรักษา ครั้นประทับอยู่อย่างสมถะในแดนบุญยิ่ง ก็ได้พบพราหมณ์ผู้จาริกและทูลขอวิธี—ทั้งทางมนุษย์หรือทางทิพย์—เพื่อดับทุกข์โรค พราหมณ์เหล่านั้นกล่าวถึงศังขตีรถะใกล้เคียงว่าเป็นที่ทำลายโรคทั้งปวง โดยเฉพาะเมื่อถืออุโบสถและอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์ในวันจตุรทศีเดือนไจตรา ขณะจันทร์สถิตในนักษัตรจิตรา ย่อมได้ผลยิ่งใหญ่ ต่อมาพราหมณ์ได้เล่ากำเนิดของตีรถะนั้น—เรื่องพี่น้องนักบำเพ็ญตบะ ลิขิตะและศังขะ ศังขะหยิบผลไม้จากอาศรมที่ว่างของลิขิตะและยอมรับความผิดไว้เอง ลิขิตะโกรธจึงตัดมือของเขา ศังขะบำเพ็ญตบะอย่างหนักจนพระศิวะเสด็จปรากฏ ประทานมือคืน และสถาปนาตีรถะนามศังขะ พร้อมประทานพรว่า ผู้มาสรงน้ำจักได้ความบริสุทธิ์และความฟื้นคืน อีกทั้งการทำศราทธะในราตรีที่กำหนดจักยังความอิ่มเอมแก่บรรพชน เมื่อพระเจ้าจมตการะทำตามคำแนะนำและสรงน้ำถูกกาล โรคก็หายและพระวรกายผ่องใส ด้วยความกตัญญูพระองค์ประสงค์ถวายราชสมบัติและทรัพย์สิน แต่พราหมณ์ขอเพียงชุมชนที่มั่นคงมีคูและกำแพง สำหรับคฤหัสถ์ผู้รู้ผู้ตั้งมั่นในศึกษาและพิธีกรรม พระราชาจึงสร้างนครอย่างเป็นระเบียบ มอบทานแก่พราหมณ์ผู้สมควรตามแบบแผน แล้วทรงก้าวสู่ความคลายยึดและแนวทางแห่งตบะยิ่งขึ้น

Śaṅkha-tīrtha: Brāhmaṇa-nagarī-nivedana and Rakṣaṇa-upadeśa (शंखतीर्थे ब्राह्मणनगरनिवेदन-रक्षणोपदेशः)
สุ ตะเล่าว่า พระราชาวสุธาปาลทรงสร้างนครอันโอ่อ่า เปรียบดังปุรันทรปุรีของพระอินทร์ มีเรือนประดับรัตนะ ปราสาทแก้วใสดุจยอดไกรลาส ธงและป้ายชัย ประตูทอง สระน้ำมีบันไดดุจอัญมณี สวน บ่อ และเครื่องอุปกรณ์ของนครครบถ้วน แล้วทรงน้อมถวาย (นิเวทยะ) นครที่พร้อมสรรพนั้นแด่พราหมณ์ผู้ประเสริฐ จึงทรงเห็นว่าพระองค์ได้ทำหน้าที่ตามธรรมแล้ว เมื่อประทับ ณ ศังขตีรถะ พระองค์ทรงเรียกโอรส หลาน และข้าราชบริพารมาออกพระบัญชาให้พิทักษ์นครที่ถวายแล้วด้วยความเพียรสม่ำเสมอ เพื่อให้พราหมณ์ทั้งปวงพอใจ คำสอนย้ำผลแห่งกรรม: ผู้ปกครองที่คุ้มครองพราหมณ์ด้วยภักติย่อมได้รัศมีอันยิ่ง ความไม่แพ้พ่าย ความมั่งคั่ง อายุยืน สุขภาพ และวงศ์สกุลรุ่งเรืองด้วยพราหมณ์กรุณา; ส่วนผู้ที่เป็นปฏิปักษ์ย่อมประสบทุกข์ ความพ่ายแพ้ พลัดพรากจากผู้เป็นที่รัก เจ็บป่วย ถูกติเตียน วงศ์สกุลขาดตอน และท้ายที่สุดตกสู่แดนพระยม บทท้ายกล่าวว่าพระราชาเสด็จเข้าสู่ตบะ และเชื้อสายทรงปฏิบัติตามพระโอวาท สืบต่อธรรมแห่งการพิทักษ์รักษา

अचलेश्वर-प्रतिष्ठा-माहात्म्य (The Māhātmya of Acaleśvara: Establishment and Proof-Sign)
สุ ตะเล่าว่า กษัตริย์องค์หนึ่งมอบราชอาณาจักรและนครให้แก่โอรสทั้งหลาย แล้วถวายหมู่บ้านแก่พราหมณ์ผู้เป็นทวิชะ จากนั้นบำเพ็ญตบะอันเคร่งครัดเพื่อบูชามหาทวะ (พระศิวะ) ตบะของพระองค์ดำเนินเป็นลำดับ—เสวยผลไม้เท่านั้น ต่อด้วยใบไม้แห้ง ต่อด้วยน้ำเท่านั้น และท้ายสุดดำรงด้วยลม—แต่ละอย่างยาวนานยิ่ง ครั้นมหेशวรทรงพอพระทัยจึงเสด็จปรากฏและประทานพรให้เลือกขอ กษัตริย์ทูลขอให้กษेत्रอันเป็นมหาบุญซึ่งเกี่ยวเนื่องกับหาฏเกศวรยิ่งบริสุทธิ์ขึ้นด้วยการประทับถาวรของพระผู้เป็นเจ้า มหาทวะทรงรับและตรัสว่าจะประทับอย่างไม่หวั่นไหว ณ ที่นั้น เป็นที่รู้จักในสามโลกนาม “อจเลศวร” และประทานความมั่งคั่งมั่นคงแก่ผู้มีภักติที่ได้เฝ้าดูพระองค์ อีกทั้งกล่าวถึงวัตรพิเศษ: ในวันจตุรทศีข้างขึ้นเดือนมาฆะ ผู้ใดถวาย “ฆฤต-กัมพละ” แด่ลิงคะ ย่อมได้ความสิ้นไปแห่งบาปตลอดทุกช่วงวัยแห่งชีวิต กษัตริย์ได้รับบัญชาให้สถาปนาลิงคะเพื่อให้พระองค์สถิตอยู่ที่นั่นตลอดกาล ครั้นพระผู้เป็นเจ้าลับไป กษัตริย์จึงสร้างเทวสถานอันงดงาม แล้วมีสุรเสียงจากฟ้าประทานเครื่องยืนยันว่า เงาของลิงคะจะคงที่ ไม่เป็นไปตามทิศทางดังสามัญ กษัตริย์ได้เห็นนิมิตนั้นและปลื้มปีติว่าได้สำเร็จ และกล่าวว่าเงาอัศจรรย์นั้นยังปรากฏอยู่จนบัดนี้ อีกข้อพิสูจน์หนึ่งคือ ผู้ซึ่งจะถึงความตายในหกเดือนย่อมไม่อาจเห็นเงานั้นได้ เรื่องจบด้วยการยืนยันว่า มหาทวะทรงสถิตใกล้จามัตการปุระในรูปอจเลศวรเสมอ สถานที่นั้นเป็นทีรถะให้สมปรารถนาและให้โมกษะ และถึงกับมีการกล่าวว่าแม้บาปกิเลสที่เป็นบุคคลก็ถูกสั่งให้ขัดขวางผู้คนมิให้ไป—เพื่อชี้ความศักดิ์สิทธิ์อันยิ่งยวดของทีรถะนี้

Cāmatkārapura-pradakṣiṇā-māhātmya (Theological Account of Circumambulation at Cāmatkārapura)
บทนี้เป็นเรื่องสั่งสอนที่สุ ตะถ่ายทอด ชายผู้กำเนิดเป็นไวศยะ ยากจนและเป็นใบ้ เลี้ยงชีพด้วยการเป็นคนเลี้ยงวัว ในเดือนไจตรา วันจตุรทศีฝ่ายกฤษณปักษะ สัตว์ตัวหนึ่งหลงหายโดยไม่รู้ตัว เจ้าของกล่าวโทษและสั่งให้รีบนำกลับมา ด้วยความหวาดกลัว เขาออกตามหาในป่าโดยไม่กินอาหาร ถือไม้เท้าไว้ในมือ ติดตามรอยกีบไปเรื่อย ๆ จนเผลอเดินวนรอบเขตทั้งหมดของจามัตการปุระ—กลายเป็นการประทักษิณาโดยไม่ตั้งใจ ครั้นสิ้นราตรีจึงพบสัตว์และนำไปคืน คัมภีร์ชี้ว่าในกาลกำหนดเช่นนี้ เหล่าเทวะมาชุมนุม ณ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ทำให้ผลบุญของการกระทำทวีขึ้น ต่อมา คนเลี้ยงวัวผู้นั้น (ถืออุโบสถ เงียบงัน และมิได้อาบน้ำ) และสัตว์นั้นก็ตายตามกาล เขาเกิดใหม่เป็นโอรสแห่งกษัตริย์ทศารณะ พร้อมความทรงจำชาติเดิม เมื่อเป็นกษัตริย์แล้ว เขากลับมาทุกปีพร้อมอำมาตย์ เพื่อทำประทักษิณาจามัตการปุระโดยตั้งใจ เดินเท้า ถือศีลอด และรักษามาวนะ ฤๅษีที่มาถึงตฤรถะชำระบาปซึ่งเกี่ยวเนื่องกับวิศวามิตร สงสัยว่าทำไมเขาจึงศรัทธาพิธีนี้เป็นพิเศษทั้งที่มีตฤรถะและเทวสถานมากมาย กษัตริย์จึงเล่าเรื่องชาติปางก่อน ฤๅษีสรรเสริญและทำประทักษิณาตาม จนได้สิทธิอันประเสริฐซึ่งกล่าวว่ายากยิ่งแม้ด้วยชปะ ยัชญะ ทาน และการบำเพ็ญตฤรถะอื่น ๆ ท้ายที่สุด กษัตริย์กับอำมาตย์กลายเป็นทิพยสรรพสัตว์ ปรากฏบนฟ้าดุจดวงดาว เป็นหลักฐานแห่งผลแห่งการประทักษิณาในจามัตการปุระ.

Vṛndā’s Rescue, Māyā-Encounter with Hari, and the Etiology of Vṛndāvana (तुलसी-वृंदावन-प्रादुर्भाव)
บทนี้ตามคำบอกเล่าของนารทกล่าวว่า พระหริ/นารายณ์ทรงปรากฏในคราบดาบส มีเครื่องหมายแห่งตบะ แล้วปราบยักษ์ร้ายและช่วยสตรีผู้ทุกข์ร้อนนามว่า วฤนทา (วฤนทาริกา) ให้พ้นภัย จากนั้นทรงพานางผ่านป่าที่น่าหวาดหวั่นไปสู่อาศรมอัศจรรย์อุดมสมบูรณ์ มีนกกายสีทอง สายน้ำดุจอมฤต และพฤกษาที่หลั่งน้ำผึ้ง แสดงรัศมีแห่งสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ (ตีรถะ) อย่างยิ่ง ต่อมาใน “จิตรศาลา” ด้วยมายาอันเป็นทิพย์ วฤนทาได้พบผู้มีรูปคล้ายสามี จึงเกิดความลุ่มหลงและความใกล้ชิดขึ้น ครั้นแล้วพระหริทรงเปิดเผยพระองค์ ประกาศว่าตามปรมัตถ์แล้ว พระศิวะและพระหริไม่แตกต่างกัน และทรงแจ้งข่าวการสิ้นชีวิตของชาลันธระ วฤนทาจึงตำหนิด้วยหลักธรรมและสาปว่า เช่นที่นางถูกมายาของผู้บำเพ็ญตบะลวงให้หลง พระหริก็จักต้องประสบความหลงในทำนองเดียวกัน ท้ายที่สุด วฤนทาตั้งมั่นในตบะ เข้าสู่โยคสมาธิ ทรมานตนจนละสังขาร และมีการประกอบพิธีต่ออัฐิธาตุตามสมควร สถานที่ที่นางสละกายใกล้โควรรธนะจึงเป็นที่รู้จักว่า “วฤนทาวัน” และการแปรสภาพของนางถูกยกเป็นเหตุแห่งความศักดิ์สิทธิ์ของถิ่นนั้น

रक्तशृङ्गसांनिध्यसेवनफलश्रैष्ठ्यवर्णनम् (Exposition on the Supremacy of the Fruits of Serving the Proximity of Raktaśṛṅga)
บทที่ 16 ซึ่งสุเตรากล่าว แสดงว่าในกษेत्रศักดิ์สิทธิ์อันบังเกิดจากหาฏเกศวร การอยู่ใกล้และปรนนิบัติด้วยภักติในสำนักรक्तศฤงคะให้ผลสูงสุด ผู้มีปัญญาควรละกิจอื่น แล้วพำนัก ณ ที่นั้นเพื่อรับใช้สภาวะสถิตแห่งเทพ ท่านจัดลำดับเปรียบเทียบบุญว่า ทาน พิธีกรรม (กริยากาณฑะ) ยัญเช่นอัคนิษโฏมพร้อมทักษิณาครบถ้วน วรตเคร่งครัดอย่างจานทรายนะและกฤจฉระ ตลอดจนตีรถะเลื่องชื่อเช่นประภาสะและคงคา ล้วนไม่อาจเทียบได้แม้เพียงหนึ่งในสิบหกของบุญแห่งกษेत्रนี้ ยกตัวอย่างว่าราชฤๅษีในกาลก่อนบรรลุสิทธิ ณ ที่นั้น และแม้สัตว์ นก งู หรือสัตว์ดุร้ายที่พินาศไปตามกาล เมื่อเกี่ยวข้องกับสถานที่นี้ก็ไปถึงแดนทิพย์ได้ ตีรถะชำระด้วยการพำนัก แต่กษेत्रหาฏเกศวรชำระได้แม้ด้วยการระลึก ยิ่งด้วยการเห็น และยิ่งนักโดยเฉพาะด้วยการสัมผัส—เป็นคำสอนว่าความศักดิ์สิทธิ์สื่อผ่านการประสบพบพานด้วยกาย.

चमत्कारपुर-क्षेत्रप्रमाण-वर्णनम् तथा विदूरथ-नृपकथा (Chamatkārapura Kṣetra Boundaries and the Tale of King Vidūratha)
บทนี้เริ่มด้วยเหล่าฤๅษีทูลขอให้สูตะเล่ารายละเอียดที่ชัดเจนเกี่ยวกับเขตศักดิ์สิทธิ์จมตการปุระ ทั้งขนาดอาณาบริเวณ (ปรมาณะ) และรายนามทีรถะกับสถานศักดิ์สิทธิ์อันก่อบุญกุศล สูตะตอบว่าเขตนี้กว้างยาวห้ากโรศ โดยมีจุดอ้างอิงอันศักดิ์สิทธิ์ตามทิศ: กยาศิระอยู่ทิศตะวันออก รอยพระบาทของพระหริอยู่ทิศตะวันตก และสถานที่ของโคกรเณศวรอยู่ทั้งทิศใต้และทิศเหนือ อีกทั้งกล่าวว่าเดิมเคยมีนามว่า หาฏเกศวร และเป็นที่เลื่องลือว่าเป็นแดนทำลายบาป ต่อมาเมื่อพราหมณ์ทั้งหลายทูลขอ สูตะจึงเริ่มตำนานพระราชาวิทูรถะ เล่าว่าการล่าสัตว์ของพระองค์ทวีความรุนแรงเป็นการไล่ล่าที่อันตราย ผ่านป่าหนามไร้น้ำไร้ร่มเงา ท่ามกลางความร้อนจัดและภัยจากสัตว์ร้าย พระองค์พลัดจากกองทัพ ความอ่อนล้าและอันตรายเพิ่มพูน จนท้ายที่สุดม้าทรงล้มลง—เป็นเหตุการณ์ที่ปูทางสู่การเปิดเผยความศักดิ์สิทธิ์และนัยทางธรรมของสถานที่ในลำดับถัดไป

प्रेतसंवादः — विदूरथस्य प्रेतैः सह संवादः तथा जैमिन्याश्रमप्रवेशः (Dialogue with Pretas and Entry into Jaimini’s Āśrama)
บทนี้ดำเนินเป็นสองช่วงที่เชื่อมต่อกัน ช่วงแรก พระเจ้าวิทูรถะผู้เหนื่อยอ่อนด้วยความหิวและกระหายในป่าทุรกันดาร ได้พบเปรตน่ากลัวสามตน และสนทนากันอย่างเป็นลำดับ เปรตเหล่านั้นบอกนามตามกรรม—มางสาทะ วิไทวตะ กฤตฆนะ—พร้อมอธิบายเหตุแห่งสภาพเปรตว่าเกิดจากการประพฤติอธรรมเป็นนิตย์ การละเลยการบูชา ความอกตัญญู การดูหมิ่นแขก และความไม่บริสุทธิ์เป็นต้น ต่อมา ขยายเป็นคำสอนเชิงปฏิบัติว่าด้วยธรรมของคฤหัสถ์และจริยาพิธีกรรม กล่าวถึงกรณีที่เปรตถูกกล่าวว่า ‘บริโภค’ เครื่องบูชาหรืออาหาร เช่น ทำศราทธ์ผิดกาล ให้ทักษิณาไม่ครบ ละเลยไวศวเทวะ ไม่ต้อนรับแขก อาหารปนเปื้อน บ้านเรือนไร้มงคล เป็นต้น อีกทั้งแจกแจงกรรมที่นำไปสู่ภาวะเปรต—ล่วงละเมิดคู่ครองผู้อื่น ลักทรัพย์ ใส่ร้าย ทรยศ ใช้ทรัพย์ผู้อื่นผิดทาง ขัดขวางทานแก่พราหมณ์ ทอดทิ้งภรรยาผู้ไร้โทษ—และยกคุณธรรมคุ้มครอง เช่น เห็นภรรยาผู้อื่นดุจมารดา ใจกว้าง เสมอภาค เมตตาต่อสรรพชีวิต ยึดมั่นยัญญะและการไปตีรถะ ตลอดจนงานสาธารณประโยชน์อย่างขุดบ่อและสระน้ำ เปรตทั้งสามวอนขอให้ทำคยา-ศราทธ์เป็นพิธีแก้ไขอันเด็ดขาด ช่วงที่สอง พระราชาเดินทางต่อไปทางเหนือ พบอาศรมอันสงบริมสระน้ำ เข้าเฝ้าฤๅษีไชมินิและหมู่นักบวช ได้รับน้ำและผลไม้ แล้วเล่าความทุกข์ของตนและร่วมพิธีเย็น ครั้นราตรีคลี่คลุม บทพรรณนาภัยยามค่ำคืนถูกนำมาเป็นถ้อยคำเตือนใจทางศีลธรรม

सत्योपदेशः—गयाशीर्षे श्राद्धेन प्रेतमोक्षणम् (Instruction on Truthfulness—Preta-Liberation through Śrāddha at Gayāśiras)
สุ ตะเล่าว่า พระราชาวิทูรถะได้กลับมาพบเหล่าบริวารผู้ทุกข์ร้อนอีกครั้ง พักในป่าที่มีฤๅษี แล้วมุ่งกลับสู่มาหิษมตี ก่อนจะออกจาริกไปยังคยาśิระ (Gayāśiras) ณ ที่นั้นพระองค์ประกอบศราทธ์ (śrāddha) ด้วยศรัทธา ในนิมิตแห่งความฝัน ‘มางสาทะ’ ปรากฏกายในรูปทิพย์และประกาศว่าได้หลุดพ้นจากภาวะเปรตเพราะพิธีของพระราชา ต่อมามีเปรตอีกตนชื่อ ‘กฤตฆนะ’—ผู้เนรคุณและเกี่ยวข้องกับบาปลักทรัพย์แห่งสระน้ำ—ยังคงถูกทุกข์เพราะบาปกีดกันการหลุดพ้น และสั่งสอนว่าความหลุดพ้นขึ้นอยู่กับ ‘สัตยะ’ (ความจริง) เปรตนั้นสรรเสริญสัตยะว่าเป็นพรหมันสูงสุด เป็นตบะ เป็นญาณ และเป็นหลักค้ำจุนระเบียบจักรวาล หากไร้สัตยะแล้ว การรับใช้ตirtha การให้ทาน การสวดศึกษาพระเวท (svādhyāya) และการปรนนิบัติครูย่อมไร้ผล จากนั้นจึงบอกพิกัดและวิธีพิธีอย่างชัดเจนว่า ณ จามัตการปุระ ในเขตหาฏเกศวร มีคยาśิระซ่อนอยู่ใต้ทราย ใต้ต้นปลักษะให้ใช้หญ้าทรรภะ ผักป่า และงาป่า ทำศราทธ์โดยเร็ว พระราชาวิทูรถะขุดบ่อน้ำเล็ก ๆ เพื่อเอาน้ำ แล้วประกอบพิธีจนสำเร็จ ทันใดนั้นกฤตฆนะเปรตได้กายทิพย์และจากไปด้วยวิมาน ท้ายเรื่องยกย่องบ่อน้ำนั้นว่าเป็นประโยชน์แก่บรรพชนอย่างไม่ขาดสาย การทำศราทธ์ที่นั่นในวันอมาวาสยาแห่งปักษ์เปรต โดยใช้กาลศากะ (kālaśāka) งาป่า และหญ้าทรรภะที่ตัดแล้ว จะได้ผลเต็มของ ‘กฤตฆนะ-เปรต-ตีรถะ’ กล่าวว่าหมู่ปิตฤหลายจำพวกสถิตอยู่เสมอ จึงแนะนำให้ทำศราทธ์ตามกาลอันควร หรือแม้นอกวาระปฏิทินทั่วไป เพื่อความอิ่มเอมของบรรพชนอย่างต่อเนื่อง

Pitṛ-kūpikā-śrāddha, Gokarṇa-gamana, and Bālamaṇḍana-tīrtha Śuddhi (पितृकूपिका-श्राद्धम्, गोकर्णगमनम्, बालमण्डनतीर्थशुद्धिः)
สูตะเล่าว่า ในคราวพำนักป่า พระรามพร้อมนางสีดาและพระลักษมณ์มาถึงสถานที่ชื่อ “ปิตฤ-กูปิกา” ครั้นประกอบพิธีเย็นแล้ว พระรามทรงสุบินเห็นท้าวทศรถผู้เปี่ยมปีติและประดับประดางดงาม เมื่อทรงปรึกษาพราหมณ์ทั้งหลาย พวกเขาตีความว่าเป็นคำขอจากบรรพชนให้ประกอบศราทธะ และกำหนดเครื่องบูชาตามที่หาได้ในป่า ได้แก่ ธัญพืชนิวาระ ผักป่า รากไม้ และงา เป็นต้น พระรามจึงเชิญพราหมณ์มาประกอบศราทธะตามพระเวทวินัยโดยครบถ้วน ระหว่างพิธี นางสีดาถอยออกด้วยความละอาย ครั้นภายหลังนางกราบทูลว่าได้ประจักษ์ท้าวทศรถและหมู่บรรพชนประหนึ่งสถิตอยู่ในพราหมณ์ จึงเกิดความกังวลด้านจารีตและธรรม พระรามทรงรับรองเจตนาบริสุทธิ์ของนางและคลี่คลายความตึงเครียดนั้น ต่อมา พระลักษมณ์รู้สึกว่าตนถูกลดให้เป็นเพียงผู้รับใช้ จึงเกิดโทสะและเกือบคิดผิด แต่แล้วก็ปรองดองกันเป็นการซ่อมแซมธรรม ครั้นนั้นฤๅษีมารกัณฑेयเสด็จมา ชี้นำสู่การชำระด้วยทีรถะ และบัญชาให้อาบน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ “พาลมันฑนะ-ทีรถะ” ใกล้อาศรม ซึ่งชำระได้แม้โทษหนักรวมถึงความล่วงผิดทางใจ ตอนท้ายกล่าวถึงการไปยังทีรถะ การได้ทัศนะต่อปิตามหะ และการเดินทางต่อไปทางทิศใต้ เชื่อมโยงสถานที่ พิธี และการฟื้นคืนคุณธรรมเข้าด้วยกัน

बालसख्यतीर्थप्रादुर्भावः — Origin of Bālasakhya Tīrtha and Brahmā’s Grace to Mārkaṇḍeya
บทนี้เริ่มด้วยพราหมณ์ทั้งหลายทูลถามสุทะว่า มารกัณฑेयอยู่ ณ ที่ใด สถานที่ประดิษฐานพระพรหมอยู่ที่ไหน และอาศรมของฤๅษีอยู่แห่งใด สุทะเล่าว่า ฤๅษีมฤกัณฑุพำนักบำเพ็ญตบะใกล้เมืองจมตฺการปุระ และได้บุตรผู้รุ่งเรืองนามว่า มารกัณฑेय ต่อมาพราหมณ์ผู้รู้ลักษณะกาย (สามุทริกะ) มาทำนายว่าเด็กจะสิ้นชีวิตภายในหกเดือน มฤกัณฑุจึงอบรมบุตรให้ตั้งมั่นในวินัยธรรม โดยเน้นการนอบน้อมไหว้พราหมณ์และฤๅษีผู้จาริกด้วยความเคารพ เมื่อเด็กกราบไหว้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ฤๅษีหลายองค์อวยพรว่า “อายุยืน” แต่พระวสิษฐะเพื่อรักษาความจริงกล่าวว่า ความตายกำหนดแน่นอนในวันที่สาม จึงเกิดวิกฤตระหว่างคำอวยพรกับสัจจะ เหล่าฤๅษีจึงพร้อมใจกันว่า มีเพียงปิตามหะพระพรหมเท่านั้นที่อาจระงับความตายที่ลิขิตไว้ได้ พวกท่านไปยังพรหมโลก สรรเสริญพระพรหมด้วยบทสวดเวท และทูลเรื่องทั้งหมด พระพรหมประทานพรให้เด็กพ้นจากชราและมรณะ พร้อมกำชับว่า บิดาอย่าได้สิ้นชีวิตด้วยความโศกก่อนจะได้เห็นบุตร ครั้นกลับมา เหล่าฤๅษีวางเด็กไว้ใกล้อาศรม ณ อัคนีตีรถะ แล้วออกจาริกต่อไป ฝ่ายมฤกัณฑุและภรรยาเข้าใจว่าเด็กสูญหาย ระลึกคำทำนายจึงเตรียมเผาตนด้วยความทุกข์ แต่เด็กกลับมาเล่าเรื่องการไปเฝ้าพระพรหมและพรที่ได้รับ มฤกัณฑุซาบซึ้งจึงบูชาต้อนรับฤๅษีทั้งหลาย และตามคำแนะนำให้ตั้งพระพรหมประดิษฐาน ณ ที่นั้นแล้วบูชา สถานที่จึงได้ชื่อว่า “พาลสัขยะ” คือ “สหายของเด็ก” เป็นตีรถะเกื้อกูลเด็ก รักษาโรค ขจัดความกลัว และคุ้มครองจากเคราะห์ ภูต ปิศาจ ผลานุศาสน์กล่าวว่า เพียงอาบน้ำด้วยศรัทธาก็ได้ผลสูง และการอาบน้ำในเดือนเชษฐะทำให้พ้นทุกข์ตลอดปี

बालमण्डनतीर्थोत्पत्तिः — Origin of the Bālamaṇḍana Tīrtha and the Śakreśvara Observance
เหล่าฤๅษีทูลถามว่า—มีทีรถะใดที่พระลักษมณ์และพระอินทร์ได้พ้นจากบาปสวามิทรโหะ (การทรยศต่อผู้เป็นนาย/ผู้มีอำนาจโดยชอบธรรม)? สูตะจึงเล่าตำนานกำเนิดทีรถะนั้น โดยกล่าวถึงวงศ์ของทักษะ และกัศยปะผู้มีชายาสำคัญสองนางคือ อทิติและทิติ อันเป็นเหตุให้กำเนิดเหล่าเทวะและเหล่าไทตยะผู้มีกำลังยิ่งกว่า จนเกิดความขัดแย้งต่อสู้กัน ทิติบำเพ็ญวรตะอันเคร่งครัดเพื่อขอบุตรผู้ยิ่งกว่าเทวะ และพระศิวะทรงประทานพร พระอินทร์หวาดหวั่นต่อบุตรที่พยากรณ์ไว้ จึงรับใช้ทิติและคอยสอดหาเหตุให้วรตะขาดตก เมื่อทิติเผลอหลับในยามคลอด พระอินทร์เข้าสู่ครรภ์และผ่า भ्रूण เป็นเจ็ดส่วน แล้วผ่าแต่ละส่วนเป็นเจ็ดอีกครั้ง จนเกิดทารกสี่สิบเก้าคน ครั้นทิติได้ฟังคำสารภาพอันสัตย์จริงของพระอินทร์ นางกลับทำให้ผลนั้นเป็นมงคล—เด็กเหล่านั้นได้เป็น “มรุต” หลุดพ้นจากฐานะไทตยะ เป็นพวกพ้องของพระอินทร์ และมีสิทธิในส่วนแห่งยัญญะ สถานที่นั้นจึงได้ชื่อว่า “พาลมันฑนะ” คือ “ประดับด้วยเด็ก” และกล่าวว่าหญิงมีครรภ์อาบน้ำที่นั่น และดื่มน้ำนั้นในยามคลอดย่อมได้ความคุ้มครอง เพื่อชำระบาปสวามิทรโหะ พระอินทร์สถาปนาศิวลึงค์และบูชาในนาม “ศกเรศวร” ตลอดพันปี พระศิวะทรงลบล้างบาปของพระอินทร์ และประทานผลบุญแก่ผู้ศรัทธามนุษย์ที่อาบน้ำและสักการะ ณ ที่นั้น อีกทั้งมีผลश्रुति ตามกาล: ทำศราทธะตั้งแต่วันทศมีข้างขึ้นเดือนอาศวินถึงวันเพ็ญ (ปัญจทศี) ได้ผลเทียบเท่าอาบน้ำทุกทีรถะ แม้บุญประหนึ่งอัศวเมธ และในช่วงนั้นพระอินทร์สถิตอยู่ ทำให้ทีรถะทั้งปวงประหนึ่งมารวมกัน ณ ที่นี้ ตอนท้ายยกสองคาถาที่กล่าวว่าเป็นของนารท ยกย่องการพ้นบาปด้วยการอาบน้ำที่พาลมันฑนะและการได้เห็นศกเรศวรในช่วงวรตะแห่งอาศวินนั้น

मृगतीर्थमाहात्म्य (Mṛgatīrtha Māhātmya — The Glory of the Deer-Tīrtha)
สุ ตะกล่าวถึงสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อันประเสริฐชื่อ ‘มฤคตีรถะ’ ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของแดนศักดิ์สิทธิ์นั้น ท่านกล่าวว่า ผู้ใดมีศรัทธาอาบน้ำที่นั่นในเวลาอรุณรุ่ง ณ วันจัยตรศุกลจตุรทศี ย่อมไม่ตกไปสู่ครรภ์กำเนิดเป็นสัตว์ แม้จะมีบาปหนักก็ตาม เพราะอานุภาพแห่งการชำระด้วยตีรถะนำไปสู่ความบริสุทธิ์และความยกย่องสูงขึ้น เหล่าฤๅษีจึงขอให้เล่าตำนานกำเนิดและผลพิเศษของสถานที่นี้ สุ ตะเล่าว่า ในป่าใหญ่ พรานไล่ล่าฝูงกวาง กวางทั้งหลายถูกลูกศรทำร้ายและหวาดกลัว จึงลงสู่แอ่งน้ำลึก ด้วยเดชแห่งน้ำนั้น กวางกลับได้สภาพเป็นมนุษย์ และกล่าวถึงแม้ลักษณะภายนอกแห่งความประณีตงดงามก็เกิดขึ้นได้ด้วยการอาบน้ำเพียงอย่างเดียว ต่อมาท่านอธิบายเหตุว่า น้ำนี้เกี่ยวเนื่องกับเหตุอุบัติที่กล่าวไว้ก่อน (ลิงคะ-เภท-อุทภวะ) แหล่งน้ำเคยถูกฝุ่นกลบ แล้วด้วยพระบัญชาแห่งทิพย์จึงปรากฏขึ้นอีกทางช่องของจอมปลวก และค่อย ๆ เผยตัวในถิ่นนั้น อีกทั้งยกตัวอย่างว่า ตริศังกุ แม้อยู่ในฐานะต่ำต้อยทางสังคม เมื่ออาบน้ำที่นี่ก็กลับได้รูปทิพย์ ดังนั้นทั้งพรานและกวาง เมื่ออาบน้ำ ณ มฤคตีรถะ ย่อมพ้นมลทินแห่งบาปและบรรลุภาวะอันสูงส่ง.

विष्णुपद-तीर्थमाहात्म्यम् (The Māhātmya of the Viṣṇupada Tīrtha)
บทนี้เป็นคำสรรเสริญมหาตมยะของตถีรถะชื่อ “วิษณุปท” โดยสุตะกล่าวว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งและชำระบาปทั้งปวง ในกาลรอยต่อทักษิณายนะและอุตตรายนะ ผู้ศรัทธาที่บูชารอยพระบาทของพระวิษณุและกระทำอาตมันิเวทนะด้วยจิตตั้งมั่นและศรัทธา ย่อมได้บรรลุ “ปรมปท” คือภาวะสูงสุดของพระวิษณุ เหล่าฤษีจึงทูลถามถึงกำเนิดของตถีรถะนี้และผลแห่งการเห็น การสัมผัส และการอาบน้ำ สุตะเล่าเหตุการณ์ตรีวิกรมะ: เมื่อพระวิษณุผูกมัดพญาพลีและแผ่ครอบคลุมสามโลกด้วยสามก้าว ได้เกิดการแตกสะเทือนแห่งจักรวาลและมีสายน้ำบริสุทธิ์อันประเสริฐหลั่งลงมา น้ำนี้เป็นที่รู้จักว่า “คงคา” และถูกจดจำในนาม “วิษณุปที” ทำให้แผ่นดินบริเวณนั้นบริสุทธิ์ บทนี้แจกแจงผลบุญเป็นลำดับ: สัมผัสรอยพระบาทหลังอาบน้ำตามพิธีให้ถึงภาวะสูงสุด; ทำศราทธะที่นั่นได้ผลดุจคยา; อาบน้ำเดือนมาฆะได้ผลดุจประยาค; การปฏิบัติสม่ำเสมอและการโปรยอัฐิก็เกื้อหนุนต่อโมกษะ ด้วยคาถาที่อ้างนารทมุนี จึงย้ำว่าอาบน้ำในน้ำวิษณุปทีเพียงครั้งเดียวเทียบเท่าผลรวมของตถีรถะ การให้ทาน และตบะมากมาย ตอนท้ายให้มนต์สำหรับพิธีอายนะ: หากความตายมาถึงภายในหกเดือน ขอรอยพระบาทพระวิษณุเป็นที่พึ่ง แล้วบูชาพราหมณ์และร่วมรับประทานอาหารเป็นการปิดพิธีอย่างมีธรรมะ.

विष्णुपदीगङ्गाप्रभावः — The Efficacy of the Viṣṇupadī Gaṅgā
สุ ตะเล่าเหตุการณ์อันเป็นคติสอนใจในรูปกงคามาหาตมยะ ชัณฑศรมัน พราหมณ์ผู้เคร่งครัดแห่งเมืองจมตการปุระกลับติดข้องด้วยความหลงใหลในวัยหนุ่ม คืนหนึ่งเมื่อกระหายน้ำ เขาดื่มสุราโดยไม่ตั้งใจ เพราะหญิงคณิกาเข้าใจผิดว่าเป็นน้ำและยื่นให้เขา เขาตระหนักว่านี่เป็นความล่วงละเมิดสำหรับพราหมณ์ จึงไปขอทางชำระบาปต่อที่ประชุมพราหมณ์ผู้รู้ ซึ่งอ้างธรรมศาสตราว่าให้ดื่มเนยใสสีดุจไฟในปริมาณเท่ากับสุราที่ดื่มไป เมื่อเตรียมทำปฤายัศจิตต์ บิดามารดามาถึง บิดาค้นคัมภีร์ธรรมและคิดถึงวิธีที่รุนแรง พร้อมเสนอทางเลือกคือการให้ทานและการจาริกแสวงบุญ แต่บุตรยืนกรานจะทำพิธีตามที่กำหนด (กล่าวถึงพิธีเมาญฺชี-โหมะด้วย) และบิดามารดาก็ตั้งใจจะเข้ากองไฟร่วมกับบุตรด้วยความผูกพัน ครั้นถึงยามวิกฤต ฤๅษีศาณฑิลยะผู้กำลังจาริกมาถึง ตำหนิชุมชนว่าไม่ควรเลือกความตายโดยเปล่าประโยชน์เมื่อมีการชำระบาปที่เข้าถึงได้ และกล่าวว่าตบะอันหนักมีไว้สำหรับถิ่นที่ปราศจากคงคา ท่านนำทุกคนไปยังวิษณุปทีคงคา เพียงอาจมนะและอาบน้ำ ชัณฑศรมันก็บริสุทธิ์ทันที มีเสียงทิพย์ (ภารตี) ยืนยันความบริสุทธิ์นั้น บทนี้ลงท้ายด้วยการประกาศฤทธิ์คงคา ณ ขอบเขตตะวันตกของแดนศักดิ์สิทธิ์ว่าเป็น “ปาปนาศินี” และยกเรื่องนี้เป็นหลักทั่วไปว่าตีรถะแห่งนี้ลบล้างบาปได้ทั้งปวง

हाटकेश्वरक्षेत्रमाहात्म्योपदेशः (Instruction on the Glory of Hāṭakeśvara Kṣetra)
บทนี้เริ่มด้วยคำบอกเล่าของสุ ตะ และพาเรื่องเข้าสู่บริบทเขตแดนทิศใต้–ทิศเหนือ ที่เมืองมถุรา ริมฝั่งแม่น้ำยมุนา ปรากฏพราหมณ์ผู้ทรงเกียรติสองท่านนามว่า “โคกรรณะ” ตามคำสั่งของยมราช ผู้ส่งสารกลับนำพราหมณ์ผู้มีอายุยืนมาผิดคนมาพร้อมกับผู้ที่ตั้งใจจะนำมา ยมราชจึงแก้ความผิดนั้น และสนทนากับพราหมณ์ว่าด้วยธรรม ความยุติธรรม และกฎแห่งผลกรรม พราหมณ์ผู้ยากไร้ถึงกับปรารถนาความตาย จึงทูลถามถึงความเป็นกลางของธรรมราชา กลไกแห่งกรรม และขอให้จำแนกนรกทั้งหลาย ยมราชอธิบายนรก ๒๑ แห่ง รวมทั้งไวตรณี โดยเชื่อมโยงกับบาปอย่างการลักขโมย การทรยศ การเป็นพยานเท็จ และการเบียดเบียน จากนั้นคำสอนหันจากแผนที่แห่งโทษทัณฑ์ไปสู่จริยธรรมที่พึงประพฤติ—การจาริกสู่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ การบูชาเทพและต้อนรับอาคันตุกะ การให้ทานอาหาร น้ำ และที่พัก การสำรวมตน การศึกษาคัมภีร์ และงานสาธารณประโยชน์ (ขุดบ่อ สร้างสระ สร้างศาล/เทวสถาน) อันเป็นวินัยคุ้มครองชีวิต ท้ายที่สุดยมราชเผย “คำสอนลับ” เพื่อความรอด: ภักติแด่พระศิวะ ณ หาฏเกศวรเกษตรในแคว้นอานรรต แม้เพียงช่วงสั้น ก็กล่าวว่าสามารถลบล้างบาปหนักและนำไปสู่โลกของพระศิวะ โคกรรณะทั้งสองบูชา ตั้งลึงค์ ณ เขตแดน บำเพ็ญตบะ และได้ขึ้นสู่สุคติ การเฝ้าตื่นคืนจตุรทศีได้รับการสรรเสริญว่าให้ผลตั้งแต่บุตรทรัพย์จนถึงโมกษะ ตอนจบกล่าวผลบุญกว้างขวาง: การอยู่อาศัย ทำไร่นา อาบน้ำ แม้สัตว์ตายในเกษตรก็เป็นกุศล ส่วนผู้ฝ่าฝืนธรรมถูกกล่าวว่าจะตกจากภาวะอันเป็นมงคลซ้ำแล้วซ้ำเล่า

युगप्रमाण-स्वरूप-माहात्म्यवर्णनम् (Yuga Measures, Characteristics, and Their Theological Significance)
บทนี้กล่าวถึงยุคทั้งสี่โดยเป็นลำดับ ทั้งปรมาณะ (มาตราวัดกาลเวลา), สวรูป (ลักษณะจำเพาะ) และมหาตมยะ (นัยสำคัญทางธรรมและศีลธรรม) ฤๅษีทั้งหลายทูลขอให้สูตะอธิบายกฤตะ ตเรตา ทวาประ และกาลียุคโดยพิสดาร สูตะจึงเล่าเหตุการณ์โบราณว่า ในสภาเทวะ อินทรา (ศักระ) ประทับพร้อมหมู่เทวดา แล้วทูลถามพระพฤหัสบดีด้วยความเคารพถึงกำเนิดและมาตรฐานของยุคต่าง ๆ พระพฤหัสบดีอธิบายว่าในกฤตยุก ธรรมะสมบูรณ์สี่บาท อายุมนุษย์ยืนยาว พิธีกรรมและระเบียบสังคมเป็นปกติ ไม่มีโรคภัย ความหวาดกลัวนรก หรือภาวะเปรต ผู้คนประกอบกรรมด้วยใจไม่หวังผล ในตเรตายุก ธรรมะลดเหลือสามบาท ความแข่งขันและการปฏิบัติที่ขับเคลื่อนด้วยความปรารถนาเพิ่มขึ้น และตามทัศนะของคัมภีร์ยังกล่าวถึงการจำแนกกลุ่มสังคมที่เกิดจากการสมรสปะปน ในทวาปรยุก ธรรมะกับบาปเสมอกัน (สองต่อสอง) ความคลุมเครือมากขึ้น ผลแห่งพิธีกรรมสัมพันธ์กับเจตนามากกว่า ในกาลียุก ธรรมะเหลือหนึ่งบาท ความไว้วางใจในสังคมเสื่อม อายุสั้นลง ความปั่นป่วนทางธรรมชาติและศีลธรรมทวีขึ้น สถาบันศาสนาก็เสื่อมถอย ตอนท้ายมีผลश्रุติว่า การสาธยายหรือสดับคำสอนเรื่องยุคนี้ย่อมยังการสิ้นไปแห่งบาปข้ามภพชาติได้

Hāṭakeśvara-kṣetra: Tīrthānāṃ Kali-bhaya-śaraṇya (Hāṭakeśvara as a refuge of tīrthas from Kali)
บทนี้จัดวางเป็นคำเล่าของสุ ตะแก่ที่ประชุมฤๅษี ในสภาเทพ เหล่าตีรถะที่มีรูปกาย เช่น ประภาสะและอื่น ๆ เกิดความหวั่นวิตกต่อการเริ่มต้นแห่งกลียุค จึงทูลขอที่พึ่งอันคุ้มครอง เพื่อให้ยังคงบันดาลผลศักดิ์สิทธิ์ได้โดยไม่มัวหมองจากการสัมผัสอันไม่บริสุทธิ์ ศักระ (อินทร์) ด้วยความกรุณา จึงปรึกษาพฤหสปติถึงสถานที่ “กลีแตะต้องมิได้” อันเหมาะเป็นที่ลี้ภัยร่วมของตีรถะทั้งหลาย พฤหสปติใคร่ครวญแล้วชี้ไปยังเกษตรอันยอดยิ่งชื่อ หาฏเกศวร ซึ่งกล่าวว่าอุบัติจาก “การตกลง” ของลิงคะพระศิวะผู้ทรงตรีศูล และเกี่ยวเนื่องกับตบะที่วิศวามิตรเคยบำเพ็ญเพื่อพระราชาตริศังกุ เรื่องราวรำลึกถึงการแปรเปลี่ยนของตริศังกุ—ละสภาพอันมีมลทินและได้สวรรค์พร้อมกาย—จึงยกสถานที่นี้เป็นศูนย์แห่งการกลับคืนสู่ความชอบธรรมและความบริสุทธิ์ทางพิธีกรรม ยังกล่าวถึงมาตรการคุ้มครอง: ด้วยบัญชาอินทร์ ลมร้ายชื่อ สํวรรตกะ เคยพัดให้ตีรถะนั้นเต็มไปด้วยธุลี และในกลียุค หาฏเกศวรคุ้มครองเบื้องล่าง ส่วนอจเลศวรคุ้มครองเบื้องบน เขตนี้กว้างห้าโกรศ และประกาศว่าอยู่นอกอำนาจของกลี ดังนั้นตีรถะทั้งหลายจึงย้ายไปสถิตที่นั่นในรูป “อังศะ” (ส่วนภาค) ตอนท้ายกล่าวถึงจำนวนตีรถะอันประมาณมิได้ และเกริ่นว่าจะมีบัญชีรายชื่อ สถานที่ และผลานุภาพต่อไป พร้อมผลश्रุติว่าเพียงได้สดับเรื่องตีรถะเหล่านี้ รวมทั้งการภาวนา อาบน้ำศักดิ์สิทธิ์ การให้ทาน และการสัมผัส ก็ยังเป็นเหตุให้พ้นบาปได้

Siddheśvara-liṅga Māhātmya and the Śaiva Ṣaḍakṣara: Longevity, Release from Curse, and Ahiṃsā-Instruction
บทที่ 29 สุตะกล่าวถึงกษेत्रอันเลื่องชื่อที่เหล่าฤๅษี นักบำเพ็ญตบะ และกษัตริย์มาชุมนุมเพื่อบำเพ็ญตบะและบรรลุสิทธิ์ ในหาฏเกศวร-กษेत्रมีสิทธิเศวรลิงคะ ซึ่งยกย่องว่าเพียงระลึกถึง (สมรณะ) ได้เห็น (ทัรศนะ) และได้สัมผัส (สปัรศะ) ก็ประทานความสำเร็จได้ ต่อจากนั้นกล่าวถึงมนตร์ไศวะ “ษฑักษร” ในบริบททักษิณามูรติ และเชื่อมจำนวนการสวดชปะกับการเพิ่มอายุ ทำให้เหล่าฤๅษีพิศวงยิ่งนัก สุตะเล่าเหตุที่ตนประจักษ์เกี่ยวกับพราหมณ์นามว่า วัตสะ ผู้มีอายุยืนยาวยิ่งแต่ยังดูอ่อนเยาว์ เขากล่าวว่าความคงอยู่แห่งวัยหนุ่ม ความรู้ที่แผ่กว้าง และความผาสุก ล้วนเกิดจากการสวดษฑักษรอย่างสม่ำเสมอใกล้สิทธิเศวร จากนั้นมีตำนานซ้อน: ชายหนุ่มผู้มั่งคั่งก่อกวนงานฉลองพระศิวะ จึงถูกคำของศิษย์สาปให้เป็นงู ต่อมารับคำสอนว่ามนตร์ษฑักษรชำระแม้โทษหนักได้; เมื่อวัตสะตีงูน้ำ ร่างทิพย์ก็หลุดพ้นและคำสาปสิ้นไป ท้ายบทเป็นคำสอนทางธรรม—ละเว้นการฆ่างู ยืนยันอหิงสาเป็นธรรมสูงสุด วิจารณ์เหตุผลที่อ้างเพื่อกินเนื้อ และแจกแจงระดับความร่วมมือในการเบียดเบียน ปิดท้ายด้วยผลश्रุติว่า การฟัง/สาธยายและการปฏิบัติชปะมนตร์เป็นวัตรคุ้มครอง ก่อบุญ และชำระบาปได้

Siddheśvara at Camatkārapura: Hamsa’s Tapas, Liṅga-Pūjā, and Ṣaḍakṣara-Mantra Phala
บทที่ 30 เริ่มด้วยเหล่าฤๅษีทูลถามว่า ณ สถานที่นั้น “สิทธิเศวร” ทรงพอพระทัยได้อย่างไร สุตะเล่าเรื่องก่อนว่า มีสิทธะนาม “หังสะ” ทุกข์ใจเพราะไร้บุตรและชราภาพ จึงไปพึ่งพา “พฤหัสบดี” โอรสแห่งอังคิรส ขอหนทางอันได้ผล—ไม่ว่าจะเป็นการจาริกแสวงบุญ วรตะ หรือพิธีบรรเทาเคราะห์—เพื่อให้ได้บุตร พฤหัสบดีใคร่ครวญแล้วชี้ไปยังเกษตรชื่อ “จมตการปุระ” และสั่งให้ทำตบะที่นั่น โดยกล่าวว่านั่นคือวิธีมงคลที่จะได้บุตรผู้สมควรสืบสกุล หังสะไปถึงแล้วบูชาลึงค์ตามพิธี และปฏิบัติภักติอย่างเคร่งครัดทั้งกลางวันกลางคืน ด้วยดอกไม้ เครื่องบูชา บทขับร้องและดนตรี พร้อมตบะอันหนักแน่น เขาถือวรตะต่าง ๆ เช่น จันทรายนะ กฤจฉระ ประชาปัตยะ/ปราก และอดอาหารยาวนานถึงหนึ่งเดือน ครั้นครบพันปี มหาเทวะเสด็จปรากฏพร้อมอุมา ประทานทัศนะและให้ขอพร หังสะทูลขอบุตรเพื่อฟื้นฟูวงศ์สกุล พระศิวะทรงสถาปนาลึงค์นั้นให้ดำรงอยู่เป็นนิตย์ และประกาศสัญญาทั่วไปว่า ผู้ใดบูชาพระองค์ ณ ที่นั้นด้วยภักติย่อมได้ผลตามปรารถนา อีกทั้งผู้ใดสวดชปะจากด้านทิศใต้ของลึงค์ จะได้รับมนต์ “ษฑักษร” และอานิสงส์เช่นอายุยืนและได้บุตร แล้วพระศิวะทรงอันตรธาน; หังสะกลับเรือนและได้บุตร บทท้ายกำชับให้ผู้ปรารถนาสิ่งยากได้ กระทำด้วยความเคารพ—สัมผัสอย่างสำรวม บูชา กราบนอบน้อม และสวดมนต์ษฑักษรอย่างทรงพลัง.

Nāgatīrtha–Nāgahṛda Māhātmya (श्रावणपञ्चमी-व्रत, नागपूजा, श्राद्ध-फलश्रुति)
บทที่ 31 กล่าวถึงมหิมาแห่งนาคตีรถะ ‘นาคหฤท’ การอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่นี่ทำให้ความหวาดกลัวงูมลายไป โดยเฉพาะในวันปัญจมี เดือนศราวณะ ฝ่ายกฤษณปักษะ การลงอาบน้ำย่อมเป็นเกราะคุ้มครองจากภัยงูแม้สืบไปถึงวงศ์ตระกูล มีเหตุปกรณัมประกอบว่า นาคใหญ่เช่นเศษะและหมู่นาคสำคัญ ถูกแรงกดดันจากคำสาปของมารดาจึงบำเพ็ญตบะ จนเชื้อสายเพิ่มพูนและกลายเป็นภัยต่อมนุษย์ เหล่าสัตว์ผู้เดือดร้อนจึงพึ่งพรหมา พรหมาตักเตือนนาคผู้นำทั้งเก้าให้ยับยั้งลูกหลาน เมื่อยังไม่สำเร็จจึงตั้งระเบียบการปกครอง—กำหนดให้อยู่ในบาดาล และกำหนดกาลคือ “ปัญจมี” เป็นเวลาที่ขึ้นมาบนโลกได้ พร้อมวางหลักธรรมว่าไม่พึงทำร้ายมนุษย์ผู้บริสุทธิ์ โดยเฉพาะผู้มีมนตร์และสมุนไพรคุ้มกัน ต่อมาว่าด้วยผลแห่งพิธี: การบูชานาคในวันศราวณะปัญจมีให้ความสำเร็จตามปรารถนา และการทำศราทธ์ ณ ที่นั้นมีผลยิ่งนัก ทั้งแก่ผู้ปรารถนาบุตรและกรณีผู้ตายเพราะงู ซึ่งกล่าวว่าอาจคงสภาพเปรตจนกว่าจะทำพิธีถูกต้อง ณ สถานที่นี้ มีนิทานตัวอย่างว่า พระเจ้าอินทรเสนะสิ้นเพราะงูกัด โอรสทำพิธีทั่วไปที่อื่นไม่เกิดผล จึงได้รับนิมิตให้ไปทำศราทธ์ที่จมตการปุระ/นาคหฤท แม้ยากจะหาพราหมณ์ผู้รับศราทธ์ แต่เทวศรมายอมรับ แล้วมีเสียงทิพย์ยืนยันการหลุดพ้นของพระบิดา ตอนท้ายเป็นผลश्रุติ: การฟังหรือสาธยายในวันปัญจมีดับความกลัวงู ลดบาปแม้ที่เกิดจากการบริโภค ให้ผลศราทธ์เสมอกายา และเมื่อสาธยายมหาตมยะนี้ในกาลศราทธ์ ย่อมระงับโทษจากเครื่องบูชา ความบกพร่องแห่งว्रต หรือความผิดพลาดของผู้ประกอบพิธีได้ด้วย

सप्तर्ष्याश्रम-माहात्म्य तथा लोभ-निरोधोपदेशः (Glory of the Saptarṣi Āśrama and Instruction on Restraining Greed)
สุ ตะเล่าถึงความศักดิ์สิทธิ์ของอาศรมสัปตฤๅษีอันเลื่องชื่อในเขตศุภกษेत्र กล่าวว่าการอาบน้ำในวันเพ็ญ/วันที่ ๑๕ เดือนศราวณะให้ผลสมปรารถนา และการทำศราทธ์ด้วยอาหารป่าอย่างเรียบง่าย (ผลไม้‑รากไม้) มีบุญเทียบเท่ายัญโสมอันยิ่งใหญ่ อีกทั้งกำหนดพิธีบูชาตามลำดับในวันภัทรปท ศุกลปัญจมี พร้อมมนต์เอ่ยนาม อตริ วสิษฐ กัศยป ภรทวาช โคตม เกาศิก (วิศวามิตร) ชมทัคนี และอรุนธตี ต่อมาบทเล่าเหตุทุพภิกขภัย: ภัยแล้งยาวนานสิบสองปีทำให้ระเบียบธรรมในสังคมเสื่อมถอย ฤๅษีผู้หิวโหยถูกยั่วยุให้ล่วงธรรม แต่ยังยืนหยัดในศีลธรรม พระเจ้าวฤษภาทรภีมาทดสอบและชักชวนให้รับ “ประติกฺรหะ” (รับทานจากกษัตริย์) ซึ่งฤๅษีเห็นว่าเป็นภัยทางจริยธรรมจึงปฏิเสธ พระราชาวางผลอุทุมพรที่ซ่อนทองไว้เพื่อทดสอบ; ฤๅษีไม่รับทรัพย์ลับนั้น และแสดงธรรมเรื่องอปริครหะ ความสันโดษ และธรรมชาติของความใคร่ที่ยิ่งขยายตัว ในกษेत्रจมตฺการปุระ พวกท่านพบภิกษุหน้าสุนัข (ภายหลังเผยว่าเป็นพระอินทร์/ปุรันทร) เขาเอาก้านบัวที่ฤๅษีเก็บไปเพื่อเร้าให้เกิดปณิธานและความมั่นคงทางธรรม แล้วพระอินทร์เปิดเผยว่าเป็นการทดสอบ ชมความไม่โลภ และประทานพร ฤๅษีขอให้อาศรมคงความศักดิ์สิทธิ์เป็นนิตย์ เป็นสถานที่ทำลายบาป; พระอินทร์ประทานว่า ศราทธ์ที่นั่นในเดือนศราวณะย่อมสำเร็จความมุ่งหมาย และพิธีกรรมที่ปราศจากความปรารถนานำไปสู่โมกษะ ฤๅษีอยู่บำเพ็ญตบะจนได้สภาวะดุจไร้มรณะ ตั้งศิวลึงค์ไว้ การได้เห็นและบูชาย่อมให้ความบริสุทธิ์และความหลุดพ้น ปิดท้ายด้วยผลश्रุติยืนยันว่า การเล่าเรื่องอาศรมนี้เพิ่มพลังชีวิตและทำลายบาป.

अगस्त्याश्रम-माहात्म्य तथा विंध्य-निग्रहः (Agastya’s Hermitage: Sanctity, the Vindhya Episode, and the Solar Observance)
สูตะกล่าวถึงอาศรมอันศักดิ์สิทธิ์ของฤๅษีอคัสตยะ ซึ่งเป็นสถานที่บูชาพระมหาเทวะเป็นนิตย์ ในวันไจตรศุกลจตุรทศี พระทิวากร (พระสุริยะ) เสด็จมาที่นั่นและบูชาพระศังกร ผู้ใดบูชาพระศิวะ ณ ที่นั้นด้วยภักติย่อมได้ความใกล้ชิดอันเป็นทิพย์ และการทำศราทธะด้วยศรัทธาอันถูกต้องย่อมยังบรรพชนให้พอใจเสมอด้วยพิธีปิตฤกรรมโดยครบถ้วน เหล่าฤๅษีถามว่าเหตุใดพระสุริยะจึงเวียนประทักษิณอาศรมของอคัสตยะ สูตะจึงเล่าเรื่องวินธยะว่า ด้วยความแข่งขันกับสุเมรุ วินธยะได้กีดขวางเส้นทางสุริยะ ทำให้ระเบียบจักรวาล—การนับกาลเวลา ฤดูกาล และวัฏจักรพิธีกรรม—เกือบวิปริต พระสุริยะปลอมเป็นพราหมณ์ไปขอพึ่งอคัสตยะ อคัสตยะสั่งวินธยะให้ลดความสูงและคงอยู่อย่างนั้นตราบเท่าที่ท่านเดินทางสู่ทิศใต้ ต่อมาอคัสตยะสถาปนาศิวลึงค์และกำหนดให้พระสุริยะบูชาทุกปีในวันนั้น พร้อมประทานผลว่า มนุษย์ผู้บูชาศิวลึงค์ในจตุรทศีนั้นย่อมได้ถึงสุริยโลกและได้บุญอันมุ่งสู่โมกษะ ตอนท้ายสูตะยืนยันการเสด็จมาซ้ำของพระสุริยะ ณ สถานที่นั้นและเชิญให้ถามต่อไป

अध्याय ३४ — देवासुरसंग्रामे शंभोः परित्राणकथनम् (Chapter 34: Śambhu’s Intervention in the Deva–Dānava Battle)
บทที่ 34 เริ่มด้วยเหล่าฤๅษีทูลถามสุทาเกี่ยวกับเรื่องก่อนหน้าอันเกี่ยวกับมุนีและ “มหาสมุทรน้ำนม” (ปยสาง-นิธิ) สุทาจึงเล่าถึงวิกฤตกาลเก่าก่อน เมื่ออสูรผู้มีกำลังยิ่งชื่อ กาเลยะ/กาลิเกยะ ปรากฏขึ้น กดทอนเดชของเหล่าเทวะและทำให้ความมั่นคงแห่งไตรโลกสั่นคลอน ครั้นพระวิษณุเห็นความทุกข์ของเทวะ จึงวิงวอนพระมหेशวรให้เร่งเข้าปราบโดยพลัน เหล่าเทวะนำโดยพระวิษณุ พระรุทระ และพระอินทร์ รวมพลเข้าสู่สงคราม การรบขยายเป็นศึกใหญ่สะเทือนโลก ตอนสำคัญคือพระอินทร์เผชิญอสูรกาลประภะ—วัชระถูกชิงไป และพระอินทร์ถูกฟาดด้วยคทาอันน่ากลัวจนล้ม เหล่าเทวะจึงถอยด้วยความหวาดหวั่นและสับสน พระวิษณุทรงประทับครุฑโต้กลับ ตัดผ่านข่ายอาวุธและทำให้อสูรกระจัดกระจาย แต่ถูกกาลขันชะทำร้ายทั้งพระวิษณุและครุฑ พระวิษณุจึงปล่อยสุทรรศนะจักร ทว่าอสูรกลับพยายามรับมือโดยตรง ทำให้ความคับขันของพระวิษณุยิ่งทวีขึ้น ในห้วงวิกฤตนั้น พระศิวะในนามตรีปุรานตกะเสด็จแทรกแซงอย่างเด็ดขาด ทรงประหารอสูรผู้เข้าทำร้ายด้วยการแทงตรีศูล และปราบแม่ทัพอสูรสำคัญรวมทั้งกาลประภะและผู้มีนามขึ้นต้นด้วย “กาล-” เมื่อผู้นำฝ่ายศัตรูแตกพ่าย พระอินทร์และพระวิษณุได้สติ ตั้งมั่นสรรเสริญพระมหาเทวะ แล้วเหล่าเทวะขับไล่อสูรที่บาดเจ็บและไร้ผู้นำให้หนีไปขอที่พึ่ง ณ วิมานของพระวรุณ บทนี้ชี้ให้เห็นการคุ้มครองของเทพและการฟื้นฟูธรรมะด้วยความร่วมแรงของเทวะ โดยมีการแทรกแซงของพระศัมภูเป็นหลักประกันแห่งความมั่นคงของไตรโลก।

अगस्त्येन सागरशोषणं तथा कालेयदानवनिग्रहः (Agastya Dries the Ocean and the Suppression of the Kāleya Asuras)
บทนี้กล่าวถึงวิกฤตเมื่ออสูรกาลेयหลบอยู่ในมหาสมุทร แล้วออกทำลายธรรมในยามราตรี โดยเข้าทำร้ายฤๅษี ผู้ประกอบยัญ และชุมชนผู้ตั้งมั่นในธรรม จนพิธียัญทั่วแผ่นดินเสื่อมสลาย เหล่าเทวะไม่ได้รับส่วนแห่งยัญจึงเดือดร้อนยิ่ง และตระหนักว่าไม่อาจปราบศัตรูได้ตราบใดที่ยังมีมหาสมุทรคุ้มกัน จึงไปแสวงหามหาฤๅษีอคัสตยะ ณ กษेत्रศักดิ์สิทธิ์จามัตการปุระ อคัสตยะต้อนรับเทวะด้วยความเคารพ และรับปากว่าจะทำให้มหาสมุทรแห้งในปลายปีด้วยกำลังแห่งวิทยาและอานุภาพโยคินี ท่านตั้งปิฏฐะต่าง ๆ บูชาหมู่โยคินี—โดยเฉพาะปางกุมารี—สักการะทิศบาลและเขตร์ปาล แล้วอ้อนวอนเทวีผู้เหาะเหินซึ่งเกี่ยวข้องกับ “วิทยาแห่งการทำให้แห้ง” เมื่อเทวีประทานความสำเร็จและเสด็จเข้าสู่ปากของท่าน อคัสตยะจึงดื่มมหาสมุทรจนพื้นสมุทรกลายเป็นดินแดน ครั้นมหาสมุทรแห้ง เทวะเข้าปราบอสูรที่ถูกเปิดเผยจนพ่ายแพ้ ผู้รอดหนีลงสู่บาดาล เมื่อเทวะขอให้คืนสายน้ำ อคัสตยะพยากรณ์ว่าในภายหน้ามหาสมุทรจะเต็มอีกครั้ง โดยโยงถึงพระเจ้าสคระ บุตรหกหมื่นผู้ขุดค้น และภคีรถะผู้เชิญคงคา ซึ่งกระแสคงคาจะหลั่งเติมมหาสมุทร ท้ายที่สุดอคัสตยะขอให้ปิฏฐะทั้งหลายตั้งมั่นถาวรในจามัตการปุระ การบูชาในวันอัษฏมีและจตุรทศีให้ผลสมปรารถนา เทวะรับรองและตั้งนามปิฏฐะหนึ่งว่า “จิเตรศวร” พร้อมสัญญาว่าผู้มุ่งหมายจะสำเร็จโดยเร็ว แม้ผู้มีภาระแห่งบาปก็ตาม ภายใต้กรอบพิธีกรรมและเทววิทยาของบทนี้

चित्रेश्वरपीठ-मन्त्रजप-माहात्म्य (Glorification of Mantra-Japa at the Citreśvara Pīṭha)
บทที่ 36 เป็นบทสนทนา เมื่อเหล่าฤๅษีถามถึงขอบเขตและอานุภาพของจิตรเศวรปีฐซึ่งกล่าวว่าอคัสตยะได้สถาปนาไว้ สุตะตอบด้วยการสรรเสริญความยิ่งใหญ่ของสถานที่นั้นอย่างยกย่อง แล้วแจกแจงผลของการทำมนตร์ชปะ ณ ที่นั้น—ให้สิทธิแก่โยคี ทำให้ความปรารถนาสำเร็จ (รวมถึงการได้บุตร) เกิดความคุ้มครองและคลายทุกข์ ได้ความเกื้อหนุนทางสังคมและการเมือง ความมั่งคั่ง ความสำเร็จในการเดินทาง และบรรเทาภัยต่าง ๆ เช่น โรคภัย เคราะห์ร้ายจากคเคราะห์ (graha) ภูตพาธ พิษ งู สัตว์ป่า โจรกรรม ข้อพิพาท และศัตรู ต่อมาเมื่อฤๅษีถามว่าชปะจะสัมฤทธิ์ผลได้อย่างไร สุตะเล่าธรรมเนียมที่ได้ยินจากบิดา อันเกี่ยวกับบทสนทนาของทุรวาสะ และอธิบายระเบียบปฏิบัติเป็นขั้นตอนตามกฎ: เริ่มด้วยลักษชปะ (lakṣa-japa) แล้วเพิ่มจำนวนต่อไป และทำโหมะตามสัดส่วนทศางศะ (daśāṁśa) คือหนึ่งในสิบของจำนวนชปะ โดยกำหนดเครื่องบูชาให้เหมาะกับพิธีกรรมฝ่ายสันติและเพิ่มพูนความเป็นสิริมงคล อีกทั้งปรับมาตรฐานการปฏิบัติตามยุค (กฤต ตเรตา ทวาปร กาลิ) ตอนท้ายกล่าวถึงการสำเร็จอนุษฐานอย่างถูกต้อง ทำให้ผู้ปฏิบัติมีอำนาจในการกระทำเพิ่มขึ้น โดยเน้นว่าเป็นระบบที่ควบคุมได้ตามวินัย มิใช่ปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นโดยไร้เหตุปัจจัย.

Durvāsā, Suśīla, and the Establishment of the Duḥśīla-Prāsāda (Śiva Shrine Narrative)
บทนี้กล่าวถึงสภาพราหมณ์ผู้รอบรู้ซึ่งหมกมุ่นอยู่กับการอธิบายพระเวท การสนทนาพิธีกรรม และการโต้แย้งเชิงวิชาการ ฤๅษีทุรวาสะมาถามหาสถานที่เหมาะสมเพื่อสถาปนาอายตนะ/ปราสาทของพระศิวะ แต่สภากลับนิ่งเฉยเพราะความหลงตนและความติดยึดในวาทะ ทุรวาสะเห็นโทษแห่งความเมา ๓ ประการ—เมาความรู้ เมาทรัพย์ และเมาชาติกำเนิด—จึงประทานคำสาปเป็นคำตักเตือน พร้อมพยากรณ์ความแตกร้าวในสังคมยืดยาว พราหมณ์ผู้เฒ่านามสุศีละติดตามไปขอขมาและถวายที่ดินเพื่อสร้างเทวสถาน ทุรวาสะรับไว้ ทำพิธีมงคล แล้วสร้างปราสาทพระศิวะขึ้น แต่พราหมณ์กลุ่มอื่นโกรธที่สุศีละให้ทานโดยลำพัง จึงกีดกันเขาและกล่าวร้ายงานสร้าง โดยประกาศว่า ‘ไม่สมบูรณ์’ ทั้งในชื่อและเกียรติ จนสถานที่นั้นถูกเรียกขานว่า “ทุห์ศีละ” แม้มีมลทินแห่งคำครหา ในที่สุดเทวสถานนั้นกลับเลื่องลือ—กล่าวกันว่าเพียงได้ดรรศนะก็ลบล้างบาปได้ โดยเฉพาะวันศุกลาษฏมี ผู้ใดได้เห็นลึงค์ประธานพร้อมระลึกภาวนา ผู้นั้นย่อมไม่ประสบภูมินรก บทนี้ชูคุณค่าความถ่อมตนและการชดเชยความผิด ตำหนิความหยิ่งผยองที่ก่อความแตกแยก และยืนยันอานุภาพแห่งการสถาปนาเทวสถานกับการดรรศนะลึงค์อย่างศรัทธา.

धुन्धुमारेश्वर-माहात्म्य (The Māhātmya of Dhundhumāreśvara)
บทนี้เป็นบทสนทนาระหว่างสูตะกับเหล่าฤๅษี ว่าด้วยมหาตมยะของสถานศักดิ์สิทธิ์ฝ่ายไศวะนาม “ธุนธุมารेशวร” เริ่มด้วยพระราชาธุนธุมารทรงสถาปนาศิวลึงค์ โปรดให้สร้างปราสาทประดับรัตนะ และทรงบำเพ็ญตบะอย่างเคร่งครัดในอาศรมใกล้เคียง อีกทั้งมีการตั้งวาปี/สระน้ำไว้ใกล้กัน อันได้รับการสรรเสริญว่าบริสุทธิ์ เป็นมงคล และเสมอด้วยสรรพทีรถะ ผู้ใดอาบน้ำที่นั่นแล้วได้เฝ้าดูธุนธุมารेशวร ย่อมไม่ประสบความทุกข์ยากแห่งนรกในแดนของยม—ดังผลश्रุติที่กล่าวไว้ เมื่อฤๅษีทูลถาม สูตะจึงบอกสายวงศ์ของพระราชาว่าเป็นสุริยวงศ์ ความเกี่ยวข้องกับนาม “กุวลยาศวะ” และเหตุแห่งชื่อเสียงจากการปราบอสูรธุนธุ ณ แคว้นมรุ เรื่องราวถึงจุดสูงสุดเมื่อพระศิวะเสด็จปรากฏพร้อมพระคุรีและหมู่คณะคณะ (คณะ) ประทานพร พระราชาทูลขอให้พระองค์สถิตอยู่ในศิวลึงค์เป็นนิตย์ พระศิวะทรงอนุเคราะห์และทรงกำหนดวันไจตรศุกลจตุรทศีเป็นกาลอันยิ่งยวด ตอนท้ายย้ำว่า การสรงน้ำและบูชาที่ศิวลึงค์นำไปสู่โลกของพระศิวะ และพระราชาทรงดำรงอยู่ที่นั่นในฐานะผู้มุ่งสู่โมกษะ

चमत्कारपुर-क्षेत्रमाहात्म्यं तथा ययाति-लिङ्गप्रतिष्ठा (Cāmatkārapura Kṣetra-Māhātmya and Yayāti’s Liṅga Consecration)
บทนี้เล่าผ่านคำบอกของสุตะ กล่าวถึงกษेत्रศักดิ์สิทธิ์ชื่อจามัตการปุระซึ่งอยู่ทางเหนือของธุนธุมารेशวระ ที่นั่นพระเจ้ายยาติพร้อมด้วยพระมเหสีเทวยานีและศรมิษฐาได้สถาปนา “ลิงคะอันประเสริฐ” ลิงคะนั้นได้รับการสรรเสริญว่าเป็นผู้ประทานผลแห่งความปรารถนาทั้งปวง (สรรวะกามผล) แก่ผู้บูชาด้วยภักติ เมื่อทรงอิ่มเอมต่อความเพลิดเพลินทางโลกแล้ว ยยาติทรงมอบราชสมบัติแก่พระโอรสและแสวงหาคุณอันสูงกว่า ด้วยความนอบน้อมพระองค์เสด็จไปหาฤษีมารกัณฑेय ขอให้ชี้แจงโดยแยกแยะว่า ในบรรดาตีรถะและกษेत्रทั้งหลาย ที่ใดเป็นประธานและชำระให้บริสุทธิ์ยิ่งที่สุด มารกัณฑेयกล่าวว่าจามัตการปุระเป็นกษेत्र “ประดับด้วยตีรถะทั้งปวง” ที่ซึ่งคงคาในนามวิษณุปทีเป็นผู้ขจัดบาป และมีสถิตแห่งทิพยภาวะ ยังกล่าวถึงเครื่องหมายแห่งความศักดิ์สิทธิ์ คือศิลาก้อนหนึ่งยาวห้าสิบสองหัตถ์ที่ปิตามหะปล่อยไว้เพื่อความยินดีของทวิชะ และย้ำหลักความเข้มขลังว่า สิ่งที่สำเร็จที่อื่นในหนึ่งปี ที่นี่สำเร็จได้แม้ในหนึ่งวัน ยยาติทรงปฏิบัติตาม เสด็จพร้อมพระมเหสี สถาปนาลิงคะแห่งพระศิวะผู้ทรงตรีศูล (ศูลิน) บูชาด้วยศรัทธา แล้วเสด็จสู่สวรรค์ด้วยวิมานอันรุ่งเรือง ได้รับการสรรเสริญจากกินนระและจารณะ สว่างไสวดุจดวงอาทิตย์สิบสองดวง—เป็นผลสรุปแห่งบทนี้

Brahmī-Śilā, Sarasvata-Hrada, and the Ānandeśvara Sthala Narrative (ब्रह्मीशिला–सारस्वतह्रद–आनन्देश्वरकथा)
เหล่าฤๅษีทูลถามถึง “พราหมีศิลา” อันยิ่งใหญ่ ผู้ให้โมกษะและทำลายบาป ว่าถูกประดิษฐานอย่างไร และมีอานุภาพประการใด. สุตะเล่าว่า พระพรหมครุ่นคิดถึงการที่สวรรค์ขาดอำนาจประกอบพิธีกรรมโดยสมบูรณ์ และโลกมนุษย์จำเป็นต้องมีการปฏิบัติไตรสันธยา จึงทรงเหวี่ยงศิลามหึมาลงสู่โลก; ศิลานั้นตก ณ จามัตการปุระในทุ่งศักดิ์สิทธิ์อันเป็นมงคล. เมื่อเห็นว่าพิธีต้องอาศัยน้ำ พระพรหมจึงอัญเชิญพระสรัสวดี; แต่ด้วยความเกรงกลัวการถูกมนุษย์สัมผัส พระนางไม่ยอมปรากฏไหลเวียนบนแผ่นดินโดยเปิดเผย พระพรหมจึงสร้างมหาหรทที่เข้าถึงยากให้เป็นที่พำนัก และแต่งตั้งนาคให้คุ้มกันมิให้มนุษย์แตะต้อง. ต่อมา ฤๅษีมังกณกะมาถึง แม้ถูกงูรัดพันธนาการก็ยังใช้ญาณระงับพิษ แล้วอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์และทำพิธีบูชาบรรพชน. ครั้นมือบาดเจ็บ เห็นยางพืชไหลกลับเข้าใจผิดว่าเป็นนิมิตแห่งสิทธิ จึงร่ายรำด้วยความปีติจนโลกสั่นสะเทือน. พระศิวะเสด็จมาในเพศพราหมณ์ แสดงนิมิตที่สูงกว่า (เถ้าธุลีปรากฏ) ตรัสเตือนให้หยุดการรำซึ่งเป็นโทษต่อการบำเพ็ญตบะ และประทานสถิตถาวร ณ ที่นั้น จึงทรงเป็นที่รู้จักว่า “อานันเทศวร” และสถานที่นั้นได้ชื่อว่า “อานันทะ”. เรื่องนี้ยังกล่าวถึงกำเนิดงูน้ำที่ไร้พิษ และยืนยันมหิมาแห่งการอาบในสระสรัสวตะกับการสัมผัสจิตรศิลาอันนำไปสู่ความรอด. ภายหลัง ด้วยความกังวลของยมะว่าการขึ้นสวรรค์ง่ายเกินไป พระอินทร์จึงถมสระด้วยฝุ่นเป็นการปรับสมดุล. ตอนท้ายย้ำว่าที่นี่ยังมีโอกาสบรรลุสิทธิด้วยตบะ และการบูชาศิวลึงค์ที่มังกณกะตั้งไว้—โดยเฉพาะวันมาฆะ ศุกละ จตุรทศี—ให้ผลบุญใหญ่ยิ่ง.

अशून्यशयन-व्रतं तथा जलशायी-जनार्दन-माहात्म्यम् | Ashūnyaśayana Vrata and the Māhātmya of Jalaśāyī Janārdana
บทนี้เป็นคำบรรยายเชิงธรรมของสุท (Sūta) ตามคำถามของฤๅษีทั้งหลาย กล่าวถึงสำนักศักดิ์สิทธิ์ทางทิศเหนืออันเลื่องชื่อของ “ชลศายี” คือพระวิษณุผู้บรรทมเหนือสายน้ำ ว่าเป็นสถานที่ขจัดอุปสรรคแห่งบาปและความเสื่อมทางธรรม การบูชาที่นั่นผูกกับพิธี “ศยน–โพธน” คือการบรรทมและการตื่นแห่งพระหริ พร้อมการถืออุโบสถ/อดอาหารและภักติอย่างจริงใจ วันกำหนดสำคัญคือทุติยา (dvitīyā) ในกฤษณปักษ์ เรียกว่า “อศูนยศยนา” อันเป็นตถาคตที่พระชลศายีชนารทนะทรงโปรดเป็นพิเศษ เมื่อถามถึงกำเนิดและวิธีปฏิบัติ เรื่องราวจึงย้อนสู่ตำนาน: ราชาอสูรบาษกะลี (Bāṣkali) ปราบพระอินทร์และเหล่าเทวดา เทวดาทั้งหลายจึงไปพึ่งพระวิษณุ ณ ศเวตทวีป (Śvetadvīpa) ที่ซึ่งพระองค์ทรงอยู่ในโยคนิทราบนเศษนาค (Śeṣa) พร้อมพระลักษมี พระวิษณุทรงสั่งพระอินทร์ให้บำเพ็ญตบะอย่างเข้มงวด ณ เขตศักดิ์สิทธิ์ชื่อ “จามัตการปุระ” (Cāmatkārapura) และทรงสถาปนาสระน้ำกว้างใหญ่ให้มีสภาพดุจศเวตทวีป ตั้งแต่ทุติยาอศูนยศยนาเป็นต้นไป ให้บูชาพระวิษณุตลอดสี่เดือนแห่งจาตุรมาสยะ (Cāturmāsya) ด้วยวรตนี้พระอินทร์ได้เดช (tejas) เพิ่มพูน ต่อมา พระวิษณุทรงส่งสุทรรศนะ (Sudarśana) ไปพร้อมพระอินทร์ ทำให้อสูรบาษกะลีพ่ายแพ้ และระเบียบแห่งธรรมกลับคืน ในผลश्रุติกล่าวว่าเพื่อประโยชน์แก่โลก พระวิษณุทรงสถิตอยู่ ณ สระศักดิ์สิทธิ์นั้นเสมอ ผู้ใดบูชาด้วยศรัทธา โดยเฉพาะในจาตุรมาสยะ ย่อมได้บรรลุผลสูงและสมปรารถนา อีกทั้งในกรอบเรื่องยังโยงสถานที่นี้เข้ากับทวารกา (Dvārakā) ด้วย

Viśvāmitra-kuṇḍa Māhātmya and Household-Ethics Discourse (विश्वामित्रकुण्डमाहात्म्य तथा स्त्रीधर्मोपदेशः)
บทนี้แสดงธรรมะเป็นสองส่วน ตอนแรกสุเตาะกล่าวถึงกุณฑะอันเป็นมงคลที่เกี่ยวเนื่องกับฤๅษีวิศวามิตร เป็นสถานที่ให้สมปรารถนาและชำระบาป การอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์ในวันไจตรศุกลตฤติยาให้ความงาม ความรุ่งเรือง และสิริมงคล; สำหรับสตรีกล่าวว่าเกื้อหนุนการได้บุตรและความโชคดีเป็นพิเศษ ต่อมาชี้รากฐานความศักดิ์สิทธิ์ของทีรถะนี้ว่าเดิมมีตาน้ำศักดิ์สิทธิ์ซึ่งพระคงคาสถิตด้วยตนเอง ผู้ลงอาบย่อมพ้นความผิดบาปโดยฉับพลัน พิธีบูชาบรรพชนที่นั่นให้ผลไม่สิ้นสุด และการให้ทาน โหมะ การถวายบูชา ตลอดจนการสวดภาวนาให้บุญกุศลไม่รู้จบ จากนั้นมีอุทาหรณ์แห่งการแปรเปลี่ยน: กวางตัวเมียถูกนายพรานยิงด้วยศรแล้วลงสู่สายน้ำและสิ้นชีวิต ด้วยอานุภาพแห่งน้ำนั้นนางกลับกลายเป็นเมนกา อัปสรสวรรค์ และภายหลังกลับมาอาบน้ำอีกครั้งในติติและโยคะเดียวกัน ต่อมาบทจึงหันสู่จริยธรรมครัวเรือน: เมนกาพบฤๅษีวิศวามิตรและทูลถามเรื่องสตรีธรรมและความประพฤติอันเหมาะสมในชีวิตสมรส คำสอนกล่าวถึงความภักดีต่อสามี วาจาสุจริต ระเบียบการรับใช้ ความสะอาด การบริโภคอย่างมีวินัย การดูแลผู้พึ่งพา การเคารพครู การอุปถัมภ์การสืบทอดคัมภีร์ และการคบหาสมาคมที่เหมาะควร โดยผสานมหาตมยะของสถานที่ เวลาแห่งพิธี แนวคิดเรื่องบุญ และหลักนิติธรรมให้เกื้อหนุนกันเป็นทางแห่งธรรมะ

ब्रह्मचर्य-रक्षा संवादः (Dialogue on Protecting Brahmacarya and Śaiva Vow-Discipline)
บทนี้เป็นบทสนทนาทางเทววิทยาและจริยธรรมในบริบทของตีรถะซึ่งเป็นที่พึ่งอันสอดคล้องกับธรรมะ เมนกาแนะนำตนว่าอยู่ในหมู่นางคณิกาแห่งสวรรค์ (divaukasaṃ veśyāḥ) แล้วแสดงความปรารถนาต่อพราหมณ์ฤๅษีผู้ถือพรต นางกล่าวว่าเขาคล้ายกามเทพ และบรรยายความสั่นไหวของกายใจจากแรงดึงดูด จากนั้นนางใช้ถ้อยคำกดดันเป็นทางสองแพร่งว่า หากเขาไม่รับนาง นางจะพินาศ และเขาจะต้องรับคำครหาและบาปจากการทำร้ายสตรี ฝ่ายฤๅษีตอบด้วยหลักแห่งวินัยพรตว่า ตนและหมู่คณะเป็นผู้ทรงวรตะ ยึดมั่นพรหมจรรย์ภายใต้พระบัญชาของพระศิวะ เขาย้ำว่าพรหมจรรย์เป็นรากของพรตทั้งปวง โดยเฉพาะสำหรับผู้ภักดีพระศิวะ และสำหรับผู้ปฏิบัติแบบปาศุปตะ เพียงการสัมผัสทางกามครั้งเดียวก็อาจลบล้างตบะอันยาวนานได้ เขายังจัดว่าการคบหา—การแตะต้อง การอยู่ใกล้นาน แม้แต่การสนทนากับสตรี—ล้วนเสี่ยงต่อความบริสุทธิ์แห่งพรต มิใช่เพื่อประณามบุคคล แต่เพื่อพิทักษ์ความมั่นคงของคำปฏิญาณ ท้ายบทจึงสั่งให้นางรีบจากไปและไปแสวงสิ่งที่ต้องการ ณ ที่อื่น เพื่อรักษาวินัยของฤๅษีและบรรยากาศอันเป็นธรรมของตีรถะไว้

Viśvāmitrakunda-utpatti and Viśvāmitreśvara-māhātmya (विश्वामित्रकुण्डोत्पत्ति–विश्वामित्रेश्वरमाहात्म्य)
บทนี้เป็นคำบอกเล่าของสูตะในลักษณะวาทะธรรมและเทววิทยา เมนกาท้าทายท่าทีของวิศวามิตร จากนั้นฤๅษีวิศวามิตรกล่าวตักเตือนอย่างเข้มงวดถึงโทษแห่งความยึดติดในกามคุณและอันตรายของการพัวพันทางกาม โดยเฉพาะต่อผู้ถือพรต (วรติน) ต่อมามีเหตุการณ์สาปแช่งตอบโต้กัน—เมนกาสาปให้วิศวามิตรมีอาการชราก่อนวัย และวิศวามิตรก็สาปตอบในทำนองเดียวกัน จุดสำคัญอยู่ที่มหิทธิฤทธิ์ของตถาคตสถาน (ตีรถะ) นั้นเอง: เมื่อทั้งสองลงอาบน้ำ (สนานะ) ในสระกุณฑะ ก็กลับคืนสู่สภาพเดิม แสดงพลังชำระล้างและฟื้นคืนอย่างอัศจรรย์ ครั้นตระหนักถึงมหาตมยะ วิศวามิตรจึงประดิษฐานศิวลึงค์นาม ‘วิศวามิตเรศวร’ และบำเพ็ญตบะ คัมภีร์กล่าวว่า การอาบน้ำและบูชาศิวลึงค์ (ลิงคปูชา) ณ ที่นี้ นำไปสู่การเข้าถึงศิวธาม การได้เดวโลก และความสุขร่วมกับบรรพชน ท้ายบทประกาศกิตติศัพท์ของตีรถะในทุกภพภูมิ และสรุปความสามารถในการทำลายบาปของสถานที่นี้

पुष्करत्रयमाहात्म्यं (The Māhātmya of the Three Puṣkaras)
บทนี้กล่าวถึงการชี้บ่งตถีรถะและอานิสงส์แห่ง “ปุษกรตรัย” คือสายน้ำปุษกรทั้งสาม สุทาเล่าว่า ในเดือนการ์ตติกะ เมื่อถึงกฤตติกาโยคอันเป็นมงคล ฤๅษีวิศวามิตรไปไม่ถึงปุษกรหลักที่อยู่ไกล จึงแสวงหาสถานศักดิ์สิทธิ์ที่ให้บุญเทียบเท่า เสียงทิพย์บอกเครื่องหมายจำแนก—ดอกบัวหงายขึ้นคือชเยษฐปุษกร ดอกบัวเอียง/หันข้างคือมัธยมปุษกร และดอกบัวคว่ำลงคือกนิษฐปุษกร พร้อมกำหนดการอาบน้ำตามเวลา เช้า เที่ยง และย่ำค่ำในทั้งสามแห่ง และย้ำว่าการสัมผัสหรือได้เห็นปุษกรมีฤทธิ์ชำระบาปอย่างยิ่ง ต่อมามีเรื่องทดสอบของพระเจ้าพฤหัทพละ ระหว่างล่าสัตว์พระองค์ลงสู่สายน้ำและคว้าดอกบัวอัศจรรย์ที่ผุดขึ้นในยามโยคบรรจบ ครั้นเกิดเสียงก้องแห่งจักรวาล ดอกบัวก็อันตรธาน และพระองค์กลับเป็นโรคเรื้อน อธิบายว่าเป็นผลจากการแตะต้องวัตถุศักดิ์สิทธิ์ในสภาพไม่เหมาะสมทางพิธี (อุจฉิษฏะ/ไม่บริสุทธิ์) วิศวามิตรจึงกำหนดการบูชาพระสุริยะเป็นการแก้ไข พระราชาตั้งรูปพระสุริยะ บูชาอย่างมีวินัยโดยเฉพาะวันอาทิตย์ หายภายในหนึ่งปี และเมื่อสิ้นพระชนม์ได้ไปสู่สุริยโลก ตอนท้ายเป็นผลश्रุติว่า อาบน้ำเดือนการ์ตติกะที่ปุษกรได้พรหมโลก การได้เห็นรูปพระสุริยะที่ตั้งไว้ให้สุขภาพหรือสมปรารถนา การปล่อยโคผู้ (วฤโษตสรรคะ) ที่ปุษกรให้ผลบุญใหญ่ดุจมหายัญ และการสวดหรือฟังบทนี้นำความสำเร็จและความยกย่องสูงส่ง

सारस्वततीर्थमाहात्म्य — Glory of the Sārasvata Tīrtha (Sarasvatī Tirtha)
บทนี้เริ่มด้วยเหล่าฤๅษีทูลขอให้กล่าวถึงรายนามและลำดับของตีรถะอย่างละเอียดเป็นระบบยิ่งขึ้น สุตะจึงกล่าวถึง “สารถวตตีรถะ” อันประเสริฐในหาฏเกศวรราช-เกษตร ว่าการอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์ ณ ที่นั้นสามารถชำระความบกพร่องแห่งวาจา แม้ผู้พูดไม่ได้ก็กลับเป็นผู้กล่าวได้อย่างมีปัญญา และยังประทานผลที่ปรารถนาจนถึงการได้ไปสู่โลกอันสูงส่ง ต่อมามีเรื่องราวของกษัตริย์ บุตรของพระเจ้าพลวรรธนะนามว่า อัมพุวีจิ เป็นใบ้มาแต่กำเนิด ครั้นพระบิดาสิ้นพระชนม์ในสนามรบ เหล่าเสนาบดีตั้งเด็กใบ้ขึ้นครองราชย์ บ้านเมืองจึงระส่ำระสาย ผู้มีกำลังกดขี่ผู้อ่อนแอ เสนาบดีไปพึ่งพระวสิษฐ์ ท่านสั่งให้พากษัตริย์ไปอาบน้ำที่สารถวตตีรถะ เมื่ออาบแล้วพระองค์ได้วาจาอันชัดเจนกลับคืนในทันที กษัตริย์ตระหนักถึงฤทธิ์แห่งสายน้ำ จึงปั้นรูปพระแม่สรัสวตีสี่กรจากดินริมฝั่ง ตั้งบนศิลาที่สะอาด แล้วบูชาด้วยธูปและเครื่องหอม พร้อมสวดสรรเสริญยาวยืนยันว่าพระแม่สถิตในวาจา ปัญญา ความรู้ และการรับรู้ เป็นพลังนานาประการที่ค้ำจุนสรรพชีวิต พระแม่ปรากฏประทานพร และรับว่าจะสถิตในรูปที่ตั้งไว้ อีกทั้งทรงสัญญาว่าผู้ใดอาบน้ำและบูชาในวันอัษฏมีและจตุรทศี โดยเฉพาะด้วยดอกไม้สีขาวและความเคร่งครัดแห่งภักติ ย่อมสมปรารถนา ตอนผลश्रุติกล่าวว่า ผู้ศรัทธาจะเป็นผู้มีวาทศิลป์และเฉลียวฉลาดข้ามภพชาติ วงศ์ตระกูลพ้นจากความเขลา การฟังธรรมต่อหน้าพระแม่ให้ผลสวรรค์ยาวนาน และการถวายทานด้านวิชา—เช่นถวายคัมภีร์ ตำราธรรม—รวมทั้งการศึกษาพระเวทในสำนักพระแม่ มีผลเทียบเท่ายัญใหญ่ เช่น อัศวเมธะ และ อัคนิษโฏมะ.

महाकाल-जागर-माहात्म्य (Glory of the Mahākāla Night-Vigil in Vaiśākhī)
บทนี้กล่าวถึงมหิมาแห่งการ “ชาครณ” (การตื่นเฝ้าตลอดคืน) บูชาพระมหากาลในคืนไวศาขี ภายใต้กรอบตถิรฺถะ-มหาตมยะ. ฤๅษีทั้งหลายขอให้สูตะเล่าความยิ่งใหญ่ของพระมหากาลโดยพิสดาร สูตะจึงยกแบบอย่างของพระเจ้ารุทรเสนะ แห่งวงศ์อิกษวากุ ผู้เสด็จไปยังเขตศักดิ์สิทธิ์จมตการปุระทุกปีพร้อมบริวารเพียงเล็กน้อย เพื่อทำชาครณต่อหน้าพระมหากาล. พระองค์ทรงอุปวาส (ถือศีลอด), สวดภชน-ขับร้องและร่ายรำด้วยศรัทธา, ทำชปะ และศึกษาพระเวท; ครั้นรุ่งอรุณทรงสรงน้ำรักษาความบริสุทธิ์ แล้วถวายทานอย่างใหญ่หลวงแก่พราหมณ์ ฤๅษีผู้บำเพ็ญตบะ และผู้ยากไร้ทุกข์ยาก. คัมภีร์ยืนยันว่าการปฏิบัตินี้นำความอุดมสมบูรณ์แก่แผ่นดินและทำลายกำลังศัตรู แสดงให้เห็นว่าภักติเป็นวินัยทางศีลธรรมและการปกครอง. เมื่อสภาพราหมณ์ผู้รอบรู้ทูลถามเหตุและผลของชาครณ พระราชาทรงเล่าเรื่องชาติปางก่อน: ครั้งเป็นพ่อค้ายากจนในเมืองวิทิศาในคราวกันดารฝนยาวนาน ทรงอพยพกับภรรยามุ่งสู่เสาราษฏระ และมาถึงละแวกจมตการปุระ พบสระบัวเต็มไปด้วยดอกบัว. พยายามขายดอกบัวเพื่อแลกอาหารแต่ไม่สำเร็จ จึงพักในเทวสถานที่ชำรุดและได้ยินเสียงบูชา จึงรู้ว่ามีชาครณพระมหากาล. ทั้งสองเลือกนำดอกบัวบูชาแทนการค้าขาย และด้วยความหิวกับเหตุปัจจัยจึงตื่นอยู่ทั้งคืน; ครั้นเช้าพ่อค้าสิ้นชีวิต และภรรยากระทำการเผาตน. ด้วยอานุภาพแห่งภักตินั้น เขาเกิดใหม่เป็นกษัตริย์แห่งกานตี ส่วนภรรยาเกิดเป็นเจ้าหญิงผู้มีความทรงจำชาติเดิม และได้กลับมาพบกันผ่านพิธีสวยัมวร. ตอนท้ายพราหมณ์ทั้งหลายร่วมอนุโมทนา สถาปนาประเพณีชาครณประจำปี และลงท้ายด้วยผลश्रุติว่าเรื่องมหาตมยะนี้ทำลายบาปและเกื้อหนุนให้เข้าใกล้โมกษะ.

Hariścandra-āśrama and Umā–Maheśvara Pratiṣṭhā (Harishchandra’s Austerity, Boon, and Pilgrimage Merit)
สุุตะเล่าถึงอาศรมอันเลื่องชื่อในแคว้นของพระเจ้าหริศจันทรา ร่มรื่นด้วยหมู่ไม้ใหญ่ ที่นั่นพระองค์บำเพ็ญตบะและอุปถัมภ์พราหมณ์ด้วยทานตามปรารถนา พระองค์เป็นกษัตริย์แบบอย่างแห่งสุริยวงศ์ บ้านเมืองสงบมั่นคงและธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ แต่มีข้อขาดเพียงประการเดียวคือไร้โอรส เพื่อสืบวงศ์ พระองค์จึงบำเพ็ญตบะอย่างเข้มข้น ณ เกษตรจามัตการปุระ และด้วยศรัทธาตั้งศิวลึงค์ประกอบพิธีประติษฐา พระศิวะเสด็จปรากฏพร้อมพระคุรี (ปารวตี) และบริวาร ครั้นเกิดความบกพร่องในการถวายความเคารพแด่พระเทวีอย่างสมควร จึงเกิดความขัดแย้ง และพระเทวีประทานคำสาปว่าโอรสจะนำความโศกจากความตายแม้ในวัยเยาว์ ถึงกระนั้นพระเจ้าหริศจันทรายังคงบูชา เคร่งครัดในวัตรอุโบสถ ถวายเครื่องสักการะ และเพิ่มพูนทานไม่ขาด ต่อมาพระศิวะและพระปารวตีปรากฏอีกครั้ง พระเทวีทรงชี้แจงว่าพระวาจายังคงเป็นจริง—เด็กจะสิ้นชีวิต แต่ด้วยพระกรุณาจะฟื้นคืนโดยเร็ว กลายเป็นผู้มีอายุยืน มีชัย และเป็นผู้สืบราชวงศ์อันควร ตอนท้ายกล่าวถึงอานุภาพแห่งสถานที่นี้ ผู้ใดบูชาอุมา–มเหศวร ณ ที่นั้น โดยเฉพาะในวันปัญจมี ย่อมได้บุตรตามปรารถนาและสมหวังในกิจอื่น ๆ พระเจ้าหริศจันทรายังทูลขอความสำเร็จแห่งราชสูยะโดยปราศจากอุปสรรค พระศิวะทรงอนุเคราะห์ แล้วพระองค์เสด็จกลับ ทรงตั้งแบบอย่างแห่งศาลประดิษฐานนี้ไว้แก่ผู้ศรัทธารุ่นหลัง

Kalaśeśvara-māhātmya: Kalaśa-nṛpateḥ Durvāsasaḥ śāpena vyāghratva-prāptiḥ (कलेशेश्वरमाहात्म्य—कलशनृपतेर्दुर्वाससः शापेन व्याघ्रत्वप्राप्तिः)
สุ ตะ กล่าวถึงในนาครขันฑะถึงกเลเศศวรตีรถะซึ่งตั้งอยู่ริมสระน้ำ อันได้รับการสรรเสริญว่าเป็น “ผู้ทำลายบาปทั้งปวง” และว่าการได้ดรศนะ ณ ที่นั้นย่อมนำไปสู่ความพ้นจากบาป (ปาปะ) ต่อจากนั้นจึงเล่าตำนานเหตุแห่งสถานที่: พระราชาแห่งวงศ์ยทุชื่อ กละศะ ผู้ชำนาญยัญญะ ใจกว้างในการทาน และบำเพ็ญประโยชน์แก่ราษฎร ได้ต้อนรับฤๅษีทุรวาสะหลังจากท่านสำเร็จวรตะจาตุรมาสยะ พระราชากระทำพิธีต้อนรับแขกตามธรรมเนียม—ต้อนรับ กราบลงเต็มองค์ ล้างเท้า ถวายอรฆยะ—และถวายทรัพยากรพร้อมถามความประสงค์ของฤๅษี ทุรวาสะขออาหารเพื่อปารณะ (ปิดวรตะ/สิ้นสุดการอด) พระราชาจัดสำรับใหญ่ซึ่งมีเนื้อรวมอยู่ด้วย ครั้นฉันแล้วทุรวาสะรู้รส/กลิ่นเนื้อ จึงถือว่าเป็นการฝ่าฝืนข้อจำกัดแห่งวรตะและกริ้วจัด ประกาศคำสาปให้พระราชากลายเป็นเสือร้าย พระราชาวิงวอนว่าเป็นการรับใช้ด้วยภักติและความผิดพลาดมิได้เจตนา ขอให้ผ่อนหนักเป็นเบา ทุรวาสะจึงชี้แจงหลักธรรมว่า นอกจากกรณีเช่นศราทธะและยัญญะแล้ว พราหมณ์ผู้ถือวรตะไม่ควรฉันเนื้อ โดยเฉพาะเมื่อสิ้นจาตุรมาสยะ เพราะทำให้ผลวรตะเป็นโมฆะ แล้วท่านให้ทางพ้นคำสาปแบบมีเงื่อนไข: เมื่อโคชื่อ นันทินี ของพระราชา พาไปพบลิงคะที่เคยบูชามาก่อน (บาณารจิตลิงคะ) ความหลุดพ้นจะเกิดโดยเร็ว ฤๅษีจากไป พระราชากลายเป็นเสือ สูญเสียความจำสามัญ ทำร้ายสัตว์ต่าง ๆ และเข้าไปในป่าลึกใหญ่ ขณะที่เสนาบดีคุ้มครองแผ่นดินรอวันคำสาปสิ้นสุด บทนี้จึงเชื่อมมหิมาแห่งตีรถะกเลเศศวรกับความละเอียดรอบคอบในอาตিথยธรรม กฎวรตะ และความเป็นไปได้แห่งการหลุดพ้นผ่านการเผยปรากฏของลิงคะในสถานศักดิ์สิทธิ์

नन्दिनी-धेनोः सत्यव्रतं तथा लिङ्ग-स्नापन-माहात्म्यम् (Nandinī’s Vow of Truth and the Significance of Bathing the Liṅga)
บทนี้เล่าเหตุการณ์เชิงธรรมะใกล้คอกโค (โคกุล) ในป่าละแวกนั้น โคชื่อ “นันทินี” ผู้มีลักษณะเป็นมงคล เดินไปถึงชายป่าแล้วได้พบศิวลึงค์อันรุ่งเรืองสว่างไสวประหนึ่งดวงอาทิตย์สิบสองดวง นางยืนใกล้ด้วยศรัทธาในที่สงัด แล้วหลั่งน้ำนมมากมายทำ “สนาปนะ” คือการสรง/อภิเษกศิวลึงค์ ต่อมามีเสือร้ายมาถึง และด้วยชะตากรรมนันทินีตกอยู่ในสายตาเสือ นางมิได้คร่ำครวญเพื่อตนเอง หากแต่ห่วงลูกโคที่ถูกผูกไว้ในโคกุล ซึ่งต้องพึ่งนางกลับไปเลี้ยง นางจึงวิงวอนขอให้เสืออนุญาตให้นางไปชั่วครู่ เพื่อให้นม/ฝากลูกโค แล้วจะกลับมา เสือสงสัยว่าใครเล่าจะกลับมาจาก “ปากแห่งความตาย” นันทินีจึงตั้ง “สัตยะวรตะ” ให้มั่น พร้อมปฏิญาณหนักแน่นว่า หากไม่กลับมา ขอให้มลทินบาปใหญ่ตกแก่ตน—พรหมหัตยา การหลอกลวงบิดามารดา การประพฤติไม่บริสุทธิ์/ผิดธรรม การทรยศต่อความไว้วางใจ ความอกตัญญู การทำร้ายโค-กุมารี-พราหมณ์ การหุงหาอย่างสูญเปล่าและการกินเนื้อในฐานะอธรรม การผิดวรตะ การพูดเท็จ และวาจาร้ายกับการกระทำรุนแรง บทนี้สอนว่า ภักติต่อพระศิวะต้องไม่แยกจากความสัตย์จริง และคำปฏิญาณเป็นเครื่องผูกพันทางศีลธรรมแม้ยามคับขันที่สุด

कलशेश्वर-लिङ्गमाहात्म्ये नन्दिनी-सत्यव्रत-व्याघ्रमोक्षः (Kalāśeśvara Liṅga Māhātmya: Nandinī’s Vow of Truth and the Tiger’s Liberation)
สุ ตะเล่าเหตุการณ์เชิงธรรมะที่ผูกกับภูมิศักดิ์สิทธิ์เป็นบททดสอบคำสัตย์ นันทินีผู้เป็นโคมารดาถูกเสือจับในป่า นางขอปล่อยชั่วคราวด้วยสัตย์ปฏิญาณว่าจะกลับมา หลังจากไปให้นมและคุ้มครองลูกโค นันทินีกลับไปหาลูก บอกเหตุคับขัน และสอนทั้งความกตัญญูต่อมารดาและจริยธรรมในป่า เตือนให้ระวังโลภะ ความประมาท และความไว้วางใจเกินควร ลูกโคยกย่องมารดาว่าเป็นที่พึ่งสูงสุดและขอตามไป แต่นันทินียืนยันปกป้องลูก มอบลูกไว้กับฝูงโค ขอขมาฝูง และฝากให้ช่วยกันดูแลลูกโคที่จะกลายเป็นกำพร้า แม้ฝูงโคพยายามจัดคำสาบานที่ผิดในยามคับขันว่าเป็น “ความเท็จที่ไม่เป็นบาป” นันทินีกลับยืนยันว่า สัตยะคือรากฐานแห่งธรรม และกลับไปหาเสือตามคำสัตย์ เมื่อเห็นความสัตย์จริง เสือสำนึกผิดและขอคำสอนเพื่อประโยชน์ทางจิตวิญญาณ แม้ชีวิตต้องพึ่งพาความรุนแรง นันทินีชี้กรอบธรรมตามยุคว่า ในกลียุคทานเป็นข้อปฏิบัติสำคัญ และบอกทางไปยังลิงคะกะลาเศศวร (เกี่ยวโยงกับการประดิษฐานโดยบาณะ) ให้ทำประทักษิณาและนมัสการทุกวัน ครั้นได้ทัศนะ เสือหลุดพ้นจากรูปเสือ ปรากฏว่าเป็นพระราชากะลาศะแห่งสายไหหยะผู้ต้องคำสาป และยกย่องสถานที่ว่าเป็นจมัตการปุระกษेत्र เป็นดั่งสรรพทีรถะและให้สมปรารถนา ตอนท้ายกล่าวผลบุญว่า การถวายประทีปในเดือนการ์ตติกะ และการบูชาด้วยศิลปะแห่งภักติในเดือนมารคศีรษะต่อหน้าลิงคะ ทำให้บาปสิ้นและได้ถึงศิวโลก การสาธยายมหาตมยะนี้ก็ให้ผลบุญเช่นเดียวกัน

Rudrakoṭi–Rudrāvarta Māhātmya (Kapilā–Siddhakṣetra–Triveṇī Context)
บทนี้สุทาเล่าถึงภูมิศาสตร์ศักดิ์สิทธิ์ที่รายล้อมศาลเจ้าสำคัญ: กษัตริย์องค์หนึ่งอัญเชิญอุมา–มเหศวรประดิษฐาน สร้างเทวาลัย และทำสระน้ำบริสุทธิ์ไว้เบื้องหน้า จากนั้นแจกแจงสถานที่ก่อบุญตามทิศ—ทิศตะวันออกมีบาปีอันชำระมลทินใกล้อคัสตยกุณฑะ ทิศใต้เป็นแม่น้ำกปิลาเกี่ยวเนื่องกับสิทธิของกปิลมุนีจากคัมภีร์สางขยะ และมีสิทธเกษตรที่เหล่าสิทธะนับไม่ถ้วนบรรลุความสำเร็จ อีกทั้งกล่าวถึงศิลาไวษณวีสี่ด้านซึ่งทำลายบาปได้ ยังอธิบายเทววิทยาแห่งสังฆม: สรัสวตีสถิตอยู่ระหว่างคงคาและยมุนา และตรีเวณีที่ไหลอยู่เบื้องหน้าประทานทั้งความผาสุกทางโลกและโมกษะ การทำฌาปนกิจและพิธีสุดท้าย ณ ตรีเวณีถูกยืนยันว่าให้ความหลุดพ้น โดยเฉพาะแก่พราหมณ์ และยกเครื่องหมายที่เห็นได้คล้ายรอยเท้าวัว (โคษปท) เป็นหลักฐานท้องถิ่น ท้ายที่สุดเป็นตำนานรุทรโกฏิ/รุทราวรรต: พราหมณ์จากแดนใต้ผู้ปรารถนาความเป็นลำดับแรกในการเฝ้าทัศนะ ได้พบมเหศวรปรากฏเป็น “โกฏิ” รูปมากมาย จึงเกิดนามสถานที่นั้น ข้อปฏิบัติที่กำหนดคือไปนมัสการในวันจตุรทศี (โดยเฉพาะเดือนอาษาฒะ การ์ติกะ มาฆะ และไจตร) ทำศราทธะ ถืออุโบสถพร้อมตื่นเฝ้าคืน บริจาคโคกปิลาแก่พราหมณ์ผู้สมควร เจปะมนต์ษฑักษรและสวดศตรุทรียะ รวมทั้งถวายการขับร้องและร่ายรำเป็นเครื่องบูชาก่อบุญกุศล.

Ujjayinī-Mahākāla Pīṭha and the Bhṛūṇagarta Tīrtha: Expiation Narrative of King Saudāsa
บทนี้ร้อยเรียงธรรมะสองสายที่ยึด “ทีรถะ” เป็นศูนย์กลางเข้าด้วยกัน ประการแรกยกย่องอุชเชนีว่าเป็นพีฐะที่เหล่าสิทธะมาสถิตและสักการะ ที่ซึ่งมหาเทวะประทับเป็นมหากาล กล่าวถึงกุศลกรรมในเดือนไวศาขะ ได้แก่ ศราทธะ การบูชาด้วยภาวะแห่งทักษิณามูรติ การสักการะโยคินี การถืออุโบสถ และการตื่นเฝ้าราตรีคืนวันเพ็ญ ซึ่งให้ผลเป็นการยกพ้นบรรพชน และความหลุดพ้นจากพันธนาการแห่งชราและมรณะ ประการที่สองแนะนำทีรถะภฤูณครตะว่าเป็นสถานที่กว้างใหญ่ทำลายบาป พร้อมเล่าเรื่องการชดใช้ของพระเจ้าสุทาสะ แม้ทรงเลื่อมใสพราหมณ์ แต่ถูกเหตุปัจจัยพาไปสู่มลทินหนัก: รากษสะก่อวินาศในยัญพิธียาวนาน มีการถวายเนื้อต้องห้ามด้วยเล่ห์กลจนถูกคำสาปของวสิษฐะ พระราชากลายเป็นรากษสะ ทำร้ายพราหมณ์และทำลายพิธีกรรม ต่อมาทรงสังหารรากษสะกรูรพุทธิแล้วกลับเป็นมนุษย์ แต่ยังมีร่องรอยมลทินคล้ายบาปพรหมหัตยา—กลิ่นเหม็น เสื่อมเตชัส และถูกผู้คนหลีกเลี่ยง เมื่อได้รับคำชี้นำให้จาริกทีรถะและสำรวมอินทรีย์ พระองค์ตกลงในหลุมที่มีน้ำเต็ม ณ กษेत्रหนึ่ง (ในบริบทเรื่องชมัตการปุระ) แล้วโผล่ขึ้นมาอย่างผ่องใสบริสุทธิ์ เสียงจากอากาศประกาศว่าพ้นบาปด้วยอานุภาพทีรถะ จากนั้นอธิบายกำเนิดภฤูณครตะว่าเกี่ยวเนื่องกับการสถิตเร้นลับของพระศิวะ และย้ำฤทธิ์แห่งกาล โดยเฉพาะศราทธะในวันกฤษณะจตุรทศี พร้อมเร้าให้ปฏิบัติด้วยการอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์และทาน เพื่อให้บรรพชนได้รับความหลุดพ้น

नलनिर्मितचर्ममुण्डामाहात्म्यवर्णनम् / The Māhātmya of Carmamuṇḍā Established by Nala
บทนี้เล่าผ่านคำบอกของสุท (Sūta) ว่าด้วยมหาตมยะของเทวีจรมมุณฑา (Carmamuṇḍā) ผู้สถิต ณ หาฏเกศวร-เกษตร (Hāṭakeśvara-kṣetra) ซึ่งตามคติว่าได้รับการสถาปนาโดยพระนล กษัตริย์ผู้เป็นภักตะ. จากนั้นกล่าวชีวประวัติของพระนลโดยย่อ: พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์แห่งนิษธะผู้ทรงคุณธรรม อภิเษกกับนางทมยันตี แล้วประสบเคราะห์กรรมเพราะการเล่นสกาภายใต้อิทธิพลแห่งกาลี จนสูญเสียราชอาณาจักรและพลัดพรากจากนางในป่าดงพงไพร ก่อนจะรอนแรมไปตามป่าต่าง ๆ จนถึงหาฏเกศวร-เกษตร. ในวาระมหานวมีอันศักดิ์สิทธิ์ เมื่อขาดแคลนเครื่องสักการะ พระนลปั้นรูปเทวีด้วยดินเหนียวและบูชาด้วยผลไม้และรากไม้ แล้วสวดสรรเสริญเป็นบทสโตตรยาวที่มีพระนามและคุณลักษณะมากมาย ย้ำความเป็นสากลแผ่ซ่านและความดุดันอันคุ้มครองของเทวี. เทวีทรงพอพระทัย เสด็จปรากฏและประทานพร; พระนลทูลขอให้ได้กลับมาพบภรรยาผู้ไร้มลทินอีกครั้ง. ตอนท้ายมีคำกล่าวผลบุญว่า ผู้ใดสรรเสริญเทวีด้วยบทสโตตรนี้ ย่อมได้ผลที่ปรารถนาในวันนั้นเอง. ปัจฉิมบทระบุว่าบทนี้อยู่ในนาคารขันฑะ (Nāgara Khaṇḍa) ภาคมหาตมยะหาฏเกศวร-เกษตร.

नलेश्वरमाहात्म्यवर्णनम् (Naleśvara Māhātmya: The Glory of Naleśvara)
บทที่ 55 กล่าวถึงมหาตมยะของนเลศวร อันเป็นภาคปรากฏของพระศิวะที่พระราชานละได้สถาปนาไว้ สุตะบรรยายว่าเทวรูปนี้อยู่ใกล้และเข้าถึงได้ง่าย ผู้มีศรัทธาได้ดรศนะย่อมสิ้นบาป และได้ผลอันมุ่งสู่โมกษะ เบื้องหน้าศาลเจ้ามีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ (กุณฑะ) น้ำใสสะอาด อาบน้ำในกุณฑะแล้วดรศนะ เชื่อว่าบรรเทาโรคผิวหนัง เช่น กุษฐะ และความทุกข์ที่เกี่ยวเนื่อง กุณฑะนั้นงามด้วยดอกบัวและสรรพชีวิตน้ำ ต่อมาเป็นกรอบสนทนา พระศิวะทรงพอพระทัยในการสถาปนา จึงประทานโอกาสให้ขอพร พระราชานละทูลขอให้พระศิวะประทับอยู่เป็นนิตย์เพื่อประโยชน์แก่ชนทั่วไป และเพื่อขจัดโรคภัย พระศิวะทรงกำหนดความสुलभเป็นพิเศษในวันโสมวาระ (วันจันทร์) ยามปราตยูษะ และทรงสั่งลำดับพิธี—อาบน้ำด้วยศรัทธาแล้วจึงดรศนะ ทามดินจากกุณฑะที่กายเมื่อสิ้นราตรีในวันจันทร์ และบูชาโดยไม่หวังผลด้วยดอกไม้ ธูป และเครื่องหอม ตอนท้ายพระศิวะทรงอันตรธาน นละเสด็จกลับสู่ราชอาณาจักร พราหมณ์ทั้งหลายปฏิญาณจะสืบการบูชาต่อเนื่องเป็นชั่วรุ่น และมีคำสั่งสอนว่าผู้ปรารถนาสวัสดิมงคลยั่งยืนควรให้ความสำคัญแก่ดรศนะ โดยเฉพาะในวันจันทร์.

Vaṭāditya (Sāmbāditya) Darśana and Saptamī-Vrata Phala — “वटादित्यदर्शन-सप्तमीव्रतफलम्”
บทนี้สุเตาะเล่าเรื่องมหาตมะแห่งทีรถะ โดยยกย่องอานุภาพแห่งการได้เฝ้าดู (darśana) สัมพาทิตยะ/สุเรศวร ว่าผู้ใดมีศรัทธาไปเฝ้าดูย่อมสำเร็จความปรารถนาในใจ และโดยเฉพาะเมื่อวันมาฆะ ศุกล สัปตมี ตรงกับวันอาทิตย์ ผู้ที่ไปเฝ้าดูและบูชาจะพ้นจากคติอันเป็นนรก ต่อมามีเรื่องเป็นแบบอย่างของฤๅษีพราหมณ์ชื่อคาลวะ ผู้เคร่งครัดในสวาธยายะ มีความสงบ สำรวม เชี่ยวชาญพิธีกรรม และรู้คุณคน แต่ครั้นชราภาพแล้วยังไร้บุตรจึงเศร้าโศก เขาละความกังวลทางเรือน ไปบำเพ็ญอุปาสนาพระสุริยะ ณ สถานที่นั้น ตั้งรูปเคารพตามวิธีปัญจราตระ และทำตบะยาวนานด้วยวินัยตามฤดูกาล การข่มอินทรีย์ และการถืออุโปสถ (upavāsa) ครบสิบห้าปี พระสุริยะปรากฏใกล้ต้นไทร/บันยัน ประทานพร และมอบบุตรผู้สืบวงศ์ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับวรตสัปตมี บุตรนั้นได้ชื่อว่า วเฏศวร เพราะได้รับพรใกล้ต้นวฏะ ต่อมาได้สร้างเทวสถานอันงดงาม ทำให้เทพเป็นที่รู้จักกว้างขวางในนาม วฏาทิตยะ ผู้ประทานบุตร ตอนท้ายกล่าวผลแห่งวรตว่า การบูชาอย่างถูกต้องในวันสัปตมี/วันอาทิตย์พร้อมอุโปสถย่อมให้บุตรอันประเสริฐแก่คฤหัสถ์ ส่วนการบูชาโดยไม่หวังผลนำไปสู่โมกษะ และคาถาที่นารทกล่าวย้ำว่าเพื่อความได้บุตร การภักดีนี้เป็นหนทางที่ยิ่งกว่าวิธีอื่นทั้งปวง

Bhīṣma at Śarmiṣṭhā-tīrtha: Expiation, Śrāddha Eligibility, and Shrine-Foundation
สุทากล่าวว่า ณ กษेत्रะแห่งนี้ ภีษมะได้ให้ประดิษฐานรูปเคารพพระอาทิตยะโดยได้รับความยินยอมจากพราหมณ์ทั้งหลาย บทนี้รำลึกถึงความขัดแย้งครั้งก่อนของภีษมะกับปรศุรามะและคำปฏิญาณของอัมพา จนภีษมะหวั่นเกรงผลกรรมทางธรรมจากถ้อยคำและการกระทำของตน เขาจึงทูลถามฤๅษีมารกัณฑेयว่า การตายที่เกิดจากการยั่วยุด้วยวาจาจะก่อบาปแก่ผู้ใด; ฤๅษีตอบว่า เมื่อการกระทำหรือการปลุกปั่นของผู้ใดทำให้ผู้อื่น—including สตรีและพราหมณ์—ละทิ้งชีวิต ความผิดย่อมติดแก่ผู้นั้น จึงควรสำรวมไม่ทำให้คนเหล่านั้นโกรธเคือง ต่อมาได้เทียบความหนักของบาปสตรีวธะกับแบบอย่างบาปร้ายแรงที่กระทบพราหมณ์ และกล่าวว่า ทาน ตบะ หรือวัตรทั่วไปไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับการรับใช้ตirtha ภีษมะเดินทางแสวงบุญถึงคยาศิระและตั้งใจทำศราทธะ แต่มีเสียงทิพย์ประกาศว่าเขาไม่สมควรเพราะเกี่ยวข้องกับสตรีหัตยา และชี้ให้ไปยังศรมิษฐา-ตีรถะใกล้เคียงทางทิศวรุณะ คัมภีร์กำหนดให้ลงสรงในวันกฤษณางคารก-ษษฐี (วันขึ้น/แรมที่หกตรงกับวันอังคาร) เพื่อหลุดพ้นจากบาปนั้น เมื่อภีษมะสรงน้ำและทำศราทธะด้วยศรัทธา เสียงนั้นซึ่งระบุว่าเป็นพระศานตนุประกาศว่าเขาบริสุทธิ์และสั่งให้กลับไปปฏิบัติหน้าที่ทางโลก ภีษมะจึงสถาปนาศาสนสถานเป็นหมู่ ได้แก่ พระอาทิตยะ รูปเคารพเกี่ยวเนื่องกับพระวิษณุ ศิวลึงค์ และพระทุรคา มอบหมายพราหมณ์ให้บูชาต่อเนื่อง และกำหนดปฏิทินเทศกาล เช่น วันเจ็ดสำหรับสุริยะ วันแปดสำหรับศิวะ วันหมายการบรรทม/ตื่นของวิษณุ และวันเก้าสำหรับทุรคา พร้อมดนตรีสรรเสริญและการเฉลิมฉลอง รับรองผลอันสูงส่งแก่ผู้ปฏิบัติสม่ำเสมอ

शिवगंगामाहात्म्यवर्णनम् (Śiva-Gaṅgā Māhātmya: Theological Discourse on the Sanctity of Śiva-Gaṅgā)
บทนี้กล่าวถึงมหิมาแห่งศิวคงคาในบริบทหาฏเกศวร-เกษตร พร้อมทั้งคำสอนด้านจริยธรรมของการไปตีรถะ เริ่มด้วยการประดิษฐานเทวะจตุษฏยะ แล้วสถาปนาแม่น้ำคงคาในฐานะ “ตรีปถคามินี” อย่างเป็นพิธีใกล้ศิวลึงค์ ภีษมะกล่าวผลश्रुतिว่า ผู้ใดอาบน้ำชำระที่นั่นแล้วได้เฝ้าดูท่าน (ผู้เป็นผู้ถ่ายทอดอันน่าเชื่อถือ) ย่อมพ้นบาปและไปถึงศิวโลก; แต่ผู้ที่กล่าวคำสาบานเท็จ ณ ตีรถะแห่งเดียวกันจะตกสู่ยมโลกโดยเร็ว เพราะตีรถะยิ่งทวีผลทั้งของความจริงและความเท็จ ต่อมามีอุทาหรณ์เตือนใจ: ชายหนุ่มชื่อเปาณฑรกะ ผู้เกิดในตระกูลศูทร ลักหนังสือของสหายด้วยความล้อเล่น แล้วปฏิเสธ และยังร่วมสาบานหลังอาบน้ำในสายน้ำภาคีรถี ผลแห่ง “ศาสตรโจรกรรม” และวาจาอธรรมทำให้เขาถูกโรคเรื้อน ถูกสังคมทอดทิ้ง และพิการอย่างรวดเร็ว ตอนท้ายสรุปว่า แม้เพียงหยอกล้อก็ไม่ควรสาบาน โดยเฉพาะต่อหน้าพยานอันศักดิ์สิทธิ์ เพราะธรรมแห่งการจาริกคือความสำรวมวาจาและความประพฤติที่บริสุทธิ์

विदुरकृत-देवत्रयप्रतिष्ठा तथा अपुत्रदुःख-प्रशमनम् (Vidura’s Triadic Consecration and the Remedy for Childlessness)
สุุตะเล่าธรรมเนียมหนึ่งว่า วิทุระผู้เกี่ยวข้องกับหัสดินาปุระแสวงหาคำชี้แนะเรื่องสภาพหลังความตายของผู้ไร้บุตร (อปุตระ) ฤๅษีกาลวะอธิบาย “บุตร” ที่ยอมรับในคติธรรมะเป็น ๑๒ ประเภท และกล่าวว่าเมื่อไม่มีความสืบเนื่องแห่งบุตรในรูปใดเลย ย่อมนำไปสู่ผลอันทุกข์ยากในปรโลก วิทุระได้ฟังแล้วเกิดความเศร้าโศกหนัก กาลวะจึงสั่งให้ตั้ง “ต้นบุตร” คืออัศวัตถะที่ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งพระวิษณุ ณ สถานที่มีบุญยิ่งใกล้รักตศฤงคะและเขตหาฏเกศวร วิทุระปลูกและทำพิธีประหนึ่งการประดิษฐาน โดยนับต้นอัศวัตถะเป็นตัวแทนบุตร ต่อมาท่านสถาปนาศาสนสถานให้มั่นคงยิ่งขึ้น ด้วยการตั้งลึงค์มเหศวรใต้ต้นไทร และประดิษฐานพระวิษณุใต้ต้นอัศวัตถะ ก่อเป็นสังเวชนียสถานสามเทพ—สุริยะ ศิวะ และวิษณุ แล้วมอบหน้าที่บูชาประจำแก่พราหมณ์ท้องถิ่น ซึ่งรับปากจะสืบทอดการปฏิบัติผ่านสายตระกูล บทนี้กำหนดกาลบูชาไว้ด้วย—วันอาทิตย์ในมาฆสัปตมีสำหรับสุริยะ วันจันทร์และโดยเฉพาะอัษฏมีฝ่ายสว่างสำหรับศิวะ และการบูชาพระวิษณุอย่างใส่ใจในพิธี “บรรทมและตื่น” (ศยน–ประโพธน) ต่อมามีเรื่องว่าลึงค์ถูกดินกลบ (โยงกับอินทร์/ปากศาสนะ) แล้วมีเสียงไร้กายบอกตำแหน่ง วิทุระจึงฟื้นฟูบริเวณนั้น อุปถัมภ์การสร้างปราสาท/มณฑปให้เหมาะสม จัดสรรปัจจัยเลี้ยงชีพ (วฤตติ) แก่พราหมณ์ และกลับสู่อาศรมของตน

Narāditya-pratiṣṭhā and the Mahitthā Devatā: Installation, Worship-Times, and Phala
บทที่ ๖๐ ดำเนินในรูปถาม–ตอบ: ฤๅษีทั้งหลายทูลถามถึงกำเนิดและการสถาปนาเขตศักดิ์สิทธิ์ “มหิตถา/มหิตถะ” สุตะเล่าธรรมเนียมโบราณว่าได้อัญเชิญ ‘โศษณีวิทยา’ อำนาจที่ทำให้แห้งเหี่ยว อันเกี่ยวเนื่องกับอคัสตยะและสิทธิอำนาจมนตร์สายอถรรพณ์; ด้วยเหตุนี้ “มหิตถาเทวตา” จึงปรากฏเป็นผู้ประทานพร ณ กษेत्रที่เรียกว่า “จมตการปุระ” ต่อจากนั้นบทนี้จัดวางเหมือนแผนที่ตirtha โดยแจกแจงเทวรูปที่สถาปนาและผลบุญ—สุริยะในนาม “นราทิตยะ” ให้การบรรเทาโรคและคุ้มครอง; ชนารทนะในนาม “โควรรธนธร” ให้ความมั่งคั่งและความผาสุกแห่งโค; ยังกล่าวถึงนรสิงห์ วินายกผู้ขจัดอุปสรรค และนร-นารายณ์ด้วย เน้นความเที่ยงตรงแห่งกาลพิธี: การได้เห็นหรือบูชาในตithi เฉพาะ โดยเฉพาะทวาทศีและจตุรถี รวมทั้งช่วงการ์ติกะฝ่ายศุกล ถือว่ามีฤทธิ์ผลยิ่ง มีอุทาหรณ์เป็นการจาริกตirtha ของอรชุนไปยังทุ่งที่เกี่ยวข้องกับหาฏเกศวร ที่นั่นเขาสถาปนาสุริยะและเทวะอื่น ๆ ในเทวาลัยอันรื่นรมย์ ถวายทรัพย์แก่พราหมณ์ท้องถิ่น และมอบหมายให้สืบต่อการระลึกและบูชาเป็นนิตย์ ตอนท้ายกล่าวว่าการสดับมหาตมยะนี้ช่วยลดบาป และการถวายของเฉพาะ—เช่นโมทกะในวันจตุรถี—ย่อมให้ผลตามปรารถนาและพ้นจากอุปสรรค.

विषकन्यकोत्पत्तिवर्णनम् (Origin Narrative of the Viṣakanyā) — Śarmiṣṭhā-tīrtha Context
บทนี้เริ่มด้วยเหล่าฤๅษีทูลถามถึงกำเนิดและอานิสงส์ของ “ศรมิษฐา-ตีรถะ” สุเตาจึงเล่าเหตุการณ์ของพระเจ้าวฤก แห่งสายโสมวงศ์ ผู้ทรงศรัทธาในธรรมและมุ่งประโยชน์แก่ประชา พระมเหสีประสูติพระธิดาในยามลัคนาอัปมงคล พระราชาทรงปรึกษาพราหมณ์ผู้ชำนาญโหราศาสตร์ (ชโยติษะ) พวกเขาวินิจฉัยว่าเป็น “วิษกัญญา” และเตือนโทษที่แน่นอน—สามีในอนาคตจะสิ้นชีวิตภายในหกเดือน และเรือนที่นางพำนักจะประสบความยากจนจนถึงความพินาศ ทั้งตระกูลฝ่ายกำเนิดและฝ่ายสมรสย่อมได้รับความวิบัติร่วมกัน พระราชาไม่ทรงยอมทอดทิ้งพระธิดา และทรงแสดงหลักกรรมอย่างมั่นคงว่า กรรมที่ทำไว้ก่อนย่อมสุกงอมเป็นผล ไม่มีผู้ใดสามารถลบล้างผลกรรมได้โดยสิ้นเชิงด้วยกำลัง ปัญญา มนตร์ ตบะ ทาน การไปตีรถะ หรือเพียงความสำรวมเท่านั้น พระองค์ยกอุปมา—ลูกวัวหามารดาได้ท่ามกลางฝูงโคมากมาย และประทีปดับเองเมื่อสิ้นน้ำมัน—เพื่อยืนยันความแน่นอนของกรรม และเมื่อกรรมสิ้นไป ความทุกข์ก็ยุติลง ตอนท้ายลงด้วยถ้อยคำเชิงสุภาษิตว่าด้วยชะตาและความเพียร สอนให้ยืนอยู่ในธรรม รับผิดชอบต่อการกระทำ พร้อมตระหนักถึงสายใยของกรรมเก่าที่ผูกพันอยู่เสมอ

शर्मिष्ठातीर्थमाहात्म्य (Śarmiṣṭhā-tīrtha Māhātmya) — The Glory of Śarmiṣṭhā Tīrtha
บทที่ 62 ในกรอบ “ตีรถมหาตมยะ” กล่าวถึงกำเนิดและอานุภาพแห่งการเกื้อกูลหลุดพ้นของ “ศรมิษฐา-ตีรถ” สุ ตะเล่าว่า กษัตริย์องค์หนึ่งแม้ได้รับคำทัดทานก็ยังปฏิเสธจะรับหญิงที่ถูกเรียกว่า “วิษกัญญา” (หญิงพิษ) ต่อมาศัตรูยกทัพมา กษัตริย์สิ้นพระชนม์ในสนามรบ เมืองตกอยู่ในความตระหนก ผู้คนโทษหญิงนั้นว่าเป็นเหตุแห่งหายนะและเรียกร้องให้ประหารกับขับไล่ นางได้ยินคำครหาแล้วตั้งจิตดุจผู้สละโลก มุ่งไปยังทุ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เกี่ยวเนื่องกับหาฏเกศวร และที่นั่นความทรงจำชาติปางก่อนบังเกิดขึ้น ในชาติปางก่อน นางเป็นสตรีผู้ถูกกีดกัน ครั้นฤดูร้อนแสนกระหาย นางมีเมตตาแบ่งน้ำอันน้อยนิดให้โคที่กระหายน้ำ—เป็นเมล็ดแห่งบุญต่อมา แต่ภาวะ “หญิงพิษ” ก็มีสายกรรมอีกประการ: นางเคยทำลายรูปเคารพทองคำของคาวรี/ปารวตี โดยแตะต้องแล้วหักเป็นชิ้นเพื่อขาย กรรมชั่วจึงสุกงอม เพื่อขอการคลี่คลาย นางบำเพ็ญตบะยาวนานตามฤดูกาล ถือศีลอดตามวินัย บูชาและถวายเครื่องสักการะแด่เทวี เมื่อศจี (อินทราณี) มาทดสอบด้วยการเสนอพร นางปฏิเสธและประกาศพึ่งพาเพียงพระแม่ปารวตีเท่านั้น ในที่สุดปารวตีเสด็จพร้อมพระศิวะ รับบทสรรเสริญ ประทานพร แปรนางเป็นรูปทิพย์ และสถาปนาสถานที่นั้นเป็นอาศรมของพระองค์ ผลश्रุติกล่าวว่า การอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่นี่ในวันมาฆะ ศุกละ ตฤติยา ให้ผลสมปรารถนาโดยเฉพาะแก่สตรี บาปหนักก็ชำระได้ด้วยส্নานและทานตามที่กำหนด อีกทั้งการสวดและการฟังบทนี้นำคุณและความใกล้ชิดแดนพระศิวะ

सोमेश्वर-प्रादुर्भावः (Someshvara Liṅga: Origin Narrative and Observance)
บทนี้กล่าวถึงกำเนิดและมหิมาแห่ง “โสมेशวรตีรถะ” โดยสุเตาเล่าถึงศิวลึงค์อันเลื่องชื่อซึ่งโสมะ (จันทรเทพ) เป็นผู้สถาปนา พร้อมบัญญัติการบูชาตามกาล—บูชาทุกวันจันทร์ตลอดหนึ่งปี—ซึ่งให้ผลเป็นการพ้นจากโรคร้ายแรง รวมทั้งยักษมา (โรคซูบผอม/วัณโรค) และโรคเรื้อรังอื่น ๆ ต่อมาชี้แจงเหตุแห่งความเจ็บป่วยของโสมะ: โสมะแต่งงานกับธิดาทั้งยี่สิบเจ็ดของทักษะ (นักษัตร) แต่กลับลำเอียงรักโรหิณีเป็นพิเศษ จนภรรยาอื่นร้องเรียน ทักษะตักเตือนตามหลักธรรม โสมะรับปากจะแก้ไขแต่กลับทำซ้ำ จึงถูกทักษะสาปให้เป็นโรคซูบผอม โสมะแสวงหายาและแพทย์ก็ไม่สำเร็จ จึงถือความสละและออกจาริกไปยังประภาสกษेत्र พบฤๅษีโรมกะ โรมกะสอนว่า คำสาปไม่อาจลบล้างโดยตรง แต่บรรเทาผลได้ด้วยศรัทธาต่อพระศิวะ: ให้โสมะสถาปนาศิวลึงค์ตามตีรถะต่าง ๆ (กล่าวถึงหกสิบแปดแห่ง) และบูชาด้วยความเลื่อมใส พระศิวะทรงปรากฏ เป็นผู้ไกล่เกลี่ยกับทักษะ และทรงตั้งกฎแห่งการคลี่คลายแบบวัฏจักร—จันทร์จะเพิ่มและลดตามปักษะ—คงความจริงของคำสาปพร้อมประทานความผ่อนคลาย โสมะทูลขอให้พระศิวะประทับใกล้ในลึงค์ที่สถาปนา พระองค์ทรงอนุเคราะห์โดยเฉพาะในวันจันทร์ และตอนท้ายยืนยันการปรากฏแห่งโสมेशวรในตีรถะทั้งหลาย।

Chamatkārī Devī—Pradakṣiṇā-Phala and the Jātismara King
บทที่ 64 สุ ตะเล่าเรื่องมหาตมยะของเทวสถาน (ตีรถะ) โดยกล่าวถึง “จมัตการีเทวี” ผู้บันดาลอัศจรรย์ ซึ่งกษัตริย์ผู้ได้ชื่อว่า “จมัตการ-นเรนทร” ได้ตั้งปฏิษฐาไว้ด้วยศรัทธา เพื่อคุ้มครองนครที่เพิ่งสถาปนาและประชาชน โดยเฉพาะพราหมณ์ผู้มีภักติ กล่าวว่าการบูชาในวันมหานวมีให้ความไร้ความหวาดกลัวตลอดหนึ่งปี—คุ้มกันจากภูตผีอันชั่วร้าย ศัตรู โรคภัย โจร และอันตรายต่าง ๆ ส่วนวันศุกลาษฏมี ผู้ศรัทธาบริสุทธิ์บูชาด้วยจิตแน่วแน่ย่อมได้สมปรารถนา และผู้ปฏิบัติแบบนิษกามะย่อมได้รับสุขและโมกษะด้วยพระกรุณาแห่งเทวี เรื่องประกอบกล่าวถึงพระเจ้าจิตรารถะแห่งทศารณ์ ผู้ทำประทักษิณาอย่างใหญ่ในวันศุกลาษฏมีเป็นนิตย์ เมื่อพราหมณ์ถามถึงความอุตสาหะอันผิดแผก พระองค์เผยชาติปางก่อนว่าเคยเป็นนกแก้วอยู่ใกล้ศาลเทวี; เวลาเข้าออกจากรังจึงเวียนรอบโดยไม่ตั้งใจทุกวัน ครั้นตาย ณ ที่นั้นจึงเกิดใหม่เป็นกษัตริย์ผู้ระลึกชาติได้ (ชาติสมร) ตัวอย่างนี้ชี้ว่าประทักษิณามีผลแม้ทำโดยบังเอิญ และยิ่งมีผลยิ่งนักเมื่อทำด้วยศรัทธารู้ตัว ท้ายบทสรุปคำสอนว่า ประทักษิณาด้วยภักติช่วยล้างบาป ให้ผลตามปรารถนา เกื้อหนุนเป้าหมายแห่งการหลุดพ้น และผู้รักษาปฏิบัติตลอดหนึ่งปี ย่อมไม่กลับไปเกิดในครรภ์ต่ำ (ติรยัง) อีก

Ānarteśvara–Śūdrakeśvara Māhātmya (Merit of the Ānarteśvara and Śūdrakeśvara sites)
สูตะเล่าถึงสระน้ำที่เหล่าเทวะสร้างขึ้น และการที่พระเจ้าอานรตะ (เรียกอีกนามว่า สุหยะ) สถาปนาศิวลึงค์นาม ‘อานรเตศวร’ ณ ริมสระนั้น กล่าวกันว่าในวันอังคารก-ษัษฐี หากลงอาบน้ำที่นั่นย่อมได้สิทธิอานุภาพเสมอด้วยที่พระราชาเคยบรรลุ เหล่าฤๅษีจึงทูลถามว่าเหตุใดสิทธิจึงบังเกิดได้เช่นนั้น ต่อมามีอุทาหรณ์—พ่อค้าชื่อสิทธเสนะเดินทางกับกองคาราวานแล้วทอดทิ้งคนรับใช้ศูทรผู้เหนื่อยล้าไว้กลางทะเลทรายอันกันดาร ครั้นราตรี ศูทรผู้นั้นได้พบ ‘ราชาเปรต’ พร้อมบริวาร พวกเขาขอการต้อนรับ ศูทรจึงถวายอาหารและน้ำ และเหตุการณ์นี้เกิดซ้ำทุกคืน ราชาเปรตอธิบายว่าความรุ่งเรืองยามค่ำคืนของตนเกิดจากอิทธิพลของนักบำเพ็ญตบะผู้ทรงมหาวรตะ ณ หาฏเกศวร ใกล้สังฆมแห่งคงคา–ยมุนา ผู้ชำระตนยามราตรีด้วยกะโปลา (ภาชนะกะโหลก) เพื่อขอหลุดพ้น เปรตจึงวอนให้บดกะโปลาแล้วโปรยลงสังฆม และให้ทำศราทธะที่คยาเศียรตามรายนามซึ่งบันทึกไว้ในห่อเอกสาร ศูทรได้รับการชี้ทางไปสู่ทรัพย์ที่ซ่อนอยู่เพื่อประกอบพิธี เขาทำพิธีกะโปลาและศราทธะสำเร็จ ทำให้เหล่าเปรตได้ภพภูมิหลังความตายที่ดีขึ้น ต่อมาเขาพำนักในกษेत्रนั้นและสถาปนา ‘ศูทรเกศวร’ ตอนท้ายเป็นผลश्रุติว่า การอาบน้ำและบูชาช่วยลบล้างบาป การให้ทานและเลี้ยงอาหารทำให้บรรพชนอิ่มเอมยาวนาน แม้ถวายทองเพียงเล็กน้อยก็ให้ผลเทียบมหายัญ และการสิ้นชีพด้วยการอดอาหาร ณ สถานที่นั้นถือเป็นความหลุดพ้นจากการเวียนว่ายเกิดใหม่

रामह्रद-माहात्म्यम् (Glory of Rāmahrada) — Jamadagni, the Cow of Plenty, and Ancestral Tarpaṇa
บทที่ 66 เริ่มด้วยสุเตกล่าวถึง “รามหรท” ตีรถะเป็นสระศักดิ์สิทธิ์อันเลื่องชื่อ ซึ่งมีคำเล่าว่าเหล่าปิตฤ (บรรพชน) ได้รับความอิ่มเอมจากการบูชาถวายที่เกี่ยวข้องกับรุธิระ (โลหิต) เหล่าฤษีจึงทักท้วงว่า พิธีปิตฤตัรปณะโดยหลักทำด้วยของบริสุทธิ์ เช่น น้ำและงา ส่วนโลหิตมักโยงกับสิ่งที่ไม่เป็นไปตามครรลอง แล้วเหตุใดชามทัคนยะ (ปรศุราม) จึงกระทำเช่นนั้น สุเตอธิบายว่าเหตุเกิดจากพรตและความกริ้ว อันมีรากจากการที่กษัตริย์ไหหยะ สหัสรารชุน (การ์ตวีรยะ อรชุน) ฆ่ามหาฤษีชามทัคนีอย่างอยุติธรรม เรื่องจึงขยายไปว่า ชามทัคนีต้อนรับกษัตริย์ดุจแขกผู้มีเกียรติ และด้วยโคอัศจรรย์ประหนึ่งโหมเธนุ/กามเธนุ จัดเลี้ยงรับรองกษัตริย์พร้อมกองทัพอย่างโอ่อ่า กษัตริย์เกิดความอยากได้โคนั้นเพื่อประโยชน์ทางอำนาจและการศึก ชามทัคนีปฏิเสธ ย้ำว่าแม้โคธรรมดาก็ไม่ควรถูกทำร้าย และการทำให้โคเป็นสินค้าเพื่อยึดครองเป็นอธรรมร้ายแรง ต่อมาคนของกษัตริย์สังหารชามทัคนี อานุภาพของโคทำให้ผู้พิทักษ์พุลินทะปรากฏและขับไล่กองทัพหลวง กษัตริย์จึงละทิ้งโคและถอยกลับ พร้อมคำเตือนว่า “ราม” บุตรของชามทัคนีจะมาถึง—ดังนี้จึงเชื่อมมหิมาแห่งตีรถะเข้ากับธรรมเรื่องการต้อนรับ ความรุนแรงต่อผู้บำเพ็ญตบะ และขอบเขตแห่งสิทธิของกษัตริย์

हैहयाधिपतिवधः पितृतर्पणप्रतिज्ञा च (Slaying of the Haihaya lord and the vow concerning ancestral offering)
สุ ตะเล่าว่า ปรศุรามพร้อมพี่น้องมาถึงแล้วพบว่าอาศรมถูกทำลาย โคประจำตระกูลบาดเจ็บ และได้ฟังจากฤๅษีว่าบิดาถูกสังหาร มารดาถูกฟันแทงด้วยอาวุธมากมายจนสาหัส เขาโศกเศร้าแล้วประกอบพิธีศพตามแบบเวทโดยครบถ้วน เมื่อฤๅษีชวนให้ทำ “ปิตฤตัรปณะ” คือถวายน้ำแก่บรรพชน ปรศุรามกลับปฏิเสธและประกาศปณิธานตั้งอยู่บนธรรมแห่งการตอบแทน: เพราะบิดาถูกฆ่าโดยไร้ความผิด และมารดามีบาดแผลน่าสยดสยอง หากตนไม่ทำให้แผ่นดิน “ปราศจากกษัตริย์นักรบ (กษัตริยะ)” ก็จักมีโทษ เขากล่าวว่าจะไม่ทำให้บิดาอิ่มเอมด้วยน้ำ แต่ด้วยโลหิตของผู้กระทำผิด แล้วเกิดมหาสงครามกับกองทัพไหหยะและพวกป่าที่ร่วมมือกัน ด้วยอำนาจแห่งชะตา กษัตริย์ไหหยะกลับไร้เรี่ยวแรง ใช้ธนู ดาบ หรือคทาไม่ได้ แม้อาวุธทิพย์และมนตร์ก็ไม่สัมฤทธิ์ผล ปรศุรามเข้าประจัน ตัดแขนทั้งสองและตัดศีรษะ เก็บโลหิตไว้ แล้วสั่งให้นำไปเทลงในหลุมที่เตรียม ณ หาฏเกศวร-เกษตร เพื่อให้บิดาได้รับความพอใจ—เป็นการผูกเรื่องราวเข้ากับเหตุแห่งพิธีกรรมในทีรถะและจริยธรรมของการกระทำตามปณิธาน

पितृतर्पण-प्रतिज्ञापूरणम् (Fulfilment of the Vow through Ancestral Oblations)
Chapter 68 continues the transmitted discourse with Sūta as narrator. The episode describes the aftermath of Bhārgava (Paraśurāma) establishing a kṣatriya-less order through violent retribution, after which blood is gathered and conveyed to a pit (garta) associated with ancestral origin (paitṛkī / pitṛ-sambhavā). The narrative then shifts from martial action to ritual resolution: Bhārgava bathes in the blood, prepares abundant sesame (tila), and performs pitr̥-tarpaṇa with the apasavya orientation, in the presence of brahmins and other ascetics as direct witnesses, thereby fulfilling a stated pledge and becoming “free from sorrow” (viśoka). Subsequently, in a world described as bereft of kṣatriyas, he performs an aśvamedha and gives the entire earth as dakṣiṇā to brahmins. The brahmins respond with a governance principle—‘one ruler is remembered’—and instruct him not to remain on their land. A further exchange culminates in a threat to dry the ocean with a fire-weapon; hearing this, the ocean, fearful, withdraws as desired. The chapter thus interweaves ethical tension (violence and authority), ritual technology (tarpaṇa, aśvamedha, dāna), and cosmological geography (ocean’s retreat) as an explanatory charter for place and practice.

रामह्रद-माहात्म्य (Rāmahrada Māhātmya: The Glory of Rāma’s Sacred Lake)
สูตะเล่าถึงวิกฤตทางสังคมและพิธีกรรมเมื่อเกิดภาวะไร้กษัตริย์นักรบ (กษัตริยะ): วงศ์กษัตริยะถูกสถาปนาใหม่ด้วยบุตร “เกษตรชะ” ที่เกิดจากสตรีกษัตริยะโดยพราหมณ์ บรรดาผู้ปกครองรุ่นใหม่ซึ่งมีลักษณะนักรบขยายอำนาจและกดทับพราหมณ์ เหล่าพราหมณ์ผู้เดือดร้อนจึงไปพึ่งภารคพะรามะ (ปรศุราม) ขอให้ทวงคืนแผ่นดินที่เคยถวายในบริบทอัศวเมธ และขอความเป็นธรรมต่อกษัตริยะผู้กดขี่ รามะโกรธยิ่ง จึงยกไปพร้อมพวกพ้อง เช่น ศพร, ปุลินทะ, เมทะ ทำลายกษัตริยะทั้งหลาย แล้วรวบรวมโลหิตจำนวนมากเติมลงในหลุม ทำพิธีปิตฤตัรปณะ จากนั้นคืนแผ่นดินแก่พราหมณ์และมุ่งสู่มหาสมุทร กล่าวว่าพื้นพิภพกลายเป็นไร้กษัตริยะซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนครบยี่สิบเอ็ดครั้ง และปิตฤทั้งหลายพอใจด้วยตัรปณะนั้น ครั้นถึงตัรปณะครั้งที่ยี่สิบเอ็ด มีเสียงบรรพชนไร้กายสั่งให้หยุดการกระทำที่ถูกติเตียน ประกาศความอิ่มเอมและประทานพร รามะขอให้ตถีรถะนี้มีชื่อเสียงด้วยนามของตน ปราศจาก “โทษแห่งโลหิต” และเป็นที่สัญจรของฤๅษี ปิตฤจึงประกาศว่าหลุมตัรปณะนี้จักเลื่องลือในสามโลกนามว่า “รามหรทะ”; ผู้ทำปิตฤตัรปณะที่นั่นย่อมได้ผลเสมือนอัศวเมธและบรรลุคติอันสูง ยังให้กำหนดกาล: ในวันจตุรทศีปักษ์แรม (กฤษณปักษะ) เดือนภาทรปทะ หากทำศราทธะด้วยศรัทธาแก่ผู้ตายด้วยอาวุธ ย่อมยกพ้นได้แม้ผู้ตกสภาพเปรตหรืออยู่ในนรก ตอนท้ายกล่าวผลานุศาสน์กว้างขวางว่า ศราทธะสำหรับการตายผิดกาล—ถูกงู, ไฟไหม้, ยาพิษ, การจองจำ—ที่สถานที่นี้เป็นเหตุแห่งความหลุดพ้น และการสาธยายหรือสดับเรื่องนี้มีผลเทียบกายาศราทธะ ปิตฤเมธะ และเสาตรามณี

Śakti-prakṣepaḥ and Tārakāsura Narrative (Kārttikeya-Śakti and the Origin-Logic of a Purifying Kuṇḍa)
บทนี้เริ่มด้วยสุเตาะกล่าวถึง “ศักติ” อันเป็นพลัง/อาวุธทำลายบาปที่เกี่ยวเนื่องกับพระการ์ตติเกยะ และกุณฑะใหญ่ที่มีน้ำใสสะอาดซึ่งเชื่อว่าเกิดขึ้นเนื่องด้วยศักตินั้น การอาบน้ำและบูชาที่กุณฑะนี้ได้รับการสรรเสริญว่าให้ความหลุดพ้นจากบาปที่สั่งสมตลอดชีวิตได้โดยฉับพลัน เหล่าฤๅษีจึงทูลถามถึงกาละ วัตถุประสงค์ และอานุภาพของศักตินั้น ต่อมา สุเตาะสอดแทรกตำนานเหตุปัจจัยของตารกาสูร ตารกะซึ่งเป็นทานวะผู้ทรงฤทธิ์จากสายวงศ์หิรัณยากษะ บำเพ็ญตบะอย่างรุนแรงที่โคกรรณจนพระศิวะเสด็จปรากฏและประทานพรให้เขาแทบจะไม่อาจพ่ายแก่เหล่าเทวะ โดยมีเงื่อนไขแฝงว่าพระศิวะเองจะไม่ทรงสังหารเขา เมื่อได้พร ตารกะก่อสงครามยืดเยื้อกดขี่เหล่าเทวะ จนกลอุบายและอาวุธทั้งหลายไม่สัมฤทธิ์ผล พระอินทร์จึงไปพึ่งพาพฤหัสบดี ผู้เสนอคำตอบตามตรรกะทางเทววิทยา: พระศิวะไม่ทรงทำลายผู้ได้รับพรของพระองค์ ดังนั้นต้องให้กำเนิดพระโอรสของพระศิวะและแต่งตั้งเป็นเสนานีเพื่อปราบตารกะ พระศิวะเสด็จไปสงบกับพระปารวตี ณ ไกรลาส เหล่าเทวะที่ถูกคุกคามส่งพระวายุไปก่อกวนการให้กำเนิด พระศิวะทรงกักเก็บวีรยะอันร้อนแรงและตรัสถามว่าจะวางไว้ที่ใด จึงเลือกพระอัคนีให้รับไว้ แต่พระอัคนีทนไม่ไหวจึงนำไปวางบนแผ่นดินในพงกก/กออ้อ (ศรสตัมพะ) แล้วหกกฤตติกาจึงมาปกปักรักษาเมล็ดนั้น เป็นนิมิตนำไปสู่การประสูติของพระสกันทะ/พระการ์ตติเกยะและการคลี่คลายวิกฤตตารกะ เรื่องทั้งหมดจึงผูกบุญแห่งทีรถะ-กุณฑะเข้ากับสายเหตุแห่งพลังทิพย์ การกักเก็บ การถ่ายโอน และการทำให้สถานที่น้ำศักดิ์สิทธิ์ด้วยภารกิจไถ่บาปของพระการ์ตติเกยะ.

स्कन्दाभिषेकः तारकवधश्च — Consecration of Skanda and the Slaying of Tāraka; Stabilization of Raktaśṛṅga
สุทาเล่าเหตุการณ์ศักดิ์สิทธิ์ที่เน้นคติ “กุมาร” ในภูมิทัศน์ท้องถิ่นอันเป็นมงคล สกันทะประสูติด้วยรัศมีอันยิ่งใหญ่; เหล่ากฤตติกามาถึง เลี้ยงดูด้วยน้ำนมและอ้อมกอด ทำให้พระรูปแผ่ขยายเป็นปางหลายพักตร์หลายกร. พระพรหม พระวิษณุ พระศิวะ พระอินทร์ และหมู่เทวะมาชุมนุม เกิดบรรยากาศมหาเทศกาลด้วยดนตรีและการแสดงทิพย์; เทวะทั้งหลายถวายพระนามว่า “สกันทะ” ทำพิธีอภิเษก และพระศิวะแต่งตั้งให้เป็นเสนาบดี (senāpati). สกันทะได้รับศักติแห่งชัยชนะที่ไม่เคยพลาด พาหนะนกยูง และอาวุธทิพย์จากเทพหลายหมู่. ภายใต้การนำของสกันทะ เหล่าเทวะยกไปเผชิญตารกะ เกิดศึกใหญ่จนสกันทะปล่อยศักติแทงทะลุพระหทัยของตารกะ ยุติภัยคุกคามนั้น. หลังชัยชนะ พระองค์ประดิษฐานศักติที่มีรอยโลหิตไว้ ณ “ปุโรตตมะ” นครอันประเสริฐ ทำให้ภูเขารักตศฤงคะมั่นคงและได้รับการคุ้มครอง. ต่อมามีเหตุแผ่นดินไหวอธิบายความจำเป็นของการทำให้มั่นคง: การเคลื่อนของภูเขาทำลายจมตการปุระและคร่าชีวิตพราหมณ์ ผู้คนประท้วงและขู่สาป. สกันทะทรงปลอบประโลมด้วยเหตุผลทางธรรมว่าเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของสรรพชน และทรงสัญญาฟื้นฟู; ทรงชุบชีวิตพราหมณ์ที่ตายด้วยอมฤต ประดิษฐานศักติบนยอดเขาให้ภูเขาไม่ไหวติง และมอบหมายเทวีสี่องค์—อามพวฤทธา อามรา มาหิตถา จมตการี—คุ้มครองสี่ทิศ. พราหมณ์ถวายพรให้ถิ่นนั้นเลื่องชื่อเป็นสกันทปุระ (เรียกจมตการปุระด้วย) ให้มีการบูชาสกันทะ เทวีทั้งสี่ และศักติสืบไป โดยเฉพาะวันฉัยตรศุกลษัษฐี. ผลบุญกล่าวว่า บูชาด้วยศรัทธาในวันนั้นทำให้สกันทะพอพระทัย และหลังทำปูชาโดยถูกต้อง การสัมผัส/ถูหลังกับศักติสัมพันธ์กับความปลอดโรคตลอดหนึ่งปี.

हाटकेश्वरक्षेत्रमाहात्म्ये कौरवपाण्डवतीर्थयात्रा (Hāṭakeśvara-Kṣetra Māhātmya: The Kaurava–Pāṇḍava Pilgrimage Episode)
บทนี้เป็นบทสนทนา โดยสุเตาตอบคำถามของฤๅษีทั้งหลายว่า ธฤตราษฏระได้สถาปนา “ลิงคะ” ณ เขตศักดิ์สิทธิ์หาฏเกศวรเมื่อใดและอย่างไร ตอนต้นกล่าวถึงบริบทวงศ์และการอภิเษก—พาณุมตีผู้มีลักษณะมงคลและคุณธรรม ได้อภิเษกเข้าสายวงศ์ธารฺตราษฏระ พร้อมทั้งมีนัยถึงความเกี่ยวข้องของยาทวะและการระลึกถึงพระวิษณุ ต่อมาเรื่องย้ายสู่การเดินทางหมู่ใหญ่: เหล่ากุรุ (กุรพ) พร้อมภีษมะ โทฺรณะ และผู้อื่น รวมทั้งปาณฑพทั้งห้าพร้อมบริวาร มุ่งสู่ทวารวตี เข้าสู่แคว้นอานรฺตอันรุ่งเรือง และมาถึงกษेत्रอันเลื่องชื่อที่ชำระบาป ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับหาฏเกศวรเทวะ ภีษมะชี้ความพิเศษของสถานที่และแนะนำให้พำนักห้าวัน ยกประสบการณ์ตนที่พ้นบาปหนัก และเน้นโอกาสได้ชมตีรถะและอายตนะต่าง ๆ ธฤตราษฏระพร้อมบุตรจำนวนมากและพันธมิตร เช่น กรรณะ ศกุนิ กฤปะ เป็นต้น ควบคุมกองทัพไม่ให้รบกวนเขตบำเพ็ญตบะที่เต็มด้วยเสียงสวดพระเวทและควันพิธีกรรม บทนี้แจกแจงธรรมเนียมจาริก: อาบน้ำตามวินัย ให้ทานแก่ผู้ยากไร้และนักพรต ทำศราทธะและตัรปณะด้วยน้ำผสมงา ประกอบโหมะ ชปะ สวาธยายะ และบูชาเทวสถานด้วยธง การชำระล้าง พวงมาลัย เครื่องสักการะ พร้อมการบริจาคสัตว์ พาหนะ โค ผ้า และทองคำ ตอนท้ายทุกคนกลับค่ายด้วยความพิศวงต่อตีรถะ เทวสถาน และนักพรตผู้เคร่งครัด โดยวรรคต้นย้ำว่า การได้เห็นลิงคะนั้นยังผลให้บาปสิ้นและเป็นเหตุแห่งโมกษะ แม้แก่ทุรโยธนะด้วย

धृतराष्ट्रादिकृतप्रासादस्थापनोद्यमवर्णनम् (Preparations for Palace-Temples and Liṅga Installation by Dhṛtarāṣṭra and Others)
บทนี้กล่าวถึงการออกเดินทางจากทวารวตีหลังพิธีอภิเษกสมรสอันยิ่งใหญ่ของทุรโยธนะกับภาณุมตี ซึ่งมีดนตรี การขับร้องร่ายรำ การสวดพระเวท และการเฉลิมฉลองของมหาชนอย่างครึกครื้น ครั้นถึงวันที่เก้า บรรดาผู้อาวุโสฝ่ายกุรุ–ปาณฑพได้กราบทูลพระวิษณุ (ปุณฑรีกากษะ/มาธวะ) ด้วยความรักใคร่ แม้ไม่อยากจากไป แต่จำต้องออกเดินทางด้วยเหตุแห่งกิจอันเป็นธรรมอันเร่งด่วน พวกท่านเล่าว่า ระหว่างเดินทางในแคว้นอนรรตะได้พบ “หาฏเกศวร-กษेत्र” อันอัศจรรย์ เต็มไปด้วยลึงค์อันรุ่งเรืองหลากรูปแบบสถาปัตยกรรม สัมพันธ์กับวงศ์ตระกูลอันสูงส่งและสภาวะทิพย์ทั้งหลาย จึงปรารถนาจะสถาปนาลึงค์ของตน ณ ที่นั้น ขอพระบรมอนุญาตและปฏิญาณว่าจะกลับมาเฝ้าอีก พระมาธวะทรงรับรองว่ากษेत्रนั้นมีบุญยิ่ง และทรงยินดีเสด็จไปเพื่อการดर्शनและพิธีลึงค์-ประติษฐา เมื่อไปถึง เหล่ากุรุ ปาณฑพ และยาทพได้เชิญพราหมณ์มาขออนุญาตเรื่องที่ดินและขอให้เป็นผู้นำประกอบพิธี พราหมณ์ทั้งหลายพิจารณาความคับแคบของพื้นที่และสิ่งปลูกสร้างทิพย์ที่มีอยู่ก่อนแล้ว แต่ลงความเห็นว่าเมื่อเป็นคำขอเพื่อธรรมจากมหาบุรุษ ย่อมไม่ควรปฏิเสธ จึงอนุญาตให้กษัตริย์แต่ละองค์สร้างปราสาท (ปราสาท-เทวสถาน) อันงดงามแตกต่างกันตามลำดับ และท้ายบทกล่าวถึงธฤตราษฏระและผู้อื่นเริ่มลงมือก่อสร้างตามลำดับที่กำหนดไว้

कौरवपाण्डवयादवकृतलिङ्गप्रतिष्ठावृत्तान्तवर्णनम् (Account of Liṅga Consecrations Performed by the Kauravas, Pāṇḍavas, and Yādavas)
ในกรอบมหาตมยะของหาฏเกศวรเกษตร สุ ตะเล่าเหตุการณ์ที่เน้นการประดิษฐานลึงค์เป็นสำคัญ พระเจ้าธฤตราษฏระ ผู้มีโอรสหนึ่งร้อยพระองค์ ได้รับการสรรเสริญว่าได้ตั้งศิวลึงค์ 101 องค์ ณ ที่นั้น เหล่าปาณฑพร่วมกันประดิษฐานลึงค์ห้าองค์ อีกทั้งมีการกล่าวถึงการประดิษฐานโดยสตรีสำคัญ—เทราปที กุนตี คานธารี และภานุมตี—แสดงถึงการร่วมบูชาด้วยศรัทธาอย่างกว้างขวางในราชสกุล ต่อมา บุคคลสำคัญในบรรยากาศมหาภารตะ/กุรุเกษตร—วิทุระ ศัลยะ ยุยุทสุ พาหลีกะ กรรณะ ศกุนิ โทรณะ กฤปะ และอัศวัตถามา—ต่างประดิษฐานลึงค์ของตนด้วย “ปรมภักติ” ใน “วรปราสาท” อันเป็นมณฑป/ปราสาทศักดิ์สิทธิ์อันประเสริฐ แล้วกล่าวว่าวิษณุก็ทรงประดิษฐานลึงค์ในปราสาทสูงยอดชิขระเช่นกัน จากนั้นกลุ่มสาตวตะ/ยาทวะ—สามพะ พลภัทร ประทยุมน์ อนิรุทธ และผู้อื่น—ประดิษฐานลึงค์หลักสิบองค์ด้วยศรัทธา ท้ายเรื่อง ทุกคนยินดีพอใจ พำนักอยู่นาน ทำทานอย่างมาก—ทรัพย์สิน หมู่บ้าน นาไร่ โค ผ้า และคนรับใช้ เป็นต้น—แล้วลาจากด้วยความเคารพ คำกล่าวผลบุญระบุว่า การบูชาลึงค์เหล่านี้ด้วยภักติย่อมให้สมปรารถนา และลึงค์ของธฤตราษฏระถูกย้ำว่าเป็นผู้ทำลายบาป

Hāṭakeśvara-liṅga-pratiṣṭhā and the Devayajana Merit-Statement (हाटकेश्वरलिङ्गप्रतिष्ठा तथा देवयजनमाहात्म्यम्)
สุทาเล่าประวัติศักดิ์สิทธิ์ในกาลก่อนว่า พระรุทระประทานกษेत्रอันหาที่เปรียบมิได้แก่พระพรหมา และ ณ ที่นั้นได้มีการประดิษฐานลึงค์นาม “หาฏเกศวร” ต่อมาเพื่อคุ้มครองพราหมณ์จากโทษแห่งกลียุค พระศัมภูทรงมอบกษेत्रนั้นแก่พระษัณมุข (สกันทะ/การ์ตติเกยะ) ให้พิทักษ์รักษา ครั้นตามคำทูลขอของพระพรหมาและตามพระบัญชาของบิดา พระคางเคยะ (การ์ตติเกยะ) จึงประทับพำนัก ณ ที่นั้น มีข้อกำหนดด้านกาลพิธีว่า ผู้ใดได้ทำทัรศนะต่อพระผู้เป็นเจ้าในเดือนการ์ตติกา เมื่อประกอบด้วยกฤตติกาโยค ย่อมได้บุญกุศลข้ามหลายชาติ และเกิดใหม่เป็นพราหมณ์ผู้ทรงวิชาและมั่งคั่ง ต่อจากนั้นกล่าวถึงปราสาท/เทวสถานอันโอ่อ่าของมหาเสนะที่สูงเด่นสะดุดตา ครั้นเหล่าเทพได้ยินก็มาด้วยความใคร่รู้ ได้เห็นนครอันชำระล้างยิ่ง แล้วประกอบยัชญะในบริเวณทิศเหนือและทิศตะวันออก พร้อมถวายทักษิณาแก่ปุโรหิต สถานที่นั้นจึงเป็นที่รู้จักว่า “เทวยชนะ” และประกาศชัดว่า ยัชญะหนึ่งที่ทำอย่างถูกต้องครบถ้วน ณ ที่นั้น ให้ผลเทียบเท่ายัชญะร้อยครั้งที่ทำ ณ ที่อื่น

Bhāskara-traya Māhātmya (The Glory of the Three Solar Manifestations: Muṇḍīra, Kālapriya, and Mūlasthāna)
บทนี้เริ่มด้วยคำบอกเล่าของสูตะถึง “ภาสกร-ตรีตยะ” คือสุริยรูปมงคลสามประการ ได้แก่ มุณฑีระ กาลปริยะ และมูลสถาน ซึ่งการได้ดรรศนะ (darśana) แก่ทั้งสามย่อมให้ผลถึงความหลุดพ้นได้ ทั้งยังผูกกับกาลสันธิ (ช่วงต่อของเวลา) อย่างชัดเจน: มุณฑีระในยามสิ้นราตรี กาลปริยะในยามเที่ยง และมูลสถานในยามสนธยา/ยามราตรีเริ่มต้น เหล่าฤษีจึงทูลถามถึงตำแหน่งและกำเนิดของทั้งสามภายในหาฏเกศวรช-เกษตร ต่อมา สูตะเล่าเรื่องเป็นอุทาหรณ์: พราหมณ์ผู้หนึ่งป่วยด้วยกุษฐะอย่างรุนแรง ภรรยาผู้ภักดีพยายามรักษาหลายวิธีแต่ไม่สำเร็จ จนมีแขกผู้เดินทางมาเล่าว่าตนเคยหายได้ด้วยการบูชาภาสกรทั้งสามตามลำดับตลอดสามปี พร้อมการถือศีลอด ความสำรวม วรตวันอาทิตย์ การอดนอนเฝ้าบูชา และสรรเสริญ ครั้นสุริยเทพปรากฏในความฝัน ทรงเปิดเผยเหตุแห่งกรรม (ลักทอง) ทรงขจัดโรค และประทานโอวาทให้ละการลักขโมยและให้ทานตามกำลัง พราหมณ์กับภรรยาจึงออกเดินทางสู่มุณฑีระ ระหว่างทางพราหมณ์อ่อนแรงจนคิดถึงความตาย แต่ภรรยาไม่ยอมทอดทิ้ง เมื่อทั้งสองเตรียมก่อเชิงตะกอน กลับมีบุรุษเรืองรองสามองค์ปรากฏ—คือภาสกรทั้งสาม—ประทานการรักษาและรับว่าจะสถิต ณ ที่นั้น หากผู้ศรัทธาสร้างเทวสถานสามแห่งเพื่อให้เข้าถึงดรรศนะได้ในสามกาล พราหมณ์จึงสถาปนาสุริยรูปทั้งสามในวันอาทิตย์ (ในบริบทหัสดารกะ) บูชาด้วยดอกไม้และธูปในสามสันธิประจำวัน และเมื่อสิ้นชีวิตได้ไปสู่ภาสกรธาม ตอนท้ายกล่าวผลว่า การได้ดรรศนะตามกาลของตรีตยะนี้ยังให้ความปรารถนายากสำเร็จ และเรื่องทั้งหมดเน้น “การเยียวยา” ที่ตั้งอยู่บนการปฏิรูปศีลธรรมเป็นสำคัญ.

हाटकेश्वर-क्षेत्रे शिव-सती-विवाहकथनम् (Śiva–Satī Marriage Narrative at Hāṭakeśvara-kṣetra)
บทนี้เป็นบทสนทนาเมื่อเหล่าฤๅษีทูลถามสุูตะถึงความคล้ายขัดกันว่า พระศิวะ–อุมาได้รับการประดิษฐาน ณ กลางแท่นบูชา (เวทิมัธยะ) แต่การอภิเษกกลับถูกจดจำว่าเกิดก่อนที่โอษธิปรัสถะ และโดยพิสดารที่หาฏเกศวร-เกษตร สุูตะจึงอธิบายว่าเป็นวัฏจักรเรื่องราวเก่าในมนวันตระก่อน ๆ แล้วจึงเล่าเหตุการณ์อภิเษกที่เกี่ยวเนื่องกับทักษะให้กระจ่าง ทักษะจัดเตรียมพิธีอภิเษกอย่างโอ่อ่า ในกาลมงคล—เดือนไจตรา ข้างขึ้นวันตรีโยทศี, ภค-นักษัตร, วันอาทิตย์—พระศิวะเสด็จมาพร้อมหมู่เทพ คันธรรพ์ ยักษ์ รากษส และหมู่กึ่งทิพย์เป็นอันมาก แล้วเกิดเหตุการณ์เชิงธรรมะ: พระพรหมผู้ถูกกามครอบงำพยายามเห็นพระพักตร์ของพระสตีที่ปกปิดไว้ และอาศัยควันจากไฟยัญจึงได้เห็น ทำให้พระศิวะทรงตำหนิและกำหนดการชดใช้บาป (ปรายัศจิตตะ) เชื้อที่ตกลงมากลายเป็นเหตุแห่งกำเนิดฤๅษีจิ๋วขนาดเท่านิ้วหัวแม่มือ คือ วาลขิลยะ พวกท่านขอสถานที่บำเพ็ญตบะอันบริสุทธิ์และบรรลุสิทธิที่นั่น ตอนท้ายพระศิวะทรงยินยอมประทับ ณ กลางแท่นบูชาพร้อมพระสตีเพื่อชำระสัตว์โลก การได้เห็นพระองค์ในเวลาที่กำหนดกล่าวว่าล้างบาปและประทานสิริมงคล รวมถึงความผาสุกที่เกี่ยวเนื่องกับพิธีวิวาห์ และผลश्रุติกล่าวว่า ผู้ฟังด้วยใจตั้งมั่นและบูชาพระวฤษภธวัชะ ย่อมประกอบพิธีวิวาห์และสังสการทั้งหลายให้สำเร็จโดยปราศจากอุปสรรค

रुद्रशीर्षतीर्थमाहात्म्यम् (Rudraśīrṣa Tīrtha Māhātmya)
บทนี้ดำเนินเป็นบทสนทนา: ฤๅษีทั้งหลายถามถึงสถานที่ที่พระพรหมและฤๅษีวาลขิลยะได้บำเพ็ญตบะ สุทาจึงบอกตำแหน่งในภูมิทัศน์ศักดิ์สิทธิ์ตามทิศ กล่าวถึงปิฐะ/อาสนะที่เรียกว่า “รุทรศีรษะ” และกุณฑะ (สระศักดิ์สิทธิ์) ซึ่งเป็นศูนย์กลางแห่งมหาตมยะของสถานที่นั้น ต่อมามีเหตุการณ์เชิงศีลธรรมและพิธีกรรม: หญิงพราหมณ์ผู้ถูกกล่าวหาว่ามีความสัมพันธ์ต้องห้าม ยอมรับ “ทิพยคฤหะ” คือการทดสอบต่อหน้าสาธารณะ โดยมีผู้เฒ่าและเทพเป็นพยาน พระอัคนีชี้แจงว่าความบริสุทธิ์ที่เกิดขึ้นมิใช่เพราะการกระทำนั้นถูกต้อง หากเกิดจากฤทธิ์แห่งรุทรศีรษะและพลังของน้ำกุณฑะ สังคมตำหนิความโหดร้ายของสามี แต่คาถาถัดไปก็เตือนว่า หากเข้าใกล้ด้วยกามโมหะ ธรรมแห่งชีวิตคู่ในบริเวณนั้นจะเสื่อม—พลังของตirtha อาจกลายเป็นความผ่อนปรนที่อันตรายเมื่อไร้วินัย ตัวอย่างที่สองกล่าวถึงพระราชาวิทูรถะ ผู้โกรธจนถมกุณฑะและทำลายสิ่งก่อสร้าง มีคำสาปตอบว่า ผู้ใดบูรณะกุณฑะและเทวสถาน จะต้องรับภาระกรรมจากความล่วงละเมิดทางกามที่เกิดขึ้น ณ ที่นั้นด้วย เป็นทั้งเครื่องยับยั้งทางจริยธรรมและการยืนยัน “เศรษฐกิจบุญ-บาป” อันเข้มข้นของสถานที่ ปิดท้ายด้วยผลश्रุติ: ในวันมาฆศุกลจตุรทศี ให้บูชาและสวดชปะนาม “รุทรศีรษะ” 108 จบ ย่อมได้ผลตามปรารถนา ชำระบาปประจำวัน และบรรลุปรมคติ (จุดหมายสูงสุด)

Vālakhilya-Muni-Avajñā, Garuḍotpatti, and the Liṅga–Kuṇḍa Phala (वालखिल्यमुन्यवज्ञा–गरुडोत्पत्तिः–लिङ्गकुण्डफलम्)
อัธยายะนี้เป็นคำเล่าของสุูตะแก่เหล่าฤๅษีผู้ซักถาม เริ่มด้วยการระบุศิวลึงค์อันเลื่องชื่อในทิศใต้ของเขตศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งกล่าวว่าเป็นผู้ชำระบาปและความล่วงเกิน ใกล้กันมีคุณฑะสำหรับประกอบโหมะ โดยยกย่องว่าก่อให้เกิดผลบุญเป็นพิเศษ เมื่อทักษะจัดยัญญะอย่างถูกต้อง เหล่าวาลขิลยะมุนิแบกสมิธเพื่อไปช่วยงาน แต่ถูกแอ่งน้ำขวางทาง ขณะกำลังลำบาก ศักระ (อินทรา) มุ่งสู่ยัญญะเห็นเข้า ทว่าเพราะความอยากรู้อยากเห็นและความทะนง จึงกระโดดข้ามไป ทำให้มุนิทั้งหลายรู้สึกถูกดูหมิ่น พวกท่านจึงตั้งสังกัลปะตามพิธี ใช้มนต์สายอถรรพณ์ พร้อมมณฑลและกะละศะที่ผ่านการสถาปนา สร้าง ‘ศักระ’ ขึ้นแทน ครั้นแล้วลางร้ายปรากฏแก่อินทรา อินทราจึงขอคำปรึกษาพฤหัศปติ ผู้ชี้ว่าเป็นผลแห่งการหมิ่นนักบำเพ็ญตบะ อินทราไปพึ่งทักษะ ทักษะเจรจากับมุนิทั้งหลายว่าอานุภาพที่เกิดจากมนต์ไม่ถูกลบล้าง แต่จะผันให้ผู้บังเกิดนั้นเป็นครุฑ—พาหนะของวิษณุ—มิใช่คู่แข่งอินทรา ตอนท้ายเกิดความปรองดอง และกล่าวผลว่า การบูชาลึงค์และทำโหมะในคุณฑะนั้น ไม่ว่าด้วยศรัทธาหรือด้วยจิตนิษกามะ ย่อมให้ผลตามปรารถนาและความสำเร็จทางจิตวิญญาณอันหาได้ยาก

Suparṇākhyamāhātmya (The Glory of Suparṇa/Garuḍa) — Garuḍa’s Origin, Pilgrimage Quest, and Vaiṣṇava Audience
บทที่ 80 เริ่มด้วยเหล่าฤๅษีทูลถามถึงถ้อยคำก่อนหน้า—เหตุใดครุฑผู้มีเดช (เตชัส) และกำลัง (วีรยะ) อันยิ่ง จึงกล่าวว่าอุบัติขึ้นด้วยโหมะของฤๅษีทั้งหลาย. สูตะอธิบายเหตุแห่งพิธีกรรมว่า กัศยปะนำ “กะละศะ” ภาชนะน้ำศักดิ์สิทธิ์ซึ่งปลุกเสกด้วยมนตร์สายอถรรพณ์ และอาศัยอานุภาพแห่งวาลขิลยะ มามอบแก่ วินตา พร้อมสั่งให้ดื่มน้ำที่ชำระด้วยมนตร์เพื่อให้กำเนิดบุตรผู้ทรงพลัง. วินตาดื่มทันทีจึงตั้งครรภ์ และครุฑผู้เป็นที่ครั่นคร้ามของนาคทั้งหลายก็ประสูติ; ต่อมาทรงตั้งมั่นในงานรับใช้แบบไวษณพ—เป็นพาหนะของพระวิษณุ และเป็นสัญลักษณ์บนธงรถศึก. จากนั้นมีคำถามที่สอง—ครุฑสูญเสียปีกและได้คืนอย่างไร และพระมหेशวรทรงพอพระทัยได้อย่างไร. เรื่องราวนำเสนอพราหมณ์สหายจากสายภฤคุ ผู้แสวงหาคู่ครองที่เหมาะสมให้ธิดาชื่อมาธวี. ครุฑพาทั้งสองเที่ยวค้นหาทั่วพิภพเป็นเวลายาวนาน พร้อมแสดงคติสอนใจว่าการตัดสินด้วยเกณฑ์บางส่วน เช่น ความงาม วงศ์ตระกูล ทรัพย์สิน ฯลฯ หากแยกจากคุณธรรมที่ครบถ้วน ย่อมเป็นความบกพร่อง. การเดินทางหันสู่ภูมิประเทศศักดิ์สิทธิ์: ในแดนที่มีรัศมีแห่งไวษณพ พวกเขาพบนารท ผู้ชี้ทางไปยังหาฏเกศวร-เกษตร ที่ซึ่งพระชนารทนะประทับในรูป “ชลศายี” ตามกำหนดเวลา. เมื่อเข้าใกล้เดชไวษณพอันล้นหลาม ครุฑและนารทเตือนพราหมณ์ให้ยืนห่าง แล้วกระทำอภิวาทด้วยความเคารพจนได้เข้าเฝ้า. นารทถ่ายทอดคำร้องทุกข์ของแผ่นดินต่อพระพรหมว่า ถูกกดทับด้วยภาระดุจทัณฑะจากอำนาจอธรรม เช่น กังสะ จึงขอให้พระวิษณุอวตารเพื่อฟื้นความสมดุล. พระวิษณุทรงรับ และตอนท้ายทรงหันมาถามครุฑถึงเหตุแห่งการมา—เป็นปมสู่เรื่องตอนต่อไป.

माधवी-शापकथा तथा शाण्डिली-ब्रह्मचर्य-प्रसङ्गः (Mādhavī’s Curse Episode and the Śāṇḍilī Brahmacarya Discourse)
อัธยายะ 81 ดำเนินเรื่องด้วยบทสนทนาซ้อนชั้น ครุฑเล่าถึงพราหมณ์สหายสายภฤคุและบุตรีชื่อมาธวี ผู้ไม่อาจพบคู่ครองที่เหมาะสม ครุฑจึงทูลวิงวอนพระวิษณุ เพราะเห็นว่าทรงเสมอด้วยรูปและคุณธรรม พระวิษณุรับสั่งให้นำหญิงพรหมจารีมาธวีมาเพื่อการเฝ้าดูโดยตรง เพื่อคลายความกังวลเรื่องรัศมีทิพย์ ต่อมาเกิดความตึงเครียดในบรรยากาศพิธีกรรมภายในเรือน พระลักษมีทรงเข้าใจว่าการเข้าใกล้ของมาธวีเป็นการชิงดี จึงประทานคำสาปให้เป็น ‘อัศวมุขี’ (มีหน้าม้า) ทำให้ผู้คนตระหนกและพราหมณ์ทั้งหลายขุ่นเคือง แล้วมีพราหมณ์ผู้หนึ่งโต้แย้งว่า คำขอด้วยวาจายังไม่ใช่การสมรส ดังนั้นอำนาจของคำสาปย่อมมีขอบเขต และผลจะปรากฏในความสัมพันธ์ของชาติภพภายหน้า จากนั้นครุฑเห็นสตรีชราผู้ประหลาดใกล้พระวิษณุ พระวิษณุทรงแนะนำว่านางคือศาณฑิลี ผู้เลื่องชื่อด้วยญาณและพรหมจรรย์ เมื่อครุฑกล่าวถ้อยคำเคลือบแคลงต่อสตรีและความใคร่แห่งวัยหนุ่ม ปีกของครุฑก็อันตรธานไปทันทีจนหมดกำลัง เหตุการณ์นี้เป็นคติเตือนใจเรื่องการสำรวมวาจา การละอคติ และการเคารพคุณธรรมแห่งผู้ทรงตบะ.

Garuda’s Atonement and the Merit of Worship at the Supaṛṇākhyā Shrine (गरुडप्रायश्चित्तं सुपर्णाख्यदेवमाहात्म्यं)
บทนี้ดำเนินเรื่องเป็นสามช่วงอย่างเป็นระเบียบ พระวิษณุทอดพระเนตรเห็นความอ่อนแรงของครุฑโดยไม่คาดคิด—ปีกหลุดร่วง—จึงทรงไต่ถามเหตุที่เกินกว่ากำลังกายธรรมดา พระองค์เสด็จไปหานางฤๅษีศาณฑิลี และได้รับคำอธิบายว่า เหตุการณ์นี้เป็นการยับยั้งด้วยพลังตบะ เพื่อตอบโต้การดูหมิ่นสตรีโดยทั่วไป โดยเกิดจาก “มโนปณิธาน” มิใช่การกระทำทางกาย พระวิษณุทรงขอให้คืนดี แต่ศาณฑิลีกำหนดวิธีแก้คือการบูชาพระศังกร เพราะการฟื้นคืนต้องอาศัยพระกรุณาของพระศิวะ ครุฑจึงปฏิบัติสาธนาระยะยาวในแนวปาศุปตะ ทำตบะเช่นจันทรายณะและกฤจฉระต่าง ๆ อาบน้ำวันละสามเวลา รักษาวัตรเถ้าศักดิ์สิทธิ์ สวดมนต์รุดระ และประกอบปูชาพร้อมเครื่องสักการะ ครั้นเวลาล่วงไป พระมหेशวรประทานพร—ให้พำนักใกล้ลิงคะ คืนปีกโดยฉับพลัน และได้รัศมีทิพย์กลับมา ตอนท้ายกล่าวผลบุญว่า แม้ผู้มีความประพฤติบกพร่องก็ยกตนได้ด้วยการบูชาอย่างมั่นคง เพียงได้ทัศนะในวันจันทร์ก็เป็นกุศลยิ่ง และการทำปราโยปเวศนะ ณ ศาลเจ้าสุปัรณาขยะยุติการเกิดใหม่ได้

सुपर्णाख्यमाहात्म्यवर्णनम् (The Māhātmya of the Supaṇākhya Shrine)
สุ ตะเล่าเหตุอัศจรรย์ที่สืบไว้ในคัมภีร์ปุราณะ กษัตริย์เวณุแห่งราชวงศ์สุริยะถูกพรรณนาว่าประพฤติอธรรมอย่างดื้อดึง—ขัดขวางยัญพิธีและการบูชา ยึดทานที่ถวายแก่พราหมณ์ เบียดเบียนผู้เปราะบาง คุ้มครองโจร กลับตาลปัตรความยุติธรรม และเรียกร้องให้ผู้คนบูชาตนเป็นผู้สูงสุด ผลแห่งกรรมทำให้เขาเป็นโรคเรื้อนร้ายแรง วงศ์ตระกูลเสื่อมสิ้น ไร้ทายาทและที่พึ่ง ถูกขับไล่และเร่ร่อนเดียวดายในความหิวกระหาย ท้ายที่สุดเขามาถึงปราสาท/มณฑิรสุปัณณาขยะในเขตศักดิ์สิทธิ์ และสิ้นชีวิตที่นั่นด้วยความอ่อนแรง ราวกับอยู่ในภาวะอดอาหารโดยไม่ตั้งใจ ด้วยมหาตมยะของสถานที่ เขาได้กายทิพย์ ขึ้นวิมานไปถึงโลกของพระศิวะ ได้รับการต้อนรับจากอัปสรา คนธรรพ์ และกินนร พระปารวตีทูลถามพระศิวะว่าเขาเป็นใคร และทำกรรมใดจึงได้บรรลุเช่นนั้น พระศิวะทรงอธิบายว่าเพราะเขาละสังขารภายในสถานศุภมงคลนั้น โดยเฉพาะในสภาพคล้ายปราโยปเวศนะ/การงดอาหาร จึงได้อานิสงส์ยิ่งใหญ่ แม้แมลง นก และสัตว์ที่ตายในปราสาทก็ได้รับความรอดตามตรรกะของเรื่อง เมื่อได้ฟัง พระปารวตีทรงพิศวง ต่อมาผู้ใฝ่โมกษะจึงเดินทางมาจากแดนไกลด้วยศรัทธาเพื่อปฏิบัติปราโยปเวศนะและได้ความสำเร็จสูงสุด ตอนท้ายประกาศเรื่องนี้ว่าเป็น “ผู้ทำลายบาปทั้งปวง” ในมหาตมยะของศรีหาฏเกศวรเกษตร

Mādhavī’s Transformation at Hāṭakeśvara-kṣetra (माधवी-रूपपरिवर्तन-प्रसङ्गः)
เหล่าฤๅษีทูลขอให้เล่าเรื่องของมาธวีโดยพิสดาร ผู้ถูกกล่าวว่าเกี่ยวเนื่องกับพระวิษณุประหนึ่งน้องสาว—นางได้รูปอัศวมุข (หน้าม้า) มาได้อย่างไร และได้บำเพ็ญตบะอย่างไร. สูตะเล่าว่า เมื่อพระวิษณุได้รับสารทิพย์อันเกี่ยวกับนารทแล้ว จึงปรึกษากับเหล่าเทวะถึงการอวตารเพื่อบรรเทาภาระแห่งแผ่นดินและทำลายอำนาจอธรรม. ในกาลทวาปร มีการกล่าวถึงการประสูติในเรือนวสุเทวะ—พระผู้เป็นเจ้าประสูติจากเทวกี, พลภัทรจากโรหิณี, และมาธวีจากสุประภา; แต่มาธวีปรากฏด้วยรูปแปรเปลี่ยนเป็นอัศวมุข ทำให้ครอบครัวและชุมชนเศร้าโศก และไม่มีผู้ใดรับเป็นคู่ครอง. พระวิษณุทรงเห็นความทุกข์นั้น จึงพามาธวีพร้อมพระพลเทวไปยังหาฏเกศวรเกษตร เพื่อประกอบการบูชาด้วยวินัยและข้อปฏิบัติ. ด้วยการถือพรต การให้ทาน และการถวายแก่พราหมณ์ พระวิษณุทรงทำให้พระพรหมพอพระทัย จึงได้รับพรว่า มาธวีจะกลับเป็นผู้มีพักตร์เป็นมงคล ได้ชื่อว่า “สุภัทรา” เป็นที่สรรเสริญว่าเป็นที่รักของสวามีและเป็นมารดาแห่งวีรชน. ยังมีบัญญัติการบูชาในเดือนมาฆะ วันทวาทศี ด้วยของหอม ดอกไม้ และเครื่องทาผิว; และกล่าวถึงผลบุญ โดยเฉพาะสตรีที่ถูกทอดทิ้งหรือไร้บุตร หากบูชาด้วยศรัทธาตามลำดับสามวันย่อมได้อานิสงส์. ตอนท้ายเป็นผลश्रุติว่า การอ่านหรือฟังบทนี้ด้วยความเลื่อมใสย่อมชำระบาปได้ แม้บาปที่เกิดขึ้นภายในวันเดียวก็ตาม.

Mahalakṣmī’s Restoration from the Gajavaktra Form (गजवक्त्रा-महालक्ष्मी-माहात्म्य / Narrative of Curse, Tapas, and Boon)
บทนี้ดำเนินแบบถาม-ตอบ: ฤๅษีทั้งหลายถามสุทาเกี่ยวกับผลของศาปะที่ปัทมาให้แก่มาธวี และโดยเฉพาะว่า กมลา/ลักษมีซึ่งถูกพราหมณ์ผู้โกรธเกรี้ยวสาปนั้น เหตุใดจึงต้องรับรูป “คชวักตระ” (พักตร์ช้าง) และภายหลังกลับได้พักตร์อันเป็นมงคลอย่างไร สุทาเล่าถึงผลของคำสาปที่แปรเปลี่ยนโดยฉับพลัน แล้วกล่าวถึงพระบัญชาของหริว่า นางต้องคงอยู่ในรูปนั้นจนสิ้นยุคทวาปร จากนั้นจึงจะได้รับการฟื้นคืนด้วยอำนาจทิพย์ ลักษมีบำเพ็ญตบะอย่างเข้มข้น ณ เกษตรนั้น ทำตรีกาลสนานเป็นนิตย์ และบูชาพรหมาไม่รู้เหน็ดเหนื่อยทั้งกลางวันกลางคืน ครั้นครบปี พรหมาทรงพอพระทัยประทานพร นางทูลขอเพียงให้ได้รูปเดิมอันเป็นสิริมงคล พรหมาทรงประทานการคืนรูป และสถาปนานาม “มหาลักษมี” ในบริบทแห่งสถานที่ศักดิ์สิทธิ์นี้ ตอนท้ายมีผลบุญ (ผละ) ว่า ผู้บูชานางในรูปคชวักตระย่อมได้อำนาจและความเป็นใหญ่ดุจราชาผู้ยิ่งใหญ่ และผู้บูชาในวันทวิติยาโดยอัญเชิญนาม “มหาลักษมี” พร้อมสวดศรีสูกตะ ย่อมพ้นความยากจนตลอดเจ็ดชาติ เรื่องจบด้วยการที่เทวีกลับสู่สำนักของเกศวะ ยืนยันแนวไวษณพ พร้อมคงบทบาทพรหมาในฐานะผู้ประทานพรและรับรองความศักดิ์สิทธิ์แห่งตีรถะนั้น

सप्तविंशतिका-दुर्गा माहात्म्यम् (Glory of Saptaviṃśatikā Durgā and the Regulation of Lunar Fortune)
บทนี้กล่าวถึงกำเนิดตถาคตสถานศักดิ์สิทธิ์ที่เกี่ยวกับเทวี “สัปตวิงศติกา” ผู้สัมพันธ์กับนักษัตรทั้งยี่สิบเจ็ด. สุตะเล่าว่า ธิดาทั้งยี่สิบเจ็ดของทักษะ—นับเป็นนักษัตรและเป็นชายาของโสม—ต้องทุกข์เพราะโสมลำเอียงรักโรหิณีเป็นพิเศษ ทำให้ธิดาอื่น ๆ เศร้าโศก หวั่นว่าสุภาคยะ (ความเป็นมงคลแห่งชีวิตคู่) จะเสื่อมและเกรงการถูกทอดทิ้ง จึงบำเพ็ญตบะในเขตนั้น สถาปนาดุรคาและถวายเครื่องบูชา-สักการะอย่างต่อเนื่อง จนเทวีพอพระทัยและประทานพรให้สุภาคยะกลับคืน พร้อมดับทุกข์จากการถูกสามีละทิ้ง ต่อมามีข้อกำหนดวรตะ: บูชาในวันจตุรทศีด้วยการอดอาหารและภักติ ปฏิบัติอย่างแน่วแน่ตลอดหนึ่งปี และสำรวมอาหารโดยงดของด่าง/เค็มเป็นเครื่องหมายแห่งความจริงจัง อีกทั้งกำหนดฤกษ์—เดือนอาศวิน ข้างขึ้น วันนวมี บูชากลางคืนเที่ยงคืน—ให้ผลเป็นมงคลแรงและยืนยาว แล้วเชื่อมกับตำนานจันทรา: ศูลปาณีถามทักษะถึงโรคราชยักษมาแห่งโสม ทักษะอธิบายเหตุแห่งคำสาป และพระศิวะทรงวางดุลจักรวาลโดยกำหนดให้โสมปฏิบัติต่อชายาทุกองค์อย่างเสมอภาค จึงเกิดข้างขึ้น-ข้างแรมที่เพิ่มและลด สุดท้ายยืนยันว่าเทวียังคงสถิตในเขตนั้นเป็นผู้ประทานสุภาคยะแก่สตรี และกำหนดให้อ่านสวดด้วยความบริสุทธิ์ในวันอष्टมีเพื่อให้ได้สุภาคยะ

Somaprāsāda-māhātmya (Glory of the Lunar Temple)
บทนี้เป็นบทสนทนาที่สุทา (Sūta) กล่าวถึงสถานศักดิ์สิทธิ์และปราสาทของโสมะ (พระจันทร์) ซึ่งเพียงได้เห็นก็เชื่อว่าชำระบาป (ปาตกะ) ได้ เหล่าฤๅษีถามว่าเหตุใดจันทรมา (Candramā) จึงเป็นที่พึ่งร่วม (สมาศรยะ) ของเหล่าเทพ สุทาอธิบายด้วยเหตุผลเชิงจักรวาลและพิธีกรรมว่า โลกถูกระลึกว่าเป็น “โสมมยะ”; พืชสมุนไพรและพืชผลมีสาระของโสมะ; เทพทั้งหลายอิ่มเอมด้วยโสมะ จึงทำให้ยัญญะที่เกี่ยวกับโสมะ เช่น อัคนิษโฏม (Agniṣṭoma) ตั้งอยู่บนหลักนี้ ต่อจากนั้นกล่าวถึงธรรมเนียมในการสร้างโสมปราสาท—ควรให้ตรงกาลมงคล โดยเฉพาะวันจันทร์ (โสมวาระ) และนิมิตอันเป็นสิริมงคล พร้อมตั้งเจตนาบริสุทธิ์ด้วยศรัทธาเพื่อเพิ่มพูนบุญกุศล หากสร้างผิดแบบแผนย่อมถูกเตือนว่าจะเกิดผลร้าย ท้ายเรื่องบันทึกว่าโสมปราสาทมีเพียงไม่กี่แห่ง—ที่อัมพารีษะ ธันธุุมาระ และอิกษวากุสร้าง—ย้ำถึงความหายาก และลงท้ายด้วยผลश्रุติว่า การสวดอ่านหรือสดับฟังย่อมทำลายบาปได้

अम्बावृद्धामाहात्म्यवर्णनम् / The Māhātmya of Ambā-Vṛddhā (Protective Goddesses of Hāṭakeśvara-kṣetra)
บทนี้เริ่มด้วยเหล่าฤๅษีทูลถามสุทะให้ขยายความมหาตมยะของอัมพา‑วฤทธา ซึ่งเคยกล่าวไว้ในหมู่เทวผู้พิทักษ์ท้องถิ่นสี่องค์ พร้อมทั้งที่มาของการยาตรา (การจาริก/วรต) และอานุภาพของนาง สุทะเล่าว่าเมื่อพระเจ้าจมัตการะสถาปนาเมือง ได้ประกอบพิธีตั้งเทวผู้คุ้มครองสี่องค์เพื่อพิทักษ์หาฏเกศวร‑กษेत्र ในราชวงศ์นั้นมีสตรีสองนางคือ อัมพา และอีกนางชื่อ วฤทธา ได้อภิเษกกับกษัตริย์แห่งกาศีตามพิธีเวท ครั้นกษัตริย์สิ้นพระชนม์ในศึกกับพวกกาลยวนนะ ทั้งสองพระมเหสีผู้เป็นหม้ายจึงไปยังหาฏเกศวร‑กษेत्र บำเพ็ญการบูชาเทวีและตบะยาวนาน ด้วยเจตนาคุ้มครองและปราบศัตรูของพระสวามี จากไฟพิธีโหมะบังเกิดศักติอันดุร้าย ต่อมาปรากฏหมู่ “มารดา” (มาตฤ) จำนวนมหาศาล มีรูปพรรณหลากหลาย—หลายพักตร์ หลายกร อาวุธ พาหนะ และอาการต่าง ๆ—เข้าทำลายกองทัพศัตรู ไล่ปราบและกลืนกินจนแว่นแคว้นของศัตรูพินาศ แล้วจึงกลับสู่ที่สถิต หมู่มาตฤขอที่อยู่และภักษาหาร อัมพา‑วฤทธาจึงกำหนดข้อห้ามและเงื่อนไขทางศีลธรรม‑พิธีกรรม โดยกล่าวว่าผู้ประพฤติอธรรม ทำบาป หรือเป็นปฏิปักษ์ต่อเทวะและพราหมณ์ ย่อมเป็นผู้ “ควรถูกกิน” อันเป็นขอบเขตแห่งความประพฤติของมนุษย์ ตอนท้ายกษัตริย์สร้างที่ประทับอันโอฬารถวายแด่เทวีทั้งสอง และกล่าวผลบุญว่า การได้เห็นพระพักตร์ยามรุ่งอรุณ การบูชาเมื่อเริ่มและเมื่อจบกิจการ และการถวายบูชาในตถีที่กำหนด ย่อมนำมาซึ่งความคุ้มครอง ความสำเร็จตามปรารถนา และชีวิตที่ “ไร้หนาม” คือปราศจากอุปสรรค.

Śrīmātuḥ Pādukā-māhātmya (Glory of the Divine Pādukās in Hāṭakeśvara-kṣetra)
บทนี้กล่าวถึงวิกฤตเฉพาะถิ่นในหาฏเกศวร-กษेत्र และการคลี่คลายด้วยพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ ในเรือนของพราหมณ์เกิดเหตุเด็กหายไปยามราตรี เหล่าเทวะเที่ยวเสาะหา “ฉิทร” (ช่องโหว่/รอยรั่ว) ที่เปิดทางให้เคราะห์ร้าย พราหมณ์ทั้งหลายเข้าเฝ้าอัมพาด้วยความเคารพ กราบทูลเรื่องการลักพาตัวกลางคืนและขอความคุ้มครอง ถึงกับกล่าวว่าจะอพยพหากมิได้รับการช่วยเหลือ อัมพาทรงเมตตา ทรงกระทบพื้นดินให้เกิดถ้ำ แล้วประดิษฐานปาทุกาอันเป็นทิพย์ของพระนางไว้ภายใน พร้อมกำหนดกฎเขตแดนว่า เทวบริวารต้องอยู่ภายใน ผู้ใดล่วงเขตด้วยความกระสับกระส่ายจะตกจากฐานะเทวะ เหล่าเทวะทูลถามว่าใครจะทำบูชาและถวายเครื่องสักการะ อัมพาตรัสว่าโยคีและภักตะจะบูชา และทรงกำหนดลำดับเครื่องบูชาแก่ปาทุกา รวมถึงเนื้อและสุรา พร้อมประทานคำมั่นถึงสิทธิอันหาได้ยาก เมื่อคติบูชานี้แพร่หลาย พิธีเวทอย่างอัคนิษโฏมะเสื่อมลง เทวะทั้งหลายทุกข์ใจเพราะส่วนแบ่งจากยัญลดลง จึงไปทูลมหेशวร พระศิวะทรงยืนยันความศักดิ์สิทธิ์อันมิอาจล่วงละเมิดของอัมพา และทรงจัด “อุบายอันสะดวก” โดยอุบัติธิดาผู้รุ่งเรือง สอนมนตร์และวิธีการให้ดำรงการบูชาปาทุกาผ่านสายสืบทอด ตอนท้ายเป็นผลश्रุติว่า การบูชาปาทุกา—โดยเฉพาะด้วยมือของหญิงสาว และการสดับเรื่องนี้ในวันติติสำคัญ เช่น จตุรทศีและอัษฏมี—ย่อมนำสุขในโลกนี้ ความผาสุกหลังความตาย และบรรลุสภาวะสูงสุดในที่สุด.

वह्नितीर्थोत्पत्तिः (Origin of Vahni/Agni Tīrtha) — Chapter 90
เหล่าฤๅษีทูลขอให้สูตะอธิบายกำเนิดและมหิมาของอัคนีตีรถะและพรหมตีรถะ สูตะเล่าเหตุการณ์ความแห้งแล้งในรัชสมัยพระเจ้าศานตนุ—พระอินทร์ระงับฝนเพราะเห็นว่าเกิดความไม่เป็นระเบียบในลำดับการสืบราชสมบัติ จึงเกิดทุพภิกขภัยและพิธียัญกรรมเสื่อมถอย ฤๅษีวิศวามิตรผู้ถูกความหิวครอบงำได้ปรุงเนื้อสุนัข ทำให้อัคนีหวาดหวั่นว่าจะเกี่ยวข้องกับการบริโภคต้องห้าม จึงอันตรธานจากโลก เหล่าเทวดาออกติดตามหาอัคนี โดยช้าง นกแก้ว และกบเป็นผู้บอกที่ซ่อนของอัคนี จึงถูกสาปให้วาจา/ลิ้นวิปริตเพราะเปิดเผยความลับนั้น ท้ายที่สุดอัคนีไปอาศัยในอ่างเก็บน้ำลึก ณ เขตหาฏเกศวร ความร้อนของอัคนีทำให้สัตว์น้ำล้มตาย พระพรหมเสด็จมาชี้แจงว่าอัคนีเป็นสิ่งจำเป็นต่อจักรวาล—จากยัญเกิดสุริยะ จากสุริยะเกิดฝน จากฝนเกิดอาหาร และจากอาหารสัตว์โลกดำรงอยู่ พระพรหมไกล่เกลี่ยกับพระอินทร์ให้ฝนกลับมาตก และประทานพรให้อ่างเก็บน้ำนั้นมีชื่อเสียงเป็น “วหฺนีตีรถะ/อัคนีตีรถะ” บทนี้กำหนดการอาบน้ำยามเช้า การสวดชปะอัคนีสูคตะ และการได้เห็นด้วยศรัทธา ว่าให้บุญเทียบอัคนิษโฏมะและทำลายบาปที่สั่งสม อีกทั้งยกย่องพิธี “วโสห์ธารา” (การถวายเนยใสอย่างต่อเนื่อง) ว่าเป็นองค์ประกอบให้พิธีศานติ เปาษฺฏิกะ และไวศฺวเทวะสมบูรณ์ เป็นที่พอพระทัยของอัคนี และเป็นเหตุให้ผู้ถวายบรรลุสิ่งปรารถนา

अग्नितीर्थप्रशंसा (Agni-tīrtha Praise and the Devas’ Consolation)
สูตเล่าว่า ปิตามหะพรหมาได้ปลอบประโลมปาวกะ (อัคนี) ผู้เดือดดาลให้สงบ แล้วจึงเสด็จกลับไป ต่อมาเหล่าเทวะที่ชุมนุม—มีศักระ วิษณุ และศิวะเป็นต้น—ต่างกลับสู่ที่ประทับของตน อัคนีได้ตั้งมั่นในพิธีอัคนิโหตระของทวิชผู้ประเสริฐ รับเครื่องบูชาตามครรลอง และ ณ ที่นั้นได้บังเกิด “อัคนีตีรถะ” อันสูงส่ง ผลแห่งตีรถะกล่าวว่า ผู้ใดอาบน้ำยามเช้าที่นั่น ย่อมพ้นบาปที่เกิดขึ้นในวันนั้น (ทินชะ) ได้ ครั้นเทวะกำลังจะจากไป ผู้ทุกข์ยากนามว่า คเชนทระ ศุกะ และมณฑูกะเข้ามากราบทูลว่า ตนถูกอัคนีสาป “เพราะท่านทั้งหลาย” และขอวิธีแก้เกี่ยวกับลิ้น (ชิหวา) ของตน เหล่าเทวะจึงปลอบโยนว่า แม้ลิ้นจะแปรเปลี่ยน ความสามารถยังคงอยู่ และจะได้รับการยอมรับแม้ในราชสำนัก ส่วนมณฑูกะซึ่งถูกไฟทำให้เป็น “วิชิหวะ” ก็ได้รับพรให้มีแนวทางการเปล่งเสียงอันพิเศษยืนนาน แล้วเทวะทั้งหลายประทานเมตตาและเสด็จจากไป

ब्रह्मकुण्डमाहात्म्यवर्णनम् | Brahmakuṇḍa Māhātmya (Glorification of Brahma-Kuṇḍa)
บทนี้สุเตาะเล่าต่อจากเรื่องอัคนีตีรถะไปสู่กำเนิดและอานิสงส์ของพรหมกุณฑะ กล่าวว่าฤๅษีมารกัณฑेयเป็นผู้ประดิษฐาน (ปฺรติษฺฐา) พระพรหมผู้เกิดจากดอกบัว (ปัทมโยนิ) และสร้างสระศักดิ์สิทธิ์ที่มีน้ำใสบริสุทธิ์ไว้ ณ ที่นั้น ต่อมามีข้อกำหนดด้านกาลและพิธีกรรม—ในเดือนการ์ตติกะ เมื่อจันทร์สถิตในนักษัตรกฤตติกา (กฤตติกา-โยคะ) พึงถือภีษมวรต/ภีษมปัญจกะ; อาบน้ำในน้ำมงคลนั้น แล้วบูชาพระพรหมก่อน จากนั้นบูชาพระวิษณุในนามชนารทนะ/ปุรุโษตตมะ ผลश्रุติกล่าวถึงผลด้านภพชาติและโลก—แม้ศูทรก็ได้เกิดสูงขึ้น ส่วนพราหมณ์ผู้ปฏิบัติย่อมได้ถึงพรหมโลก มีนิทานประกอบว่า คนเลี้ยงโคผู้หนึ่งได้ฟังคำสอนของมารกัณฑेयแล้วปฏิบัติวรตด้วยศรัทธา ครั้นสิ้นชีวิตก็ไปเกิดใหม่ในตระกูลพราหมณ์พร้อมความทรงจำชาติเดิม (ชาติสฺมร) ด้วยความรักต่อบิดามารดาเดิม เขาจึงทำพิธีศราทธะให้บิดาเดิม เมื่อญาติพี่น้องซักถาม เขาอธิบายชาติเดิมและเหตุแห่งการเปลี่ยนแปลงว่าเกิดจากอานุภาพแห่งวรตนั้น ตอนท้ายกล่าวถึงชื่อเสียงของพรหมกุณฑะทางทิศเหนือ และย้ำว่า การอาบน้ำที่นั่นซ้ำ ๆ นำไปสู่การได้เกิดอย่างสูงซ้ำ ๆ สำหรับพราหมณ์ผู้ปฏิบัติ.

गोमुखतीर्थमाहात्म्यवर्णनम् (Gomukha Tīrtha Māhātmya—Account of the Glory of Gomukha)
บทนี้กล่าวถึงมหิมาแห่งโกมุขตีรถะในหาฏเกศวรเกษตร พร้อมเรื่องเหตุแห่งการเกิด การเร้นซ่อน และการปรากฏขึ้นใหม่ของแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์นั้น. ในกาลที่เป็นมงคล วัวตัวหนึ่งกระหายน้ำได้ถอนกอหญ้าออก แล้วธารน้ำก็ผุดขึ้นและแผ่กว้างกลายเป็นสระใหญ่ มีวัวจำนวนมากได้ดื่มน้ำ. คนเลี้ยงวัวผู้เจ็บป่วยลงไปอาบในน้ำนั้น ครั้นอาบแล้วก็หายโรคทันที ร่างกายผ่องใสรุ่งเรือง; ข่าวอัศจรรย์แพร่ไป ทำให้สถานที่นั้นเป็นที่รู้จักในนาม “โกมุข”. เมื่อฤษีทั้งหลายถามถึงเหตุที่มีน้ำเช่นนี้ สุตะเล่าเรื่องพระเจ้าอัมพรีษะผู้บำเพ็ญตบะเพื่อโอรสที่ป่วยเป็นกุษฐะ ซึ่งอธิบายว่าเป็นผลกรรมจากพรหมหัตยาในชาติปางก่อน—ได้ฆ่าพราหมณ์เพราะเข้าใจผิดว่าเป็นผู้บุกรุก. พระวิษณุทรงพอพระทัย จึงทรงให้สายน้ำชาหฺนวี (คงคา) จากใต้พิภพผุดขึ้นผ่านช่องเล็กละเอียด และทรงสั่งให้ลงแช่อาบ; โอรสหายป่วย แล้วช่องนั้นถูกปิดเร้นไว้. ต่อมาน้ำเดียวกันนั้นกล่าวว่าได้เปิดเผยบนแผ่นดินอีกครั้งด้วยเหตุการณ์ “โกมุข”. ผลานุผลระบุว่า การอาบด้วยศรัทธาภักดีช่วยชำระบาปและบรรเทาโรคบางประการ. การทำศราทธะในแดนหาฏเกศวรถูกยกย่องว่าเป็นการปลดเปลื้องหนี้ต่อบรรพชน; โดยเฉพาะการอาบยามรุ่งอรุณวันอาทิตย์กล่าวว่ามีผลด้านการเยียวยาเฉพาะ และวันอื่น ๆ หากอาบด้วยศรัทธาภักดีก็ยังให้ผลเช่นกัน.

लोहयष्टिमाहात्म्य (The Glory of Paraśurāma’s Iron Staff)
ในบทนี้ สุตะตอบคำถามของเหล่าฤๅษีเกี่ยวกับ “โลหยะษฏิ” ไม้เท้าเหล็กอันรุ่งเรืองยิ่งที่ประดิษฐานอยู่ในกษेत्रอันศักดิ์สิทธิ์. ท่านเล่าว่า ปรศุรามะ (ราม ภารควะ) ครั้นประกอบพิธีบูชาบรรพชนและกิจอันเป็นมงคลแล้ว กำลังมุ่งสู่ทะเลเพื่อสรงสนาน ก็ได้รับคำแนะนำจากมุนีและพราหมณ์ผู้พำนักในถิ่นนั้นให้ละทิ้งขวาน (กุฐาระ/ปรศุ). เหตุผลคือ ตราบใดที่อาวุธยังอยู่ในมือ เมล็ดแห่งโทสะย่อมยังคงอยู่ จึงไม่สมควรแก่ผู้สำเร็จพรตแล้ว. ปรศุรามะทูลแสดงความกังวลว่า หากละขวานไว้ ผู้อื่นอาจหยิบไปใช้ในทางผิด; เมื่อเกิดการล่วงเกิน เขาย่อมไม่อาจอดกลั้นได้. ในที่สุดตามคำขอของพราหมณ์ ท่านจึงหักขวานนั้นแล้วทำเป็นไม้เท้าเหล็ก มอบให้พราหมณ์เพื่อคุ้มครองและดูแลรักษา. พราหมณ์ให้สัตย์ว่าจะพิทักษ์และบูชา พร้อมกล่าวผลแห่งการบูชา (ผลश्रุติ): กษัตริย์ผู้สูญเสียแผ่นดินอาจได้อำนาจคืน, ศิษย์และพราหมณ์ได้ญาณอันสูงยิ่งถึงขั้นรู้ทั่ว, ผู้ไร้บุตรได้บุตร; และการบูชาพร้อมอุโบสถโดยเฉพาะวันจตุรทศีแห่งปักษ์มืดเดือนอาศวินให้บุญยิ่งนัก. เมื่อปรศุรามะจากไป พราหมณ์สร้างสถานบูชาและตั้งพิธีบูชาเป็นนิตย์ ทำให้ความปรารถนาสำเร็จโดยเร็ว. ตอนท้ายกล่าวว่า ขวานเดิมนั้น วิศวกรรมันได้หล่อจากเหล็กอันไม่เสื่อมสลาย ผสานด้วยเดชไฟแห่งรุทระ.

अजापालेश्वरीमाहात्म्यवर्णनम् (Ajāpāleśvarī Māhātmya: The Glory of the Goddess Installed by King Ajāpāla)
บทที่ 95 เล่าโดยสุตะถึงกำเนิดและอานิสงส์แห่งการบูชาอชาปาเลศวรี ในกรอบเรื่องราวตถีรถะที่ตั้งอยู่บนธรรมะ พระเจ้าอชาปาละทุกข์ใจต่อโทษทางสังคมจากการเก็บภาษีที่กดขี่ แต่ก็รู้ว่ารายได้จำเป็นต่อการคุ้มครองราษฎร จึงตั้งปณิธานสร้างแผ่นดิน “ไร้หนาม” (ลดอาชญากรรม) ด้วยตบะ มิใช่ด้วยการรีดภาษี และทูลถามวสิษฐะถึงตถีรถะที่ให้ผลรวดเร็ว ที่ซึ่งมหาเทวะและเหล่าเทพยินดีโดยง่าย วสิษฐะชี้ไปยังหาฏเกศวร-เกษตร ซึ่งจัณฑิกาพอพระทัยได้โดยเร็ว พระราชาทรงปฏิบัติพรหมจรรย์ ความสะอาด อาหารตามระเบียบ และอาบน้ำวันละสามเวลา แล้วบูชาเทวีด้วยวินัย เทวีประทานอาวุธและมนตร์ที่ประกอบด้วยญาณ เพื่อยับยั้งอาชญากรรม ระงับบาปหนักอย่างการล่วงละเมิดคู่ครองผู้อื่น และควบคุมโรคภัย ทำให้ความหวาดกลัวลดลง ความผิดบาปเบาบาง และความผาสุกของประชาชนเพิ่มขึ้น เมื่อบาปและโรคเสื่อมถอย อำนาจของยมก็ประหนึ่งว่างงาน เหล่าเทพจึงประชุมปรึกษา ศิวะเสด็จมาทดสอบในรูปเสือ กระตุ้นให้พระราชาตอบโต้เพื่อป้องกันตน แล้วศิวะทรงเผยพระองค์ สรรเสริญการปกครองตามธรรมอันไม่เคยมีมาก่อน และมีพระบัญชาให้พระเจ้าอชาปาละเสด็จพร้อมพระมเหสีไปยังปาตาละสู่หาฏเกศวร พร้อมทั้งคืนอาวุธและมนตร์ที่ได้รับลงสู่สายน้ำศักดิ์สิทธิ์แห่งเทวี-กุณฑะในกาลที่กำหนด ตอนท้ายกล่าวว่าพระองค์สถิตอยู่ที่นั่นปราศจากชราและมรณะ บูชาหาฏเกศวรสืบไป และการประดิษฐานเทวีเป็นหลักศักดิ์สิทธิ์ถาวร อีกทั้งกำหนดกาลว่า การบูชาในวันศุกลจตุรทศีและการอาบน้ำในกุณฑะให้ผลคุ้มครองแรงกล้าและเกื้อกูลสุขภาพ รวมถึงช่วยลดโรคภัยด้วย

अध्याय ९६ — दशरथ-शनैश्चरसंवादः, रोहिणीभेद-निवारणम्, राजवापी-माहात्म्यम् (Chapter 96: Daśaratha–Śanaiścara Dialogue; Prevention of Rohiṇī-Disruption; Glory of Rājavāpī)
บทนี้เป็นคำบรรยายของสูตะแก่เหล่าฤๅษี ผสานเรื่องสายราชวงศ์ การอุปถัมภ์สถานศักดิ์สิทธิ์ และกรณีศึกษาด้านจักรวาล-ศีลธรรม หลังพระเจ้าอชปาลเสด็จลงสู่รสาตละ พระโอรสขึ้นครองราชย์ ได้รับสรรเสริญว่าใกล้ชิดเทวะเป็นพิเศษและค้ำจุนความมั่นคงของโลก ถึงกับมีนัยว่า ‘พิชิต’ ศไนศจะระได้ ในสตักเษตรนั้น พระวิษณุ/นารายณ์ทรงพอพระทัย จึงมีการสถาปนาสิ่งก่อสร้างอันงดงามและขุดบ่อ/สระชื่อ “ราชวาปี” อันเลื่องชื่อ อีกทั้งกล่าวถึงบุญเฉพาะว่า การทำศราทธะที่ราชวาปีในวันปัญจมี โดยเฉพาะในบริบทเปรตปักษะ ย่อมให้บุญใหญ่และเกียรติยศทั้งทางสังคมและจิตวิญญาณ ต่อมาเหล่าฤๅษีทูลถามว่าได้ยับยั้งศไนศจะระไม่ให้ ‘ทำลาย’ รถของโรหิณี (สภาพฟากฟ้า) อย่างไร เพราะโหราจารย์พยากรณ์ว่าหากเส้นทางโรหิณีถูกรบกวน จะเกิดภัยแล้งและทุพภิกขภัยรุนแรงยาวสิบสองปี สังคมล่มสลายและวงจรยัญพิธีเวทขาดตอน พระเจ้าทศรถแห่งสุริยวงศ์ (โอรสพระเจ้าอชะ) เผชิญหน้าศไนศจะระด้วยศรทิพย์ที่อำนาจมนตร์สถิต และทรงบัญชาให้ละเส้นทางโรหิณีโดยยกธรรมะและประโยชน์มหาชนเป็นหลัก ศไนศจะระตื่นตะลึง อธิบายอานุภาพอันน่ากลัวแห่งสายตาของตน แล้วประทานพร ทศรถขอให้ผู้ที่ชโลมน้ำมันในวันของศไนศจะระ ผู้ที่ถวายงาและเหล็กตามกำลัง และผู้ที่ทำพิธีสงบเคราะห์ด้วยโหมางา ไม้เชื้อ (สมิธ) และเมล็ดข้าวในวันนั้น ได้รับความคุ้มครองจากความทุกข์ ปิดท้ายด้วยผลश्रุติว่า การอ่านหรือฟังบทนี้เป็นนิตย์ย่อมระงับความทรมานอันเกิดจากศไนศจะระได้

दशरथकृततपःसमुद्योगवर्णनम् (Daśaratha’s Resolve for Austerities to Obtain Progeny)
สุ ตะเล่าว่า เมื่อพระเจ้าทศรถทรงกระทำกิจอันอัศจรรย์ยิ่ง อินทรา (ศักระ) เสด็จมาด้วยพระองค์เอง ทรงสรรเสริญความสำเร็จอันหาที่เปรียบมิได้ และประทานโอกาสให้ขอพร พระเจ้าทศรถมิได้ทูลขอทรัพย์หรือชัยชนะ แต่ทูลขอไมตรีอันยั่งยืนกับอินทรา ให้เป็นพันธะที่มั่นคงในหน้าที่แห่งธรรมทุกประการ อินทราทรงประทานพรนั้น และขอให้พระองค์เสด็จเข้าร่วมสภาเทพเป็นนิตย์ หลังประกอบพิธีสนธยาในยามเย็น พระเจ้าทศรถเสด็จไปทุกวัน ชื่นชมดนตรีและนาฏศิลป์ทิพย์ และสดับเรื่องเล่าอันเป็นมงคลพร้อมคำสั่งสอนธรรมจากเหล่าเทวฤๅษี มีธรรมเนียมว่า เมื่อพระเจ้าทศรถเสด็จกลับ จะมีการพรมน้ำที่อาสนะ (อภฺยุกษณ) นารทได้บอกเหตุให้ทรงทราบ จึงเกิดความกังวลว่าเป็นสัญญาณบาปเร้นหรือไม่ พระองค์ทรงไล่เรียงความผิดที่อาจมี เช่น เบียดเบียนพราหมณ์ ความอยุติธรรม ความระส่ำระสายของสังคม การคดโกง การละเลยผู้มาขอพึ่ง และความบกพร่องในพิธียัญ อินทราตรัสว่า มิได้มีโทษในพระวรกาย ราชอาณาจักร วงศ์ตระกูล เรือน หรือข้าราชบริพาร แต่โทษที่กำลังจะมาคือการไร้โอรส อันเรียกว่า “หนี้ต่อบรรพชน” (ปิตฤ-ฤณะ) ซึ่งขวางหนทางสู่คติอันสูง จึงพรมน้ำนี้เป็นพิธีป้องกันที่เกี่ยวเนื่องกับบรรพชน อินทราทรงแนะนำให้เพียรแสวงบุตรเพื่อสนองบรรพชนและป้องกันความเสื่อม พระเจ้าทศรถจึงเสด็จกลับอยุธยา มอบภาระราชการแก่เสนาบดี แล้วทรงตั้งสัตย์เริ่มตบะเพื่อได้โอรส อีกทั้งได้รับคำแนะนำให้เสด็จไปยังการ์ตติเกยปุระ สถานที่ซึ่งพระบิดาเคยบำเพ็ญตบะและบรรลุผลดังปรารถนา

राजस्वामिराजवापीमाहात्म्यवर्णनम् (The Māhātmya of the Royal Well ‘Rājavāpī’ and its Merit-Discourse)
สูตะเล่าว่า พระเจ้าทศรถ เมื่อถูกเสนาบดีให้กลับไป จึงเสด็จถึงหาฏเกศวร-เกษตร และกระทำการเวียนประทักษิณด้วยภักติ ทรงบูชาเทวีที่พระบิดาทรงสถาปนา อาบน้ำในสายน้ำมงคล เข้าสักการะศาสนสถานสำคัญ อาบน้ำตามตีรถะหลายแห่ง และถวายทาน แล้วทรงสร้างวิหารแด่พระวิษณุผู้ทรงจักร ประดิษฐานรูปเคารพแบบไวษณพ และสร้างวาปี/บ่อน้ำขั้นบันไดน้ำใสซึ่งเหล่าสาธุชนสรรเสริญ พระองค์บำเพ็ญตบะอันเข้มงวด ณ สถานที่แห่งสายน้ำนั้นตลอดร้อยปี ครั้นแล้วพระชนารทนะทรงปรากฏ ประทับบนครุฑ รายล้อมด้วยหมู่เทวะ และประทานให้ขอพร พระเจ้าทศรถทูลขอบุตรเพื่อเพิ่มพูนวงศ์สกุล พระวิษณุทรงรับปากว่าจะอวตารในเรือนของพระองค์เป็นสี่ภาค และทรงสั่งให้เสด็จกลับไปครองราชย์โดยธรรม วาปีนั้นได้ชื่อว่า ‘ราชวาปี’ และประกาศข้อปฏิบัติว่า ผู้ใดอาบน้ำและบูชาในวันปัญจมี แล้วทำศราทธะต่อเนื่องหนึ่งปี ย่อมได้บุตรแม้ผู้ไร้บุตร เรื่องจบลงด้วยผลแห่งพรนั้น คือการประสูติของพระโอรสทั้งสี่—พระราม พระภรต พระลักษมณ์ พระศัตรุฆนะ—ธิดาหนึ่งพระองค์ถวายแก่พระเจ้าโลมปาทะ และความทรงจำแห่งเทวสถานเกี่ยวเนื่องพระราม เช่น ราเมศวร ลักษมเณศวร และการสถาปนาพระสีดา

Rāma–Lakṣmaṇa Saṃvāda, Devadūta-Sandeśa, and Durvāsā-Āgamanam (Chapter 99)
บทนี้เป็นตอนคลี่คลายข้อสงสัย เหล่าฤๅษีทูลถามสุทะถึงความเหมือนขัดกันว่า ก่อนหน้านี้กล่าวว่าพระราม พระสีดา และพระลักษมณ์เสด็จมาพร้อมกันและเสด็จเข้าป่าพร้อมกัน แต่กลับมีถ้อยคำว่า “ที่นั่น” พระรามทรงสถาปนาราเมศวรและสิ่งก่อสร้างเกี่ยวเนื่องในกาลอื่น สุทะจึงอธิบายว่าเป็นคนละวันคนละวาระ และยืนยันว่าความศักดิ์สิทธิ์ของกษेत्रนั้นดำรงนิรันดร์ ไม่เสื่อมคลาย ต่อมาดำเนินสู่บริบทราชสำนัก พระรามทรงได้รับแรงกดดันจากคำครหาของประชาชน จึงครองราชย์ด้วยความสำรวม มีการกล่าวถึงพรหมจรรย์อย่างชัดเจน ครั้นนั้นเทวทูตผู้ถือพระบัญชาของพระอินทร์มาเข้าเฝ้าเป็นการลับ แจ้งว่าเมื่อภารกิจปราบราวณะสำเร็จแล้ว พระรามพึงเสด็จกลับสู่แดนทิพย์ แต่ความลับถูกรบกวนด้วยการมาถึงของฤๅษีทุรวาสาผู้หิวโหยหลังถือปฏิญาณ พระลักษมณ์ตกอยู่ในธรรมสังเขป—จะรักษาพระบัญชาเรื่องความเป็นส่วนพระองค์ หรือจะป้องกันคำสาปที่อาจตกแก่ราชวงศ์ ท่านจึงกราบทูลพระราม ทำให้ฤๅษีได้เข้าเฝ้าและได้รับการต้อนรับ พระรามทรงส่งเทวทูตกลับไปพร้อมคำมั่นว่าจะตอบภายหลัง แล้วทรงบูชาฤๅษีด้วยอรฺฆยะและปาทยะ พร้อมถวายภัตตาหารหลากหลาย แสดงว่าราชธรรมต้องประคองระหว่างพระบัญชาแห่งทวยเทพกับสิทธิของนักบำเพ็ญพรต โดยมีธรรมและการต้อนรับอาคันตุกะเป็นสื่อกลาง

Lakṣmaṇa-tyāga at Sarayū and the Ethics of Royal Truthfulness (लक्ष्मणत्यागः सरयूतटे)
บทนี้เล่าด้วยสุตะถึงวิกฤตแห่งธรรมะ เมื่อฤๅษีทุรวาสะจากไปแล้ว พระลักษมณะถือดาบเข้าเฝ้าพระศรีราม ขอให้ทรงลงโทษประหารตน เพื่อให้คำปฏิญาณเดิมและความสัตย์จริงแห่งราชธรรมดำรงมั่น พระรามระลึกถึงวรตที่ทรงตั้งเองและเศร้าร้อนภายใน จึงปรึกษาเสนาบดีและพราหมณ์ผู้รู้ธรรมะ แล้วมีข้อยุติว่าไม่ใช่การฆ่าโดยตรง แต่เป็นการบังคับให้สละโลก/เนรเทศ เพราะสำหรับสาธุ การถูกละทิ้งย่อมเสมือนความตาย พระรามจึงมีพระบัญชาให้ลักษมณะออกจากแคว้นทันที และห้ามพบกันอีกต่อไป พระลักษมณะไม่กล่าวลาแก่ครอบครัว เสด็จไปยังฝั่งแม่น้ำสรยู ทำการชำระกาย แล้วนั่งในอิริยาบถโยคะ ปล่อยเตชัส/ตนเองออกทาง ‘ประตูพรหม’ (พรหมทวาร) ตามวิถีโยคะ ร่างกายจึงล้มแน่นิ่งอยู่ริมฝั่ง พระรามคร่ำครวญอย่างยิ่ง ระลึกถึงการรับใช้และการคุ้มครองในป่า เสนาบดีเสนอพิธีศพ แต่มีสุรเสียงจากฟ้าประกาศว่า ผู้ตั้งมั่นในพรหมญาณและรับสันนยาสแล้ว ไม่ควรทำโฮมะหรือเผาศพ เพราะลักษมณะได้ถึงพรหมธามด้วยการออกจากกายโดยโยคะ พระรามตรัสว่าจะไม่กลับอโยธยาโดยไร้ลักษมณะ คิดตั้งกุศะรับราชภาระ และหันไปจัดระเบียบเครือข่ายพันธมิตร โดยเฉพาะวิภีษณะในลงกาและเหล่าวานร เพื่อป้องกันความวุ่นวายในภายหน้า ทั้งยังเชื่อมโยงภูมิศาสตร์แห่งทีรถะสรยู จริยธรรมแห่งคำสัตย์ของกษัตริย์ และธรรมเนียมพิธีของผู้สละโลกไว้ด้วยกัน।

सेतुमध्ये श्रीरामकृतरामेश्वरप्रतिष्ठावर्णनम् (Rāma’s Installation of the Rāmeśvara Triad in the Midst of the Setu)
สูตะเล่าว่า—ครั้นล่วงราตรีแล้ว ครั้นรุ่งอรุณ พระศรีรามเสด็จด้วยพุษปกวิมาน พร้อมสุครีวะ สุเสณะ ตารา กุมุทะ อังคทะ และวานรผู้เป็นใหญ่ทั้งหลาย ไปถึงลงกาโดยฉับไว และทรงย้อนทอดพระเนตรสถานที่แห่งศึกครั้งก่อนอีกครั้งหนึ่ง. เมื่อวิภีษณะรู้ว่าพระรามเสด็จมา จึงนำอำมาตย์และบริวารออกไปเฝ้า กราบลงด้วยอัษฏางคประณาม แล้วน้อมรับเสด็จในลงกาด้วยความเคารพ. เมื่อประทับในพระราชวังของวิภีษณะ เขาน้อมถวายการยอมสยบทั้งราชอาณาจักรและกิจการภายใน พร้อมทูลขอคำสั่งสอน. พระศรีรามผู้โศกจากการพรากลักษมณะ และทรงตั้งพระทัยจะเสด็จสู่แดนทิพย์ จึงประทานโอวาทว่าด้วยราชธรรม—ความรุ่งเรืองอาจทำให้หลงมัวเมา; จึงพึงละความทะนง เคารพเทวะทั้งหลายมีศักระ (อินทรา) เป็นต้น และตั้งกฎเขตแดนให้มั่นคง—พวกรากษสต้องไม่ข้ามรามเสตุไปเบียดเบียนมนุษย์ เพราะมนุษย์อยู่ในความคุ้มครองของพระราม. วิภีษณะยังกังวลว่าในกาลียุคจะมีผู้แสวงบุญมาด้วยความปรารถนาจะได้ทัศนะและด้วยโลภะทองคำ อาจก่อให้เกิดการล่วงละเมิดของรากษสและเป็นโทษ. เพื่อป้องกันความผิดนั้น พระรามทรงใช้ศรตัดส่วนสำคัญในบริเวณกึ่งกลางให้เป็นทางที่ข้ามไม่ได้ ทำให้ยอดเขาที่มีเครื่องหมายและสันสูงที่รองรับลึงค์ตกลงสู่มหาสมุทร. ครั้นประทับอยู่สิบราตรีตรัสเล่าเรื่องศึกแล้ว จึงเสด็จมุ่งสู่พระนคร; ณ ปลายเสตุทรงสถาปนามหาเทวะ และด้วยศรัทธาทรงประดิษฐาน ‘รามेशวรตรี’ ณ ต้น กลาง และปลายเสตุ เป็นหลักแห่งการบูชาสำหรับการจาริกแสวงบุญสืบไป.

Hāṭakeśvara-kṣetra-prabhāvaḥ (The Glory of Hāṭakeśvara and the Foundations of Rāmeśvara–Lakṣmaṇeśvara)
สูตะเล่าเหตุการณ์ว่า เมื่อพระรามเสด็จกลับสู่ที่ประทับด้วยพุษปกวิมาน รถทิพย์กลับหยุดนิ่งโดยฉับพลัน พระรามจึงทรงไต่ถามและมอบหมายให้หนุมาน โอรสแห่งพระวายุ ไปสืบหาเหตุ หนุมานกราบทูลว่า เบื้องล่างคือหาฏเกศวรเกษตร อันเป็นแดนศักดิ์สิทธิ์ที่กล่าวกันว่าพระพรหมสถิตอยู่ และมีหมู่เทพอาทิตยะ วสุ รุทร อัศวิน ตลอดจนหมู่สิทธะพำนัก ด้วยความหนาแน่นแห่งความศักดิ์สิทธิ์นี้เอง พุษปกจึงไม่อาจผ่านพ้นไปได้ พระรามเสด็จลงพร้อมหมู่วานรและรากษส ทอดพระเนตรตirthaและสถานศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ แล้วทรงสรงน้ำ มีการกล่าวถึงกุณฑะผู้ประทานความปรารถนาด้วย จากนั้นทรงประกอบการชำระตนและบูชาบรรพชน แล้วพิจารณาถึงบุญญาธิการอันยิ่งใหญ่ของเกษตรนี้ ทรงตั้งพระทัยจะประดิษฐานลิงคะตามแบบอย่างเดิมที่โยงกับเกศวะ และเพื่อรำลึกถึงพระลักษมณ์ผู้กล่าวว่าเสด็จสู่สวรรค์ อีกทั้งทรงประสงค์รูปอันเป็นมงคลที่ปรากฏชัดร่วมกับพระสีดา พระรามทรงสถาปนาปราสาท/เทวสถานห้าประการด้วยศรัทธา และผู้อื่นก็สถาปนาลิงคะของตนเช่นกัน ตอนท้ายเป็นผลश्रुतिว่า การไปดर्शनยามเช้าเป็นนิตย์ให้ผลเทียบเท่าการฟังรามายณะ และการสาธยายพระราชกิจของพระรามในวันอัษฏมีและจตุรทศีให้ผลเสมออัศวเมธยัญญะ.

Ānarttīya-taḍāga Māhātmya and Kārttika Dīpadāna (आनर्त्तीयतडाग-माहात्म्यं तथा कार्तिकदीपदानम्)
บทนี้เป็นการถามตอบระหว่างฤๅษีกับสูตะ ว่าด้วยความศักดิ์สิทธิ์ของศิวลึงค์ที่วานรและรากษสได้สถาปนาไว้ในเขตศักดิ์สิทธิ์ และผลทางพิธีกรรมกับคุณธรรมที่พึงได้รับ สูตะอธิบายตามทิศทาง: สุครีวะอาบน้ำที่พาลมณฑนกแล้วตั้ง “มุขลึงค์”; วานรหมู่อื่นก็ตั้งมุขลึงค์เพิ่มเติม; ทางตะวันตก รากษสตั้งลึงค์สี่พักตร์; ทางตะวันออก พระรามสถาปนาสถานศักดิ์สิทธิ์เป็นหมู่ปราสาทห้าหลัง อันทำลายบาปได้ ทางใต้ใกล้อานรรตตียะ-ตะฑากะมี “วิษณุ-กูปิกา” ชำระมลทินได้; ทำศราทธ์ในช่วงทักษิณายนะให้บุญเสมออัศวเมธและยกฐานะบรรพชน ส่วนการถวายประทีปในเดือนการ์ตติกะป้องกันการตกสู่นรกที่ระบุไว้ และขจัดทุกข์อย่างความมืดบอดข้ามภพชาติ เมื่อฤๅษีทูลขอ สูตะจึงกล่าวถึงมหิมาอันหาประมาณมิได้ของอานรรตตียะ-ตะฑากะ และเล่าเหตุพระรามพบอคัสตยะ อคัสตยะเล่านิมิตยามราตรี: ผู้ท่องเวหา—อดีตราชา “ศเวตะ” แห่งอานรรต—แม้อยู่บนยานทิพย์ ในคืนทีโปตสวะกลับต้องกินกายตนที่เน่าเปื่อยจากสระซ้ำแล้วซ้ำเล่า แล้วจึงได้สายตากลับคืนชั่วคราว เป็นอุทาหรณ์แห่งผลกรรม ราชายอมรับความผิด: ไม่ให้ทานโดยเฉพาะทานอาหาร ฉกชิงรัตนะด้วยความโลภ และละเลยหน้าที่คุ้มครองประชา พระพรหมอธิบายว่าจึงต้องเสวยความหิวและความมืดบอดแม้ในโลกสูง อคัสตยะชี้ทางแก้: ถวายสร้อยคอรัตนะเป็น “อันนะ-นิษกรยะ” คือไถ่โทษเรื่องอาหาร ตั้งการถวายประทีปการ์ตติกะเป็น “รัตนะทีปะ” แด่ทาโมทร พร้อมบูชายม/ธรรมราช และให้ทานงาและถั่วดำพร้อมตัรปณะถวายพราหมณ์ ครั้นทำแล้วราชาพ้นความหิว ได้ทัศนะบริสุทธิ์ และด้วยอานุภาพแห่งตีรถะจึงถึงพรหมโลก ตอนท้ายย้ำผลสืบเนื่อง: ผู้ใดอาบน้ำและถวายประทีปที่สระนี้ในเดือนการ์ตติกะ ย่อมพ้นบาปและได้รับเกียรติในพรหมโลก สถานที่นี้เป็นที่รู้จักว่าอานรรตตียะ-ตะฑากะ พร้อมวิษณุ-กูปิกา

Rākṣasa-liṅga-pratiṣṭhā, Kuśa–Vibhīṣaṇa-saṃvāda, and the Tri-kāla Worship of Rāmeśvara
บทที่ 104 เป็นเรื่องเล่าภายในวาทะว่าด้วยตถีรถะ (tīrtha) ที่ผสานการปกครองกับการจาริกแสวงบุญ ฤๅษีทั้งหลายถามสุทา (Sūta) ถึงความยิ่งใหญ่และผลของลิงคะที่พวกรากษส (rākṣasa) ตั้งขึ้นด้วยภักติ สุทาเล่าว่า รากษสผู้มีกำลังจากลงกาเข้ามายังด้านตะวันตกของเขตหาฏเกศวรราช (Hāṭakeśvarāja) ซ้ำแล้วซ้ำเล่า กินผู้เดินทางและชาวบ้านจนเกิดความหวาดผวา ผู้ลี้ภัยไปกราบทูลพระเจ้ากุศะ (Kuśa) แห่งอโยธยา ว่าลิงคะสี่พักตร์ซึ่งตั้งด้วยมนตร์รากษสเป็นเหมือนจุดดึงดูดการรุกราน และแม้บูชาโดยไม่ตั้งใจก็เชื่อว่าจะนำความพินาศฉับพลัน พราหมณ์ตำหนิพระเจ้ากุศะว่าละเลย พระองค์จึงรับผิดและส่งสารเด็ดขาดถึงวิภีษณะ (Vibhīṣaṇa) ทูตไปถึงแคว้นเสตุ (Setu) และทราบว่าการเดินทางต่อถูกขวางเพราะสะพานชำรุด คำบอกเล่าท้องถิ่นกลับย้ำระเบียบภักติอันเคร่งครัดของวิภีษณะว่า เขาบูชาราเมศวร (Rāmeśvara) สามปางตามสามกาล—ยามรุ่งที่ศาลหน้าประตู เที่ยงที่ชิ้นส่วนเสตุกลางน้ำ และยามค่ำ วิภีษณะมาถึง สรรเสริญพระศิวะด้วยบทสวดลึกซึ้งว่า พระศิวะเป็นสาระของเทพทั้งปวงและสถิตในสรรพชีวิต ดุจไฟในไม้และเนยใสในนมเปรี้ยว เขาทำปูชาอย่างพิถีพิถันด้วยดอกไม้ เครื่องประดับ และดนตรี แล้วรับฟังข้อกล่าวหาของกุศะ ยอมรับว่าความเสียหายเกิดขึ้นโดยไม่รู้เห็น สอบสวนรากษสผู้ก่อเหตุและสาปให้ตกสู่สภาพอดอยากต่ำต้อย พร้อมให้คำมั่นว่าจะยับยั้ง ต่อมามีปัญหาเชิงพิธี: ทูตเสนอให้ถอนลิงคะอันตราย แต่วิภีษณะอ้างปฏิญาณต่อพระรามและหลักธรรมว่า ลิงคะไม่ควรถูกเคลื่อนย้ายไม่ว่าดีหรือชำรุด พระเจ้ากุศะจึงชี้ทางออกเชิงปฏิบัติ—ไม่ “ย้าย” ลิงคะ หากให้ถม/กลบสถานที่ด้วยดินเพื่อทำให้ฤทธิ์ร้ายสงบ โดยยังรักษาข้อห้ามการเคลื่อนย้าย พระองค์ยังวางระบบผลกรรมเชิงจริยธรรมแก่ผู้ถูกสาป (โยงกับความบกพร่องในศราทธะ śrāddha และความผิดในการให้ทานและการบริโภค) แล้วส่งคำขอขมาแก่วิภีษณะต่อถ้อยคำรุนแรง ยืนยันความไว้วางใจ เรื่องจบด้วยการมอบทาน การคืนดี และการทำให้พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์กลับมั่นคงด้วยการบูชาที่เป็นระเบียบและความรับผิดชอบของกษัตริย์

राक्षसलिङ्गच्छेदनम् (Rākṣasa-liṅga-cchedanam) — “The Episode of the Severed/Damaged Rākṣasa Liṅgas”
สุ ตะเล่าว่า ในห้วงรอยต่อแห่งกาลเมื่อดวงอาทิตย์สถิตในราศีตุลา สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเคยเกี่ยวข้องกับการปรากฏแห่งลึงค์ ถูกฝุ่นและตะกอนทับถมจนมิดบัง เมื่อเครื่องหมายคือเหล่าลึงค์ไม่ปรากฏแก่ตา เขตศักดิ์สิทธิ์นั้นกลับมี ‘เกษม’ คือความปลอดภัยราวกับฟื้นคืน และความสงบก็แผ่ไปถึงแดนอื่นเพราะสัญลักษณ์ที่เห็นได้สูญหายไปแล้ว ครั้นถึงวัฏจักรยุคต่อมา พระเจ้าพฤหทัศวะแห่งแคว้นศาลวะเสด็จมา เห็นผืนดินกว้างไร้ปราสาทจึงตั้งพระทัยจะก่อสร้าง ทรงเรียกช่างจำนวนมากและมีรับสั่งให้ขุดลอกลึกเพื่อชำระพื้นที่ เมื่อขุดลงไปก็ปรากฏลึงค์สี่พักตร์เป็นอันมาก ครั้นเห็นแผ่นดินอิ่มแน่นด้วยเดชานุภาพศักดิ์สิทธิ์ พระราชาและช่างที่อยู่ ณ ที่นั้นก็สิ้นพระชนม์ในทันที นับแต่นั้นมา ณ ตีรถะแห่งหาฏเกศวร-กษेत्र ไม่มีมนุษย์ผู้ใดกล้าสร้างปราสาท แม้สระหรือบ่อก็ไม่กล้าขุด ด้วยความหวาดเกรงปนความเคารพ ข้อห้ามท้องถิ่นจึงดำรงเป็นความทรงจำแห่งอันตรายอันศักดิ์สิทธิ์ในกถาแห่งสถานที่นั้น

Luptatīrthamāhātmya-kathana (Theological Account of Lost Tīrthas)
เหล่าฤๅษีทูลถามว่า เมื่อแผ่นดินถูกฝุ่นกลบและถูกรบกวนด้วยพวกเปรตแล้ว ตีรถะและลิงคะใดบ้างที่กลายเป็น “ลุปตะ” (เร้นลับ/สูญจากสายตา) สุตะตอบว่า สถานที่ศักดิ์สิทธิ์นับไม่ถ้วนถูกปกปิด แล้วชี้ตัวอย่างสำคัญคือ จักรตีรถะ ที่พระวิษณุทรงวางจักร และมาตฤตีรถะ ที่พระสกันทะ/การ์ตติเกยะทรงสถาปนาเหล่าเทวีมารดา (มาตฤกา) อีกทั้งกล่าวถึงอาศรมและลิงคะของราชวงศ์และสายฤๅษีผู้ยิ่งใหญ่ที่ค่อย ๆ เลือนหายไปสู่ความเร้นลับตามกาลเวลา ต่อมาเรื่องราวเปลี่ยนเป็นวิกฤตการจัดการภูมิทัศน์ พวกเปรตพยายามโปรย “ฝนฝุ่น” เพื่อถมแผ่นดิน แต่ลมแรงซึ่งสัมพันธ์กับพลังคุ้มครองของเหล่ามารดาเทวีกลับพัดสลายฝุ่นจนถมไม่ได้ เปรตจึงไปพึ่งพระเจ้ากุศะ พระองค์บำเพ็ญอาราธนาพระรุทระ พระรุทระทรงอธิบายว่า เขตนี้ได้รับการพิทักษ์โดยมาตฤทั้งหลาย และมีลิงคะบางองค์ที่สถาปนาด้วยมนตร์รากษส อันตรายถึงขั้นห้ามแตะต้องหรือแม้แต่แลเห็น จึงเป็นเขตต้องห้าม อีกทั้งตามข้อจำกัดแห่งศาสตราไม่ควรถอนรูปเคารพ และลิงคะมีสภาพมั่นคงไม่ควรถูกเคลื่อนย้าย เพื่อป้องกันภัยแก่ดาบสและพราหมณ์ พระรุทระจึงมีรับสั่งให้เหล่ามาตฤออกจากที่ประทับเดิม มาตฤยอมตาม แต่ขอที่สถิตศักดิ์สิทธิ์อันเสมอกันภายในเขตเดียวกัน เพราะตนถูกสถาปนาโดยพระสกันทะ พระรุทระจึงประทานที่พำนักแยกกัน โดยกระจายไปยังเขตรุทระหกสิบแปด (อัษฏาษัษฏิ) แห่ง ซึ่งจะได้รับการบูชาสูงยิ่ง ครั้นมาตฤย้ายแล้ว เปรตก็ถมแผ่นดินด้วยฝุ่นได้ไม่ขาดสาย และพระรุทระก็ทรงอันตรธาน บทนี้เป็นสาระของนาครขันฑะ หาฏเกศวร-กษेत्रมหาตมยะ อัธยายะ 106 ว่าด้วยเรื่องตีรถะที่ลุปตะ

हाटकेश्वरक्षेत्रमाहात्म्ये ब्राह्मणचित्रशर्मलिङ्गस्थापनवृत्तान्तवर्णनम् (Hāṭakeśvara-kṣetra Māhātmya: Account of Brāhmaṇa Citraśarman’s Liṅga Installation)
บทนี้เริ่มด้วยเหล่าฤๅษีทูลถามสุทะว่า เหตุใด ‘อัษฏาษัษฏิ’ คือเขตศักดิ์สิทธิ์หกสิบแปดแห่งอันเกี่ยวเนื่องกับพระศิวะ จึงมารวมตั้งอยู่ในถิ่นเดียวกันได้ สุทะจึงเล่าอดีตของพราหมณ์จิตรศรมัน แห่งสายวัตสะ ผู้พำนัก ณ จมตการปุระ ด้วยแรงศรัทธาเขาตั้งปณิธานให้ลึงค์หาฏเกศวรซึ่งเลื่องลือว่าประดิษฐานในปาตาละ ปรากฏขึ้น และบำเพ็ญตบะยาวนาน พระศิวะทรงพอพระทัยเสด็จปรากฏ ประทานพร และมีพระบัญชาให้สถาปนาลึงค์นั้น จิตรศรมันสร้างปราสาทอันงดงามและบูชาประจำวันตามแบบแผนคัมภีร์ จนลึงค์เป็นที่เลื่องชื่อและดึงดูดผู้แสวงบุญ เมื่อพราหมณ์อื่นเห็นเกียรติยศของจิตรศรมันเพิ่มขึ้นฉับพลัน จึงเกิดความแข่งขันและบำเพ็ญตบะอย่างหนักเพื่อให้เสมอกัน ถึงขั้นสิ้นหวังเตรียมเข้ากองไฟ (เผาตน) พระศิวะทรงแทรกแซงยับยั้งและตรัสถามความประสงค์ พวกเขาทูลขอให้หมู่เขตศักดิ์สิทธิ์และลึงค์ทั้งหลายมาสถิต ณ ที่นั้นเพื่อดับความคับแค้น จิตรศรมันคัดค้าน แต่พระศิวะทรงไกล่เกลี่ยและทรงอธิบายว่า ในกลียุค ตีรถะจะถูกคุกคาม จึงให้เขตศักดิ์สิทธิ์มาพึ่งพิง ณ สถานที่นี้ และจะทรงให้เกียรติทั้งสองฝ่าย จิตรศรมันได้รับเกียรติแห่งวงศ์สืบยืนยาวในพิธีศราทธะและตัรปณะตามธรรมเนียมการเอ่ยนาม ส่วนพราหมณ์อื่นได้รับบัญชาให้สร้างปราสาทและสถาปนาลึงค์ตามโคตร จนเกิดศาสนสถานศักดิ์สิทธิ์หกสิบแปดแห่ง ท้ายบทพระศิวะทรงประกาศความพอพระทัย และยกย่องสถานที่นี้ว่าเป็นที่พึ่งมั่นคงของเขตศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย และเป็นแหล่งให้ผลศราทธะอัน ‘ไม่เสื่อมสูญ’.

अष्टषष्टितीर्थवर्णनम् (Enumeration and Definition of the Sixty-Eight Tīrthas)
บทที่ 108 เริ่มด้วยเหล่าฤๅษีทูลขอให้สุตะกล่าวซ้ำ “หกสิบแปด” เขตศักดิ์สิทธิ์และทีรถะที่เคยกล่าวไว้ โดยเอ่ยนามให้ครบเพื่อความใคร่รู้และเพื่อเป็นบัญชีที่ใช้ได้จริง สุตะจึงอธิบายโดยยึดบทสนทนาเดิมระหว่างพระศิวะ–พระปารวตี ณ ไกรลาสว่า ในกาลียุคเมื่ออธรรมแพร่หลาย ทีรถะทั้งหลายประหนึ่งถอยลับสู่โลกเบื้องล่าง ทำให้เกิดคำถามว่า ความศักดิ์สิทธิ์ควรเข้าใจและเข้าถึงอย่างไร พระศิวะทรงให้คำนิยาม “ทีรถะ” อย่างกว้างไกลเกินกว่าภูมิประเทศ—มารดาบิดา สัตสังคะ (คบหาสัตบุรุษ) การใคร่ครวญธรรม ยม-นิยม และการฟังระลึกเรื่องราวอันเป็นบุญ ล้วนเป็นทีรถะได้ ทรงยืนยันว่าเพียงได้เห็น ระลึก หรืออาบน้ำก็ชำระบาปหนักได้ แต่เน้นเจตนา: การอาบน้ำควรกระทำด้วยภักติ จิตไม่ฟุ้งซ่าน และมุ่งสู่การบูชาพระมหेशวร ท้ายบทมีบัญชีรายนามทีรถะ/กษेत्रสำคัญทั่วชมพูทวีป เพื่อเป็นฐานสำหรับคำอธิบายโดยละเอียดในบทต่อไป

Tīrthas and the Kīrtana of Śiva’s Localized Names (तीर्थेषु शिवनामकीर्तनम्)
บทนี้จัดเป็นบทสนทนาแบบไศวะ พระอีศวรตรัสว่าได้เปิดเผย “ตีรถสมุจจะยะ” คือสาระรวมแห่งสถานที่แสวงบุญ และยืนยันว่าพระองค์สถิตอยู่ในทุกตีรถเพื่อเกื้อกูลเหล่าเทวะและผู้ภักดี จากนั้นทรงแสดงกลไกแห่งผลทางหลุดพ้น: มนุษย์ผู้ลงอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์ ณ ตีรถนั้น ได้เฝ้าดูพระเทวรูป และสวดนามพระศิวะที่เหมาะกับสถานที่ ย่อมได้ผลอันมุ่งสู่โมกษะ พระศรีเทวีทูลขอรายชื่อให้ครบถ้วนว่า ตีรถใดควรสวดนามใด พระอีศวรจึงตอบเป็นบัญชีจับคู่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์มากมายกับพระนาม/ปางของพระศิวะ เช่น วาราณสี—มหาเทวะ, ประยาค—มเหศวร, อุชเชนี—มหากาล, เกดาร—อีศาน, เนปาล—ปศุปาลกะ, ศรีไศละ—ตริปุรานตกะ เป็นต้น ท้ายบทเป็นผลश्रุติ: การฟังหรือสาธยายบัญชีนี้ทำลายบาป ผู้รู้ควรสวดในสามเวลา (เช้า เที่ยง เย็น) โดยเฉพาะผู้ได้รับศิวทีกษา แม้เพียงจารึกไว้ในเรือนก็กล่าวว่าสามารถป้องกันความรบกวนจากภูต/เปรต โรคภัย ภัยงู โจร และอันตรายอื่น ๆ ได้

अष्टषष्टितीर्थमाहात्म्यवर्णनम् (Glorification of the Sixty-Eight Tīrthas; the Supreme Eightfold Tīrtha Cluster)
ในบทนี้ เทวีทรงถามถึงความยากในการไปแสวงบุญตามตีรถะที่กระจายอยู่ไกลโพ้น แม้มนุษย์จะมีอายุยืนก็ตาม และทรงขอให้พระอีศวรตรัส “แก่นสาร” (สาระ) แห่งตีรถะทั้งหลาย พระอีศวรจึงทรงชี้ “ตีรถะอัษฏกะ” อันยอดยิ่ง คือ ไนมิษะ เกดาระ ปุษกร กฤมิชังคละ วาราณสี กุรุเกษตร ประภาส และหาฏเกศวร ตรัสว่าเมื่ออาบน้ำศักดิ์สิทธิ์ด้วยศรัทธา ณ ที่เหล่านี้ ย่อมได้ผลบุญเทียบเท่าตีรถะทั้งปวง เมื่อเทวีทรงถามถึงความเหมาะสมในกาลียุค พระอีศวรทรงยกหาฏเกศวร-เกษตรให้เป็นประธานเหนือทั้งแปด และทรงพรรณนาว่าแม้ในกาลียุค ที่นั่นเป็นสถานที่ที่ได้รับอนุญาตโดยทิพย์ ทำให้เกษตรทั้งหลายและตีรถะอื่น ๆ ‘สถิตอยู่’ เสมือนมารวมกัน ณ ที่เดียว ตอนท้าย สุตะกล่าวผลश्रुतिว่า การฟังหรือสาธยายข้อความสรุปนี้ให้ผลบุญเสมือนบุญจากการอาบน้ำในตีรถะ จึงทำให้การฟังและการสาธยายคัมภีร์เป็นการปฏิบัติศักดิ์สิทธิ์ควบคู่กับพิธีกรรมตีรถะได้

दमयन्त्युपाख्याने—दमयन्त्या विप्रशापेन शिलात्वप्राप्तिः (Damayantī Episode—Petrification by a Brāhmaṇa’s Curse)
ในบทนี้ ฤๅษีทั้งหลายขอให้สูตะกล่าวถึงสายสกุลโคตรของพราหมณ์ที่เกี่ยวข้องกับศิวเกษตร พร้อมจำนวนและรายละเอียดต่าง ๆ สูตะจึงเล่าย้อนคำสอนเดิมผ่านเรื่องกษัตริย์แห่งแคว้นอานรตะ ผู้ป่วยเป็นโรคเรื้อน แต่เมื่ออาบน้ำที่ศังขะตีรถะก็หายทุเลาในทันที ด้วยอานุภาพแห่งตีรถะและพระกรุณาของพระศิวะ กษัตริย์ผู้สำนึกคุณพยายามถวายทานแก่ดาบส แต่เหล่าฤๅษีผู้ถือวัตรอปริครหะไม่รับสิ่งของทางโลก แล้วจึงปรากฏคติธรรมว่า “ความอกตัญญู” เป็นโทษหนักยิ่ง และยากจะชดใช้ด้วยการลบล้างบาป กษัตริย์ยังคงกังวลว่าจะตอบแทนคุณอย่างไร ครั้นถึงเดือนการ์ตติกะ เมื่อฤๅษีออกไปแสวงบุญยังปุษกร กษัตริย์สั่งดมยันตีให้นำเครื่องประดับไปมอบแก่ภรรยาของฤๅษี โดยคิดว่าเป็นการรับใช้ที่ไม่กระทบวัตรของผู้บำเพ็ญตบะ แต่สตรีนักพรตบางคนรับไว้ด้วยใจแข่งขัน ขณะที่สี่นางปฏิเสธ เมื่อฤๅษีกลับมาเห็นอาศรมเหมือนถูก “บิดเบือน” ด้วยเครื่องประดับ จึงกริ้วและสาป ดมยันตีกลายเป็นศิลาในบัดดล กษัตริย์เศร้าโศกและพยายามขอขมาเพื่อหาทางคลี่คลาย บทนี้สอนถึงขอบเขตระหว่างการถวายด้วยศรัทธากับความบริสุทธิ์แห่งวัตรนักพรต—เจตนาดีอาจกลายเป็นอธรรมได้ หากก่อความยึดติด การแก่งแย่ง หรือทำลายคำปฏิญาณที่ตั้งไว้.

Ūṣarotpatti-māhātmya (The Māhātmya of the Origin of the Barren Tract) — Damayanty-upākhyāna Continuation
บทนี้เล่าผ่านคำบอกของสุตะ เป็นถ้อยแถลงด้านศีลธรรมและเทววิทยาที่เป็นระเบียบแน่นหนา ฤๅษีพราหมณ์ผู้บำเพ็ญตบะจำนวนหกสิบแปดรูป เดินเท้ากลับมาอย่างอ่อนล้า แล้วพบว่าภรรยาของตนสวมผ้าทิพย์และเครื่องประดับงดงาม เมื่อหิวโหยและหวั่นใจจึงซักถามว่าเหตุใดจึงดูเหมือนผิดครรลองตบะ นางทั้งหลายจึงเล่าว่า พระนางทมยันตีเสด็จมาดุจผู้อุปถัมภ์แห่งราชา และประทานผ้าและอาภรณ์เหล่านั้นไว้ เหล่าตบสวินตำหนิ ‘ราช-ปฤติครหะ’ (การรับทานจากพระราชา) ว่าเป็นโทษหนักสำหรับผู้ถือพรต แล้วโกรธจัดตักน้ำไว้ในมือเพื่อเตรียมสาปแช่งพระราชาและแผ่นดิน ภรรยาจึงโต้แย้งว่า คฤหัสถาศรมก็เป็นหนทาง ‘อุตตมะ’ ให้ผลทั้งทางโลกและทางธรรม พร้อมย้ำความยากจนยาวนานในเรือนของฤๅษี และเรียกร้องให้พระราชาจัดที่ดินและปัจจัยเลี้ยงชีพ มิฉะนั้นจะทำร้ายตนเองซึ่งจะก่อบาปทางศีลธรรมแก่ฤๅษี เมื่อได้ฟังดังนั้น ฤๅษีจึงเทน้ำนั้นลงสู่พื้นดิน น้ำที่หกเผาผลาญผืนดินส่วนหนึ่งให้กลายเป็นดินเค็มกันดาร (อูษระ) อย่างถาวร ที่ซึ่งพืชผลไม่งอกงาม และกล่าวกันว่าแม้การเกิดก็ไม่เกิดขึ้น ตอนท้ายกล่าวผลบุญว่า หากทำศราทธะ ณ ที่นั้น ในเดือนผาลคุนะ วันเพ็ญที่ตรงกับวันอาทิตย์ จะยังประโยชน์แก่บรรพชนให้พ้นทุกข์ได้ แม้ตกอยู่ในนรกอันหนักเพราะกรรมของตนเองก็ตาม

अग्निकुण्डमाहात्म्यवर्णनम् (Agni-kuṇḍa Māhātmya: Account of the Glory of the Fire-Pond) — त्रिजातकविशुद्धये (for the purification/verification regarding Trijāta)
บทนี้สุ ตะเล่าเป็นธรรมกถาหลายฉาก เริ่มด้วยพระราชาพระองค์หนึ่งเข้าเฝ้าพราหมณ์ผู้ตั้งมั่นในคฤหัสถ์ด้วยความเคารพ และตามคำขอของพราหมณ์นั้นทรงสร้างชุมชนที่มีป้อมปราการ จัดที่อยู่อาศัย เครื่องอุปถัมภ์ทานและโภค พร้อมการคุ้มครองดูแล ทำให้สังคมมั่นคงด้วยพระบารมีและการพิทักษ์รักษา ต่อมาความเรื่องย้อนสู่อดีตของพระเจ้าประภัญชนะแห่งแคว้นอานรตะ โหราจารย์วินิจฉัยว่าการประสูติของราชกุมารถูกครอบงำด้วยเคราะห์ร้าย จึงกำหนดพิธีศานติกรรมให้พราหมณ์สิบหกคนประกอบซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่แม้ทำพิธีแล้ว ภัยกลับทวีขึ้น ทั้งโรคภัย การสูญเสียสัตว์เลี้ยง และภัยคุกคามทางการเมือง จนต้องสืบหาสาเหตุ พระอัคนีปรากฏเป็นบุคคลและเปิดเผยว่า พิธีถูกทำให้มัวหมองเพราะมี ‘ตรีชาตะ’ (พราหมณ์ผู้มีชาติกำเนิดเป็นที่โต้แย้ง/ต่างกำเนิด) ปะปนอยู่ เพื่อหลีกเลี่ยงการกล่าวโทษตรง ๆ พระอัคนีจึงให้การชำระแบบตรวจพิสูจน์: ทั้งสิบหกลงอาบในกุณฑะที่เกิดจากน้ำเหงื่อของพระอัคนี ผู้ไม่บริสุทธิ์จะมีผื่นตุ่มพองเป็นเครื่องหมาย แล้วตั้งสัญญาว่าแหล่งน้ำนั้นจักเป็นทีรถะถาวรสำหรับชำระและตรวจความบริสุทธิ์ของพราหมณ์ ผู้ไม่สมควรอาบจะถูกทำเครื่องหมาย และความชอบธรรมทางสังคม-พิธีกรรมให้ยืนยันด้วยการอาบและความบริสุทธิ์ที่เห็นได้ สุดท้ายพระราชาหายประชวรทันทีเมื่อชำระถูกต้อง และมีคำกล่าวผลบุญว่าการอาบในเดือนการ์ตติกะเป็นต้น ช่วยสิ้นบาปและพ้นโทษบาปที่ระบุไว้ แสดงอานุภาพสืบเนื่องของทีรถะแห่งนี้

नगरसंज्ञोत्पत्तिवर्णनम् / Origin Narrative of the Name “Nagara” (Hāṭakeśvara-kṣetra Māhātmya)
สุเตรกล่าวว่า ตฤชาตะ พราหมณ์ผู้บำเพ็ญตบะซึ่งถูกดูหมิ่นเพราะความผิดของมารดา ปรารถนาฟื้นเกียรติ จึงทำตบะอันเข้มและบูชาพระศิวะใกล้แหล่งน้ำ พระศังกรทรงพอพระทัยเสด็จปรากฏและประทานพรว่า ภายหน้าตฤชาตะจักได้รับความยกย่องในหมู่พราหมณ์แห่งจามัตการปุระ ต่อมา ณ จามัตการปุระ กรถะ บุตรของเทวราตะ ผู้หยิ่งผยองและหุนหัน ในวันศราวณะกฤษณะปัญจมีใกล้นาคตีรถะ ได้ทำร้ายนาคกุมารชื่อรุทรมาลาและฆ่าเสีย บิดามารดาของนาคกุมารและหมู่นาคทั้งปวงประชุมพร้อมกัน โดยมีเศษนาคเป็นผู้นำ จึงแก้แค้นด้วยการกลืนกรถะและทำลายเมือง จนกลายเป็นถิ่นร้างที่นาคครอบครอง และห้ามมนุษย์เข้าไป พราหมณ์ทั้งหลายหวาดหวั่นจึงไปพึ่งตฤชาตะ ตฤชาตะทูลขอให้พระศิวะทำลายนาคทั้งปวง แต่พระศิวะทรงปฏิเสธการลงโทษอย่างไม่จำแนก ทรงย้ำความบริสุทธิ์ของนาคกุมารและความศักดิ์สิทธิ์ของวันปัญจมีในเดือนศราวณะซึ่งเป็นวันบูชานาค แล้วประทานมนตร์สิทธิ์ว่า “น กะรัง น กะรัง” (มนตร์สามพยางค์) ผู้เปล่งมนตร์นี้ย่อมระงับพิษและขับไล่นาค; นาคที่ยังคงอยู่จะอ่อนกำลังและถูกปราบได้ ตฤชาตะกลับไปพร้อมพราหมณ์ที่รอดชีวิต ประกาศมนตร์นั้น นาคทั้งหลายหนีไปหรือถูกสยบ ถิ่นนั้นจึงเป็นที่รู้จักนามว่า “นคระ/นาการะ” ผลานุศาสน์กล่าวว่า ผู้สาธยายเรื่องนี้ย่อมพ้นจากความหวาดกลัวอันเกิดจากนาคและอสรพิษทั้งหลาย

त्रिजातेश्वरस्थापनं गोत्रसंख्यानकं च (Establishment of Trijāteśvara and the Enumeration of Gotras)
บทนี้ดำเนินด้วยการถามตอบ เหล่าฤๅษีทูลถามสุูตะถึงตรีชาตะ—นาม กำเนิด โคตร และเหตุใดจึงเป็นแบบอย่างแม้ถูกระบุว่าเป็น ‘ตรีชาตะ’ ตามเครื่องหมายแห่งชาติกำเนิด. สุูตะกล่าวว่าเขาเกิดในสายสกุลของฤๅษีสางกฤตยะ เป็นที่รู้จักในนาม ‘ประภาวะ’ และมีนามเรียก ‘ทัตตะ’ อีกทั้งเกี่ยวเนื่องกับสายของนิมิ. ตรีชาตะได้ยกชูสถานที่ศักดิ์สิทธิ์นั้นและสถาปนาศิวาลัยอันเป็นมงคลชื่อ ‘ตรีชาเตศวร’ ด้วยการบูชาไม่ขาดสายจึงได้ไปสวรรค์พร้อมกาย. ต่อมามีการกล่าวพิธีปฏิบัติว่า ผู้ใดมีศรัทธาได้เฝ้าดูองค์เทพ และทำพิธีสรงสนานแด่เทพในกาลวิษุวะ ย่อมได้รับความคุ้มครอง ทำให้ในวงศ์ตระกูลไม่เกิดการกลับมาเกิดแบบ ‘ตรีชาตะ’ อีก. จากนั้นฤๅษีขอให้บอกนามโคตรที่เคยสูญหายแล้วได้รับการฟื้นฟู สุูตะจึงแจกแจงหมู่โคตรพร้อมจำนวน เช่น เกาศิกะ กาศยปะ ภารทวาชะ เกาณฑินยะ ครรคะ หาริตะ โคตมะ เป็นต้น พร้อมเล่าถึงความปั่นป่วนเดิมเพราะความหวาดกลัวนาคชะ และการกลับมารวมตัวกัน ณ สถานที่นี้. ตอนท้ายเป็นผลแห่งการสดับและสาธยายว่า การอ่านหรือฟังบัญชีโคตรและการเอ่ยนามฤๅษีช่วยป้องกันการขาดสายวงศ์ ลดบาปที่เกิดตลอดช่วงชีวิต และปัดเป่าความพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก.

अम्बरेवती-माहात्म्य (Ambarevatī Māhātmya): स्थापना, शाप-वर, नवमी-पूजा-फल
บทนี้เป็นบทสนทนา: ฤๅษีทั้งหลายทูลถามสุทะถึงกำเนิด ลักษณะ และอานุภาพแห่งการบูชาเทวีอัมพเรวตีผู้เลื่องชื่อ สุทะเล่าเหตุวิกฤตเมื่อเหล่านาคได้รับคำสั่งให้ทำลายนคร และความโศกของเรวตี (ผู้เป็นที่รักของเศษะ) ครั้นบุตรถูกฆ่า เรวตีโกรธแค้นจนกลืนเรือนของพราหมณ์ ครั้นนั้นภคินีผู้บำเพ็ญตบะของพราหมณ์นามภาฏฏิกาให้คำสาปว่า เรวตีต้องได้เกิดเป็นมนุษย์อันน่าติเตียน มีสามี และประสบทุกข์อันเกิดจากวงศ์สกุล เรวตีพยายามทำร้ายฤๅษีหญิงแต่ไม่สำเร็จ แม้เขี้ยวพิษก็แทงไม่เข้า แสดงเดชแห่งตบะ นาคอื่น ๆ ก็ล้มเหลวและถอยกลับด้วยความหวาดกลัว เมื่อทุกข์ใจต่อการตั้งครรภ์แบบมนุษย์และการสูญสิ้นรูปนาค เรวตีจึงพำนักในเขตศักดิ์สิทธิ์นั้น บูชาอัมพิกาด้วยเครื่องสักการะ ดนตรี และภักติ เทวีประทานพรว่า การเกิดเป็นมนุษย์ของเรวตีจะเพื่อกิจอันเป็นทิพย์ นางจะกลับเป็นชายาของเศษะในรูปพระราม เขี้ยวจะคืนมา และการบูชาในนามของนางย่อมนำความผาสุก เรวตีขอให้เทวีประทับอยู่ ณ สถานที่นั้นโดยถาวรในนามของตน และปฏิญาณจะประกอบพิธีบูชาที่เกี่ยวเนื่องกับนาคเป็นครั้งคราว โดยเฉพาะวันมหานวมี เดือนอาศวิน ข้างขึ้น ตอนท้ายเป็นผลश्रuti: ผู้บูชาอัมพเรวตีด้วยศรัทธาบริสุทธิ์ตามติติที่กำหนด ย่อมป้องกันเคราะห์ร้ายของตระกูลได้ตลอดหนึ่งปี และขจัดความรบกวนจากเคราะห์ดาว ภูต และปีศาจได้

भट्टिकोपाख्यानम् (Bhaṭṭikā’s Legend) and the Origin of a Tīrtha at Kedāra
บทนี้ดำเนินเรื่องแบบถาม–ตอบทางเทววิทยา ฤๅษีทั้งหลายถามสุทะว่า เหตุใดเขี้ยวพิษของนาคจึงหลุดร่วงจากกายของภัฏฏิกา และเป็นผลจากตบะหรือมนตร์กันแน่ สุทะเล่าว่า ภัฏฏิกาเป็นหม้ายตั้งแต่วัยเยาว์ จึงไปพำนักบำเพ็ญภักติและตบะที่เกดาระ ร้องเพลงสรรเสริญต่อหน้าเทพทุกวัน ด้วยพลังแห่งความงามและศรัทธาในบทเพลง ทำให้ตักษกะและวาสุกีมาถึงในคราบพราหมณ์ ต่อมาตักษกะแปลงเป็นนาครูปอันน่ากลัวและลักพาตัวนางลงสู่ปาตาละ ภัฏฏิกายืนหยัดด้วยความถูกต้องทางธรรม ไม่ยอมจำนนต่อการบีบบังคับ และกล่าวคำสาปแบบมีเงื่อนไขจนตักษกะต้องแสวงหาการปรองดอง ต่อมาเกิดความขัดแย้งจากเหล่านางนาคผู้เป็นภรรยาที่ถูกความริษยาครอบงำ มีการสวดวิทยาป้องกัน และการกัดของนาคินีทำให้เขี้ยวหลุดร่วง—เป็นแก่นเหตุอธิบายคำถามตั้งต้น ภัฏฏิกายังสาปผู้รุกรานให้เป็นมนุษย์ พร้อมกำหนดชะตาในภายหน้า: ตักษกะจะเกิดเป็นกษัตริย์ในแคว้นเสาราษฏระ และภัฏฏิกาจะเกิดเป็นมนุษย์นาม “เกษมังการี” เพื่อกลับมาพบกันอีกครั้ง เมื่อกลับสู่เกดาระ ชุมชนตั้งข้อสงสัยเรื่องความบริสุทธิ์ของนาง ภัฏฏิกาเข้าสู่การพิสูจน์ด้วยไฟโดยสมัครใจ ไฟกลับกลายเป็นน้ำ มีฝนดอกไม้โปรยปราย และทูตสวรรค์ประกาศว่านางไร้มลทิน ตอนท้ายมีการสถาปนาตีรถะตามนามของนาง พร้อมคำมั่นว่าผู้ลงอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่นั่นในวาระศยนะ/โพธนะของพระวิษณุจะได้ผลทางจิตวิญญาณสูงยิ่ง และภัฏฏิกายังคงบำเพ็ญตบะ–บูชาต่อไป โดยตั้งรูปตรีวิกรม และภายหลังสถาปนาศิวลึงค์แห่งมหेशวรพร้อมเทวสถาน.

Kṣemaṅkarī–Raivateśvara Utpatti and Hāṭakeśvara-kṣetra Māhātmya (क्षेमंकरी-रैवतेश्वर-उत्पत्तितीर्थमाहात्म्यवर्णन)
เหล่าฤๅษีทูลถามสุูตะถึงกำเนิดเรื่องราวราชวงศ์ที่เกี่ยวเนื่องกับแคว้นเสาราษฏระ/อานรต และเหตุใดในบริบทแห่งหิมาลัยจึงปรากฏความศักดิ์สิทธิ์ดุจเคทาระ สุูตะจึงเล่าการประสูติและการตั้งนามของกษேมังกรี—ในกาลแห่งความขัดแย้งและการเนรเทศ ความ ‘เกษม’ คือความผาสุกสวัสดีได้บังเกิดแก่แผ่นดิน จึงได้ชื่อว่า กษேมังกรี ต่อมาว่าด้วยพระราชาไรเวตะและชีวิตสมรสกับกษேมังกรี แม้รุ่งเรืองมั่งคั่ง แต่ไร้ทายาทจึงเกิดความกังวลทั้งทางจิตใจและทางราชสกุล ทั้งสองมอบภาระการปกครองแก่เสนาบดี แล้วบำเพ็ญตบะ ตั้งและบูชาเทวี กาตยายนี (มหิษาสุรมรรทินี) เทวีประทานพรให้โอรสชื่อ กษேมชิต ผู้เป็นผู้เพิ่มพูนวงศ์และผู้ปราบศัตรู เมื่อสืบราชสันตติวงศ์มั่นคงและสถาปนาโอรสขึ้นครองราชย์แล้ว ไรเวตะเสด็จสู่หาฏเกศวร-เกษตร ทรงสละความยึดติด และสถาปนาศิวลึงค์พร้อมสร้างหมู่มณฑปศักดิ์สิทธิ์ ศิวลึงค์นั้นเป็นที่รู้จักว่า ‘ไรเวเตศวร’ กล่าวสรรเสริญว่าเพียงได้ทัศนะก็เป็น ‘ผู้ทำลายบาปทั้งปวง’ กษேมังกรียังสร้างสถานบูชาแก่ทุรคาที่มีอยู่เดิม ณ ที่นั้น เทวีจึงเลื่องลือในนามกษேมังกรี อีกทั้งระบุธรรมเนียมวัน: การได้ทัศนะเทวีในวันขึ้น ๘ ค่ำ เดือนไจตระย่อมให้ความสำเร็จดังปรารถนา บทนี้จบด้วยมหาตมยะของตirtha และแนวทางแห่งภักติอันควรประพฤติ।

Mahīṣa-śāpa, Hāṭakeśvara-kṣetra-tapas, and the Tīrtha-Phala Discourse (महिषशाप-हाटकेश्वरक्षेत्रतपः-तीर्थफलप्रसङ्गः)
บทนี้เริ่มด้วยเหล่าฤๅษีทูลถามสุูตะว่า เหตุใดเทวี กาตยายนี จึงทรงสังหารมหิษาสูร และอสูรนั้นมาอยู่ในรูปกระบือได้อย่างไร สุูตะเล่าปูมเหตุว่า ไทตยะผู้รูปงามและกล้าหาญนาม “จิตรสมะ” เกิดความหลงใหลในการขี่กระบือ จนละทิ้งพาหนะอื่น ครั้นขี่กระบือไปริมฝั่งแม่น้ำชาหนาวี กระบือได้เหยียบย่ำมุนีผู้กำลังทำสมาธิ ทำให้สมาธิแตกสลาย มุนีโกรธยิ่งจึงสาปให้เขาเป็น “มหิษะ” ตลอดชั่วชีวิต เพื่อหาทางแก้ เขาไปพึ่งศุกราจารย์ ศุกระแนะนำให้บำเพ็ญภักติและตบะต่อพระมหेशวร ณ หาฏเกศวรเกษตร ซึ่งกล่าวว่าเป็นแดนประทานสิทธิแม้ในกาลอันเสื่อม หลังตบะยาวนาน พระศิวะทรงปรากฏและประทานพรอย่างมีเงื่อนไข—คำสาปยกเลิกมิได้ แต่ทรงให้ “สุขอุปายะ” คือให้ความเพลิดเพลินและสรรพสัตว์หลากหลายมารวมสู่กายของเขา เมื่อขอความคงกระพันโดยสิ้นเชิง พระศิวะมิทรงอนุญาต สุดท้ายอสูรขอให้ตนถูกฆ่าได้ด้วยมือสตรีเท่านั้น พระศิวะยังตรัสถึงผลแห่งการปฏิบัติที่ทิรถะ—ผู้สรงน้ำด้วยศรัทธาและได้ทัศนะย่อมสำเร็จประโยชน์ทั้งปวง อุปสรรคดับ เพิ่มพลังทางธรรม และโรคไข้ย่อมสงบ ต่อมาอสูรรวบรวมเหล่าทานวะ ยกทัพโจมตีเทวะ เกิดสงครามสวรรค์ยืดเยื้อ จนกองทัพพระอินทร์อ่อนกำลังและถอย ทำให้อมราวตีว่างลงชั่วคราว เหล่าอสูรเข้าไปเฉลิมฉลองและยึดส่วนแบ่งยัญพิธี ภายหลังกล่าวถึงการสถาปนาลึงค์ใหญ่และสิ่งปลูกสร้างศักดิ์สิทธิ์ดุจไกรลาส ย้ำความศักดิ์สิทธิ์ของเกษตรนี้ในฐานะศูนย์กลางทิรถะ

कात्यायनी-प्रादुर्भावः (Manifestation of Kātyāyanī and the Devas’ Armament Bestowal)
สูตะเล่าว่า เหล่าเทวะมีศักระ (อินทร์) เป็นผู้นำพ่ายแพ้ในศึก และอสูรมหิษะได้ตั้งอำนาจครอบงำสามโลก เขาปล้นชิงสิ่งอันประเสริฐทั้งหลาย—พาหนะ ทรัพย์สมบัติ แก้วมณี และของล้ำค่า—ทำให้ระเบียบแห่งธรรมในจักรวาลยิ่งปั่นป่วน เหล่าเทวะจึงประชุมเพื่อปรึกษาวิธีทำลายเขา; ครั้นนั้นนารทมาถึงและรายงานความกดขี่ การลักชิง และความเดือดร้อนที่มหิษะก่อขึ้นโดยละเอียด ทำให้ความพิโรธของเทวะทวีขึ้น จากความพิโรธนั้นบังเกิดเตชัสอันร้อนแรง จนทิศทั้งหลายประหนึ่งถูกความมืดปกคลุม ต่อมาพระการ์ตติเกยะ (สกันทะ) เสด็จมาไต่ถามเหตุแห่งความปั่นป่วน; นารทจึงกล่าวถึงความโอหังไร้ขอบเขตและการยึดเอาทรัพย์ของผู้อื่นของเหล่าอสูร เมื่อเตชัสแห่งความพิโรธของเทวะและสกันทะรวมกันถึงที่สุด ก็ปรากฏกุมารีผู้รุ่งเรืองมีลักษณะมงคล และด้วยเหตุแห่งนามจึงเป็นที่รู้จักว่า “กาตยายนี” เหล่าเทวะถวายอาวุธและเครื่องคุ้มกันครบถ้วนแก่พระนาง—วัชระ ศักติ ธนู ตรีศูล บ่วง ลูกศร เกราะ ดาบ และอื่น ๆ พระนางแสดงสิบสองกรเพื่อทรงถืออาวุธทั้งหมด และประทานความมั่นใจว่าจะสำเร็จภารกิจของเทวะ เหล่าเทวะอธิบายว่า มหิษะไม่อาจถูกพิชิตโดยสัตว์ใด ๆ โดยเฉพาะบุรุษ เว้นแต่สตรีเพียงหนึ่งเดียว จึงบังเกิดพระนางเป็นผู้แก้ไขจำเป็น แล้วส่งพระนางไปยังเขาวินธยะเพื่อบำเพ็ญตบะอันเข้มข้นเพิ่มพูนเตชัส จากนั้นจะอัญเชิญพระนางเป็นผู้นำหน้าเพื่อปราบมหิษะและฟื้นฟูอำนาจแห่งเทวะอีกครั้งหนึ่ง

महिषासुरपराजय–कात्यायनीमाहात्म्यवर्णनम् (Defeat of Mahīṣa and the Māhātmya of Kātyāyanī/Vindhyavāsinī)
ในอัธยายะนี้ สุเตรกล่าวถึงเหตุการณ์ศักดิ์สิทธิ์ ณ แคว้นวินธยะ เมื่อพระเทวีทรงสำรวมอินทรีย์ บำเพ็ญตบะอย่างเคร่งครัดพร้อมเพ่งฌานถึงพระมหेशวร ยิ่งตบะทวีขึ้น รัศมีและความงามของพระนางยิ่งเจิดจ้า เหล่าสายลับของมหิษาสูรเห็นนางพรหมจาริณีผู้ประหลาดยิ่งจึงไปกราบทูล มหิษะถูกกามครอบงำ ยกกองทัพมาพร้อมคำหว่านล้อม เสนออำนาจและการอภิเษก แต่พระเทวีทรงประกาศภารกิจทิพย์ของพระนางว่าเพื่อยุติภัยของเขา แล้วสงครามก็อุบัติ พระเทวีทรงทำร้ายมหิษะ ขับไล่กองทัพอสูรด้วยศร และด้วยเสียงหัวเราะอันน่าสะพรึงทรงให้หมู่นักรบผู้ช่วยปรากฏ ทำลายกำลังอสูรสิ้น มหิษะเข้าต่อสู้ด้วยตนเอง พระเทวีทรงขึ้นประจัญบนร่างเขา ขณะที่สิงห์ของพระนางตรึงเขาไว้ เหล่าเทวะจึงทูลขอให้ลงทัณฑ์โดยฉับพลัน พระเทวีทรงฟันคอหนาด้วยพระขรรค์ ทำให้เทวโลกยินดี ต่อมามีความตึงเครียดทางธรรม: มหิษะสรรเสริญพระเทวี อ้างว่าพ้นคำสาปและวิงวอนเมตตา เหล่าเทวะเตือนถึงอันตรายต่อจักรวาล พระเทวีจึงทรงตั้งพระทัยไม่ประหารซ้ำ แต่ทรงกดข่มไว้เป็นการยับยั้งนิรันดร์ เทวะทั้งหลายประกาศพระเกียรติในนาม “วินธยวาสินี/กาตยายณี” และกำหนดพิธีบูชา โดยเฉพาะในปักษ์สว่างเดือนอาศวิน อันให้ผลเป็นความคุ้มครอง สุขภาพ และความสำเร็จ ตอนท้ายกล่าวถึงความสงบคืนสู่โลก และอานิสงส์แห่งการศรัทธาของกษัตริย์กับการได้เฝ้าดาร์ศนะในเทศกาล.

केदार-प्रादुर्भावः (Kedāra Manifestation and the Kuṇḍa Rite)
บทที่ 122 เป็นบทสนทนาระหว่างสูตะกับเหล่าฤๅษี จากเรื่องการปราบอสูรในตอนก่อน เปลี่ยนมาเป็นเรื่อง “เกดาระ” อันเป็นปาปนาศินี (ทำลายบาป) ฤๅษีถามว่าเกดาระซึ่งเล่าลือว่าอยู่ใกล้คงคาทวารในหิมาลัย ได้ตั้งมั่นขึ้นอย่างไร สูตะอธิบายหลักการประทับตามฤดูกาลของพระศิวะ: พระองค์ประทับในแดนหิมาลัยเป็นเวลายาวนาน แต่ในเดือนที่หิมะปกคลุมสถานที่เข้าถึงยาก จึงมีการจัดสรรสถานที่สถิตและการบูชาเสริมในที่อื่นด้วย ตำนานย้อนสู่อดีต: พระอินทร์ถูกอสูรหิรัณยากษะและพวกยึดอำนาจ จึงบำเพ็ญตบะที่คงคาทวาร พระศิวะปรากฏในรูปมหิษะ (กระบือ) รับคำอธิษฐานของพระอินทร์ แล้วทำลายอสูรสำคัญ ซึ่งอาวุธของพวกนั้นไม่อาจทำอันตรายพระองค์ได้ ตามคำทูลขอ พระศิวะทรงประทับในรูปนั้นเพื่อคุ้มครองโลก และสถาปนากุณฑะใสบริสุทธิ์ดุจผลึก พร้อมบรรยายพิธีกรรม: ผู้ศรัทธาที่ชำระตนแล้วเห็นกุณฑะ ดื่มน้ำสามครั้งตามกำหนดมือ/ทิศ และทำมุทราที่เกี่ยวกับสายมารดา สายบิดา และตนเอง ให้การกระทำทางกายสอดคล้องกับบัญชาศักดิ์สิทธิ์ พระอินทร์สถาปนาการบูชาต่อเนื่อง ตั้งพระนาม “เกดาระ” (ในความหมายผู้ฉีก/ผู้ผ่า) และสร้างศาลเจ้าที่งดงาม อีกทั้งกำหนดการสถิตช่วงสี่เดือนที่หิมาลัยเข้าถึงไม่ได้: เมื่อดวงอาทิตย์อยู่ในราศีพิจิกถึงกุมภ์ พระศิวะประทับ ณ หาฏเกศวรเกษตรในแคว้นอานรตะ พร้อมคำสั่งให้ตั้งรูป สร้างเทวสถาน และรักษาการบูชาไว้ บทท้ายกล่าวถึงอานิสงส์: บูชาสี่เดือนนำสู่พระศิวะ แม้นอกฤดูกาลก็ล้างบาปได้ ผู้รู้สรรเสริญด้วยเพลงและรำ และคาถาที่อ้างนารทเชื่อมการดื่มน้ำเกดาระกับการถวายปิณฑะที่คยาไปสู่พรหมญาณและพ้นการเกิดใหม่ การฟัง การสาธยาย หรือให้ผู้อื่นสาธยาย ย่อมทำลายกองบาปและยกตระกูลให้สูงขึ้น

शुक्लतीर्थमाहात्म्य — The Glory of Śuklatīrtha (Purificatory Water-Site)
บทนี้เป็นคำบรรยายของสุ ตะ กล่าวสรรเสริญศุกลตีรถะอัน “หาที่เปรียบมิได้” ซึ่งมีหญ้าดರ್ಭะสีขาวเป็นเครื่องหมายบอกสถานที่ ใกล้เมืองจามัตการปุระ มีช่างซักผ้า (รชกะ) ผู้ซักเสื้อผ้าให้พราหมณ์ชั้นนำ เผลอโยนผ้าพราหมณ์อันมีค่าลงในบ่อน้ำย้อมสีชื่อ นีลีกุณฑี/นีลี ด้วยความหวาดกลัวโทษทัณฑ์ (จองจำ/ถึงตาย) เขาจึงบอกความแก่ครอบครัวและเตรียมหลบหนีในยามค่ำคืน บุตรสาวของเขาไปหาสหายซึ่งเป็นหญิงชุมชนชาวประมง (ทาศกัญญา) สารภาพความผิด และได้รับคำแนะนำให้ไปยังอ่างเก็บน้ำใกล้เคียงที่เข้าไปได้ยาก เมื่อรชกะนำผ้าไปซักในน้ำนั้น ผ้ากลับขาวใสดุจผลึกในทันที และเมื่อเขาอาบน้ำ ผมดำของเขาก็กลายเป็นสีขาว เขานำผ้าที่ฟื้นคืนสภาพไปคืนแก่พราหมณ์ พราหมณ์ทั้งหลายตรวจสอบจนแน่ชัดถึงอานุภาพของตีรถะ—แม้สิ่งมืดและเส้นผมก็ขาวได้ และผู้เฒ่าผู้หนุ่มที่อาบด้วยศรัทธาย่อมได้กำลังและสิริมงคล ต่อมามีเรื่องกำเนิดเชิงตำนานว่า เหล่าเทวะเกรงมนุษย์จะนำไปใช้ผิด จึงพยายามกลบตีรถะด้วยฝุ่น แต่สิ่งใดที่งอกขึ้น ณ ที่นั้นกลับขาวด้วยฤทธิ์แห่งน้ำ แล้วจึงให้ข้อปฏิบัติ: นำดินศักดิ์สิทธิ์ (มฤท) ของตีรถะทาตัวและอาบน้ำ ย่อมได้ผลเสมือนอาบในตีรถะทั้งปวง การทำตัรปณะด้วยหญ้าดರ್ಭะและงาป่าเป็นที่พอใจของบรรพชน เทียบได้กับผลแห่งยัญใหญ่และศราทธะ ท้ายบทอธิบายว่า วิษณุทรงนำศเวตทวีปมาตั้งไว้ที่นี่ เพื่อให้ความขาวบริสุทธิ์ไม่เสื่อมสูญแม้อยู่ท่ามกลางอิทธิพลแห่งกลียุค

मुखारतीर्थोत्पत्तिवर्णनम् (Origin Narrative of Mukharā Tīrtha)
บทนี้สุเตาะเล่าเรื่องกำเนิดมุขรา-ตีรถะพร้อมคำสอนทางธรรม มุขราถูกยกย่องว่าเป็น “ตีรถะอันประเสริฐ” ที่ซึ่งสัปตฤๅษี (มรีจิและท่านอื่น ๆ) ผู้มาจาริกได้พบโจรคนหนึ่ง เขาคือโลหมัชังคะ พราหมณ์สายมานฑวยะ ผู้กตัญญูต่อบิดามารดาและภรรยา แต่เพราะภัยแล้งยาวนานจนเกิดทุพภิกขภัย จึงหันไปลักขโมยเพื่อประคองชีวิต คัมภีร์แยกความหวาดหวั่นเพื่อความอยู่รอดออกจากความชั่วร้าย ทว่าก็ยังถือว่าการลักขโมยเป็นกรรมที่ควรถูกตำหนิ เมื่อสัปตฤๅษีมาถึง โลหมัชังคะข่มขู่ท่านทั้งหลาย แต่ฤๅษีตอบด้วยเมตตา เตือนเรื่องความรับผิดชอบต่อผลกรรม และให้เขาไปถามครอบครัวว่าใครจะยอมรับส่วนแห่งบาปของเขาหรือไม่ เขาจึงถามบิดา มารดา และภรรยา แล้วได้รู้ว่าผลกรรมเป็นของเฉพาะตน แต่ละคนต้องรับเอง ความเข้าใจนี้ทำให้เขาสำนึกผิดและขออุปเทศะ ฤๅษีปุลหะให้มนตร์ง่าย ๆ ว่า “ชาฏฆโฏติ” เขาจึงทำชปะอย่างต่อเนื่องจนเข้าสมาธิ และร่างกายถูกปกคลุมด้วยจอมปลวก/รังมด (วลมีคะ) ครั้นฤๅษีกลับมาอีกครั้งก็รับรู้ถึงความสำเร็จทางจิตของเขา ด้วยความเกี่ยวข้องกับวลมีคะ เขาจึงได้ชื่อว่า “วาลมีคิ” และสถานที่นั้นเป็นที่รู้จักว่า มุขรา-ตีรถะ ตอนท้ายมีผลश्रุติว่า ผู้ใดอาบน้ำที่นั่นในเดือนศราวณะด้วยศรัทธา ย่อมชำระบาปอันเกิดจากการลักขโมยได้ และการภักดีต่อผู้เป็นดุจฤๅษีผู้สถิต ณ ที่นั้นยังเกื้อหนุนพลังแห่งกวีนิพนธ์ โดยเฉพาะในวันอัษฏมี

सत्यसन्धनृपतिवृत्तान्तवर्णनम् — The Account of King Satyasaṃdha (and the Karṇotpalā/Gartā Tīrtha Frame)
สุุตะกล่าวแนะนำ “กรโณตปลา-ตีรถะ” ว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อันเลื่องชื่อ การอาบน้ำที่นั่นเชื่อว่าช่วยระงับความหวั่นเกรงต่อ “วิยோகะ” คือความพลัดพรากในชีวิตมนุษย์ จากนั้นเรื่องราวหันไปสู่พระเจ้าสัตยสันธะแห่งวงศ์อิกษวากุ และพระธิดาผู้มีคุณวิเศษนามว่า กรโณตปลา เมื่อไม่อาจพบคู่ครองที่เหมาะสมในหมู่มนุษย์ พระราชาจึงตั้งใจไปทูลถามพระพรหม ณ พรหมโลก ครั้นรอจนผ่านกาลสันธยาแห่งพระพรหมแล้ว จึงได้รับคำตอบเชิงธรรมว่า ด้วยกาลจักรวาลอันยาวนานได้ล่วงไปมาก บัดนี้ไม่ควรยกธิดาให้แต่งงานอีก และเหล่าเทวะย่อมไม่รับสตรีมนุษย์เป็นชายา เมื่อเสด็จกลับ พระราชาและพระธิดาประสบความคลาดเคลื่อนแห่งกาลเวลา—ชราภาพและผู้คนไม่รู้จัก—แสดงคติเรื่องมาตรากาลแบบปุราณะและความเปราะบางของเกียรติยศทางโลก ทั้งสองมาถึงบริเวณคัรตา-ตีรถะ/ปราปติปุระ ซึ่งชาวบ้านและต่อมาพระเจ้าพฤหัทพลทรงรับรู้เชื้อสายด้วยธรรมเนียมสืบมา พระเจ้าสัตยสันธะปรารถนาจะถวายที่ตั้งถิ่นฐาน/ที่ดอนแก่พราหมณ์เพื่อสืบยืนนามธรรม จากนั้นเสด็จไปยังหาฏเกศวร-กษेत्र บูชาศิวลึงค์ที่ตั้งไว้ก่อนซึ่งเกี่ยวเนื่องกับวฤษภนาถ และทรงบำเพ็ญตบะ ส่วนกรโณตปลาก็บำเพ็ญตบะและสถาปนาภักติแด่พระคาวรี ตอนท้ายกล่าวถึงความกังวลเรื่องปากท้องจากถิ่นที่ถวาย และข้อจำกัดเชิงสละโลกของพระราชา เพื่อย้ำแนวทางจริยธรรมว่าด้วยทาน การอุปถัมภ์ และหน้าที่แห่งตบะ

मर्यादास्थापनम्, गर्तातीर्थद्विज-नियुक्तिः, तथा कार्तिक-लिङ्गयात्रा (Establishment of Communal Boundaries, Appointment of Gartātīrtha Brahmins, and the Kārttika Liṅga Procession)
สูตะเล่าว่า พราหมณ์ผู้เกี่ยวข้องกับเมืองจมตฺการปุระได้มาพบพระราชาผู้ละทิ้งกำลังศึก และกำลังเผชิญความพ่ายแพ้ท่ามกลางความสงสัยและข้อพิพาท พราหมณ์กล่าวว่าเพราะความทะนงและการอ้างฐานะอย่างผิด ทำให้ระเบียบสังคมเสื่อมถอย จึงขอให้คุ้มครองสิทธิเลี้ยงชีพตามจารีต (วฤตติ) และฟื้นฟูมรฺยาทาให้มั่นคง พระราชาใคร่ครวญแล้วแต่งตั้งพราหมณ์จากคฤตาตีรถะ ผู้ทรงวิชาและสืบสายตระกูล ให้เป็นผู้ดูแลและผู้ชี้ขาดอย่างมีวินัย ทำหน้าที่รักษามรฺยาทา ระงับความสงสัย แก้ข้อพิพาท และวินิจฉัยกิจการหลวง พร้อมอุปถัมภ์โดยปราศจากความริษยาเพื่อความเจริญของชุมชน จึงเกิดขอบเขต/ระเบียบที่เกื้อหนุนธรรมในนครและความมั่งคั่งเพิ่มพูน ต่อมาพระราชาประกาศว่าจะขึ้นสวรรค์ด้วยตบะ และเผยลึงคะที่เกี่ยวเนื่องกับวงศ์ของตน ขอให้พราหมณ์ประกอบพิธีบูชา โดยเฉพาะการแห่รถ (รถยาตรา) พราหมณ์รับคำและกล่าวว่านี่เป็นลึงคะองค์ที่ 28 ต่อจาก 27 องค์ที่บูชามาแล้ว พร้อมกำหนดให้ประกอบวัตรประจำปีในเดือนการฺตติกะ ด้วยเครื่องสักการะ บลี ดนตรี และสรรพพิธีกรรม บทสรุปกล่าวผลบุญว่า ผู้ใดมีศรัทธาอาบน้ำชำระและบูชาตลอดเดือนการฺตติกะ หรือบูชาอย่างถูกต้องในวันโสมะตลอดหนึ่งปี ย่อมบรรลุโมกษะ

कर्णोत्पलातीर्थमाहात्म्यवर्णनम् (Glorification of Karnotpalā Tīrtha)
เหล่าฤๅษีทูลขอให้เล่าเรื่องของกรรโณตปลาโดยพิสดาร ซึ่งก่อนหน้านี้กล่าวถึงว่าเป็นสตรีผู้บำเพ็ญตบะเมื่อไปถึงสถานที่มีสายน้ำศักดิ์สิทธิ์ สุตะเล่าว่า ณ สถานที่อันเกี่ยวเนื่องกับรอยพระบาทของพระนางคุรี (กौรี) เทวีคิริชา (Girijā) ทรงพอพระทัยในภักติของนาง จึงเสด็จปรากฏและทรงให้ขอพรได้ กรรโณตปลากราบทูลความทุกข์ของครอบครัวว่า บิดาสูญสิ้นสิริราชสมบัติ อยู่ด้วยความเศร้าและความวางใจในโลก ส่วนตนก็ชราภาพแล้วยังมิได้สมรส จึงขอสามีผู้เลอโฉมยิ่งและขอให้ได้คืนความเยาว์วัย เพื่อให้บิดากลับมามีความสุขด้วย เทวีทรงกำหนดพิธีอย่างชัดเจนว่า ในเดือนมาฆะ (Māgha) วันตฤติยา ตรงกับวันเสาร์ และอยู่ใต้นักษัตรที่เกี่ยวกับวาสุเทวะ ให้ลงอาบในน้ำศักดิ์สิทธิ์พร้อมภาวนาถึงความงามและความเยาว์วัย และทรงกล่าวทั่วไปว่า สตรีใดอาบในวันนั้นย่อมได้ความงามเช่นเดียวกัน ครั้นถึงเวลาที่กำหนด กรรโณตปลาลงสู่สายน้ำยามเที่ยงคืน แล้วขึ้นมาพร้อมกายทิพย์และความเยาว์วัย ทำให้ผู้คนตื่นตะลึง ด้วยแรงบันดาลจากคุรี กามเทพ (มโนภว) เสด็จมาขอนางเป็นชายา และอธิบายเหตุแห่งนามใหม่ “ปรีติ” ว่าเพราะเสด็จมาด้วยความรัก กรรโณตปลาขอให้กามเทพไปทาบทามบิดาโดยถูกต้องตามธรรมเนียม นางจึงไปแจ้งบิดาก่อนว่าได้คืนความเยาว์วัยเป็นผลแห่งตบะและพระกรุณาคุรี แล้วขออนุญาตสมรส ต่อมากามเทพทูลขอ บิดายกธิดาให้โดยมีไฟเป็นพยานและมีพราหมณ์ร่วมพิธี นางจึงเป็นที่รู้จักในนามปรีติ และตีรถะนั้นก็เลื่องชื่อด้วยนามของนาง ตอนท้ายกล่าวผลบุญว่า การอาบน้ำตลอดเดือนมาฆะให้ผลเท่าการไปประยาคะ ผู้ปฏิบัติย่อมงามสง่าและสามารถในชาติถัด ๆ ไป และไม่ประสบทุกข์จากการพรากจากญาติพี่น้อง

Aṭeśvarotpatti-māhātmya (Origin and Glory of Aṭeśvara) | अटेश्वरोत्पत्तिमाहात्म्य
บทนี้ดำเนินเรื่องเป็นสองตอนที่เชื่อมโยงกัน ตอนแรก สัตยสันธะนั่งโยคอาสนะใกล้ลึงค์ด้านทิศใต้แล้วระงับลมหายใจชีวิต เมื่อพราหมณ์มาจัดเตรียมพิธีศพ ร่างกลับอันตรธานไปโดยฉับพลัน ทุกคนพิศวงและยิ่งตั้งมั่นในระเบียบการบูชาลึงค์ ศาสนสถานนี้จึงได้รับการสรรเสริญว่าเป็นแหล่งประทานพรไม่ขาด และชำระมลทินบาปแก่ผู้ศรัทธา ตอนต่อมา เมื่อวงศ์สกุลอ่อนกำลัง เหล่าอำมาตย์และพราหมณ์เตือนถึงภัยความวุ่นวายหากไร้กษัตริย์ ตามคติ “มัตสยะ-นยายะ” สัตยสันธะปฏิเสธการกลับสู่ราชกิจและเสนอทางออกเชิงพิธีกรรมโดยยกแบบอย่างเดิม—หลังปรศุรามทำลายกษัตริย์กษัตริยะ ภรรยากษัตริยะขอบุตรจากพราหมณ์ จึงเกิดผู้ปกครองแบบ ‘เกษตรชะ’ จากนั้นกล่าวถึงทีรถะให้กำเนิดคือกุณฑะของวสิษฐะ ซึ่งการอาบน้ำตามกาลกำหนดเชื่อว่าให้ผลแห่งการปฏิสนธิ ท้ายที่สุด กษัตริย์ผู้เลื่องชื่อ อฏะ (อฏอน) ถือกำเนิด และมีเสียงทิพย์จากเวหาประกาศอธิบายที่มาของนามเมื่อเสด็จไปตามราชมรรค อฏะสถาปนาอฏेशวรลึงค์ การบูชาในวันมาฆจตุรทศีและการอาบน้ำในกุณฑะประทานบุตรถูกยกย่องว่าให้ผลด้านบุตรและความผาสุกสวัสดี

याज्ञवल्क्यसमुद्रव-आश्रममाहात्म्य (The Māhātmya of Yājñavalkya’s Sacred Water-Site and Āśrama)
สุ ตะกล่าวนำถึงอาศรมและทีรถะ (แหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์) อันเลื่องชื่อที่เกี่ยวเนื่องกับยาชญวัลกยะ ซึ่งกล่าวกันว่ายังให้ความสำเร็จแก่ผู้มิได้เล่าเรียนได้ด้วย เหล่าฤๅษีทูลถามถึงครูเดิมของยาชญวัลกยะ และเหตุการณ์ที่พระเวทถูกพรากไปแล้วได้คืนมาอย่างไร สุ ตะจึงเล่าเรื่องศากัลยะ พราหมณ์อาจารย์ผู้ทรงวิชาและเป็นปุโรหิตหลวง พร้อมเหตุการณ์ในราชสำนักเมื่อยาชญวัลกยะถูกส่งไปประกอบพิธีสงบเคราะห์แก่พระราชา เกิดความตึงเครียดทางสังคมและพิธีกรรม: พระราชาทรงเห็นยาชญวัลกยะอยู่ในสภาพไม่เหมาะสม จึงไม่รับพรและมีรับสั่งให้นำน้ำมนต์ไปสาดใส่เสาไม้ ยาชญวัลกยะอัญเชิญมนตร์เวทแล้วสาดน้ำลงไป ทันใดนั้นเสาไม้ก็ผลิใบ ออกดอก และติดผล—เป็นการสำแดงฤทธิ์แห่งมนตร์และเผยให้เห็นความบกพร่องในพิธีของพระราชา พระราชาทรงขออภิเษก (abhiṣeka) แต่ยาชญวัลกยะปฏิเสธ โดยกล่าวว่าผลของมนตร์ย่อมผูกพันกับโหมะและวิธีปฏิบัติที่ถูกต้องเท่านั้น เมื่อศากัลยะยืนกรานให้ยาชญวัลกยะกลับไปหาพระราชา ยาชญวัลกยะยกหลักธรรมว่า ครูผู้หยิ่งผยองและสับสนในหน้าที่อาจละได้ ศากัลยะโกรธจัด ใช้มันตร์สายอถรรพณ์และน้ำบังคับให้สละวิชาที่ถ่ายทอดมาโดยนัย ยาชญวัลกยะประกาศความเป็นอิสระและขับสิ่งที่เรียนรู้ออกไป ต่อมาท่านแสวงหาสถานที่แห่งสิทธิ (siddhi-kṣetra) และได้รับการชี้ไปยังหาฏเกศวร-กษेत्र ซึ่งผลย่อมเป็นไปตามภาวะในใจ ที่นั่นท่านบำเพ็ญตบะอย่างเคร่งครัดและบูชาพระสุริยะ พระภาสกรประทานพร: มนตร์ดุจพระสรัสวตีถูกสถาปนาในกุณฑะ; การอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์และสวดชปะทำให้ความรู้พระเวททรงอยู่ทันที และความหมายแห่งตัตตวะกระจ่างด้วยพระกรุณา ยาชญวัลกยะขอพ้นพันธะครูมนุษย์ พระสุริยะประทานสิทธิ “ลฆิมา” และสั่งให้เรียนผ่านรูปม้าเทพ (วาชิกัรณะ) เพื่อรับพระเวทโดยตรง ตอนท้ายกล่าวผลบุญว่า การอาบในทีรถะนั้น การได้เห็นพระสุริยะ และการสวดสูตร “นาดบินทุ” นำไปสู่ความสำเร็จอันมุ่งสู่โมกษะ

Kātyāyanī–Śāṇḍilī Upadeśa and the Hāṭakeśvara-kṣetra Tṛtīyā Vrata (कात्यायनी-शाण्डिली-उपदेशः)
บทนี้เป็นการสนทนาที่เหล่าฤๅษีถามสุทาเกี่ยวกับบริบทครอบครัวของยาชญวัลกยะ สุทากล่าวถึงภรรยาสองคนคือ ไมเตรยี และ กาตยายนี พร้อมแนะนำตirtha/กุณฑะสองแห่งที่เกี่ยวข้อง โดยกล่าวว่าการอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่นั่นให้ผลเป็นมงคล ต่อมาเมื่อกาตยายนีเห็นความผูกพันของยาชญวัลกยะต่อไมเตรยี จึงเกิดทุกข์จากการมีภรรยาร่วม (สปัตนีทุกข์) นางละเว้นการอาบน้ำ การกิน และความรื่นเริง แล้วแสวงหาทางแก้โดยไปหา ศาณฑิลี ผู้เป็นแบบอย่างแห่งความกลมเกลียวในชีวิตสมรส ขออุปเทศลับเพื่อให้ได้ความรักและความเคารพจากสามี ศาณฑิลีเล่าภูมิหลังของตนที่กุรุเกษตร และถ่ายทอดคำแนะนำของนารท: ณ หาฏเกศวร-เกษตร ให้บูชา “ปัญจปินฑะ” อันเกี่ยวเนื่องกับคาวรีด้วยศรัทธามั่นคงตลอดหนึ่งปี โดยเน้นเป็นพิเศษในวันตฤติยา อีกทั้งมีบทสนทนาระหว่างเทวีและเทพอธิบายเหตุผลเชิงจักรวาล-จริยธรรมของการที่คงคาอยู่บนเศียรพระศิวะ ว่าเป็นเพื่อค้ำจุนโลก—ฝน การเกษตร ยัญพิธี และดุลยภาพแห่งจักรวาล

Īśānotpatti–Pañcapīṇḍikā-Gaurī Māhātmya and Vararuci-sthāpita Gaṇapati Māhātmya (ईशानोत्पत्तिपंचपिंडिकागौरीमाहात्म्य–वररुचिस्थापितगणपतिमाहात्म्य)
บทนี้อธิบายเหตุผลเชิงเทววิทยาของการปฏิบัติสันธยา ควบคู่กับประเพณีวรตะในท้องถิ่น พระศิวะตรัสว่าในยามสนธยาเหล่าอำนาจอริจะขัดขวางดวงอาทิตย์; น้ำอรฺฆยะที่ถวายพร้อมมนต์สาวิตรีทำหน้าที่ดุจอาวุธทิพย์บนฟากฟ้า ขจัดสิ่งกีดขวางนั้น จึงทำให้หลักธรรมและตรรกะพิธีกรรมของสันธยา-ชลทานเด่นชัด ต่อมามีความตึงเครียดในเรือนเทวะ: พระปารวตีทรงทุกข์เมื่อเห็นพระศิวะถวายความเคารพต่อ ‘สันธยา’ ที่ถูกทำให้เป็นบุคคล จนถึงกับตั้งปณิธานวรตะ; ด้วยญาณมนต์อันละเอียดและการบูชาที่มุ่งสู่อีศานะ ทั้งสองจึงคืนดีกันในที่สุด จากนั้นกล่าวถึงแนวทางภักติที่กำหนดไว้: การบูชาพระคุรีในรูปปัญจปีณฑมยะ (ห้าก้อน) โดยเฉพาะในวันตฤติยา ทำต่อเนื่องได้ถึงหนึ่งปี ให้ผลเป็นความกลมเกลียวในชีวิตคู่ ได้คู่ครองตามปรารถนา และได้บุตร; หากทำด้วยใจไม่ยึดติดย่อมได้ผลทางจิตวิญญาณที่สูงกว่า เรื่องเล่าถ่ายทอดผ่านนารท–ศาณฑิลยะ–สูต และลงท้ายด้วยตัวอย่างท้องถิ่น: กาตยายนีถือวรตะหนึ่งปี ได้อภิเษกกับยาชญวัลกยะและให้กำเนิดบุตรผู้เลิศ อีกทั้งเชื่อมโยงสวัสดิภาพด้านการศึกษา ด้วยคเณศที่วรรรุจิสถาปนา ซึ่งการบูชาช่วยเกื้อหนุนการเรียนรู้และความชำนาญพระเวท

वास्तुपदोत्पत्तिमाहात्म्यवर्णनम् (Vāstupada-Utpatti Māhātmya: The Glory of the Origin of Vāstupada)
บทนี้เป็นธรรมกถาแบบถาม–ตอบเชิงเทววิทยา ฤๅษีทั้งหลายถามสุทะว่าเหตุใดจึงยังมิได้กล่าวถึงตถาคตสถานศักดิ์สิทธิ์ที่เกี่ยวกับกาตยายะนะ และขอให้เล่าถึงการสถาปนาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มหาตมะผู้นั้นได้กระทำ สุทะจึงอธิบายว่า กาตยายะนะได้สถาปนาตีรถะชื่อ “วาสตุปทะ” อันประทานความปรารถนาทั้งปวง และกำหนดพิธีบูชาหมู่เทพตามผังที่แน่นอน (สี่สิบสามพร้อมอีกห้า) ไว้ ณ ที่นั้น ต่อมามีตำนานเหตุปัจจัย: มีอสูรกายอันน่าสะพรึงกลัวผุดขึ้นจากแผ่นดิน ได้ความคงกระพันด้วยอำนาจมนตร์ของฝ่ายไทตยะซึ่งเกี่ยวเนื่องกับคำสอนของศุกราจารย์ เหล่าเทวะไม่อาจทำอันตรายได้และตกอยู่ในภัย จนพระวิษณุทรงเข้าระงับด้วยกรอบแห่งสัตย์และข้อผูกมัดว่า ณ ส่วนกายใดที่เทพสถิตอยู่ หากบูชาตรงนั้นย่อมทำให้อสูรกายพอใจ แต่หากละเลยการบูชาย่อมก่อโทษแก่มนุษย์ ครั้นสงบแล้ว พระพรหมทรงตั้งนามว่า “วาสตุ” และพระวิษณุทรงมอบหมายให้วิศวกรรมันรวบรวมระเบียบพิธีบูชา บุตรของยาชญวัลกยะขอให้วิศวกรรมันจัดตั้งสถานอาศรมในหาฏเกศวร-กษेत्रตามแบบแผนนี้ วิศวกรรมันประกอบวาสตุปูชาโดยเคร่งครัด และกาตยายะนะได้เผยแพร่พิธีกรรมเพื่อประโยชน์แก่โลก ตอนท้ายกล่าวผลานุผลว่า การสัมผัสสัมพันธ์กับกษेत्रนี้ช่วยชำระบาป และระงับโทษแห่งเรือนและงานช่าง (คฤหโทษ ศิลปโทษ กุปทะ กุวาสตุ); โดยเฉพาะในวันไวศาขะ ขึ้น ๓ ค่ำ เมื่อเป็นนักษัตรโรหิณี หากบูชาถูกต้องย่อมได้ความรุ่งเรืองและอำนาจปกครองตามที่กล่าวไว้

अजागृहोत्पत्तिमाहात्म्यवर्णनम् | Ajāgṛhā: Origin Narrative and Site-Glory
บทที่ 133 กล่าวถึงกำเนิดและมหิมาแห่งอชาคฤหา (Ajāgṛhā) ภายในหาฏเกศวร-เกษตระ (Hāṭakeśvara-kṣetra) สุ ตะเล่าแก่ผู้ฟังผู้รู้ว่า เทวะ/เทวีผู้มีนามว่าอชาคฤหาเลื่องชื่อในการบรรเทาความทุกข์และโรคภัย พราหมณ์ผู้แสวงบุญคนหนึ่งเดินทางมาอย่างอ่อนล้า จึงพักใกล้ฝูงแพะ ครั้นตื่นขึ้นกลับถูกโรคสามประการ—ราชยักษมา (rājayakṣmā), กุษฐะ (kuṣṭha) และปามา (pāmā)—ครอบงำ แล้วบุรุษผู้รุ่งเรืองปรากฏกาย แนะนำตนว่าเป็นพระราชาอชะ (Ajapāla) และอธิบายว่า ทรงคุ้มครองผู้คนด้วยการควบคุมคลेशที่แสดงเป็นรูปแพะ โรคทั้งหลายกล่าวว่า สองโรคถูกผูกด้วยพรหมศาป (brahmaśāpa) จึงไม่ยอมสงบด้วยวิธีทั่วไป ส่วนอีกโรคหนึ่งยังพอระงับได้ด้วยมนตร์และยา อีกทั้งเตือนว่า การสัมผัสดิน ณ ที่นั้นอาจก่อความทุกข์เช่นเดียวกัน พระราชาจึงประกอบโหมะ (homa) และพิธีภักติอย่างต่อเนื่อง พร้อมสวดจปะตามแนวอถรรพเวท และสรรเสริญคเษตรปาละ/วาสตุ จนเทวะแห่งเขต (kṣetradevatā) ผุดขึ้นจากแผ่นดิน เทวะประกาศว่าที่นั้นชำระพ้นโทษแห่งโรคแล้ว และกำหนดลำดับการเยียวยา: บูชาอชาคฤหา อาบน้ำที่จันทรกูปิกาและเสาภาคยะ-กูปิกา เข้าเฝ้าหรือชมขันฑศิลา และอาบน้ำที่อัปสราสางกุณฑะในวันอาทิตย์เพื่อสงบปามา พราหมณ์ปฏิบัติตามจนค่อย ๆ หายเป็นปกติและจากไปอย่างสมบูรณ์ ท้ายบทย้ำว่า ผู้มีวินัยและศรัทธาบูชาที่นั่น ย่อมได้รับผลอันศักดิ์สิทธิ์จากอชาคฤหาเสมอไป.

खण्डशिलासौभाग्यकूपिकोत्पत्तिमाहात्म्यवर्णनम् | Origin-Glory of Khaṇḍaśilā and the Saubhāgya-Kūpikā
บทที่ 134 เล่าเป็นบทสนทนาระหว่างสูตะกับเหล่าฤๅษี ณ ภูมิทัศน์ศักดิ์สิทธิ์ศรีหาฏเกศวร-เกษตร/กาเมศวรปุระ ฤๅษีทั้งหลายทูลถามเหตุแห่งความทุกข์ของกามเทพที่ต้องประสบโรคกุษฐะ (เรื้อน) และกำเนิดของสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์สองประการในท้องถิ่น คือ เทวีในรูปศิลา (ศิลาขัณฑา/ขัณฑศิลา) และบ่อน้ำมงคล “เสาภาคยะ-กูปิกา” สูตะเล่าเรื่องหรีตะ พราหมณ์ผู้บำเพ็ญตบะ: ภรรยาผู้ทรงศีลของเขาถูกศรกามทำให้ใจไหวเพียงชั่วขณะ เมื่อหรีตะล่วงรู้จึงสาปตามธรรม-นิติ—กามเทพถูกโรคเรื้อนและถูกผู้คนรังเกียจ ส่วนภรรยากลายเป็นศิลาเพราะเจตนาที่คลาดเคลื่อนชั่วครู่ ต่อจากนั้นคัมภีร์อธิบายบาปสามประการ (ทางใจ วาจา กาย) และย้ำว่า “ใจ” เป็นรากแห่งความรับผิดชอบ เมื่อกามเทพอ่อนกำลัง การสืบเผ่าพันธุ์และความต่อเนื่องของโลกถูกรบกวน เหล่าเทพจึงแสวงหาการเยียวยา มีการกำหนดให้บูชาขัณฑศิลา อาบน้ำศักดิ์สิทธิ์ และประกอบพิธีสัมผัส ณ สถานที่น้ำที่เกี่ยวข้อง ทำให้ที่นั้นเป็นตีรถะเลื่องชื่อในการบรรเทาโรคผิวหนังและประทานเสาภาคยะ ตอนท้ายกล่าวถึงข้อปฏิบัติคล้ายวรตะในวันตรโยทศี เพื่อบูชาขัณฑศิลาและกาเมศวร อันให้ผลคุ้มครองจากคำครหา ฟื้นคืนเสน่ห์/โชค และความผาสุกแห่งครอบครัว.

दीर्घिकातीर्थमाहात्म्य — The Glory of Dīrghikā Tīrtha and the Pativratā Narrative
Sūta describes a celebrated lake named Dīrghikā, renowned as a destroyer of sins. Bathing there at sunrise on the fourteenth lunar day (caturdaśī) of the bright fortnight of Jyeṣṭha is presented as especially efficacious for release from sins. The chapter then narrates an exemplum: a learned brāhmaṇa, Vīraśarman, has a daughter marked by unusual bodily proportions, leading to social rejection due to a stated social-ritual fear regarding marriage. She adopts severe austerities and regularly attends Indra’s assembly, where a purity-related sprinkling of her seat prompts her inquiry; Indra explains a perceived impurity due to remaining unmarried despite reaching maturity and advises marriage to restore ritual acceptability. She publicly seeks a husband; a brāhmaṇa afflicted with leprosy agrees to marry her on the condition of lifelong obedience. After marriage, he requests bathing in sixty-eight tīrthas; she constructs a portable hut and carries him on her head across pilgrimage sites, and his body gradually regains radiance. Exhausted at night near the Hāṭakeśvara region, she accidentally disturbs the impaled sage Māṇḍavya, who curses that her husband will die at sunrise; she counters with a truth-act (satya) that the sun will not rise if her husband must die. The sun’s rise is halted, producing social and cosmic disruption: criminals and libertines rejoice, while ritualists and devas suffer due to suspended yajña and dharmic routines. Devas petition Sūrya, who cites fear of the pativratā’s power; they negotiate with the woman, offering compensations. She permits sunrise; her husband dies upon sun-contact but is revived by the devas and restored to youthful form, and she too is transformed into an idealized youthful figure. Māṇḍavya is released from suffering, and the episode concludes as a demonstration of tīrtha merit, satya potency, and the theological valuation of pativratā-dharma within a sacred-geographic frame.

दीर्घिकोत्पत्तिमाहात्म्यवर्णनम् (The Māhātmya of the Origin of Dīrghikā)
บทนี้เป็นการสนทนาทางธรรมว่าด้วยกรรมและความยุติธรรมตามส่วน มาณฑวยะฤๅษีผู้ทนทุกข์ยาวนานโดยไม่ถึงความตาย ทูลถามธรรมราชถึงเหตุกรรมที่แท้จริง ธรรมราชชี้แจงว่าในชาติปางก่อน เมื่อยังเป็นเด็ก มาณฑวยะเคยเอานกบก (baka) เสียบกับหลักแหลม การกระทำเล็กน้อยนั้นจึงให้ผลเป็นความเจ็บปวดในปัจจุบัน มาณฑวยะเห็นว่าโทษไม่สมส่วนจึงสาปธรรมราชให้ไปเกิดในครรภ์ศูทรและประสบทุกข์ทางสังคม แต่คำสาปมีขอบเขต—ชาติที่เกิดนั้นจะไร้บุตร และภายหลังธรรมราชจะกลับคืนสู่ตำแหน่งเดิม ยังกล่าวถึงทางแก้ไขว่า ธรรมราชควรบูชาตรีโลจนะ (พระศิวะ) ณ ทุ่งนี้เพื่อให้ได้ความหลุดพ้นในรูปของความตายโดยเร็ว เหล่าเทวะขอพรเพิ่มเติมจนหลักเสียบ (ศูลิกา) กลายเป็นวัตถุชำระบาป—ผู้ใดสัมผัสยามเช้าจะพ้นบาป หญิงผู้มีความสัตย์ต่อสามี (ปติวรตา) ขอให้สระ/คูที่ขุดขึ้นมีนามเลื่องลือว่า “ทีรฆิกา” ในสามโลก เทวะประทานพรและประกาศว่าอาบน้ำยามเช้าที่นั่นย่อมล้างบาปได้ฉับพลัน ท้ายบทระบุวันเวลา—การอาบน้ำในวันปัญจมีเมื่อดวงอาทิตย์อยู่ราศีกันย์สัมพันธ์กับการแก้ความเป็นหมันและการได้บุตร ต่อมาปติวรตานั้นตั้งมั่นในภักติต่อทีรถะของตน และมีผลश्रุติว่าเพียงได้ฟังตำนานทีรฆิกาก็ทำให้พ้นบาปได้

माण्डव्य-मुनिशूलारोपण-प्रसङ्गः (Mandavya Muni and the Episode of Impalement)
เหล่าฤๅษีทูลถามว่า เหตุไฉนมหาตบะ “มาณฑวยะมุนี” จึงถูกนำขึ้น “ศูลา” (หลักเสียบ/การเสียบประจาน) สุตะจึงเล่าว่า มาณฑวยะผู้มุ่งแสวงบุญได้มาถึงแดนศักดิ์สิทธิ์นี้ด้วยศรัทธาแน่วแน่ แล้วเข้าไปยังตีรถะอันยิ่งใหญ่เพื่อความชำระ ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับสายธรรมของวิศวามิตร ที่นั่นท่านทำพิธีปิตฤตัรปณะ (อุทิศน้ำแก่บรรพชน) และรักษาพรตบูชาพระสุริยะ พร้อมสวดสรรเสริญภาสกรที่มีวลีซ้ำว่า “วิภราฏ” ครั้นนั้นมีโจรผู้หนึ่งลัก “โลปตร” (ห่อ/มัดของ) แล้วถูกผู้คนไล่ตาม เมื่อเห็นมุนีผู้ถือพรตมौन (พรตแห่งความเงียบ) ก็ทิ้งห่อไว้ใกล้ท่านและตนเองหลบเข้าไปในถ้ำ ผู้ไล่ตามมาถึง เห็นห่ออยู่ต่อหน้ามุนี จึงซักถามทางหนีของโจร มาณฑวยะรู้ที่ซ่อนของโจร แต่ด้วยความมั่นคงในพรตแห่งความเงียบจึงไม่กล่าวสิ่งใด ผู้คนขาดการไตร่ตรอง จึงเข้าใจว่ามุนีเป็นโจรปลอมตัว และรีบนำไปเสียบศูลาในป่า เรื่องนี้ชี้ให้เห็นผลอันรุนแรงจากวิบากกรรมก่อน (ปูรวกรรมวิปาก) แม้ปัจจุบันท่านไร้โทษ และก่อให้เกิดการพิจารณาเรื่องการตัดสินเชิงจริยธรรม วินัยแห่งพรต และความซับซ้อนของเหตุปัจจัย.

धर्मराजेश्वरोत्पत्तिवर्णनम् (Origin Account of Dharmarāja’s Manifestation as Vidura)
เหล่าฤๅษีทูลถามสุตะว่า ธรรมราชได้บำเพ็ญตบะและการภาวนาอย่างไรเพื่อระงับคำสาปของฤๅษีมาณฑวยะ สุตะเล่าว่า ธรรมราชผู้ทุกข์ร้อนเพราะคำสาปได้ไปบำเพ็ญตบะในทุ่งศักดิ์สิทธิ์ และสถาปนาสถานบูชาดุจมณฑป-ปราสาทถวายแก่กปัรทิน (พระศิวะ) แล้วบูชาด้วยดอกไม้ ธูป และเครื่องหอมเจิมทา พระมหาเทวะทรงพอพระทัยและประทานโอกาสให้ขอพร ธรรมราชกราบทูลว่า แม้ตนรักษาธรรมของตนแล้วก็ยังถูกสาปให้เกิดในครรภ์ศูทร จึงหวั่นเกรงความทุกข์และความพินาศของญาติ (ญาติ-นาศ) พระศิวะตรัสว่า วาจาของฤๅษีไม่อาจลบล้างได้ ธรรมราชจักเกิดเป็นศูทรจริง แต่จะไม่มีบุตรสืบสาย แม้เห็นความสูญสิ้นของญาติ ก็จะไม่ถูกความโศกครอบงำ เพราะผู้อื่นไม่เชื่อฟังข้อห้ามของตน จึงทำให้ภาระทางใจเบาบางลง ต่อจากนั้นทรงชี้ว่า ตลอดร้อยปีธรรมราชจะยังเอนเอียงสู่ธรรม คอยให้คำสั่งสอนมากมายเพื่อประโยชน์แก่เครือญาติ แม้พวกเขาจะไร้ศรัทธาและประพฤติผิดก็ตาม ครบหนึ่งร้อยปีแล้วจักละสังขารผ่าน “ประตูพรหม” (พรหมทวาร) และบรรลุโมกษะ ตอนท้ายสุตะระบุว่า เหตุนี้สำเร็จเป็นการอวตารของธรรมราชในนามวิทุระ โดยการจัดการของวยาสะ (ปาราศรยะ) ให้เกิดในครรภ์ทาสี ทำให้ถ้อยคำของมาณฑวยะเป็นจริง และเรื่องนี้เมื่อสดับฟังย่อมเป็นเหตุให้บาปสิ้นไป

धर्मराजेश्वर-माहात्म्य (Dharmarājeśvara Māhātmya) — The Glory of Dharmarājeśvara and the Hāṭakeśvara-kṣetra Liṅga
สุ ตะเล่าเรื่องอันเลื่องชื่อซึ่งชำระบาปเกี่ยวกับธรรมราช (ยม) พราหมณ์ผู้ทรงวิชาในสายกาศยปะ ผู้เป็นอุปาธยายะ สูญเสียบุตรน้อย จึงเศร้าโศกและโกรธแค้นต่อยม ถึงกับไปยังยมโลกแล้วสาปอย่างรุนแรงว่า ยมจะ “ไร้บุตร” ความเคารพของผู้คนจะเสื่อม และแม้เอ่ยนามยมในพิธีมงคลก็จะก่ออุปสรรค แม้ยมปฏิบัติหน้าที่ตามธรรมที่ได้รับมอบหมาย ก็ยังหวั่นเกรงพรหมศาป ระลึกเหตุการณ์เปราะบางในอดีต และไปขอพึ่งพรหมา; อินทร์ยืนยันว่า ความตายย่อมเกิดตามกาลที่กำหนด จึงควรมีทางแก้ที่คงหน้าที่ของยมไว้โดยไม่ให้ถูกตำหนิ พรหมาไม่อาจลบล้างคำสาป จึงวางระเบียบเชิงเทววิทยา: ให้ “โรคภัย” (วยาธิ) ปรากฏและรับหน้าที่ทำให้ถึงมรณกาลตามเวลา เพื่อไม่ให้คำครหาตกแก่ยม ยมยังตั้งข้อยกเว้นคุ้มครอง โดยสถาปนา “ลิงคะอันประเสริฐ” ณ หาฏเกศวร-เกษตร อันเป็นผู้ทำลายบาปทั้งปวง; ผู้ใดได้เห็นด้วยภักติยามเช้า ยมทูตพึงหลีกเลี่ยง ต่อมายมคืนชีพบุตรของพราหมณ์ให้กลับมาในคราบพราหมณ์ จนเกิดความปรองดอง พราหมณ์จึงผ่อนคำสาปว่า ยมจะมีบุตรผู้เกิดจากทิพย์ และอีกบุตรผู้เกิดเป็นมนุษย์ซึ่งจะ “ช่วยให้พ้น” ด้วยมหาราชยัญ; การบูชายังคงมี แต่ใช้มนตร์ที่มีที่มาจากมนุษย์แทนถ้อยคำเวทเดิม ผลแห่งพิธีกล่าวว่า การบูชารูปเคารพยมด้วยมนตร์ที่กำหนด โดยเฉพาะวันปัญจมี คุ้มครองจากทุกข์เพราะบุตรตลอดหนึ่งปี; การสวดในวันปัญจมีป้องกันอปมฤตยูและปุตรโศกได้

धर्मराजपुत्राख्यानवर्णनम् | Account of Dharmarāja’s Son (Yudhiṣṭhira) and Pilgrimage-Linked Merit
บทนี้ดำเนินด้วยรูปแบบถาม–ตอบ เหล่าฤๅษีทูลถามถึงบุตรผู้เป็นอวตารมนุษย์ที่เกี่ยวเนื่องกับธรรมราช (ยม) สุทาจึงตอบว่า บุตรนั้นคือยุธิษฐิระ ผู้บังเกิดในสาย/วงศ์ของปาณฑุ และได้รับการยกย่องว่าเป็นยอดแห่งกษัตริย์ผู้ตั้งมั่นในธรรม. จากนั้นกล่าวถึงแบบอย่างแห่งราชธรรมของยุธิษฐิระ—ทรงประกอบราชสูยะพร้อมทักษิณาอย่างครบถ้วน และทรงทำอัศวเมธถึงห้าครั้งให้สำเร็จบริบูรณ์ แสดงความเป็นกษัตริย์ผู้สมบูรณ์ในยัญพิธีและการครองแผ่นดินตามธรรม. ต่อมามีคติประเมินคุณค่า—แม้จะปรารถนาบุตรมากมาย แต่เพื่อให้บิดารู้สึกว่าหน้าที่สมบูรณ์ บุตรเพียงคนเดียวก็พอ หากผู้นั้นไปยังคยาเพื่อประกอบพิธีบูชาบรรพชน หรือประกอบอัศวเมธ หรือปล่อยนีลวฤษภะ (โคเพศผู้สีคราม/สีน้ำเงิน) เป็นการปล่อยสัตว์อุทิศบุญ. สุทาปิดท้ายว่าเรื่องนี้เป็นคำสอนที่เพิ่มพูนธรรมแก่ผู้รู้ โดยเชื่อมแบบอย่างกษัตริย์เข้ากับจริยธรรมแห่งบุญจากการจาริกและการเทียบคุณค่าพิธีกรรม.

मिष्टान्नदेश्वरमाहात्म्य (Glory of Miṣṭānneśvara, the ‘Giver of Sweet Food’)
สุุตะเล่าว่า ณ หาฏเกศวร-เกษตร มีเทวะนามว่า “มิษฏานเนศวร” ผู้ซึ่งเพียงได้ดรศนะก็กล่าวกันว่าย่อมได้ “มิษฏานนะ” คืออาหารหวานและเกื้อกูลกำลัง. พระเจ้าวสุเสนะ แห่งแคว้นอานรต ทรงบริจาคอัญมณี ยานพาหนะ และเครื่องนุ่งห่มอย่างฟุ่มเฟือย โดยเฉพาะในกาลมงคล เช่น สังกรานติ วยตีปาต และคราส แต่กลับดูแคลนทานที่จำเป็นที่สุดคือข้าวอาหารและน้ำ เพราะเห็นว่าเป็นของสามัญ. ครั้นสิ้นพระชนม์ แม้ได้สวรรค์ด้วยผลแห่งทาน ก็ยังถูกความหิวกระหายอย่างรุนแรงเบียดเบียน จนสวรรค์ประหนึ่งนรก และทรงวิงวอนต่อพระอินทร์. พระอินทร์ทรงชี้แจงหลักธรรมว่า ความอิ่มเอมยั่งยืนทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ต้องอาศัยการให้ทานน้ำและอาหารอย่างสม่ำเสมอ พร้อมด้วยกาลและผู้รับที่เหมาะสม; ความมากมายของทานชนิดอื่นไม่อาจทดแทนทานที่ตอบสนองความจำเป็นได้. ความคลายทุกข์ของพระเจ้าวสุเสนะขึ้นอยู่กับพระโอรส สัตยเสนะ ที่ต้องถวายทานน้ำและธัญญาหารในนามพระบิดา แต่ในระยะแรกพระโอรสยังมิได้กระทำ. ครั้นนารทมุนีมาถึง รู้เรื่องแล้วจึงลงสู่โลกมนุษย์เพื่อสั่งสอนสัตยเสนะ; พระโอรสเริ่มเลี้ยงพราหมณ์ด้วยมิษฏานนะ และตั้งการแจกจ่ายน้ำ โดยเฉพาะในฤดูร้อน. ต่อมาบังเกิดภัยแล้งหนักยาวนานสิบสองปี เกิดภาวะอดอยากจนการให้ทานดำเนินต่อได้ยาก; พระบิดาปรากฏในความฝันขอให้ถวายอาหารและน้ำในนามของตน. สัตยเสนะจึงบูชาพระศิวะ สถาปนาศิวลึงค์ และปฏิบัติพรตกับความสำรวม; พระศิวะประทานพรให้ฝนตกอุดมและพืชผลบริบูรณ์ พร้อมประกาศว่า ผู้ใดได้ดรศนะศิวลึงค์นั้นยามรุ่งอรุณจักได้มิษฏานนะดุจอมฤต และผู้ภักดีผู้ไร้ความปรารถนาจะถึงแดนของพระศิวะผู้ทรงตรีศูล (ศูลิน). บทนี้ลงท้ายว่า แม้ในกาลียุค การดรศนะยามเช้าด้วยภักติย่อมให้ผลดังกล่าว หรือมอบความใกล้ชิดทางจิตวิญญาณแก่พระศิวะ.

Heramba–Gaṇeśa Prādurbhāva and the Triple Gaṇapati: Svargada, Mokṣada, and Martyadā
บทนี้เป็นบทสนทนา เมื่อเหล่าฤๅษีถามสุทาเกี่ยวกับ “คณปติสามภาค” อันเป็นที่เคารพในกษेत्रหนึ่ง ซึ่งให้ผลเป็นลำดับคือ ประทานสวรรค์ เกื้อหนุนการปฏิบัติมุ่งโมกษะ และคุ้มครองชีวิตในโลกมนุษย์จากผลร้ายต่าง ๆ ตอนต้นยกย่องพระคเณศเป็นผู้ขจัดอุปสรรค (วิฆนะหรรตฤ) และเป็นผู้ประทานเป้าหมาย เช่น วิทยาและเกียรติยศ จากนั้นกล่าวถึงความใฝ่ปรารถนาของมนุษย์สามระดับ—อุตตมะ (แสวงโมกษะ) มัธยมะ (แสวงสวรรค์และความสุขอันประณีต) อธมะ (หมกมุ่นในอารมณ์)—แล้วตั้งคำถามว่าเหตุใดจึงแสวง “มรรตยทา” คณปติด้วย สุทาเล่าเหตุวิกฤตของทวยเทพ: มนุษย์ผู้สำเร็จตบะหลั่งไหลขึ้นสวรรค์จนเหล่าเทวะอึดอัด อินทรจึงไปพึ่งพระศิวะ พระปารวตีทรงสร้างรูปพระคเณศ—พักตร์ช้าง สี่กร และลักษณะพิเศษ—แล้วมอบหมายให้ก่ออุปสรรคแก่ผู้มุ่งสวรรค์/โมกษะด้วยพิธีกรรม เพื่อให้ “อุปสรรค” เป็นหน้าที่ควบคุมระเบียบจักรวาล เหล่าคณะคณะ (คณะ) จำนวนมากอยู่ใต้บังคับบัญชา และเทพทั้งหลายประทานอาวุธ ภาชนะอาหารไม่สิ้น วาหนะ ตลอดจนพรแห่งญาณ ปัญญา ศรี ความรุ่งเรือง และรัศมี ท้ายบทกล่าวถึงการประดิษฐานสามแห่งในกษेत्र: คเณศโมกษทา (สัมพันธ์กับอีศานะ สำหรับผู้ปฏิบัติพรหมวิทยามุ่งโมกษะ) เฮรัมพะผู้ประทานประตูสวรรค์ (สำหรับผู้ใฝ่สวรรค์) และคเณศมรรตยทาผู้คุ้มครองไม่ให้ผู้ตกจากสวรรค์ลงไปสู่กำเนิดต่ำ ผลश्रุติกล่าวว่า บูชาในวันศุกลมาฆจตุรถีทำให้อุปสรรคไม่เกิดตลอดหนึ่งปี และการสดับเรื่องนี้ย่อมทำลายสิ่งกีดขวางทั้งปวง

जाबालिक्षोभण-नाम अध्यायः (Chapter on the Disturbance of Jābāli) / Jābāli’s Temptation and the Local Merit of Cītreśvara
สูตะกล่าวถึงเทวะนามว่า “จิตเรศวร” ประดิษฐาน ณ ใจกลางจิตรปีฐ เป็นผู้ประทาน “จิตรเสาขยะ” คือความผาสุกอันพิเศษ การได้เห็น บูชา และอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์ ณ ที่นั้นเป็นอุบายทางพิธีกรรมเพื่อบรรเทาบาปหนักอันเกี่ยวกับกามอันผิดธรรม โดยเฉพาะวันไจตรศุกลจตุรทศี การสักการะยิ่งให้ผลใหญ่ นอกจากนี้ยังกล่าวว่าเพราะคำสาปในกาลก่อน พระราชาจิตรางคทะ ฤๅษีชาบาลี และหญิงสาวผู้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นั้น ยังคงปรากฏอยู่ ณ สถานที่เดียวกันในรูปที่โดดเด่นเป็นที่ประจักษ์แก่ผู้คน เหล่าฤๅษีจึงทูลถามถึงความเป็นมา สูตะเล่าเรื่องว่า ฤๅษีชาบาลีผู้ถือพรหมจรรย์ได้บำเพ็ญตบะอย่างเข้มข้น ณ หาฏเกศวร-กษेत्र จนเหล่าเทวะหวั่นไหว พระอินทร์จึงส่งนางรัมภาพร้อมวสันตาไปเพื่อทำให้พรหมจรรย์สั่นคลอน เมื่อทั้งสองมาถึง บรรยากาศแปรเปลี่ยนดุจฤดูกาล นางรัมภาลงสู่สายน้ำเพื่ออาบ ชาบาลีเห็นแล้วเกิดความกระเพื่อมในใจ ละจากสมาธิมนตรา นางรัมภาใช้วาจาอ่อนหวานชักจูง แสดงตนว่าเข้าถึงได้ ทำให้ชาบาลีเผลอเข้าสู่กามธรรมอยู่หนึ่งวัน ครั้นแล้วท่านได้สติ ทำการชำระตนและกลับสู่ตบะ นางรัมภากลับไปยังหมู่เทวะสำเร็จตามที่มุ่งหมาย บทนี้จึงวางคู่กันระหว่างวินัยแห่งตบะ การยั่วยวน และการชำระบาป พร้อมยืนยันอำนาจแห่งทีรถะและคำเตือนทางธรรมในเรื่องราวนั้น

Phalavatī–Citrāṅgada Narrative and the Establishment of Citreśvara-pīṭha (फलवती–चित्राङ्गदोपाख्यानम् / चित्रेश्वरपीठनिर्णयः)
บทนี้สุ ตะเป็นผู้เล่า กล่าวถึงตำนานผลวตี–จิตรางคทะและการกำหนดตั้ง “ปิฏฐะจิตรेशวร” อันเป็นเหตุปฐมแห่งสถานศักดิ์สิทธิ์นั้น หลังเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับฤๅษีชาบาลี นางอัปสรารัมภาให้กำเนิดธิดา แล้วมอบให้ฤๅษีเลี้ยงดู ตั้งนามว่า “ผลวตี” ครั้นเติบโตในอาศรม คนธรรพ์จิตรางคทะได้พบและลอบสมสู่ อันเป็นการผิดธรรม ทำให้ชาบาลีโกรธจัด กระทำความรุนแรงต่อธิดา และสาปจิตรางคทะให้ประสบโรคร้าย สูญสิ้นกำลังเคลื่อนไหวและอำนาจเหาะเหิน ต่อมาความดำเนินเรื่องเข้าสู่บริบทศैว-โยคินี ในวันไจตรศุกลจตุรทศี พระศิวะเสด็จมายังปิฏฐะจิตรेशวรพร้อมคณะคณะ (คณะของพระองค์) และโยคินีผู้ดุร้าย ซึ่งเรียกร้องบูชา/พลี จิตรางคทะและผลวตีแสดงการยอมจำนนสูงสุดด้วยการพร้อมถวาย “เนื้อ” ของตนเอง พระศิวะทรงไต่ถามเหตุแล้วประทานทางแก้—ให้ประดิษฐานศิวลึงค์ ณ ปิฏฐะนั้น และบูชาต่อเนื่องหนึ่งปี โรคจะค่อย ๆ สงบ และฐานะทิพย์ของจิตรางคทะจะกลับคืน ผลวตีถูกผนวกรวมเป็นโยคินีประจำปิฏฐะ มีลักษณะรูปเคารพแบบเปลือยตามคติ และเป็นผู้รับการบูชาที่ประทานผลสมปรารถนา บทยังบันทึกการโต้แย้งระหว่างชาบาลีกับผลวตีว่าด้วยคุณค่าทางศีลธรรมของสตรีในเชิงเทววิทยาและจริยธรรม ก่อนลงเอยด้วยความปรองดอง และสอนว่าการบูชาตรีภาค—ผลวตี ชาบาลี และจิตรางคเทศวร—ย่อมให้สิทธิอย่างต่อเนื่อง ตอนท้ายผลश्रutiประกาศว่าเรื่องนี้เป็น “ผู้ประทานความปรารถนาทั้งปวง” แก่ผู้ฟังและผู้อ่าน ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า.

अमराख्यलिङ्गप्रादुर्भावः (The Manifestation of the Amara Liṅga and the Māgha Caturdaśī Vigil)
เหล่าฤๅษีทูลถามสุตะถึงเหตุที่ในเหตุการณ์ก่อนหน้า หญิงสาวผู้ถูกทำร้ายกลับไม่ถึงแก่ความตาย สุตะจึงอธิบายว่า ณ สถานศักดิ์สิทธิ์ชื่ออมเรศวร โดยเฉพาะในวันกฤษณะ-จตุรทศีแห่งเดือนมาฆะ อำนาจแห่งความตายเสมือนถอยออกจากเขตศาลเจ้า ทำให้ภัยอันเป็น “มรณะก่อนกาล” สงบลง เมื่อเหล่าเทวะพ่ายแพ้เพราะความบาดหมางกับพวกไทตยะ อทิติ—ธิดาของปรชาปติ เป็นพี่น้องกับทิติ และเป็นชายาของกัศยปะ—ได้บำเพ็ญตบะยาวนาน ครั้นแล้วศิวลึงค์ผุดขึ้นจากพื้นดิน และมีสุรเสียงทิพย์ไร้กายประทานพรว่า ผู้ใดสัมผัสลึงค์ในยามศึกจะเป็นผู้มิอาจถูกพิชิตตลอดหนึ่งปี และมนุษย์ผู้ทำ “ชาครณะ” เฝ้าตื่นคืนมาฆะกฤษณะ-จตุรทศี จะพ้นโรคภัยหนึ่งปีและได้รับความคุ้มครองจากมรณะก่อนเวลา ทั้งความตายเองก็ถอนตัวออกจากบริเวณนั้น อทิติประกาศมหาตมยะของลึงค์แก่เหล่าเทวะ ทำให้พวกเขาได้กำลังกลับคืนและปราบไทตยะได้ ครั้นเกรงว่าไทตยะจะเลียนแบบพิธี เทวะจึงจัดการคุ้มกันลึงค์ในตถีเดียวกัน ลึงค์นี้ได้ชื่อว่า “อมร” เพราะเพียงได้เห็นก็กล่าวกันว่าสลายความตายสำหรับผู้มีร่างกาย ตอนท้ายกล่าวผลแห่งการสาธยายใกล้ลึงค์ กล่าวถึงกุณฑะที่อทิติสร้างไว้เพื่อสรงน้ำ และย้ำว่า สฺนานะ การได้ดูลึงค์ และการชาครณะ คือข้อปฏิบัติสำคัญร่วมกัน

अमरेश्वरकुण्डमाहात्म्यवर्णन — Description of the Glory of Amareśvara Kuṇḍa
บทนี้ดำเนินเป็นถาม–ตอบ เมื่อเหล่าฤๅษีทูลถามสุูตะให้แจกแจงนามของเทพหมู่—อาทิตยะ วสุ รุทร และอัศวิน—ให้ครบถ้วนตามจำนวน พร้อมทั้งกำหนดวันบูชาในเขตศักดิ์สิทธิ์ (กษेत्र) นั้น สุูตะจึงกล่าวรายนามหมู่รุทร เช่น วฤษภธวช ศรวะ ตรียัมพกะ; วสุทั้งแปด เช่น ธรุวะ โสมะ อนิล อนละ ประภาส; อาทิตยะสิบสอง/เทพสุริยะ เช่น วรุณะ สูรยะ อินทระ อรยมัน ธาตา ภคะ มิตระ; และอัศวินคู่ นาสัตยะ กับ ทัสระ ผู้เป็นแพทย์ทิพย์ จากนั้นกล่าวว่าเทพผู้เป็นใหญ่ทั้งสามสิบสามองค์สถิตอยู่ในกษेत्रนี้เสมอเพื่อพิทักษ์ธรรมะ และกำหนดวันบูชาไว้ว่า บูชารุทรในวันอัษฏมีและจตุรทศี; บูชาวสุในวันทศมี (โดยเฉพาะอัษฏมี); บูชาอาทิตยะในวันษัษฐีและสัปตมี; และบูชาอัศวินในวันทวาทศีเพื่อบรรเทาโรค ผลที่สัญญาไว้คือป้องกันอปมฤตยู (มรณะก่อนกาล), ได้สวรรค์หรือคติอันสูงยิ่ง และเกิดคุณด้านสุขภาพ อันเป็นผลจากภักติที่มีวินัยและการปฏิบัติจริง.

Vatikēśvara-Māhātmya and the Discourse on Śuka’s Renunciation (वटिकेश्वरमाहात्म्य–शुकवैराग्यसंवादः)
บทที่ 147 เริ่มด้วยสุตะกล่าวถึงศิวะปางท้องถิ่นนาม “วฏิเกศวร” ผู้ประทานบุตรและขจัดบาป เหล่าฤๅษีถามถึงความหมายของ “วฏิกา” และเหตุใดสายตระกูลของวยาสะจึงได้บุตรชื่อ กปิญชละ/ศุกะ สุตะเล่าว่า วยาสะแม้สงบและรอบรู้ ก็หันสู่การครองเรือนเพื่อธรรมนิยม และได้วฏิกา—ธิดาของชาบาลี—เป็นชายา การตั้งครรภ์ยืดเยื้อถึงสิบสองปี ทารกอยู่ในครรภ์เรียนรู้พระเวทพร้อมเวทางคะ สมฤติ ปุราณะ และศาสตราแห่งโมกษะ แต่ทำให้มารดาทนทุกข์ยิ่งนัก ต่อมามีบทสนทนาระหว่างวยาสะกับทารกในครรภ์ ผู้บุตรเผยความทรงจำชาติปางก่อน ความเบื่อหน่ายต่อมายา และความตั้งใจจะมุ่งสู่ความหลุดพ้นโดยตรง พร้อมขอให้วาสุเทวะเป็น “ประติภู” (ผู้ค้ำประกัน/พยาน) วยาสะอ้อนวอนพระกฤษณะ วาสุเทวะรับเป็นผู้ค้ำประกันและสั่งให้กำเนิด บุตรออกมาดุจเยาวชนและโน้มใจสู่การสละโลกเข้าป่าในทันที จากนั้นวยาสะกับศุกะถกเถียงยืดยาวเรื่องคุณค่าของสังสการและลำดับอาศรม เทียบกับการสันนยาสทันที โดยกล่าวถึงโทษแห่งความยึดติด หน้าที่ต่อสังคม และความไม่น่าไว้วางใจของสุขทางโลก ท้ายบทศุกะออกเดินสู่ป่า ทิ้งวยาสะและมารดาไว้ในความโศก แสดงความตึงเครียดระหว่างหน้าที่สืบสกุลกับความไม่ยึดติดเพื่อโมกษะอย่างเด่นชัด

Vāpī-Snāna and Liṅga-Pūjā Phala: Pingalā’s Tapas and Mahādeva’s Boons
บทนี้สุเตถ่ายทอดเรื่องราวตถีรถะอย่างเป็นระเบียบ พิงคลาเศร้าโศกเพราะไร้บุตร จึงขออนุญาตฤๅษี (มีการอ้างถึงวยาสะในบริบท) เพื่อบำเพ็ญตบะให้มหेशวรพอพระทัย นางไปถึงกษेत्रที่กำหนด ตั้งประดิษฐานศังกร แล้วสร้างวาปีอันกว้างใหญ่ด้วยน้ำบริสุทธิ์ กำหนดให้เป็นสถานสรงสนานอันทำลายบาป จากนั้นตรีปุรานตกะมหาเทวะปรากฏ พระองค์ทรงพอพระทัยและประทานพรให้ได้บุตรผู้มีคุณธรรมและเกื้อหนุนวงศ์สกุล ต่อมาทรงประกาศอานิสงส์ของสถานที่นี้โดยทั่วไป—สตรีที่สรงสนานและบูชาลึงค์ที่ประดิษฐานไว้ในวันจันทรคติที่กำหนด โดยเฉพาะในปักษ์สว่าง (ศุกลปักษะ) จะได้บุตรอันประเสริฐ ผู้ประสบเคราะห์ร้ายจะได้ความเป็นสิริมงคลภายในหนึ่งปีด้วยการสรงสนานและบูชา บุรุษที่ทำเช่นนั้นย่อมสมปรารถนา ส่วนผู้ไร้ความปรารถนาย่อมได้โมกษะ ท้ายบทมหาเทวะเสด็จลับไป บุตรนามกปินชละถือกำเนิด และมีการกล่าวถึงการตั้งเทวีเกลีวรีในกาลก่อนว่าเป็นเหตุแห่งความสำเร็จรอบด้านโดยสังเขป

Keliśvarī Devī-prādurbhāva and Andhaka-upākhyāna (केलीश्वरी देवीप्रादुर्भावः तथा अन्धकोपाख्यानम्)
บทนี้เป็นการถาม-ตอบทางเทววิทยา ระหว่างฤๅษีกับสุทา โดยยืนยันว่าเทวีทรงเป็นศักติปฐมเดิมเพียงหนึ่งเดียว ผู้ทรงอวตารเป็นรูปต่าง ๆ เพื่อเกื้อกูลโลกและปราบพลังอันก่อความปั่นป่วน กล่าวถึงการปรากฏที่เป็นที่รู้จัก—กาตยายณีเพื่อสังหารมหิษาสูร จามุณฑาเพื่อปราบศุมภะ-นิศุมภะ และศรีมาตาในวัฏจักรภัยภายหลัง—แล้วจึงนำเข้าสู่รูปที่กล่าวอย่างย่อคือ “เกลีศวรี” เมื่ออันธกะยึดอำนาจจนเทพถูกขับจากฐานะ ศิวะทรงใช้มนตร์แนวอถรรพณ์อัญเชิญศักติสูงสุด บทสรรเสริญยกย่องด้วยนามอันครอบคลุมว่า รูปสตรีทั้งปวงล้วนเป็นภาวะแห่งเทวีนั้นเอง ศิวะทูลขอความช่วยเหลือเพื่อระงับอันธกะ พร้อมให้ที่มาของนามว่า เพราะเทวีทรงแสดงภาวะ “เกลี-มยะ” คือความลี้ลับแห่งลีลาหลากรูป และถูกอัญเชิญในบริบทแห่งไฟ (อัคนิ) จึงเป็นที่รู้จักในสามโลกนาม “เกลีศวรี” มีคำสอนเชิงปฏิบัติว่า บูชาเกลีศวรีในวันอัษฏมีและจตุรทศีย่อมให้ผลสมปรารถนา อีกทั้งทูตราชาในยามศึก หากสาธยายสรรเสริญเทวี ย่อมได้ชัยแม้มีกำลังน้อย ต่อจากนั้นเล่าชาติกำเนิดและเส้นทางนิสัยของอันธกะ—โยงสายหิรัณยกศิปุ ตบะต่อพรหมาขอพ้นชราและมรณะ (มิได้อนุญาตโดยสิ้นเชิง) แล้วหันสู่ความพยาบาทและสงครามกับเทพ ฉากรบมีการแลกเปลี่ยนอาวุธทิพย์ การเสด็จมาของศิวะ การปรากฏของพลังมารดา/โยคินี การที่อันธกะไม่ยอมทำร้ายสตรีโดยถือเป็น “ปณิธานชาย” และท้ายที่สุดใช้อาวุธความมืด (ตโมสตระ) ทำให้สงครามมีทั้งมิติยุทธ์และมิติศีล-พิธีกรรมร่วมกัน

Kelīśvarī Devī: Amṛtavatī Vidyā, Devotional Authority, and Phalaśruti
บทนี้สุเตรเล่าเรื่องตามลำดับอย่างกระชับเป็นคติธรรมทางเทววิทยา ศุกระซึ่งเป็นปุโรหิตของเหล่าไทตยะไปยังเขตศักดิ์สิทธิ์ที่เกี่ยวเนื่องกับหาฏเกศวร อันเป็นสถานที่ประทานสิทธิ เขาประกอบโหมะด้วยมนตร์รौทระตามคัมภีร์อถรรพ และสร้างกุณฑะไฟรูปสามเหลี่ยม เมื่อพิธีบูชาทำให้พอพระทัย เทวีเคลีศวรีจึงปรากฏและทรงห้ามการถวายที่นำไปสู่การทำลายตนเอง แล้วทรงชี้นำให้ขอพรที่เป็นกุศลและสร้างสรรค์แทน ศุกระทูลขอให้ชุบชีวิตไทตยะที่ถูกสังหารในสงคราม เทวียอมประทาน แม้ผู้ที่เพิ่งถูกกลืนกินและผู้ที่กล่าวว่าเข้าไปใน “ปากของโยคินี” ก็รวมอยู่ด้วย พระนางประทานพลังความรู้ชื่อ “อมฤตวตีวิทยา” ซึ่งทำให้ผู้ตายกลับมีชีวิต ศุกระนำเรื่องนี้ไปบอกอันธกะ พร้อมสั่งสอนให้ตั้งมั่นในภักติ โดยเน้นการบูชาเป็นพิเศษในวันอัษฏมีและจตุรทศี และประกาศหลักว่าอำนาจสูงสุดที่แผ่ซ่านทั่วโลกเข้าถึงได้ด้วยภักติ มิใช่ด้วยกำลัง อันธกะสำนึกผิดในความโกรธเดิม และขอให้ผู้ศรัทธาที่เพ่งฌานต่อรูปนี้และตั้งรูปเคารพของพระนางได้รับสิทธิสมดังใจ เทวีทรงสัญญาโมกษะแก่ผู้ตั้งรูปเคารพ สวรรค์แก่ผู้บูชาในวันอัษฏมี/จตุรทศี และความสุขแบบราชาแก่ผู้เพียงได้เห็นหรือระลึกภาวนา ครั้นเทวีอันตรธาน ศุกระชุบชีวิตไทตยะที่ล้มตาย อันธกะได้อำนาจกลับคืน และมีคำบอกเล่าว่าผู้สืบสายวยาสะได้สถาปนาพระนาง ณ ที่นั้น ตอนท้ายเป็นผลแห่งการฟังและสาธยาย: ช่วยพ้นทุกข์ใหญ่; กษัตริย์ที่ตกต่ำหากได้ฟังในวันอัษฏมีจะได้อาณาจักรคืนโดยไร้อุปสรรค; และการฟังยามสงครามนำชัยชนะมาให้

Andhaka–Śaṅkara Saṃvāda: Śūlāgra-stuti, Gaṇatā-prāpti, and Hāṭakeśvara-Bhairava Upāsanā
บทนี้แสดงคำสอนเชิงเทววิทยาเป็นสองส่วน ส่วนแรก อันธกะเมื่อได้อำนาจยิ่งขึ้น ส่งทูตไปยังไกรลาสพร้อมถ้อยคำกดดันบีบบังคับต่อพระศิวะ พระศิวะจึงส่งคณะคณะ (คณะของพระศิวะ) ผู้สำคัญ เช่น วีรภัทร มหากาล และนันทิ ออกไป แต่ในเบื้องต้นกลับพ่ายถอย จึงเป็นเหตุให้พระศังกรเสด็จเข้าสู่สนามรบด้วยพระองค์เอง การรบด้วยอาวุธไม่อาจตัดสิน จึงกลายเป็นการต่อสู้ระยะประชิด อันธกะเคยกดพระศิวะได้ชั่วครู่ แต่พระศิวะทรงฟื้นกำลัง ใช้ฤทธิ์แห่งอัสตราทิพย์ปราบ และทรงแทงอันธกะด้วยตรีศูลให้ติดอยู่ที่ปลายศูล เมื่ออยู่บนปลายตรีศูล อันธกะสรรเสริญเป็นบทสตุติยาว เปลี่ยนจากศัตรูเป็นผู้สำนึกผิดและเป็นภักตะ พระศิวะมิได้ประทานความตาย หากทรงชำระสันดานอสูรและรับเขาเข้าสู่ฐานะคณะ อันธกะทูลขอข้อบัญญัติแห่งความรอดว่า ผู้ใดในหมู่มนุษย์ตั้งปฏิมาพระศิวะในรูปไภรวะ พร้อมสัญลักษณ์อันธกะถูกแทงบนตรีศูล ผู้นั้นพึงได้โมกษะ พระศิวะทรงอนุมัติ ส่วนที่สองเป็นอุทาหรณ์ของพระราชา สุรถะผู้สูญเสียราชอาณาจักรไปพึ่งพระวสิษฐ์ ได้รับคำแนะนำให้ไปยังหาฏเกศวรเกษตร อันกล่าวว่าให้สิทธิสำเร็จ ที่นั่นสุรถะตั้งมหาเทวะในรูปไภรวะตามแบบอันธกะบนตรีศูล และบูชาด้วยมนต์นรสิงห์ พร้อมเครื่องสักการะสีแดง รักษาความบริสุทธิ์และวินัย ครั้นครบจำนวนชปะ ไภรวะประทานให้ได้ราชสมบัติคืน และทรงรับรองความสำเร็จแก่ผู้บูชาทั้งหลายที่ปฏิบัติตามวิธีเดียวกัน จึงเชื่อมตำนาน การตั้งรูปเคารพ มนตรอุปาสนา และจริยธรรมแห่งความบริสุทธิ์ไว้ในแนวปฏิบัติที่ยึดโยงกับสถานที่เดียวกัน

चक्रपाणिमाहात्म्यवर्णनम् | Cakrapāṇi Māhātmya (Glorification of Cakrapāṇi)
บทนี้ดำเนินเป็นบทสนทนา เมื่อเหล่าฤๅษีถามสุทาว่า มีทีรถะใดบ้างที่เพียงได้เห็นหรือสัมผัสก็ให้ผลสมบูรณ์ดังปรารถนา สุทากล่าวว่าทีรถะและลิงคะมีนับไม่ถ้วน แล้วชี้แนวปฏิบัติสำคัญในภูมิศักดิ์สิทธิ์นั้น—การอาบน้ำที่ศังขะทีรถะ โดยเฉพาะวันเอกาทศี ให้บุญกุศลครบถ้วน; การได้ดาร์ศนะเอกาทศรุทรเทียบเท่าการเห็นมหेशวรทั้งปวง; ในวันปฏิทินที่กำหนด การดาร์ศนะวฏาทิตยะเสมอด้วยการเห็นรูปแห่งสุริยะ; และการดาร์ศนะเทวี (เช่น คาวรี ทุรคา) กับคเณศะ ก็ถือว่าครอบคลุมหมู่เทพของพระองค์นั้นๆ ต่อมาเหล่าฤๅษีถามว่าเหตุใดจึงยังไม่กล่าวถึงจักรปาณี และควรดาร์ศนะเมื่อใด สุทาเล่าว่าอรชุนได้สถาปนาจักรปาณีในกษेत्रนี้; เมื่ออาบน้ำแล้วดาร์ศนะด้วยภักติ บาปใหญ่แม้ถึงประเภทพรหมหัตยาก็ถูกทำลาย เรื่องยังยืนยันการระบุตัวตนของกฤษณะ–อรชุนว่าเป็นนร–นารายณะ เพื่อวางการสถาปนาไว้ในเป้าหมายจักรวาลแห่งการฟื้นฟูธรรมะ มีข้อแนะนำทางจริยธรรมด้วยว่า ผู้ปรารถนามงคลไม่ควรแอบมองผู้ใดที่อยู่ลำพังกับคู่ครอง โดยเฉพาะญาติ ถือเป็นหลักแห่งความสำรวมและมารยาทสังคม จากนั้นกล่าวถึงการที่อรชุนคุ้มครองพราหมณ์ด้วยการนำโคที่ถูกขโมยกลับคืน การจาริกทีรถะ และการสร้าง–อภิเษกเทวสถานไวษณพ พร้อมตั้งเทศกาล “ศยนะ–โพธนะ” ของหริ โดยเฉพาะในเดือนไจตระ ณ วันวิษณุวาสระ ตอนท้ายผลศรุติย้ำการบูชาตามวัฏจักรเอกาทศี และสัญญาว่าผู้บูชาถูกต้องย่อมได้ถึงวิษณุโลก

Apsaraḥ-kuṇḍa / Rūpatīrtha Utpatti-Māhātmya (Origin and Glory of the Apsaras Pond and Rūpatīrtha)
สุ ตะกล่าวสรรเสริญรู ปะตีรถะว่า ผู้ใดอาบน้ำตามพิธีอย่างถูกต้อง ณ ที่นั้น ความขาดงามย่อมกลับเป็นความงามได้ แล้วจึงเล่าตำนานกำเนิด: พระพรหมสร้างนางอัปสรผู้เลอโฉมชื่อ ติโลตตมา เมื่อเธอไปยังไกรลาสเพื่อบูชาพระศิวะ ขณะเธอเวียนประทักษิณ พระศิวะทรงเหลียวพระเนตรตาม และมีพระพักตร์เพิ่มเติมปรากฏสอดคล้องกับทิศทางการเวียนนั้น พระปารวตีทรงเกิดความสะเทือนใจ; พระนารทตีความเหตุการณ์ด้วยถ้อยคำเชิงวิพากษ์ในนัยสังคม ทำให้พระปารวตีทรงกริ้วหนักยิ่งขึ้น พระปารวตีทรงปิดกั้นพระเนตรของพระศิวะ จนเกิดความไม่สมดุลอันอาจทำลายโลกทั้งหลาย เพื่อคุ้มครองสรรพสิ่ง พระศิวะทรงสำแดงพระเนตรที่สาม จึงทรงเป็นที่รู้จักว่า “ตรียัมพกะ” ผู้มีสามเนตร ต่อมาพระปารวตีทรงสาปติโลตตมาให้มีรูปวิปริต ติโลตตมาทูลขอพึ่ง พระปารวตีจึงทรงผ่อนปรน โดยชี้ให้ไปยังตีรถะที่พระองค์ทรงสถาปนา และกำหนดการอาบน้ำในวันติติที่แน่นอน—โดยเฉพาะมาฆศุกลตฤติยา และต่อมามีไจตรศุกลตฤติยาเวลาเที่ยง—เพื่อให้ความงามกลับคืน ติโลตตมาสร้างสระอัปสร (อัปสรห์กุณฑะ) อันกว้างใหญ่ด้วยน้ำบริสุทธิ์ คำผลश्रุติย้ำว่าเป็นมงคลแก่สตรีให้มีเสน่ห์และบุตรอันประเสริฐ และแก่บุรุษให้มีรูปงามและศรีสมบัติสืบไปหลายชาติภพ โดยเป็นสถานศักดิ์สิทธิ์ที่ผูกกับกาลปฏิทินพิธีกรรมอย่างเคร่งครัด.

Citreśvarīpīṭha–Hāṭakeśvarakṣetra Māhātmya (चित्रेश्वरीपीठक्षेत्रमाहात्म्यवर्णनम्)
บทนี้เล่าโดยสุตะถึงภูมิศาสตร์ศักดิ์สิทธิ์ที่กำหนดด้วยพิธีกรรมในหาฏเกศวรเกษตร เริ่มด้วยข้อปฏิบัติที่เน้นตีรถะเกี่ยวกับพระปารวตี—การอาบน้ำในกุณฑะเฉพาะใกล้คุรีกุณฑะ และการได้ทัศนะ (darśana) พระปารวตี เป็นหนทางชำระมลทินและคลายทุกข์แห่งวัฏสงสาร ต่อมาระบุผลบุญที่มุ่งสตรี—การสฺนานะในวันกำหนดนำมาซึ่งสิริมงคล ความผาสุกในชีวิตสมรส และการได้บุตร แม้ในกรณีที่กล่าวถึงภาวะมีบุตรยาก เมื่อฤๅษีถามถึงเหตุแห่งสิทธิ (siddhi) ของตีรถะเหล่านี้ สุตะจึงอธิบายแนวทางที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น—การบูชาท่ามกลางหมู่ลิงคะ การถือวัตรตามกาลโดยเฉพาะวันจตุรทศี (caturdaśī) และบททดสอบอันน่าครั่นคร้ามเมื่อพระคเณศปรากฏในรูปดุร้ายเพื่อทดสอบความแน่วแน่ของผู้ปฏิบัติ จากนั้นเปรียบกับทางเลือกแบบสาตตวิกที่เหมาะกับอุดมคติพราหมณ์—อาบน้ำศักดิ์สิทธิ์ ประพฤติตามศาสตรา ทำทานยามอรุณเช่นทานงา (tila) และการอดอาหาร/สละกิเลสอย่างมีวินัยเพื่อมุ่งโมกษะ ปิดท้ายด้วยผลश्रุติว่า การฟังหรือสาธยายเรื่องนี้ การนอบน้อมต่อวยาสะ/ครู และการรับคำสอนปุราณะด้วยความตั้งใจ ย่อมนำความบริสุทธิ์และความยกสูงทางจิตวิญญาณอย่างกว้างขวาง

हाटकेश्वरक्षेत्रे वसवादिदेवपूजाविधानम् तथा पुष्पादित्य-माहात्म्ये मणिभद्रवृत्तान्त-प्रस्तावः (Hāṭakeśvara Kṣetra: Rites for Vasus–Ādityas–Rudras–Aśvins and the Puṣpāditya Māhātmya with the Maṇibhadra Narrative Prelude)
บทนี้กล่าวถึงเทววิทยาเชิงพิธีกรรมของหาฏเกศวรเกษตร โดยแจกแจงหมู่เทพผู้สถิต ณ ที่นั้น ได้แก่ วสุแปดองค์ รุทรสิบเอ็ดองค์ อาทิตยะสิบสององค์ และอัศวินคู่ แล้วจึงแสดงแนวปฏิบัติการบูชาตามกาลในปฏิทิน: การชำระกายใจ (อาบน้ำ นุ่งห่มผ้าสะอาด) ลำดับพิธี (เริ่มด้วยตัรปณะถวายแก่ทวิช แล้วจึงทำปูชา) และการถวายเครื่องสักการะประกอบมนตร์ เช่น ไนเวทยะ ธูป และอารารติกะ ยังระบุวัตรเฉพาะ: บูชาวสุในวันอัษฏมีข้างขึ้นเดือนมธุ; บูชาอาทิตยะในวันสัปตมี โดยเฉพาะวันอาทิตย์ ด้วยดอกไม้ เครื่องหอม และเครื่องทา; บูชารุทรในวันจตุรทศีข้างขึ้นเดือนไจตร พร้อมสวดศตรุทรียะ; และบูชาอัศวินในวันเพ็ญเดือนอาศวิน ด้วยอัศวินีสูคตะ ต่อจากนั้นเริ่มมหาตมยะของปุษปาทิตยะ กล่าวว่าฤๅษียาชญวัลกยะเป็นผู้ประดิษฐาน การได้ทัศนะและบูชานำมาซึ่งผลที่ปรารถนา ชำระบาป และอาจถึงโมกษะได้ในที่สุด แล้วเรื่องราวเปลี่ยนสู่บทนำเชิงศีลธรรมในนครมั่งคั่ง ว่าด้วยมณิภัทรผู้มั่งมีแต่ตระหนี่ ร่างกายเสื่อมโทรม และใฝ่หาการแต่งงาน ปิดท้ายด้วยถ้อยสอนว่าทรัพย์สินกำหนดความสัมพันธ์ทางสังคมและการกระทำของผู้คนอย่างไร

मणिभद्रकृतपुष्पब्राह्मणविडंबनवर्णनम् (Humiliation of the Brāhmaṇa Puṣpa by Maṇibhadra)
สูตะเล่าถึงเหตุการณ์ที่มณีภัทระซึ่งถูกครอบงำด้วยตัณหาและอำนาจทางสังคม ได้กดดันครอบครัวกษัตริย์ให้จัดงานแต่งงานในเวลาที่ไม่เป็นมงคล (ในช่วงที่พระมธุสูทนะทรงบรรทม) กษัตริย์ผู้ถูกล่อลวงด้วยทรัพย์สินจึงยอมยกบุตรสาวที่โศกเศร้าให้แต่งงานไป หลังจากนั้นมณีภัทระได้กักขังและข่มเหงนาง พร้อมทั้งตั้งขันทีเป็นคนเฝ้าประตูอย่างเข้มงวด มณีภัทระเชิญเหล่าพราหมณ์มารับประทานอาหารแต่ตั้งเงื่อนไขที่น่าอัปยศว่า พวกเขาต้องก้มหน้ากินและห้ามมองภรรยาของเขา พราหมณ์ชื่อปุษปะซึ่งเป็นนักเรียนพระเวทที่เหนื่อยล้าจากการเดินทางได้มาถึงและรับคำเชิญ ระหว่างมื้ออาหารด้วยความอยากรู้อยากเห็น ปุษปะได้เงยหน้าขึ้นมองจนเห็นใบหน้าของนาง มณีภัทระโกรธแค้นมากจึงสั่งให้คนรับใช้ทุบตีและลากปุษปะที่เลือดโชกไปทิ้งไว้ที่ทางแยก ชาวเมืองที่มีความเมตตาได้ช่วยชีวิตเขาไว้ ขณะที่ปุษปะคร่ำครวญถึงความอยุติธรรมที่เกิดขึ้น

सूर्यसकाशात्पुष्पब्राह्मणस्य वरलब्धिवर्णनम् (The Account of Puṣpa Brāhmaṇa Receiving Boons from Sūrya)
บทนี้เล่าตามคำของสุตะว่า พุษปะพราหมณ์ผู้ทุกข์และโกรธ ตั้งปณิธานว่าจะไม่รับประทานอาหารจนกว่าจะพบวิธีแก้ความผิดที่ตนเห็นว่าเกิดขึ้น และออกแสวงหาเทพหรือมนตร์ที่ให้ผลฉับพลัน ชาวบ้านชี้ทางไปยังเทวสถานพระสุริยะที่จามัตการปุระ ซึ่งเลื่องลือว่ายาชญวัลกยะเป็นผู้สถาปนา โดยกล่าวว่าในวันอาทิตย์ ตรงกับตถีสัปตมี ผู้ศรัทธาถือผลไม้แล้วเวียนประทักษิณ 108 รอบย่อมได้ความสำเร็จดังปรารถนา อีกทั้งยังกล่าวถึงพระแม่ศารดาแห่งกัศมีระว่าให้สิทธิสำเร็จด้วยการถืออุโบสถ/อดอาหาร พุษปะไปถึงจามัตการปุระ อาบน้ำชำระ ทำประทักษิณ 108 รอบ และสรรเสริญบูชาอย่างยืดยาว จากนั้นประกอบโหมะตามพิธีคุศาณฑิกา—เตรียมแท่นบูชา วางสิ่งต่าง ๆ ด้วยมนตร์ และถวายอาหุติ—จนความยึดดื้อแบบตมัสทำให้เขาคิดจะถวายเนื้อตนเองเป็นอาหุติเพื่อบีบบังคับให้เกิดผล พระสุริยะจึงปรากฏกายห้ามไว้ และประทานเม็ดยาสองเม็ด สีขาวและสีดำ เพื่อให้แปลงกายชั่วคราวแล้วกลับคืนสู่รูปเดิมได้ พร้อมทั้งประทานความรู้เกี่ยวกับเศรษฐีชื่อมณิภัทรในเมืองไวทีศา พุษปะถามว่าทำไมคำกล่าวเรื่อง “ผลทันที” จากการประทักษิณ 108 รอบจึงไม่เกิด พระสุริยะทรงสอนว่า กรรมที่ทำด้วยภาวะตมัสย่อมไร้ผล ความถูกต้องภายนอกไม่อาจชดเชยเจตนาที่เศร้าหมองได้ แล้วทรงรักษาบาดแผลของเขาก่อนเสด็จลับไป สาระคือ ‘ภาวะ’ เป็นผู้กำกับผลแห่งพิธีกรรม.

मणिभद्रोपाख्याने मणिभद्रनिधनवर्णनम् (Maṇibhadra-Upākhyāna: Account of Maṇibhadra’s Death)
สุทาเล่าเหตุการณ์ในนาครขันฑะว่าด้วยอุปาขยานของมณิภัทรา พุษปะได้กุฏิกาอัศจรรย์แล้วแปลงกายให้คล้ายมณิภัทรา ใช้การปลอมตัวก่อความปั่นป่วนและความสับสนในนคร มีคำสั่งให้ทวารบาลผู้เป็นษัณฑะขัดขวาง “มณิภัทรา” ที่กำลังมา แต่ที่ธรณีประตูมณิภัทราตัวจริงกลับถูกทำร้าย จนประชาชนโห่ร้องอื้ออึง ต่อมาพุษปะปรากฏในรูปมณิภัทราอีกครั้ง ทำให้ความคลุมเครือเรื่องตัวตนยิ่งทวีขึ้น ข้อพิพาทถูกนำเข้าสู่ราชสำนัก พระราชาทรงไต่ถามเพื่อพิสูจน์ความจริง และท้ายที่สุดทรงเชิญภรรยาของมณิภัทรามาเป็นพยานมนุษย์ นางจำแนกสามีผู้ชอบธรรมออกจากผู้บุกรุกที่ปลอมตัวได้ด้วยลักษณะจริงของสามี พระราชาจึงมีรับสั่งลงโทษผู้หลอกลวง ระหว่างการลงทัณฑ์ ผู้ต้องโทษกล่าวคำสั่งสอนยืดยาวถึงภัยของความใคร่ ผลร้ายทางสังคมของการลวงหลอก และตำหนิความตระหนี่อย่างหนัก พร้อมย้ำว่าทรัพย์มีสามทางลงท้ายคือ การให้ทาน การเสวยใช้ หรือการสูญสิ้น และการกักตุนย่อมนำไปสู่ทางที่สามอันไร้ผล ตอนท้ายวางเรื่องนี้ไว้ในมหาตมยะของหาฏเกศวร-เกษตระ เป็นแบบอย่างทางศีลธรรมที่ผูกอยู่กับภูมิศาสตร์ศักดิ์สิทธิ์.

पुष्पविभवप्राप्तिवर्णनम् (Account of Puṣpa’s Attainment and Distribution of Prosperity)
สุุตะเล่าเหตุการณ์ในบริเวณเทวสถานแห่งกษเษตระว่า ปุษปะมาถึงเรือนของมณิภัทรด้วยความยินดี พร้อมญาติพี่น้อง มีเสียงมงคลจากสังข์และกลองก้องกังวาน เรื่องราวชี้ว่าความมั่งคั่งที่ได้มานั้นเกิดด้วยพระกรุณาของภาสกร (สุริยเทพ) ปุษปะจึงเรียกวงศ์ญาติมาประชุม ระลึกถึงความไม่แน่นอนของลักษมีผู้แปรปรวน และทบทวนความทุกข์ยากยาวนานในอดีตของตน เมื่อเข้าใจว่าทรัพย์สินไม่เที่ยง เขาตั้งสัตย์ปฏิญาณในกรอบแห่งสัจจะเพื่อแจกจ่ายทรัพยากรอย่างกว้างขวาง จากนั้นแบ่งปันผ้าและเครื่องประดับแก่ญาติตามฐานะ มอบทรัพย์และผ้าแก่พราหมณ์ผู้รู้พระเวทด้วยศรัทธา ให้ข้าวปลาอาหารและเครื่องนุ่งห่มแก่ผู้แสดงและนักดนตรี และโดยเฉพาะอย่างยิ่งอุปถัมภ์คนยากจนและคนตาบอดให้ได้รับความอิ่มเอม ท้ายที่สุดเขารับประทานอาหารร่วมกับภรรยา ส่งผู้มาชุมนุมกลับไป แล้วดำรงชีวิตด้วยทรัพย์ที่ได้มาอย่างเป็นระเบียบและมีเจตนารมณ์ บทนี้จึงเป็นแบบอย่างการจัดการความมั่งคั่งตามธรรมะ โดยทำให้ความรุ่งเรืองบริสุทธิ์ผ่านทานและการเกื้อกูลชุมชนในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งกษเษตระ.

हाटकेश्वरक्षेत्रमाहात्म्ये पुष्पस्य पापक्षालनार्थं हाटकेश्वरक्षेत्रगमन-पुरश्चरणार्थ-ब्राह्मणामन्त्रणवर्णनम् (Puṣpa’s Journey to Hāṭakeśvara for Sin-Removal and the Invitation of Brāhmaṇas for Puraścaraṇa)
บทนี้สุเตะเล่าเรื่องเชิงศีลธรรมในกรอบมหาตมยะของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ (ตีรถะ) ณ เมืองจมตการปุระ พราหมณ์ชื่อปุษปะได้รูปโฉมงดงามจากบริบทการบูชาพระสุริยะ มาหีซึ่งเกี่ยวข้องในเหตุการณ์นั้นถามถึงเหตุแห่งการเปลี่ยนรูป—เป็นมายา เป็นความสำเร็จแห่งมนตร์ (มนตระ-สิทธิ) หรือเป็นพระกรุณาแห่งเทพ? ปุษปะยอมรับความจริง เปิดเผยการหลอกลวงที่เกี่ยวกับมณิภัทร การนำภรรยาของมณิภัทรไปโดยมิชอบ และชีวิตครอบครัวพร้อมสายสกุลที่ตั้งอยู่บนความเท็จนั้น ครั้นล่วงสู่วัยชรา หลังเสวยสุขทางโลกแล้ว เขาเกิดความสำนึกผิดอย่างแรงกล้า เมื่อรู้ว่าตนมีบาปหนัก จึงตั้งใจไปยังหาฏเกศวร-กษेत्र เพื่อชำระบาปด้วยการปุรศจะรณะ/์/ปรายัศจิตตะ เขาแบ่งทรัพย์ให้บุตร สร้างสิ่งปลูกสร้างอันวิจิตรที่เกี่ยวเนื่องกับพระสุริยะ ณ สถานที่ซึ่งเคยได้สิทธิ และเชิญพราหมณ์โดยพิธีการเพื่อจัด “จาตุศจะรณะ” คือระเบียบสี่ชุดแห่งการสวดและพิธีกรรมเพื่อความบริสุทธิ์ เรื่องนี้จึงเชื่อมศีลธรรม การสารภาพ และระบบพิธีกรรมของกษेत्रเข้าไว้ด้วยกัน

Puṣpāditya-māhātmya (Glorification of Pushpāditya and allied rites)
บทนี้กล่าวถึงคำบอกเล่าของสูตะเกี่ยวกับการประชุมไตร่ตรองของพราหมณ์ร่วมกับบุคคลชื่อปุษปะ ปุษปะพร้อมภรรยาเข้าเฝ้าด้วยความเคารพต่อหมู่ทวิชะ และประกาศการสร้างเทวสถานของภาสกร (พระสุริยะ) พร้อมเสนอให้ขนานนามเทวะว่า “ปุษปาทิตยะ” เพื่อให้เกียรติยศแผ่ไพศาลในสามโลก พราหมณ์ทั้งหลายแสดงความห่วงใยต่อการรักษาเกียรติประเพณีเดิม และกำหนดวิธีปรายสัตตะ/การชำระบาป รวมถึงมหาโหมะจำนวน “ลักษะ” เพื่อความบริสุทธิ์ ปุษปะขอให้พราหมณ์สรรเสริญเทวะด้วยนามที่เลือกอย่างสม่ำเสมอ และขอให้ภรรยาได้รับเกียรติผ่านการตั้งนามเทวีที่สัมพันธ์กับสถานที่นั้น ท้ายที่สุดมีข้อตกลงว่า เทวะได้รับการยอมรับในนาม “ปุษปาทิตยะ” และเทวีได้รับนาม “มาหิกา/มาหี” ตอนผลश्रุติกล่าวถึงอานิสงส์ในกลียุค: ศรัทธาต่อปุษปาทิตยะลบล้างบาปแห่งวันอาทิตย์; เมื่อวันอาทิตย์ตรงกับสัปตมี ถวายผลไม้ได้ถึง 108 ผลและเวียนประทักษิณาจะสำเร็จตามปรารถนา; การได้ทัศนะทุรคาในนามมาหิกาเป็นนิตย์ช่วยป้องกันความลำบาก; และการบูชาในวันไจตรศุกลจตุรทศีให้ความคุ้มครองจากเคราะห์ร้ายตลอดปี

पुरश्चरणसप्तमीव्रतविधानवर्णनम् (Puraścaraṇa-Saptamī Vrata: Procedure and Rationale)
อัธยายะ 162 เริ่มด้วยเรื่องเล่าที่ผูกโยงศีลธรรมกับพิธีกรรม แล้วจบลงด้วยการแจกแจงวิธีปฏิบัติพรตอย่างละเอียด สุตะเล่าว่า ปุษปะเพราะการกระทำอันเป็นที่โต้แย้งเกี่ยวกับการสังหารมณิภัทร จึงถูกสังคมตำหนิและถูกพราหมณ์ต่อว่าอย่างรุนแรง ในถ้อยคำสนทนายังถูกจัดว่าเป็นผู้ทำบาปหนัก ถึงขั้นถูกกล่าวหาว่าเป็นพรหมฆนะ เมื่อเห็นความทุกข์ร้อนของเขา พราหมณ์ชาวนาครจึงปรึกษาคัมภีร์ศาสตรา สมฤติ ปุราณะ และเวทานตะเพื่อค้นหาหนทางชำระบาปที่มีหลักฐานรับรอง จัณฑศรมันพราหมณ์อ้าง “ปุรศจะรณะ-สัปตมี” ในสกันทปุราณะว่าเป็นวินัยชดใช้บาป ปุษปะปฏิบัติตามและกล่าวว่าได้ความบริสุทธิ์เมื่อครบหนึ่งปี ต่อมามีบทสนทนาคำสอนเก่า: พระเจ้าโรหิตาศวะทูลถามฤๅษีมารกัณฑेयถึงการกำจัดบาปที่ทำด้วยใจ วาจา และกาย ฤๅษีจำแนกแนวทางว่า บาปทางใจดับด้วยความสำนึกผิด บาปทางวาจาสงบด้วยการยับยั้ง/ไม่สานต่อ และบาปทางกายต้องมีปรายสัตตะอย่างเป็นพิธี โดยเปิดเผยต่อพราหมณ์หรืออยู่ภายใต้ระเบียบวินัยของพระราชา ท้ายที่สุดท่านกำหนดพรต “ปุรศจะรณะ-สัปตมี” อันมุ่งบูชาพระสุริยะ ให้ทำในเดือนมาฆะปักษ์สว่าง เมื่อพระอาทิตย์สถิตมกร ในวันอาทิตย์ ด้วยการอดอาหาร รักษาความบริสุทธิ์ บูชาปฏิมา ดอกไม้สีแดงและเครื่องสักการะ ถวายอรฆยะด้วยจันทน์แดง เลี้ยงพราหมณ์และให้ทักษิณา พร้อมการรับประทานสิ่งชำระเช่นปัญจคัวยะ มีการระบุเครื่องบูชาตามเดือนตลอดปี และปิดท้ายด้วยทานแก่พราหมณ์ (รวมส่วนหนึ่งในหก) พร้อมคำประกาศว่าผู้ถือพรตย่อมได้ความบริสุทธิ์ครบถ้วน

ब्राह्मनागरोत्पत्तिवृत्तान्तवर्णनम् (Account of the Brahma-Nāgara origin narrative and communal expiation discourse)
บทที่ 163 กล่าวถึงเหตุการณ์ด้านกฎหมายชุมชนและจริยธรรมแห่งพิธีกรรม ณ พรหมสถาน กลุ่มพราหมณ์นาคารพบภาชนะบรรจุทรัพย์ แล้วประชุมสภาเพื่อตัดสินเรื่องการยึดถือโดยมิชอบอันเกิดจากความโลภ และความบกพร่องในกระบวนการทำปรायัศจิตตะ (การชดใช้บาป). เพราะปรายัศจิตตะถูกจัดให้โดยคนเพียงผู้เดียว มิได้ผ่านมติและการปรึกษาร่วมกัน จัณฑศรมา จึงถูกลดเกียรติและถูกปฏิบัติประหนึ่งคนนอกชุมชน ปุษปะพยายามชดใช้ด้วยการถวายทรัพย์ แต่สภายืนยันว่าคำตัดสินมิได้ขับเคลื่อนด้วยทรัพย์สิน หากตั้งอยู่บนอำนาจแห่งสมฤติ/ปุราณะและระเบียบสถาบันที่ถูกต้อง โดยปรายัศจิตตะต้องกระทำพร้อมผู้ประกอบพิธีเพิ่มเติมและด้วยการปรึกษาอย่างเหมาะสม เมื่อปุษปะทุกข์ระทมจนคิดทำร้ายตนเป็นเครื่องบูชา พระสูรยะผู้รุ่งเรือง (ภาสวัต) ปรากฏกาย ห้ามการกระทำอันหุนหันนั้น และประทานพรว่า จัณฑศรมา จะบริสุทธิ์และมีชื่อเสียงในนาม “พราหมณ์นาคาร” วงศ์วานและผู้เกี่ยวข้องจะได้รับเกียรติ และกายของปุษปะจะกลับคืนสมบูรณ์ บทนี้จึงสั่งสอนเรื่องการระงับโลภ อำนาจของชุมชน และความชอบธรรมของกระบวนการชดใช้บาป พร้อมการรับรองโดยเทพเจ้าให้ความชอบธรรมกลับคืนมา

Nāgareśvara–Nāgarāditya–Śākambharī Utpatti-varṇanam (Origin and Establishment Narratives)
สุเตรเล่าว่า ปุษปะผู้เป็นภักตะได้บำเพ็ญอธิษฐานด้วยความสละตนเพื่อบูชาพระสุริยะ แล้วปลอบประโลมและชี้ทางแก่พราหมณ์จัณฑศรมาผู้ทุกข์ระทม ปุษปะพยากรณ์ว่า จัณฑศรมาจะไม่ประสบความเสื่อมแห่งกาย และวงศ์ของเขาจะรุ่งเรืองโดดเด่นในหมู่นาคาระ ทั้งสองจึงย้ายไปยังฝั่งศักดิ์สิทธิ์แห่งแม่น้ำสรัสวตี ตั้งถิ่นฐานที่ฝั่งใต้และสร้างที่พำนักดุจอาศรม จัณฑศรมาระลึกถึงปฏิญาณเดิมเกี่ยวกับลึงค์ยี่สิบเจ็ดองค์ แล้วเริ่มปฏิบัติอย่างเคร่งครัด—อาบน้ำในสรัสวตี รักษาความบริสุทธิ์ สวดชปะมนต์หกพยางค์ กล่าวนามลึงค์ และกราบแบบสาษฏางคะ เขาปั้นลึงค์ด้วยดินโคลน (กรทมะ) แล้วบูชา โดยยึดธรรมว่าแม้ลึงค์ที่ตั้งอยู่ไม่เหมาะก็ไม่พึงรบกวน ทำเช่นนี้ทุกวันจนครบยี่สิบเจ็ดองค์ ด้วยภักติอันล้นเหลือ พระศิวะทรงพอพระทัย จึงทรงให้ลึงค์หนึ่งปรากฏขึ้นจากพื้นดิน และตรัสว่า การบูชาลึงค์นี้ให้ผลสมบูรณ์เทียบเท่าการบูชาลึงค์ทั้งยี่สิบเจ็ด; ผู้ใดบูชาด้วยภักติย่อมได้ผลเช่นเดียวกัน จัณฑศรมาสร้างปราสาท (ปราสาทะ) และสถาปนาลึงค์นั้นนามว่า “นาคาเรศวร” ผูกนามไว้กับความระลึกถึงลึงค์แห่งนคร แล้วภายหลังได้บรรลุศิวโลก ปุษปะยังได้ตั้งรูปเคารพพระสุริยะนาม “นาคาราทิตยะ” ณ ริมสรัสวตี และได้รับพรว่า การบูชาที่นั่นให้ผลครบถ้วนเสมอด้วยผลแห่งสุริยรูปทั้งสิบสองที่จามัตการปุระ อีกทั้งกล่าวถึงศากัมภรี ภรรยาของจัณฑศรมาผู้สถาปนาพระทุรคาบนฝั่งอันเป็นมงคล เทวีทรงรับรองว่าผู้บูชาด้วยศรัทธาจะได้ผลโดยฉับพลัน โดยเฉพาะวันมหานวมีในปักษ์สว่างเดือนอาศวิน และเทวีเป็นที่รู้จักในนาม “ศากัมภรี” ตอนท้ายยืนยันว่า เมื่อมีความรุ่งเรืองแล้ว หากยังบูชาต่อไป ย่อมป้องกันอุปสรรคต่อความเจริญยิ่งขึ้นได้.

अश्वतीर्थोत्पत्तिवर्णनम् (Origin Account of Aśvatīrtha)
บทนี้เริ่มด้วยคำบอกเล่าของสูตะว่า ครั้งหนึ่งฝั่งอันเป็นมงคลของแม่น้ำสรัสวตีมีความสำคัญต่อผู้คนจากภายนอกและชาวเมืองเป็นอย่างยิ่ง แต่แล้วเกิดความพลิกผัน: ด้วยคำสาปของฤๅษีวิศวามิตร สรัสวตีกลายเป็น “รक्तวาหินี” คือสายน้ำที่ไหลเป็นเลือด เมื่อแม่น้ำแปรสภาพ จึงมีรากษสและสรรพวิญญาณชายขอบ เช่น ภูต เปรต และปิศาจ มาชุมนุม ทำให้ชุมชนมนุษย์ละทิ้งถิ่นนั้นและย้ายไปยังภูมิศักดิ์สิทธิ์ที่ปลอดภัยกว่า โดยเฉพาะฝั่งนรมทาใกล้อาศรมของมารกัณฑेय ฤๅษีทั้งหลายถามถึงเหตุแห่งคำสาป สูตะจึงอธิบายโดยเชื่อมกับความเป็นศัตรูระหว่างวิศวามิตรกับวสิษฐะ และประเด็นการแปรสถานะ คือความปรารถนาของกษัตริย์ที่จะบรรลุฐานะพราหมณ์ ต่อมามีตำนานกำเนิด: ฤๅษีฤจีคะ ผู้สืบสายภฤคุ เดินทางถึงโภชกฏะใกล้แม่น้ำเกาศิกี เห็นธิดาของคาธิ (เกี่ยวเนื่องกับการบูชาเทวีคาวรี) แล้วขอแต่งงานแบบพราหมะ คาธิกำหนดค่าสินสอดเป็นม้ารวดเร็วเจ็ดร้อยตัว โดยแต่ละตัวมีหูสีคล้ำหนึ่งข้าง ฤจีคะไปยังกานยกุพชะ แล้วทำชปมนตร์เฉพาะ “อัศโว โวฒา” ณ ฝั่งคงคา พร้อมกรอบฉันทัส/ฤๅษี/เทวตาและวินิโยคะที่ระบุไว้ จากสายน้ำจึงปรากฏม้าตามที่ต้องการ ทำให้อัศวตีรถะมีชื่อเสียง และกล่าวกันว่าการอาบน้ำที่นั่นให้ผลเทียบเท่ายัญอัศวเมธะ ทำให้เกียรติแห่งยัญเวทเข้าถึงได้ผ่านการบำเพ็ญที่ตีรถะ

परशुरामोत्पत्तिवर्णनम् / Account of the Origins of Paraśurāma’s Line
อัธยายะนี้กล่าวถึงเหตุการณ์ก่อรูปสายตระกูล โดยมีฤจีกะ (Ṛcīka) และการอภิเษกกับสตรีผู้ถูกพรรณนาว่า “ไตรโลกยะ-สุนทรี” เป็นศูนย์กลาง หลังพิธีสมรส ฤจีกะประทานพรและประกอบพิธี “จรุ-ทวายะ” (caru-dvaya) แบ่งเป็นสองส่วน เพื่อแยกพลังเดชแบบพราหมณ์ (brāhmya tejas) กับพลังเดชแบบกษัตริย์นักรบ (kṣātra tejas) ให้ชัดเจน เขากำหนดสัญลักษณ์เชิงกายภาพแก่จรุแต่ละส่วน—ส่วนหนึ่งให้โอบกอดต้นอัศวัตถะ อีกส่วนให้โอบกอดต้นนยโครธะ—เพื่อเชื่อมโยงขั้นตอนพิธีกับคุณลักษณะของบุตรที่มุ่งหมาย แต่ด้วยคำชักนำของมารดา จึงเกิดการสลับส่วนจรุและการโอบกอดต้นไม้ อันเป็นการผิดลำดับพิธี ผลกรรมปรากฏผ่านลักษณะครรภ์และความปรารถนาระหว่างตั้งครรภ์ (dohada, garbha-lakṣaṇa) เมื่อความโน้มเอียงของภรรยาหันไปสู่เรื่องราชสำนักและการศึก ฤจีกะจึงวินิจฉัยว่าพิธีถูกกลับด้าน ต่อมามีการตกลงเพื่อรักษาความเป็นพราหมณ์แก่บุตรที่จะเกิดทันที และให้พลังเดชกษัตริย์ที่เข้มข้นยิ่งไปสู่หลาน บทนี้ลงท้ายด้วยการประสูติของชามทัคนี (Jamadagni) และการปรากฏภายหลังของรามะ (ปรศุราม) ซึ่งพลังนักรบของท่านถูกอธิบายว่าเป็นผลสืบเนื่องจากเดชแห่งพิธีและการยอมผ่อนของบรรพชน อันรวมเหตุปัจจัยทางศีลธรรม ความเที่ยงตรงแห่งพิธี และชะตากรรมของสายตระกูลไว้ด้วยกันในบริบทแห่งกษेत्रะ.

विश्वामित्रराज्यपरित्यागवर्णनम् (Viśvāmitra’s Renunciation of Kingship)
สุ ตะเล่าถึงปูมกำเนิดและการก่อรูปในวัยต้นของวิศวามิตรในราชวงศ์ มารดาถูกพรรณนาว่าเคร่งครัดในตบะและมุ่งมั่นการจาริกแสวงบุญ เด็กน้อยเติบโตเป็นผู้มีชื่อเสียง บิดาคือคาธีสถาปนาให้ครองราชย์ วิศวามิตรปกครองโดยยังคงศึกษาพระเวทและเคารพบูชาพราหมณ์ตามธรรม ครั้นกาลผ่านไปเขาหมกมุ่นการล่าสัตว์ในป่า วันหนึ่งยามเที่ยงเมื่ออ่อนล้าด้วยความหิวกระหาย จึงมาถึงอาศรมอันเป็นบุญของมหาตมะวสิษฐะ วสิษฐะต้อนรับด้วยพิธีอาคันตุกะอย่างครบถ้วน ทั้งอรฆยะและมธุปารกะ แล้วเชิญให้พักและรับประทาน พระราชากังวลถึงกองทัพที่หิวโหย วสิษฐะจึงอาศัยนันทินี กามเธนุ ให้บังเกิดเสบียงอาหารและน้ำอย่างมหาศาลแก่ทหารและสัตว์ในพริบตา วิศวามิตรตะลึงและพยายามได้มาซึ่งนันทินี ทั้งด้วยการขอและต่อมาด้วยกำลัง โดยอ้างสิทธิแห่งกษัตริย์ วสิษฐะปฏิเสธ ยืนยันตามธรรมและสมฤติว่าไม่ควรทำให้โค—ยิ่งเป็นกามเธนุ—กลายเป็นสิ่งซื้อขายหรือถูกช่วงชิง เมื่อคนของพระราชาจับและทำร้ายนันทินี นางก็สำแดงหมู่ชนถืออาวุธ เช่น ศพร พุลินท และมเลจฉะ ออกมาทำลายกองทัพ วสิษฐะเมตตาห้ามการเบียดเบียนต่อไป คุ้มครองพระราชาและปลดจากพันธนาการอำนาจมายา วิศวามิตรผู้ถูกลดเกียรติคร่ำครวญว่าแรงกษัตริย์ไม่อาจเทียบพรหมพละ จึงตั้งใจละทิ้งราชสมบัติ สถาปนาพระโอรสวิศวสหะ แล้วบำเพ็ญตบะยิ่งใหญ่เพื่อให้ได้พลังทางจิตวิญญาณของพราหมณ์

धारोत्पत्तिमाहात्म्यवर्णनम् (Origin and Glory of Dhārā in Hāṭakeśvara-kṣetra)
บทนี้กล่าวถึงกำเนิดและมหิมาของเทวี “ธารา” ในกรอบแห่งหาฏเกศวร-กษेत्रะ สุ ตะเล่าว่า วิศวามิตรบำเพ็ญตบะอย่างยิ่งยวด ณ หิมาลัย—นอนกลางฟ้า พำนักในน้ำ ปฏิบัติปัญจัคนิ และอดอาหารเป็นลำดับจนถึงขั้น “ภักษาวายุ” (ดำรงชีพด้วยลม) อินทราผู้หวั่นเกรงว่าตนจะถูกแทนที่จึงมอบพร แต่วิศวามิตรปฏิเสธอำนาจและราชสมบัติทั้งปวง ขอเพียง “พราหมณยะ” (ความเป็นพราหมณ์) เท่านั้น แสดงว่าอุดมธรรมสูงกว่าความเป็นใหญ่ทางโลก ต่อมาพรหมาก็มาประทานพร วิศวามิตรยังยืนยันคำขอเดิม ฤจีกะอธิบายเหตุเชิงพิธีว่า มนต์ฝ่ายพราหมณ์และเครื่องบูชา “จรุ” ที่ผ่านการสังสการได้ถูกจัดไว้เพื่อจุดหมายแห่งการเกิดของวิศวามิตร จึงทำให้พรหมามีสิทธิประกาศเขาเป็นพรหมฤๅษี วสิษฐะโต้แย้งว่าผู้เกิดเป็นกษัตริย์ย่อมไม่ควรเป็นพราหมณ์ แล้วถอยไปยังแคว้นอนรต ใกล้ศังขะ-ตีรถะ พรหมศิลา และแม่น้ำสรัสวตี วิศวามิตรโกรธจัด ทำพิธีอภิจารตามแบบสามเวท ก่อกำเนิด “กฤตยา” อันน่าสะพรึง วสิษฐะรู้ด้วยทิพยทัศนะ ใช้มนต์อถรรพเวททำให้หยุดนิ่ง ผลคือกฤตยาเพียงแตะกายเขาแล้วล้มลง วสิษฐะจึงทำให้พลังนั้นสงบและกำหนดบทบาทการบูชา—ให้สักการะในวันขึ้น ๘ ค่ำ เดือนไจตร และประทานพรให้ผู้ศรัทธาปลอดโรคตลอดหนึ่งปี เทวีนั้นจึงเป็นที่รู้จักนาม “ธารา” รับการบูชาแบบนาคระ และสถิตในมหาตมยะของสถานที่นั้น.

धारानामोत्पत्तिवृत्तान्तः तथा धारादेवीमाहात्म्यवर्णनम् (Origin of Dhārā-nāma and the Māhātmya of Dhārā-devī)
เหล่าฤๅษีทูลถามว่า เหตุใดพลังผู้ประทานความอิ่มเอม (ตุษฏิดา) จึงเกี่ยวข้องกับชุมชนนาคาระเป็นพิเศษ และเหตุใดจึงเป็นที่รู้จักบนโลกในนาม “ธารา” สุตะเล่าว่า ณ จามัตการปุระ หญิงพราหมณ์นาครีนามว่า ธารา ได้ผูกมิตรกับฤๅษีหญิงอรุณธตี เมื่ออรุณธตีมาพร้อมวสิษฐะเพื่ออาบน้ำที่ศังขตีรถะ นางเห็นธารากำลังบำเพ็ญตบะอย่างเคร่งครัด จึงถามถึงตัวตนและจุดมุ่งหมาย ธาราเล่าถึงสายสกุลนาคาระ ความเป็นหม้ายตั้งแต่วัยเยาว์ และการตั้งใจพำนัก ณ ตีรถะนั้นด้วยภักติต่อศังเขศวร หลังได้ฟังมหาตมยะของสถานที่ อรุณธตีจึงเชิญให้นางไปอยู่ที่อาศรมริมฝั่งสรัสวตี ซึ่งมีการสนทนาศาสตราเป็นนิตย์ ต่อมาเรื่องกล่าวถึงพลังทิพย์ที่เกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งระหว่างวิศวามิตรกับวสิษฐะ ซึ่งวสิษฐะได้ทำให้สงบมั่นคงและสถาปนาเป็นเทวีผู้คุ้มครองอันควรบูชา ธาราสร้างเทวสถานดุจปราสาทประดับรัตนะ และสวดสโตตราสรรเสริญเทวีว่าเป็นที่รองรับจักรวาล และเป็นหน้าที่ทิพย์หลายประการ ได้แก่ ลักษมี ศจี คาวรี สวาหา สวธา ตุษฏิ และปุษฏิ ครั้นบูชาทุกวันยาวนาน ถึงวันไจตรศุกลอัษฏมี นางทำพิธีสรงและถวายเครื่องสักการะ เทวีปรากฏประทานพร และรับนาม “ธารา” ณ เทวสถานนั้น มีการประกาศข้อปฏิบัติว่า ชาวนาคาระผู้เวียนประทักษิณสามรอบ ถวายผลไม้สามผล และสวดสโตตรา จะได้รับความคุ้มครองจากโรคภัยตลอดหนึ่งปี อีกทั้งกล่าวผลแก่สตรี—ผู้ไร้บุตรได้บุตร เคราะห์ร้ายคลาย และสุขภาพกับความผาสุกกลับคืน ตอนท้ายเป็นผลश्रุติว่า การสวดอ่านหรือสดับเรื่องกำเนิดนี้ย่อมชำระบาป และชี้แนะให้ศึกษาอย่างศรัทธา โดยเฉพาะในหมู่นาคาระ.

धारातीर्थोत्पत्तिमाहात्म्यवर्णनम् (Dhārā-tīrtha Origin and Its Sacred Merit)
สุ ตะเล่าอัศจรรย์อีกประการหนึ่งเกี่ยวกับฤๅษีวิศวามิตรและวสิษฐะ เมื่อวิศวามิตรปล่อยศักติอันเป็นปฏิปักษ์ไปยังวสิษฐะ วสิษฐะก็ใช้พลังมนตร์สายอถรรพณ์ยับยั้งและทำให้สงบลง ครั้นแล้วเหงื่อของวสิษฐะบังเกิดขึ้น และจากเหงื่อนั้นเองได้ปรากฏน้ำอันเย็น ใส และชำระมลทิน ไหลให้เห็นจากฝ่าเท้า ทะลุผืนดินออกมาเป็นธารบริสุทธิ์ไร้มลทิน เปรียบดังสายน้ำคงคา จากเรื่องกำเนิดตirtha จึงเปลี่ยนสู่คำสั่งสอนและคำรับรองผลบุญ กล่าวว่าสตรีผู้ไร้บุตรเมื่ออาบน้ำ ณ ที่นั้นย่อมได้ผลแห่งความอุดมสมบูรณ์โดยฉับพลัน และผู้ใดอาบน้ำย่อมได้ผลบุญแห่งตirtha ทั้งปวง อีกทั้งเมื่ออาบน้ำแล้วได้ทำทัศนะต่อเทวีโดยถูกต้อง ย่อมบังเกิดทรัพย์ ข้าวปลาอาหาร บุตร และความสุขอันเกี่ยวเนื่องกับราชศรี กำหนดพิธีในคืนกึ่งกลางคืนของวันไจตร ศุกล อัษฏมี ให้ถวายไนเวทยะและบลี-ปิณฑิกา การได้รับหรือบริโภคปิณฑิกาที่ผ่านการสถาปนานั้นกล่าวว่าให้ผลแม้ในวัยชรา ทำให้ผลบุญยิ่งทวี ตอนท้ายยกเทวีเป็นกุลเทวีของหลายสกุลนาคาร และยืนยันว่าการมีส่วนร่วมของชาวนาคารเป็นองค์ประกอบสำคัญให้ยาตราสมบูรณ์.

वसिष्ठविश्वामित्रयुद्धे दिव्यास्त्रनिवर्तनवर्णनम् (Restraint of Divine Weapons in the Vasiṣṭha–Viśvāmitra Conflict)
สุตะเล่าว่าความขัดแย้งระหว่างวสิษฐะกับวิศวามิตรทวีความรุนแรงขึ้น เมื่อวิศวามิตรโกรธที่อำนาจของตนไร้ผล จึงปล่อยอาวุธทิพย์ที่ผ่านพิธีอภิเษก รวมถึงพรหมาสตรา ก่อให้เกิดความปั่นป่วนทั่วจักรวาล—ดั่งอุกกาบาตพุ่งถล่ม อาวุธเพิ่มพูนไม่สิ้นสุด มหาสมุทรสั่นสะเทือน ยอดเขาแตกพัง และฝนประหนึ่งโลหิต ซึ่งถูกมองว่าเป็นนิมิตแห่งปรลัย เหล่าเทวะหวาดหวั่นจึงไปพึ่งพระพรหม; พระพรหมวินิจฉัยว่าเป็นผลข้างเคียงของการรบด้วยอาวุธทิพย์ และนำเทวะไปยังสนามรบ พระพรหมเร่งให้ยุติเพื่อป้องกันความพินาศของโลก วสิษฐะชี้แจงว่าไม่ได้โจมตีด้วยความพยาบาท หากแต่ใช้ฤทธิ์มนตร์สกัดอาวุธที่ถูกปล่อยมาเพื่อการป้องกัน พระพรหมสั่งให้วิศวามิตรหยุดปล่อยอาวุธ และพยายามคลี่คลายด้วยถ้อยคำ โดยเรียกวสิษฐะว่า ‘พราหมณ์’ เพื่อให้ความตึงเครียดลดลง แต่วิศวามิตรยืนยันว่าโทสะของตนผูกกับการยอมรับและศักดิ์ศรี ขณะที่วสิษฐะปฏิเสธจะมอบนาม ‘พราหมณ์’ แก่ผู้ที่ตนเห็นว่าเกิดเป็นกษัตริย์ และประกาศว่ารัศมีพรหม (พรหมเตชัส) สูงกว่าพละกำลังกษัตริย์ ท้ายที่สุดพระพรหมบังคับให้ละทิ้งอาวุธทิพย์ด้วยการขู่คำสาป แล้วเสด็จกลับ เหล่าฤๅษียังคงอยู่ ณ ฝั่งแม่น้ำสรัสวตี บทนี้สอนเรื่องความยับยั้งชั่งใจ วาจาที่ชอบ และการควบคุมพลังทำลายในเขตศักดิ์สิทธิ์.

सारस्वतजलस्य रुधिरत्व-प्रसङ्गः (The Episode of the Sarasvata Water Turning to Blood)
สุ ตะเล่าว่า—วิศวามิตรผู้เที่ยวเสาะหา “ช่องโหว่” (chidra) เพื่อทำร้ายวสิษฐะ ได้อัญเชิญแม่น้ำใหญ่สรัสวตีให้มาปรากฏ นางปรากฏเป็นสตรีและขอคำชี้แนะ วิศวามิตรสั่งว่าเมื่อวสิษฐะลงอาบน้ำ ให้เจ้าโหมกระแสน้ำพาเขามาใกล้เพื่อเราจะฆ่าได้ แต่สรัสวตีปฏิเสธ กล่าวว่านางจะไม่ทรยศต่อมหาตมะวสิษฐะ และการฆ่าพราหมณ์เป็นอธรรม นางยกคำเตือนตามธรรมว่า แม้เพียงตั้งใจในใจก็ต้องมีการไถ่บาปหนัก และการกล่าวสนับสนุนการฆ่าพราหมณ์ก็ต้องชำระด้วยพิธีกรรมให้บริสุทธิ์ วิศวามิตรโกรธจัดจึงสาปว่าเพราะไม่เชื่อฟัง น้ำของเจ้าจักกลายเป็นธารโลหิต เขาทำพิธีเสกน้ำเจ็ดครั้งแล้วสาดลงแม่น้ำ ทันใดนั้นน้ำสรัสวตีซึ่งขาวดุจสังข์และเป็นน้ำอันให้บุญยิ่ง ก็กลับกลายเป็นเลือด ภูต เปรต และนิศาจมาชุมนุมดื่มกินและเริงร่า ส่วนฤๅษีและชาวบ้านพากันหนีไปไกล วสิษฐะออกเดินทางไปยังภูเขาอรพุท (Arbuda) วิศวามิตรไปเมืองจามัตการปุระและบำเพ็ญตบะอย่างรุนแรงในเขตศักดิ์สิทธิ์ที่เกี่ยวเนื่องกับหาฏเกศวร จนมีฤทธิ์ด้านการสร้างสรรค์ทัดเทียมพรหมา ตอนท้ายย้ำเหตุปัจจัยว่า น้ำสรัสวตีเป็นโลหิตเพราะคำสาปของวิศวามิตร และพราหมณ์อย่างจัณฑศรมันเป็นต้นได้ย้ายถิ่นฐานไป.

सरस्वती-शापमोचनं तथा साभ्रमत्युत्पत्तिवृत्तान्तः (Release of Sarasvatī from the Curse and the Origin Account of Sābhramatī)
อัธยายะ 173 เป็นบทถามตอบของเหล่าฤๅษี โดยสุตะเป็นผู้เฉลยว่า ด้วยอำนาจคำสาป (ศาปะ) อันเกี่ยวเนื่องกับความสำเร็จแห่งมนตร์ของวิศวามิตร ทำให้น้ำแห่งแม่น้ำสรัสวตีกลายเป็นดุจโลหิต ราวกับไหลเป็นกระแสเลือด (รัคตอุฆะ) สรัสวตีผู้ทุกข์ร้อนเข้าเฝ้าวสิษฐะ เล่าความวิบัติของตนว่า กระแสน้ำเป็นโลหิตจนเหล่าตบะสวินหลีกเลี่ยง และมีหมู่สรรพสัตว์ผู้ก่อกวนมาชุมนุม นางจึงวอนขอให้ฟื้นคืนเป็นสลิละ คือสายน้ำอันบริสุทธิ์ วสิษฐะรับว่าทำได้ แล้วไปยังสถานที่มีต้นปลักษะเป็นเครื่องหมาย เข้าสมาธิ ใช้มันตร์อันเกี่ยวกับวรุณะ เจาะแผ่นดินให้เกิดน้ำผุดพุ่งมากมาย กล่าวถึงทางน้ำออกสองสาย—สายหนึ่งเป็นสรัสวตีที่ได้รับการชำระใหม่ ไหลเชี่ยวพัดพาความเศร้าหมองดุจโลหิตไป อีกสายหนึ่งกลายเป็นแม่น้ำต่างหากชื่อ “สาภรมตี” ตอนท้ายเป็นผลश्रุติว่า ผู้สวดหรือผู้ฟังคำอธิบายเรื่องสรัสวตีนี้ ย่อมได้ความแจ่มใสและความเจริญแห่งปัญญา (มติ-วิวรรธนะ) ด้วยพระกรุณาของพระแม่สรัสวตี

Pippalāda-utpatti-varṇana and Kaṃsāreśvara-liṅga Māhātmya (पिप्पलादोत्पत्तिवर्णनं; कंसारेश्वरलिङ्गमाहात्म्यम्)
บทนี้อยู่ในมหาตมยะของหาฏเกศวร-เกษตร เล่าเป็นเรื่องตirtha แบบถาม–ตอบ สุตะกล่าวถึงศิวลึงค์ที่ปิปปลาทะสถาปนา ชื่อ “กังสารेशวร” และบอกผลบุญเป็นลำดับว่า การได้ดรรศนะช่วยชำระบาป การนมัสการช่วยขจัดมลทิน และการบูชานำมหาบุญมาให้ เหล่าฤๅษีจึงทูลถามว่าปิปปลาทะคือผู้ใด และเหตุใดจึงสถาปนาลึงค์นี้ สุตะเล่ากำเนิดว่า กังสารี น้องสาวของยาชญวัลกยะ เผลอสัมผัสน้ำที่ปนเชื้อซึ่งเกี่ยวข้องกับอาภรณ์ของยาชญวัลกยะ จึงตั้งครรภ์โดยไม่ตั้งใจ ด้วยความอับอาย นางคลอดอย่างลับ ๆ แล้ววางทารกไว้ใต้ต้นอัศวัตถะ (ปิปปล/โพธิ์) พร้อมอธิษฐานขอความคุ้มครอง เสียงทิพย์ประกาศว่าเด็กนี้เป็นการอวตารลงสู่โลกที่เกี่ยวเนื่องกับพฤหัสบดีเพราะคำสาปของอุทัถยะ และจะได้ชื่อว่า “ปิปปลาทะ” เพราะได้รับการหล่อเลี้ยงด้วยแก่นสารแห่งปิปปล นางกังสารีสิ้นชีวิตด้วยความละอาย เด็กเติบโตใกล้ต้นไม้นั้น นารทมุนีพบเด็ก เปิดเผยชาติกำเนิด และชี้แนวทางวิชา–สาธนาที่สัมพันธ์กับอถรรพเวท ต่อมาเรื่องโยงถึงศไนศจะระ: ด้วยความกริ้วของปิปปลาทะ ทำให้ศนิล้มลง นารทเป็นผู้ไกล่เกลี่ยจนเกิดบทสโตตรและข้อตกลงด้านศีลธรรม–พิธีกรรม โดยเฉพาะการคุ้มครองเด็กจนถึงอายุแปดปี รวมทั้งข้อปฏิบัติ เช่น การทาน้ำมัน ทานทานเฉพาะ และวิธีบูชา สุดท้าย นารทพาปิปปลาทะไปยังจมัตการปุระและมอบให้ยาชญวัลกยะ ทำให้สายสกุล สถานที่ และผลแห่งพิธีกรรมเชื่อมประสานกัน

याज्ञवल्क्येश्वरोत्पत्तिमाहात्म्यवर्णनम् (Origin and Glory of Yājñavalkyeśvara Liṅga)
บทนี้อยู่ในกรอบการเล่าของสุตะ และกล่าวถึงบทสนทนาระหว่างยาชญวัลกยะกับพระพรหม ยาชญวัลกยะเผยความทุกข์ภายในและแสวงหาวิธีชำระจิต (จิตตะ-ศุทธิ) จึงทูลขอปรายสัตตะ (การชดใช้บาป) ที่เหมาะแก่ความกระจ่างทางจิตวิญญาณ พระพรหมทรงชี้แนวทางที่เป็นรูปธรรมว่าให้สถาปนาศิวลึงค์ของพระศิวะผู้ทรงตรีศูล (ศูลิน) ณ หาฏเกศวร-กษेत्र อันเป็นแดนศักดิ์สิทธิ์ยิ่ง ซึ่งกล่าวว่าเป็นผู้ชำระล้างและทำลายบาปที่สั่งสมไว้ เนื้อหาย้ำตรรกะแห่งการชดใช้บาปว่า ไม่ว่าความผิดจะเกิดจากความไม่รู้หรือรู้แล้วกระทำ การสร้างเทวสถานพระศิวะและการบูชาที่มีลึงค์เป็นศูนย์กลางย่อมขจัดความมืดแห่งกรรมและศีลธรรม ดุจอรุณรุ่งที่ขับไล่ราตรี อีกทั้งกล่าวถึงความกังวลในกลียุคว่าตีรถะหลายแห่งอาจเสื่อมฤทธิ์ แต่หาฏเกศวร-กษेत्रถูกยกเป็นข้อยกเว้นที่ยังให้ผลสูง เมื่อพระพรหมเสด็จจากไป ยาชญวัลกยะได้ทำการประดิษฐานลึงค์ และประกาศข้อปฏิบัติว่าในวันอัษฏมีและจตุรทศีให้ทำอภิเษก (สนาปนะ) แด่ลึงค์ด้วยศรัทธาบริสุทธิ์ ซึ่งเชื่อว่าชำระมลทินและฟื้นความบริสุทธิ์ได้ ลึงค์นั้นจึงเป็นที่รู้จักในหาฏเกศวร-กษेत्रนามว่า “ยาชญวัลกเยศวร”.

कंसारीश्वर-उत्पत्तिमाहात्म्य-वर्णनम् (Origin and Glory of Kaṃsārīśvara)
สูตะเล่าเหตุแห่งการเกิดศาสนสถาน โดยมีการสถาปนาลึงค์เกี่ยวเนื่องกับยาชญวัลกยะ ด้วยเจตนาเพื่อความชำระบริสุทธิ์แก่มารดา ปิพพลาดะเป็นผู้ดำเนินการสำคัญ รวบรวมพราหมณ์ผู้ทรงความรู้ ผู้ชำนาญการศึกษาศรุติและหน้าที่ยัญญะ แล้วแจ้งว่า มารดาของตนชื่อกังสารีได้ถึงแก่กรรม เขาจึงทำพิธีอภิเษกและสถาปนาลึงค์ไว้เป็นอนุสรณ์ และประสงค์ให้ได้รับการรับรองโดยชอบผ่านคำปรึกษาของพราหมณ์ทั้งหลาย ทั้งยังมอบหมายให้โควรรธนะชี้นำชุมชนนาคารให้บูชาเป็นนิตย์ โดยยืนยันเชิงสังคม-เทววิทยาว่า การปูชาสม่ำเสมอทำให้ตระกูลรุ่งเรือง ส่วนการละเลยนำไปสู่ความเสื่อม พราหมณ์จึงกำหนดพระนามเทวะว่า “กังสารีศวร” ต่อจากนั้นกล่าวถึงอานิสงส์แห่งการสาธยายและการสดับ รวมทั้งการปฏิบัติภักติในเบื้องพระพักตร์ ได้แก่ การอาบน้ำในวันขึ้น/แรม ๘ ค่ำและ ๑๔ ค่ำ การภาวนานีลรุทระและมนต์รุทระที่เกี่ยวข้อง และการสาธยายอถรรพเวทต่อหน้าพระองค์ ผลที่สัญญาไว้คือ บรรเทาบาปหนัก คุ้มครองยามวิกฤตการเมืองและภัยธรรมชาติ ปราบศัตรู ฝนตกต้องฤดูกาล คลายทุกข์โรคภัย และการปรากฏแห่งการปกครองโดยธรรม—อันตั้งอยู่บนคำรับรองของปิพพลาดะและความศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่นั้น.

पञ्चपिण्डिकोत्पत्तिमाहात्म्यवर्णनम् (The Māhātmya of the Origin of Pañcapinḍikā)
บทนี้เป็นคำบอกเล่าของสุทะแก่เหล่าฤๅษีในรูปสนทนา ว่าด้วยพิธีกรรมแห่งทีรถะและการบูชา เริ่มด้วยการแนะนำพระคุรี (คาวรี) ในพระนาม “ปัญจปินฑิกา” โดยกล่าวว่าในเดือนชัยษฐะ ข้างขึ้น เมื่อดวงอาทิตย์สถิตในราศีพฤษภ สตรีทั้งหลายพึงตั้ง “ชลยันตระ” (เครื่องให้น้ำไหล) ไว้เหนือองค์เทวีแล้วบูชา พิธีนี้ถูกยกย่องว่าเป็นทางย่อแทนวัตรอันยากหลายประการ และให้ผลเป็นสิริมงคลแห่งครอบครัว (เสาวภาคยะ) จากนั้นฤๅษีถามถึงหลักความหมายของ “ก้อนทั้งห้า” (ปัญจ‑ปินฑะ) สุทะอธิบายว่าเทวีคือปราศักติผู้แผ่ซ่านทั่วสรรพสิ่ง ทรงปรากฏเป็นห้ารูปเพื่อการสร้างและคุ้มครอง อันสัมพันธ์กับมหาภูตทั้งห้า คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม และอากาศ การบูชาในรูปนี้ทำให้บุญทวีคูณ ต่อมา พระลักษมีเล่าเรื่องกษัตริย์แห่งกาศีและมเหสีผู้เป็นที่รัก “ปัทมาวตี” ผู้บูชาปัญจปินฑิกาที่ปั้นด้วยดิน ณ สถานที่มีน้ำทุกวัน จนสิริมงคลเพิ่มพูน ทำให้มเหสีอื่น ๆ สอบถามความลับ ปัทมาวตีจึงเผย “ปัญจมนตร์” ที่ผูกกับธาตุทั้งห้า และเล่าการบูชาด้วยทรายในยามวิกฤตกลางทะเลทราย จนได้รับพระกรุณาและต่อมาพบความรุ่งเรือง ตอนท้ายระบุปัญจมนตร์ (คำคำนับต่อธาตุ) อย่างชัดเจน กล่าวถึงการประดิษฐานศาลของพระลักษมี ณ หาฏเกศวรเกษตร และประกาศผลว่า สตรีผู้บูชาที่นั่นย่อมเป็นที่รักของสามีและพ้นจากบาปตามที่คัมภีร์กล่าวไว้

Pañcapinḍikā-Gauryutpatti Māhātmya (The Glory of the Emergence of Pañcapinḍikā Gaurī) | पञ्चपिण्डिकागौर्युत्पत्तिमाहात्म्यम्
อัธยายะนี้เป็นวาทะทางเทววิทยาแบบหลายเสียง พระลักษมีทรงเล่าความคับข้อง—แม้ได้ราชลักษมีจากการบูชาพระคาวรี แต่ยังทุกข์เพราะไร้บุตร ครั้นถึงกาลจาตุรมาสยะ ฤๅษีทุรวาสัสเสด็จมายังพระราชวังแห่งกษัตริย์อานรตะ ด้วยการต้อนรับและการปรนนิบัติ (ศุศรูษา) อันประเสริฐ ท่านจึงประทานคำสอนว่า เทวสถิตมิได้มีโดยตัวมันเองในไม้ หิน หรือดิน แต่ปรากฏด้วยภาวะศรัทธาที่ประกอบกับมนตร์ ทุรวาสัสกำหนดวรตอันมีระเบียบ ให้สร้างและบูชาพระคาวรีสี่รูปตามการแบ่งยาม (ประหาระ) แห่งราตรี พร้อมถวายธูป ประทีป ไนเวทยะ อรฆยะ และการอาวาหนะเฉพาะ แล้วรุ่งเช้าถวายทานแก่คู่พราหมณ์ และปิดท้ายด้วยพิธีส่งพาหนะและการวางประดิษฐานเป็นอันเสร็จ ต่อมามีพระบัญชาของเทวีเพื่อแก้ไข—อย่านำทั้งสี่รูปลงน้ำ แต่ให้ประดิษฐานในหาฏเกศวร-เกษตร เพื่อให้เกิดผลอักษยะเพื่อสวัสดิภาพสตรี พระลักษมีทรงขอพร—พ้นจากการตั้งครรภ์เป็นมนุษย์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า และได้สมานฉันท์นิรันดร์กับพระวิษณุ; ส่วนผลश्रุติรับรองว่าผู้สาธยายด้วยศรัทธาจะมีลักษมีมั่นคงและพ้นเคราะห์ร้าย

Puṣkara-trayotpatti and Yajña-samārambha in Hāṭakeśvara-kṣetra (पुष्करत्रयोत्पत्ति–यज्ञसमारम्भः)
บทนี้เล่าผ่านวาทะของสุคะ (สุตะ) ถึงมหิมาแห่ง ‘ปุษกร-ตรัย’ คือปุษกรตีรถะสามประการในหาฏเกศวร-เกษตร กล่าวว่าการได้เห็น ได้สัมผัส หรือสวดระลึกนามเพียงอย่างเดียว ย่อมชำระบาปให้ดับไปดุจความมืดสลายเมื่อสุริยะขึ้น เหล่าฤๅษีจึงทูลถามว่า ปุษกรซึ่งเลื่องชื่อว่าเป็นตีรถะของพระพรหม เหตุใดจึงมาสถิต ณ ที่นี้ สุตะจึงเล่าเรื่องสนทนาระหว่างนารทกับพระพรหม นารทกราบทูลความเสื่อมในกลียุค ทั้งการปกครองอันไม่ตั้งอยู่ในธรรม ความบริสุทธิ์แห่งพิธีกรรมที่ลดถอย และความปั่นป่วนทางสังคม พระพรหมทรงกังวลว่ากลิจะกระทบปุษกร จึงทรงตั้งพระทัยย้ายและสถาปนาตีรถะไว้ในแดนที่ปราศจากกลิ แล้วทรงส่งปัทมะ (ดอกบัว) ให้ตกลงสู่พื้นพิภพ ซึ่งมาตกในแคว้นหาฏเกศวร อันเต็มไปด้วยพราหมณ์ผู้รู้เวทและนักบำเพ็ญตบะผู้มีวินัย ปัทมะนั้นเคลื่อนสามครั้ง ก่อให้เกิดหลุมสามแห่งซึ่งเต็มด้วยน้ำใส กลายเป็นปุษกรกุณฑะสามบ่อ คือ เชษฐะ มัธยะ และกะนียกะ พระพรหมเสด็จมา สรรเสริญเกษตรนี้ ประกาศผลบุญแห่งการอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์ และมหิมาแห่งการทำการศราทธ์เดือนการ์ตติกะ (มีผลเสมอกายาศีรษะ) แล้วเริ่มการเตรียมยัชญะ ทรงบัญชาให้วายุไปเชิญพระอินทร์และหมู่เทวะ พระอินทร์นำเครื่องประกอบพิธีและพราหมณ์ผู้สมควรมา แล้วพระพรหมทรงประกอบยัชญะตามครรลองพร้อมทักษิณาอันครบถ้วน

Brahmayajñopākhyāna: Ṛtvig-vyavasthā, Yajñamaṇḍapa-nirmāṇa, and Deva-sahāya (Chapter 180)
บทนี้เป็นการสนทนาธรรม-พิธีกรรม เมื่อเหล่าฤๅษีทูลถามสุูตะถึงมหายัญที่พระพรหมประกอบในทุ่งศักดิ์สิทธิ์—บูชาเทพองค์ใด ใครดำรงตำแหน่งฤตวิกแต่ละหน้าที่ ให้ทักษิณาเช่นไร และการแต่งตั้งอัธวรยุพร้อมผู้ปฏิบัติอื่น ๆ จัดวางอย่างไร สุูตะจึงเล่าการจัดระเบียบพิธีตามคัมภีร์โดยลำดับ พระอินทร์และพระศัมภูเสด็จมาพร้อมบริวารทิพย์เพื่อเกื้อกูล พระพรหมทรงต้อนรับด้วยอาคันตุกธรรมตามศาสตราและทรงมอบหมายภารกิจ แล้วมีพระบัญชาแก่พระวิศวกรรมให้สร้างยัญมณฑปและองค์ประกอบต่าง ๆ—ปัตนีศาลา เวที หลุมไฟ ภาชนะและถ้วย ยุปะ ร่องปรุงอาหาร การเรียงอิฐอย่างกว้างขวาง—พร้อมทั้งสร้างรูปบุรุษหิรัณมยะด้วยทองคำ พระพฤหัสปติได้รับมอบหมายให้นำฤตวิกผู้มีคุณสมบัติมาให้ครบสิบหก พระพรหมทรงตรวจสอบและแต่งตั้งด้วยพระองค์เอง ตอนท้ายระบุรายนามและตำแหน่งของฤตวิกทั้งสิบหก เช่น โหตฤ อัธวรยุ อุทคาตฤ อัคนีธระ พรหมา เป็นต้น และพระพรหมทรงขอความร่วมมือด้วยความเคารพเพื่อพิธีทีกษาและการเริ่มงานยัญ

गायत्रीतीर्थमाहात्म्यवर्णनम् (Gayatrī-tīrtha Māhātmya: The Glory and Origin of Gayatrī Tīrtha)
อัธยายะ 181 กล่าวถึงข้อพิพาทเชิงธรรมวินัยและเทววิทยาเรื่องความชอบธรรมของพิธีกรรมในหาฏเกศวร-เกษตระ เมื่อพราหมณ์นาคาระไม่พอใจที่ถูกข้ามสิทธิ จึงส่งมัธยคะเป็นทูตไปทักท้วงปัทมชา พรหมา ผู้ประกอบยัชญะร่วมกับฤตวิกที่มิใช่คนท้องถิ่น นาคาระยืนยันสิทธิที่สืบทอดมา: ยัชญะ/ศราทธะที่ทำโดยไม่รวมพวกตนย่อมไร้ผล และเรื่องนี้ผูกกับการให้ทานเขตศักดิ์สิทธิ์ (เกษตรทาน) ในอดีตซึ่งกำหนดเขตแดนไว้ชัดเจน พรหมากล่าวปลอบประโลม ยอมรับความผิดพลาดด้านระเบียบ แล้วตั้งกฎว่า ในเกษตระแห่งนี้ หากทำพิธีโดยตัดนาคาระออกย่อมไม่เกิดผล และในทางกลับกัน หากนาคาระไปทำพิธีนอกเกษตระก็ย่อมไม่เกิดผลเช่นกัน เป็นการกำหนดอำนาจหน้าที่แบบต่างตอบแทน ต่อมาเรื่องหันไปสู่ความเร่งด่วนในการให้ยัชญะสำเร็จ สาวิตรีมาช้า จึงส่งนารท และต่อมาปุลัสตยะไปเชิญ เมื่อเวลาคับขัน อินทรานำหญิงสาวชาวโคปะ (กอปกัญญา) มา ผ่านพิธีชำระและยกย่องให้เหมาะแก่การอภิเษกกับพรหมา เหล่าเทพและผู้ทรงธรรม รวมทั้งรุทระและพราหมณ์ รับรองนางว่าเป็น ‘คายตรี’ และประกอบพิธีวิวาห์เพื่อให้ยัชญะลุล่วง ตอนท้ายเป็นคำสรรเสริญผลแห่งการสรงบุญ: สถานที่นี้เป็นมงคลและให้ความรุ่งเรือง การทำพิธีผูกมือแต่งงาน การถวายปิณฑะ และการให้ทานบุตรี (กัญญาทาน) ณ ที่นั้นย่อมได้บุญทวีคูณ

रूपतीर्थोत्पत्तिपूर्वकप्रथमयज्ञदिवसवृत्तान्तवर्णनम् (Origin of Rūpatīrtha and the Account of the First Day of the Sacrifice)
บทนี้กล่าวถึงเหตุการณ์ศักดิ์สิทธิ์ในบริบทยัญญา พรหมาพร้อมด้วยคายตรีเสด็จเข้าสู่มณฑปยัญญาโดยทรงแสดงอาการดุจมนุษย์ และให้จัดพิธีตามแบบแผนด้วยเครื่องหมายวรรณะพราหมณ์ เช่น ไม้เท้า หนังสัตว์ เมขลา และการถือมุนี (ความสงบเงียบ) ครั้นถึงช่วงประวรรคยะ มีดาบสชื่อชาลมะ ผู้เปลือยกายถือกะปาละ บุกเข้ามาทวงอาหาร; เมื่อถูกปฏิเสธ กะปาละถูกโยนทิ้ง แต่กลับเพิ่มจำนวนอย่างอัศจรรย์จนเต็มบริเวณยัญญา ทำให้พิธีเกือบหยุดชะงัก พรหมาเพ่งฌานเห็นว่าเหตุรบกวนมีมิติแห่งไศวะ จึงทูลวอนพระมหेशวร พระศิวะตรัสว่ากะปาละเป็นภาชนะอันเป็นที่โปรด และตำหนิที่มิได้ถวายอาหุติแด่รุทร จึงทรงกำหนดให้ถวายอาหุติโดยอาศัยกะปาละและอุทิศแด่รุทรอย่างชัดเจน แล้วพิธียัญญาจึงสำเร็จ พรหมาจึงตกลงให้ยัญญาในภายหน้ามีการสวดศตรุทรียะ และถวายแด่รุทรด้วยกะปาละดินเผา พร้อมทั้งพระศิวะทรงปรากฏ ณ ที่นั้นเป็น “กะปาเลศวร” ผู้พิทักษ์เขตศักดิ์สิทธิ์ ต่อมามีผลश्रuti กล่าวถึงอานิสงส์: อาบน้ำในกุณฑะทั้งสามของพรหมาและบูชาลึงค์ย่อมได้ผลทางจิตวิญญาณสูงยิ่ง; การเฝ้าตื่นในคืนการ์ตติกะ ศุกล จตุรทศี ช่วยปลดเปลื้องโทษที่ติดมากับกำเนิด ฤษีและฤตวิกผู้มาจากทางทักษิณ หลังเผชิญแดดเที่ยง ได้ลงอาบในแหล่งน้ำใกล้เคียงแล้วรูปอัปลักษณ์กลับงดงาม จึงตั้งนามสถานที่ว่า “รูปตีรถะ” และประกาศคุณ—ความงามข้ามชาติภพ การเพิ่มพูนพิธีบรรพชน และความรุ่งเรืองแห่งราชาโดยทาน สุดท้ายพวกท่านกลับไปสนทนาถกเถียงวิธีกรรมยัญญาตลอดราตรี ตอกย้ำว่าเมื่อรู้เทวตาให้ถูกและอุทิศอาหุติให้ตรง พิธียัญญาย่อมดำรงเป็นระเบียบได้เสมอ।

Nāgatīrthotpatti-māhātmya (Origin and Significance of Nāgatīrtha)
บทนี้กล่าวถึงเหตุขัดข้องระหว่างยัญญะที่ประกอบยาวหลายวัน ศิษย์ฤๅษีหนุ่มผู้เป็นพรหมจารี (บฏุ) หยอกเล่นด้วยการโยนงูน้ำที่ไม่มีพิษเข้าไปในสภายัญญะ ทำให้บรรดาฤตวิชเกิดความตระหนก งูนั้นขดรัดรอบโหตฤ (หรือผู้ประกอบพิธีสำคัญ) ยิ่งเพิ่มความหวาดกลัว จึงมีการเปล่งคำสาปด้วยโทสะ และบฏุก็ต้องประสบความทุกข์ด้วยสภาพเป็นงู แสดงคติปุราณะเรื่องมรรยาทแห่งพิธีกรรมและผลกรรมที่เกิดโดยไม่เจตนา ผู้ทุกข์ร้อนนั้นไปพึ่งพระภฤคุ; พระภฤคุทรงเมตตากล่าวว่างูเป็นงูไร้พิษและโทษทัณฑ์หนักเกินควร (พร้อมชี้แจงบทบาทของจยวนะ) ครั้นแล้วพระพรหมเสด็จมาและทรงอธิบายเหตุการณ์ว่าเป็นการจัดวางของเทวบัญชา: รูปงูของบฏุจะเป็นเมล็ดพันธุ์ให้เกิดนาควงศ์ลำดับที่เก้าบนแผ่นดิน และถูกกำกับให้ไม่เป็นอันตรายต่อผู้ปฏิบัติมนตร์และวิชาโอสถ ในทุ่งหาฏเกศวรมีแหล่งน้ำงดงามถูกประกาศเป็น ‘นาคตีรถะ’ กำหนดให้บูชาและอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์ (สนานะ) โดยเฉพาะวันปัญจมีในปักษ์มืดเดือนศราวณะ (มีการกล่าวถึงภัทรปทด้วย) พร้อมผลคือคุ้มครองจากความกลัวงู บรรเทาผู้ถูกพิษ และให้สิริมงคล เช่น พ้นเคราะห์และได้บุตร มีการบรรยายการชุมนุมนาคสำคัญ เช่น วาสุกิ ตักษกะ ปุณฑรีกะ เศษะ และกาลิยะ พระพรหมทรงมอบหน้าที่พิทักษ์ยัญญะและสถาปนาการถวายเกียรติเป็นระยะที่นาคตีรถะ ตอนท้ายฟลศรุติกล่าวว่า การฟัง สาธยาย เขียน และเก็บรักษามาหาตมยะนี้ย่อมให้ฤทธิ์คุ้มครอง แม้สถานที่ที่เก็บคัมภีร์ก็เป็นที่เกื้อกูลแก่ความปลอดภัย.

पिंगलोपाख्यानवर्णनम् | Piṅgalā-Upākhyāna (Narrative of Piṅgalā) on the Third Day of the Brahmayajña
บทนี้เกิดขึ้นในวันที่สามของพรหมยัญญะ ภายในมณฑลพิธีที่เป็นระเบียบ เมื่อบรรดาฤตวิชกำลังปฏิบัติหน้าที่ตามพิธีกรรมของตน ภาพยัญญะถูกพรรณนาว่าอุดมสมบูรณ์ยิ่ง—อาหารสุกพร้อมสรรพ เนยใสและน้ำนมมีมาก และทรัพย์สำหรับทานมีเหลือเฟือ—แสดงความรุ่งเรืองของพิธี พร้อมกันนั้นก็เกิดความใฝ่รู้ในธรรมอันสูงขึ้นด้วย ครั้นแล้วมีอาคันตุกะผู้รู้ (ญาณี) ประหนึ่งผู้เห็นอดีต ปัจจุบัน อนาคต มาถึงและได้รับการต้อนรับ เหล่าพราหมณ์จึงถามด้วยความพิศวงว่าเหตุใดท่านจึงมีปัญญาหยั่งรู้เช่นนั้น อาคันตุกะเล่าประวัติชีวิตและกล่าวถึง “ครู” หกประการที่ได้เรียนรู้จากการสังเกต—ปิงคลา (หญิงคณิกา), นกกุรระ, งู, กวางสารังคะ, ช่างทำลูกศร (อิษุการะ) และหญิงสาวผู้หนึ่ง—ชี้ว่าปัญญาไม่ได้เกิดจากครูมนุษย์เพียงคนเดียว หากเกิดจากการเฝ้าดูความประพฤติของสรรพชีวิตแล้วใคร่ครวญด้วยใจสงบ บทเรียนของปิงคลาเป็นแก่นสำคัญ: ทุกข์เกิดจากตัณหาที่ผูกด้วยความหวัง ส่วนความสงบเกิดจากการละความคาดหมาย นางละการรอคอยอันกระวนกระวายและการอวดแข่งขัน แล้วหลับอย่างพอใจ ผู้เล่าเรื่องก็ยึดแนวทางสละยึดนั้น เชื่อมความสงบภายในกับสุขภาวะกาย—การพักผ่อน การย่อย และกำลังวังชา ตอนท้ายให้คติทั่วไปว่าเมื่อได้มาก ความอยากยิ่งขยาย จึงควรประพฤติในเวลากลางวันให้เป็นเหตุแห่งการนอนหลับยามค่ำคืนอย่างไร้กังวลและไร้อุปสรรค

अतिथ्य-पूजा, वैराग्योपदेशः, यज्ञपुरुष-स्मरणविधिः (Hospitality Worship, Instruction in Renunciation, and the Protocol of Remembering Yajñapuruṣa)
บทนี้เล่าโดย “อทิถิ” ผู้เป็นแขกและนักบวชครู แสดงเป็นอัตชีวประวัติสั่งสอนต่อหน้าพราหมณ์ทั้งหลาย เขาอธิบายว่า ความยึดติดในทรัพย์ก่อให้เกิดการรบกวนจากผู้คนและความอ่อนล้าทางใจ จากนกกุรระเขาเรียนรู้ว่า เมื่อสละสิ่งที่เป็นที่หมายปอง ความขัดแย้งย่อมยุติ จึงแจกจ่ายทรัพย์แก่ญาติและได้ความสงบ ต่อมาจากงูเขาเข้าใจว่า การสร้างเรือนและความสำคัญตนว่า “ของเรา” เป็นเหตุแห่งพันธนาการและทุกข์ พร้อมกล่าวลักษณะของยติแท้—พำนักอย่างจำกัด รับบิณฑบาตแบบมธุกรรี และมีความเสมอภาค—รวมทั้งเหตุแห่งความเสื่อมของผู้บวช จากผึ้ง (ภรมระ) เขายึดแบบอย่างการเก็บ “สาระ” จากคัมภีร์หลายประเภท และจากช่างทำลูกศร (อิษุการะ) เขาเห็นว่า ความตั้งมั่นจิตจุดเดียว (เอกจิตตตา) คือประตูสู่พรหมญาณ เขาจึงเพ่งภายในต่อสภาวะสุริย/วิศวรูปที่สถิตอยู่ในตน อีกบทเรียนมาจากกำไลของหญิงสาว: หลายวงย่อมเกิดเสียงดัง สองวงยังชนกัน แต่หนึ่งวงเงียบ—จึงชี้ทางสู่การจาริกเดี่ยวและความรู้ที่ลึกซึ้ง ต่อมาในกรอบเรื่องของสุตะ เหล่าเทพและฤๅษีมาชุมนุม ประทานพร และเกิดข้อถกเถียงเรื่องการรับความเป็นทิพย์โดยไม่รับส่วนแห่งยัญญะ มหาเทวะทรงวางระเบียบว่า ในศราทธะภายหน้า (ทั้งเพื่อเทพและบรรพชน) ตอนท้ายต้องอัญเชิญและบูชายัญญปุรุษ—ผู้เป็นหริ—มิฉะนั้นพิธีจักไร้ผล อทิถิยังระบุทีรถะของตน ณ หาฏเกศวรเกษตร และกล่าวว่า การอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่นั่นในวันจตุรถีที่ประกอบด้วยอังคารกะให้ผลบุญเสมอทีรถะทั้งปวง บทจบลงด้วยการเตรียมพิธีเมื่อยัญญะเริ่มต้นขึ้น

अतिथिमाहात्म्यवर्णनम् (Atithi-māhātmya: Theological Discourse on the Glory of Hospitality)
บทนี้เป็นบทสนทนาเชิงสั่งสอน เมื่อเหล่าฤๅษีขอให้เล่ามหาตมยะอันสูงสุดเกี่ยวกับหน้าที่ของคฤหัสถ์ต่อ “อทิถิ” (แขกผู้มาถึงโดยไม่ได้นัดหมาย) อย่างพิสดาร สุทาตอบว่า การต้อนรับแขกเป็นธรรมอันประเสริฐของคฤหัสถ์ การละเลยหรือดูหมิ่นแขกย่อมนำความเสื่อมแห่งธรรมและเพิ่มบาป ส่วนการให้เกียรติแขกย่อมรักษาบุญและทำจิตให้มั่นคง แขกถูกจำแนกเป็นสามประเภท คือ ศราทธียะ (มาถึงในคราวพิธีศราทธะ), ไวศวเทวียะ (มาถึงในเวลาถวายไวศวเทวะ), และ สูรโยฒะ (มาหลังอาหารหรือยามราตรี) แต่ละประเภทมีข้อปฏิบัติที่เหมาะสม ได้แก่ ต้อนรับ เชิญนั่ง ถวายอรฺฆยะ‑ปาทยะ และเลี้ยงอาหารด้วยภักติ ไม่ควรซักไซ้ตระกูลวงศ์โดยเคร่งครัด แต่ให้สังเกตเครื่องหมายเช่น ยัชโญปวีต แล้วปรนนิบัติด้วยความเคารพ ความพอใจของแขกถูกยกให้เทียบเท่าความพอใจของเทพและหลักการจักรวาล การต้อนรับ การจัดที่นั่ง การถวายอรฺฆยะ‑ปาทยะ และการให้อาหาร ล้วนเป็นกรรมที่ทำให้สรรพเทวะและระเบียบแห่งโลกยินดี ตอนท้ายย้ำว่า “อทิถิ” เป็นดั่งการสถิตของความศักดิ์สิทธิ์โดยรวมในจริยธรรมของเรือน.

राक्षसप्राप्यश्राद्धवर्णनम् (Account of Śrāddha Offerings Accruing to a Rākṣasa)
สูตะเล่าเหตุการณ์ในพิธีบูชายัญวันที่สี่ เมื่อพรสตาตฤ (prastātṛ) แยกส่วน “คุฑะ” ของสัตว์ไว้สำหรับโหมะ แต่พราหมณ์หนุ่มผู้ถูกความหิวครอบงำกลับกินเสีย ทำให้เครื่องบูชามลทินและเกิดยัชญวิฆนะ พรสตาตฤจึงสาปให้เขากลายเป็นรากษสผู้มีรูปร่างอัปลักษณ์ เหล่าฤตวิชสวดมนต์คุ้มครองและอ้อนวอนเทพเพื่อรักษาพิธีให้ดำเนินต่อไป ผู้ถูกสาปนั้นถูกระบุว่าเป็นวิศวาวสุ บุตรของปุลัสตยะ เขาไปพึ่งพระพรหมผู้เป็นโลกปิตามหะ ยอมรับว่ามิใช่เพราะไม่รู้ แต่เพราะแรงปรารถนาจึงทำผิด พระพรหมขอให้พรสตาตฤถอนคำสาปเพื่อความสำเร็จของยัญ แต่พรสตาตฤยืนยันว่าถ้อยคำของตนไม่อาจกลับคืน จึงมีข้อตกลงกลาง: วิศวาวสุได้รับที่ตั้งทางทิศตะวันตกใกล้จามัตการปุระ ได้อำนาจเหนือสรรพอมนุษย์ผู้มุ่งร้ายอื่น ๆ และถูกวางให้เป็นผู้ควบคุม-คุ้มครองเพื่อประโยชน์ของนาครา ต่อจากนั้นบทนี้แจกแจงว่า ศราทธะที่บกพร่อง—ไร้ทักษิณา ไร้ติละ/ทรภะ ให้แก่ผู้ไม่สมควร ทำในภาวะไม่สะอาด ใช้ภาชนะไม่บริสุทธิ์ ทำผิดกาล หรือผิดแบบแผน—ย่อมตกเป็น “ส่วน” ของรากษส เป็นบัญชีเตือนใจให้รักษาความถูกต้องแห่งศราทธะและวินัยพิธีกรรม

औदुम्बरी-माहात्म्यं तथा मातृगण-गमनं सावित्रीदत्त-शापवर्णनम् (Audumbarī’s Mahatmya; the arrival of the Mothers; Savitrī’s curse)
อัธยายะนี้พรรณนาบรรยากาศยัญญ์ตามพระเวทอย่างเป็นระเบียบ—สภา (สทัส), การคัดเลือกฤตวิช, ลำดับโหมะ, คำสั่งของอัธวรยุ และการกระทำของอุทคาตฤที่สัมพันธ์กับบทสามัน. ในกาลนั้น อาวทุมพรี—ธิดาแห่งคันธรรพะปารวตะ ผู้เป็นชาติสฺมรา—ถูกดึงดูดด้วยเสียงสามคีติและนิมิตพิธีคือศังกุ จึงเข้าสู่สภา นางชี้ความผิดของอุทคาตฤและสั่งให้ทำโหมะ ณ ไฟทิศใต้โดยฉับพลัน ย้ำว่าความเที่ยงตรงแห่งพิธีเป็นสิ่งคุ้มครองและไม่อาจละเลยได้. ในบทสนทนาเผยคำสาปเดิมของนาง: เพราะเยาะเย้ยความละเอียดทางดนตรี (ตานะ/มูรฺฉนา) นารทได้สาปให้นางเกิดเป็นมนุษย์; เงื่อนไขแห่งการหลุดพ้นคือ นางต้องกล่าววาจาในห้วงเวลาชี้ขาดของปิตามหะยัญญ์ และได้รับการยอมรับ “ท่ามกลางสภาแห่งเทพทั้งปวง” อันผูกโมกษะไว้กับพื้นที่พิธีอันเปิดเผยร่วมกัน. อาวทุมพรีขอให้ตั้งเป็นธรรมเนียมถาวร: ในยัญญ์ภายหน้าให้ประดิษฐานรูปของนางไว้กลางสทัส และบูชาก่อนการจัดหา/ดำเนินการเกี่ยวกับศังกุ. อุทคาตฤและเหล่าเทพรับรองเป็นข้อปฏิบัติผูกพัน พร้อมกล่าวผลบุญว่า การถวายผลไม้ ผ้า เครื่องประดับ และเครื่องหอมชโลมแด่นาง ย่อมเพิ่มพูนกุศลเป็นทวีคูณ. ต่อมาปรากฏฉากเมือง: สตรีชาวนครมาด้วยความใคร่รู้และศรัทธาเพื่อบูชา; บิดามารดามนุษย์ของนางก็มาถึง แต่นางห้ามการกราบแบบอัษฏางคะเพื่อปกปักชะตาแห่งสวรรค์ของตน. เรื่องราวขยายสู่ระดับจักรวาล: เทวสมาคมใหญ่และหมู่มารดา 86 (มาตฤคณะ) มาขอที่ตั้งและการยอมรับ. พระพรหม (ปัทมชะ) มอบหมายผู้แทนผู้รู้ “ผู้เกิดในนคร” ให้จัดสรรที่นั่งและเขตแดนแก่แต่ละหมู่ แปรการหลั่งไหลของทิพยภาวะให้เป็นภูมิศาสตร์ศักดิ์สิทธิ์อันเป็นระเบียบ. แล้วความตึงเครียดเกิดขึ้นเมื่อสาวิตรีรู้สึกถูกละเลย จึงเปล่งคำสาปจำกัดการเคลื่อนไหวของหมู่มารดา และพยากรณ์ความลำบาก—ต้องเผชิญความสุดโต่งแห่งฤดูกาล และไร้การอุปถัมภ์จากนคร (ไม่มีการบูชาและไม่มีคฤหาสน์). อัธยายะนี้จึงสอนทั้งความเคร่งครัดแห่งยัญญ์ การสถาปนารูปศักดิ์สิทธิ์ฝ่ายสตรีคืออาวทุมพรี การจัดระเบียบหมู่เทพสู่พื้นที่ท้องถิ่น และคำเตือนว่าการจัดการเกียรติยศผิดพลาดอาจก่อพันธนาการยืนนานด้วยศาปะ.

औदुम्बर्युत्पत्तिपूर्वकतत्प्राग्जन्मवृत्तान्तवर्णनम् (Origin of Audumbarī and Account of Prior Birth; Hāṭakeśvara-kṣetra Māhātmya)
บทนี้เล่าเป็นลำดับสนทนา เมื่อสตรีคันธรรพ์ผู้ถูกสาป—ดำรงชีพด้วยการร่ายรำและขับร้องยามราตรีและถูกสังคมกีดกัน—เข้าเฝ้าพระเทวีอุทุมพรี (Audumbarī) ด้วยความโศกเศร้าเพื่อขอหนทางแห่งสวัสดิมงคล พระเทวียอมรับว่าคำสาปของพระนางสาวิตรีไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ แต่ทรงอธิบายให้เป็นพรคุ้มครอง โดยกำหนดบทบาทของพวกนางไว้ใน “หกสิบแปดโคตร” และรับรองว่าจะได้รับการยอมรับผ่านการบูชาที่มีแบบแผนผูกพันกับสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ต่อจากนั้นกล่าวถึงจารีตของเมืองและเทวสถาน: หากครัวเรือนใดมีความรุ่งเรืองเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษอันเกี่ยวเนื่องกับมณฑป (maṇḍapa) ต้องประกอบการถวาย/ถือวัตรตามกำหนด อีกทั้งมีพิธีเฉพาะของสตรีที่ประตูเมือง พร้อมการหัวเราะและท่าทางประกอบ และเครื่องบูชาแบบพลี (bali) การปฏิบัติตามให้ความอิ่มเอิบเสมือนมีส่วนในยัญญะ ส่วนการละเลยสัมพันธ์กับเคราะห์ร้าย เช่น สูญเสียบุตรและเจ็บป่วย จากนั้นเรื่องหันไปสู่เทวศรมะและภรรยา เชื่อมโยงคำสาปเดิมของนารทกับการเสด็จลงสู่ภาวะมนุษย์ของพระเทวีอุทุมพรี อธิบายเหตุแห่งการประทับอยู่และอำนาจแห่งพิธีกรรมของพระนาง ตอนท้ายกล่าวถึงเทศกาลและอวภฤถะสนาน (อาบน้ำหลังยัญญะ) ยืนยันว่ากษेत्रนี้เป็นดุจรวมตถาคตแห่งทีรถะทั้งปวง และเน้นผลบุญอันยิ่งในวันเพ็ญ โดยเฉพาะวัตรที่สตรีประกอบด้วยศรัทธา.

ब्रह्मयज्ञावभृथ-यक्ष्मतीर्थोत्पत्ति-माहात्म्य (Brahmā’s Yajña-Avabhṛtha and the Origin-Glory of the Yakṣmā Tīrtha)
บทนี้ถ่ายทอดโดยสุตะ เป็นคำสอนทางเทววิทยาที่ซ้อนชั้นกัน พราหมณ์ผู้หนึ่งประกอบพิธีปัญจราตระ (ห้าคืน) ณ หาฏเกศวรเกษตร แล้วไปปรึกษาพราหมณ์นาครผู้รอบรู้ถึงเครื่องบูชาที่จะ “ไถ่กู้” แผ่นดิน ท่ามกลางความหวั่นเกรงความเศร้าหมองแห่งกรรมในกลียุค พระพรหมอธิบายตำแหน่งของตีรถะในจักรวาล—ไนมิษะอยู่บนโลก ปุษกรอยู่ในแดนกลาง (อันตริกษะ) และกุรุเกษตรแผ่ครอบคลุมสามโลก—พร้อมทรงรับรองว่าในช่วงการ์ตติก ศุกล เอกาทศี ถึงปัณจทศี ปุษกรจะปรากฏใกล้เข้าถึงได้บนโลก การอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์และการทำศราทธะด้วยศรัทธาย่อมให้ผลอันไม่เสื่อมสลาย ต่อมาเป็นตอนปิดยัญญะ ฤๅษีปุลัสตยะมารับรองความถูกต้องของพิธี และกำหนดกิจปิดท้ายที่เกี่ยวกับพระวรุณะ โดยเฉพาะอวภฤถสนาน กล่าวว่าขณะนั้นตีรถะทั้งหลายมาบรรจบ ผู้ร่วมพิธีย่อมบริสุทธิ์ ด้วยผู้คนหนาแน่น พระพรหมจึงสั่งพระอินทร์ให้ส่งสัญญาณเวลาอาบน้ำ โดยโยนหนังเนื้อที่ผูกกับไม้ไผ่ลงสู่สายน้ำ พระอินทร์ขอให้มีการจำลองพิธีแบบราชสำนักเป็นประจำทุกปี เพื่อประทานความคุ้มครอง ชัยชนะ และการลบล้างบาปประจำปีแก่ผู้ลงอาบ ท้ายที่สุด ยักษมา—เทพผู้เป็นบุคลาธิษฐานแห่งโรค—ทูลขอการยอมรับในพิธีกรรม โดยย้ำว่าความพอใจของพราหมณ์เป็นหัวใจให้ผลยัญญะสำเร็จ พระพรหมจึงสถาปนากฎการถวายพลี (บลี) หลังไวศวเทวะสำหรับคฤหัสถ์ผู้รักษาไฟศักดิ์สิทธิ์ และทรงให้เหตุอธิบายว่าในบริบทนาครนี้ ยักษมาจะไม่บังเกิด บทนี้จึงเป็นทั้งตำนานกำเนิดและมหาตมยะของตีรถะ พร้อมทั้งเป็นธรรมนูญแห่งพิธีกรรมด้วย

सावित्र्या यज्ञागमनकालिकोत्पाताद्यपशकुनोद्भववर्णनम् | Savitrī’s Journey to the Sacrifice and the Arising of Omens
เหล่าฤๅษีทูลถามสุตะว่า เหตุใดจึงมีการกล่าวถึงสาวิตรีและคายตรีมาก่อน คายตรีจึงเกี่ยวข้องในฐานะภรรยาในบริบทยัญญะได้อย่างไร และสาวิตรีเดินทางไปยังมณฑปยัญญะแล้วเข้าสู่เรือนภรรยา (ปัตนีศาลา) อย่างไร สุตะเล่าว่า เมื่อสาวิตรีรู้ชัดถึงเหตุการณ์ของพระสวามีและตั้งจิตมั่นคงแล้ว นางได้รวบรวมหมู่ภรรยาเทพี เช่น คาวรี ลักษมี ศจี เมธา อรุนธตี สวธา สวาหา กีรติ พุทธิ ปุษฏิ กษมา ธฤติ เป็นต้น พร้อมทั้งอัปสราอย่าง ฆฤตาจี เมนกา รัมภา อุรวศี ติโลตตมา แล้วออกเดินทางร่วมกัน ขบวนยาตราดำเนินไปด้วยความรื่นเริง มีเสียงเพลงและดนตรีของคันธรรพะและกินนระนำหน้า แต่สาวิตรีกลับประสบลางบอกเหตุซ้ำแล้วซ้ำเล่า—ตาขวากระตุก สัตว์เคลื่อนไหวเป็นอัปมงคล เสียงนกผิดปกติกลับด้าน และอาการสั่นกระตุกทั่วกายไม่หยุด ทำให้จิตใจหวั่นไหว ขณะที่เทพีผู้ติดตามมัวเพลิดเพลินกับการขับร้องและร่ายรำแข่งขันกัน จึงไม่ทันสังเกตความกระเพื่อมในใจของสาวิตรี บทนี้จึงยก “ศकุน/อุตปาต” เป็นสัญญะตามคัมภีร์ปุราณะในเรื่องการมุ่งสู่พิธีกรรม แสดงความตึงเครียดทางอารมณ์และการพิจารณาธรรมท่ามกลางขบวนเฉลิมฉลองอันศักดิ์สิทธิ์.

सावित्रीमाहात्म्यवर्णनम् (Sāvitrī Māhātmya: The Glory of Sāvitrī at Hāṭakeśvara-kṣetra)
บทที่ 192 กล่าวถึงมหิมาแห่งพระเทวีสาวิตรี ณ หาฏเกศวร-กษेत्रา ในรูปตำนานทิรถะ (สถานที่ศักดิ์สิทธิ์) นารทมุนีมาถึงท่ามกลางเสียงมงคลแห่งพิธี และกราบลงด้วยความสะเทือนใจต่อมารดา (ชนณี) จากนั้นในยัญญะได้มีการนำหญิงสาวผู้เกิดในตระกูลโคปะมาเป็นเจ้าสาวแทน ตั้งนามว่า “คายตรี” และด้วยถ้อยคำประกาศร่วมกันของผู้คนจึงยกย่องนางว่าเป็น “พราหมณี” เมื่อพระสาวิตรีเสด็จสู่ยัญญะ-มณฑป เหล่าเทวะและฤตวิช (ปุโรหิตผู้ประกอบพิธี) ต่างนิ่งงันด้วยความกลัวและความละอาย พระสาวิตรีทรงตำหนิอย่างยืดยาวถึงความไม่เหมาะสมแห่งจารีตพิธีและความวิปริตแห่งระเบียบธรรม-สังคม แล้วประทานคำสาปแก่พระพรหม (วิธิ), แก่คายตรี ตลอดจนเทวะและผู้ประกอบพิธีหลายฝ่าย โดยคำสาปเหล่านั้นเป็นเหตุอธิบายผลในกาลหน้า เช่น การเสื่อมแห่งการบูชา เคราะห์ร้าย การถูกจองจำ และผลยัญญะที่ตกต่ำ ต่อมาพระสาวิตรีเสด็จจากไป ทรงทิ้งรอยพระบาทไว้บนไหล่เขา กลายเป็นเครื่องหมายทิรถะผู้ขจัดบาป (ปาปหระ) บทนี้สอนให้บูชาในวันเพ็ญ ให้สตรีถวายประทีป (มีผลมงคลแน่นอน) ให้รำและขับร้องด้วยภักติเพื่อความบริสุทธิ์ ให้ทานผลไม้และอาหาร ทำศราทธะด้วยของถวายเพียงน้อยแต่ได้บุญเสมอคยา-ศราทธะ และสวดชปะต่อหน้าพระสาวิตรีเพื่อทำลายบาปที่สั่งสม ปิดท้ายด้วยคำชวนให้ไปยังจมตการปุระเพื่อบูชาเทวี และผลश्रุติยืนยันความผ่องใสและความผาสุกแก่ผู้สวดอ่านและผู้สดับฟัง

गायत्रीवरप्रदानम् (Gayatrī’s Bestowal of Boons and the Reframing of Curses)
บทที่ 193 ดำเนินเป็นการสนทนาทางเทววิทยาแบบถาม–ตอบ ฤๅษีทั้งหลายถามสุทาว่า หลังจากสาวิตรีเสด็จไปด้วยความกริ้วและประทานคำสาปแล้ว เกิดเหตุใดต่อมา และเหตุใดเหล่าเทพผู้ถูกผูกด้วยคำสาปจึงยังคงอยู่ในมณฑลพิธียัญได้ สุทากล่าวว่า คายตรีลุกขึ้นตอบ ยืนยันว่า วาจาของสาวิตรีมีอำนาจไม่อาจย้อนกลับได้ ทั้งเทพและอสูรไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ พร้อมสรรเสริญสาวิตรีว่าเป็นเทวีผู้ใหญ่และเป็นปติวรตาผู้สูงสุด จึงทำให้ถ้อยคำของนางผูกพันตามธรรมะ คายตรีจึงวางกรอบชดเชย โดยให้คำสาปยังคงเป็นจริง แต่บูรณาการด้วยพรและการจัดระเบียบใหม่ สถานะการบูชาพรหมาและความเป็นศูนย์กลางในพิธีถูกประกาศ—ในพรหมสถาน งานพิธีไม่อาจสำเร็จหากไร้พรหมา และการได้เฝ้าพรหมาให้บุญทวีคูณ โดยเฉพาะในวันปัรวัน ต่อจากนั้นกล่าวถึงผลในกาลอนาคตเชิงตำนาน: การอวตารในภายหน้าของวิษณุ ทั้งรูปคู่และการรับใช้เป็นสารถี; การถูกจองจำของอินทร์และการปลดปล่อยโดยพรหมา; การชำระของอัคนีจนกลับมาควรแก่การบูชา; และการปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์สมรสของศิวะ จนลงท้ายด้วยการได้คู่ครองอันประเสริฐนามว่า คาวรี ธิดาแห่งหิมาจละ บทนี้จึงแสดงกลไกแบบปุราณะ: คำสาปยังคงชอบธรรม แต่ถูกผสานเข้ากับจริยธรรมและพิธีกรรมผ่านพร การมอบหมาย และหลักบุญที่ผูกกับสถานที่และการบูชา.

हाटकेश्वरक्षेत्रे कुमारिकातीर्थद्वय–गर्तस्थ–सिद्धिपादुकामाहात्म्यम् (Hāṭakeśvara-kṣetra: The Glory of the Two Kumārīkā Tīrthas and the Hidden Siddhi-Pādukā for Attaining Brahma-jñāna)
บทนี้เล่าโดยสุตะในรูปแบบสนทนาเชิงเทววิทยา เริ่มด้วยถ้อยรับรองที่เหล่าเทพและฤๅษีเห็นพ้องว่า มนุษย์ผู้บูชาพระพรหมก่อนแล้วจึงสักการะพระเทวี ย่อมบรรลุสภาวะสูงสุด; และสตรีผู้กระทำความเคารพด้วยศรัทธา เช่น นมัสการพระคายตรี ย่อมได้ผลทางโลกด้วย ทั้งความเป็นสิริมงคล คู่ครองอันดี และความผาสุกในครอบครัว ต่อมาเหล่าฤๅษีตั้งคำถามเรื่องลำดับกาลและขอให้ชี้แจงอายุขัยของพระพรหม พระวิษณุ และพระศังกร สุตะจึงอธิบายบันไดหน่วยเวลา ตั้งแต่ตรุฏิและลวะไปสู่หน่วยใหญ่กว่า แล้วแจกแจงโครงสร้างวัน-เดือน-ฤดู-ปี พร้อมกำหนดระยะของยุคต่าง ๆ ในมาตราปีมนุษย์ เขากล่าวถึงมาตรา “วัน” และ “ปี” ของเหล่าเทพ อายุขัยของพระพรหม-พระวิษณุ-พระศิวะ และยกการนับลมหายใจ (นิศวาส/อุจฉวาส) เป็นเกณฑ์ จนชี้แนวคิดว่าสทาศิวะเป็นผู้ “อักษยะ” คือไม่เสื่อมสลาย เหล่าฤๅษีถามปัญหาทางโมกษะว่า หากแม้เทพผู้ยิ่งใหญ่ยังสิ้นสุดเมื่อครบกำหนดกาล แล้วมนุษย์อายุสั้นจะกล่าวถึงความหลุดพ้นได้อย่างไร สุตะตั้งหลักคำสอนเรื่องกาล (กาละ) อันไร้จุดเริ่มและเกินกว่าการนับจำนวน และยืนยันว่ามีสรรพชีวิตนับไม่ถ้วน รวมทั้งเหล่าเทพ ได้บรรลุมุกติด้วยพรหมญาณที่ตั้งอยู่บนศรัทธาและการปฏิบัติ เขาแยกยัญกรรมที่ให้สวรรค์ซึ่งยังนำไปสู่การเวียนกลับ ออกจากพรหมญาณที่ตัดการเกิดใหม่ และเน้นการสั่งสมความรู้ทีละน้อยข้ามภพชาติ ท้ายที่สุดสุตะถ่ายทอดอุปเทศจากบิดา: ณ หาฏเกศวรเกษตร มีทีรถะมงคลสองแห่งที่กุมารีกาสองนาง (นางหนึ่งเป็นพราหมณี อีกนางหนึ่งเป็นศูทรี) สถาปนาไว้ ผู้ใดอาบน้ำในวันอัษฏมีและจตุรทศี แล้วบูชาสิทธิ-ปาทุกาอันเลื่องชื่อซึ่งซ่อนอยู่ในหลุม เมื่อรักษาวัตรครบหนึ่งปี พรหมญาณย่อมบังเกิด เหล่าฤๅษียอมรับคำสอนและตั้งใจปฏิบัติตามวัตรนั้น

छान्दोग्यब्राह्मणकन्यावृत्तान्तवर्णनम् (Narrative of the Chāndogya Brāhmaṇa’s Daughter)
บทที่ 195 เริ่มด้วยเหล่าฤๅษีทูลถามถึงบุคคลสองนามที่กล่าวไว้ก่อนคือ ศูทรี และ พราหมณี ตลอดจน ‘คู่แห่งทีรถะอันหาที่เปรียบมิได้’ ในหาฏเกศวร-เกษตร ว่ามีที่มาและการสร้างอย่างไร และมีคติการอุบัติที่เกี่ยวเนื่องกับภาพสัญลักษณ์ ‘ปาทุกา’ (รองเท้า/รอยเท้า) ประการใด. สูตะจึงตอบโดยแนะนำพราหมณ์นาม จานโทคยะ แห่งชุมชนนาคร ผู้เชี่ยวชาญสามเวทและตั้งมั่นในธรรมของคฤหัสถ์. ครั้นยามชรา เขามีธิดาผู้มีลักษณะมงคล กำหนดนามว่า พราหมณี และการประสูติของนางนำความสว่างไสวและความปีติสู่เรือน. อีกผู้หนึ่งนาม รัตนวตี ก็ถูกกล่าวถึงด้วยถ้อยคำเปล่งประกาย. ธิดาทั้งสองเป็นสหายแนบแน่น แบ่งปันอาหารและที่พักผ่อนร่วมกัน จนมิตรภาพของนางเป็นแกนของเรื่อง. เมื่อถึงคราวจัดการสมรส ความหวั่นพรากทำให้เกิดวิกฤต: พราหมณีไม่ยอมแต่งงานหากไร้สหาย และขู่ทำร้ายตนหากถูกบังคับ ทำให้การสมรสกลายเป็นปัญหาทางธรรมว่าด้วยเจตจำนงและพันธะต่อความสัมพันธ์. มารดาเสนอทางออกให้จัดสมรสรัตนวตีให้อยู่ในเครือเรือนเดียวกันเพื่อรักษาสายใย แต่จานโทคยะปฏิเสธโดยอ้างจารีตของชุมชนว่าเป็นสิ่งน่าติเตียน. ดังนี้ บทนี้จึงวางความขัดแย้งระหว่างกฎสังคม อำนาจบิดามารดา ปณิธานของธิดา และการคุ้มครองความผูกพัน เพื่อเป็นปูมหลังแก่เรื่องทีรถะที่ฤๅษีทูลถาม.

Bṛhadbala’s Journey to Anarteśa’s City (Dāśārṇādhipati–Anarteśa Alliance Narrative)
สุ ตะเล่าเหตุการณ์เชิงธรรมของกษัตริย์ซึ่งผูกไว้ด้วยการทูตผ่านการอภิเษกสมรส กษัตริย์แห่งอนรรตะเห็นพระธิดา “รัตนวตี” เจริญสู่วัยสาว งามเลิศเป็นพิเศษ จึงใคร่ครวญธรรมแห่งการยกธิดาให้สมรส (กัญญาทาน) พร้อมทั้งกล่าวคำเตือนว่า หากยกธิดาให้ชายผู้ไม่สมควรด้วยความโลภเพื่อประโยชน์แห่งกิจการ ย่อมเป็นโทษใหญ่และก่อผลร้าย เมื่อยังไม่พบคู่ที่เหมาะสม พระองค์จึงมอบหมายจิตรกรผู้มีชื่อเสียงให้ออกเดินทางทั่วแผ่นดิน วาดภาพกษัตริย์ผู้เยาว์ วงศ์ดี และทรงคุณธรรม แล้วนำมาถวายให้รัตนวตีทอดพระเนตร เพื่อให้การเลือกคู่เป็นไปตามความเหมาะควรและลดความผิดของบิดา ในบรรดาภาพเหล่านั้น กษัตริย์ “พฤหัทพล” แห่งทศารณ์ถูกเลือกว่าสมบูรณ์ด้วยคุณสมบัติอันควรค่า จากนั้นกษัตริย์อนรรตะส่งสารเชิญอย่างเป็นทางการไปยังพฤหัทพล ให้เสด็จมาทำพิธีอภิเษก พร้อมถวายพระธิดารัตนวตีผู้เลื่องชื่อและงามยิ่ง ครั้นพฤหัทพลได้ฟังข้อเสนอ ก็ทรงยินดีและรีบยกทัพสี่เหล่ามุ่งสู่มหานครของอนรฺเตศะ นับเป็นจุดเริ่มแห่งการเดินทางเพื่อพันธไมตรีตามที่บทนี้กล่าวไว้.

परावसुप्रायश्चित्तविधानवृत्तान्तवर्णनम् (Parāvasu’s Expiation: Narrative of Prāyaścitta Procedure)
สุ ตะเล่าเหตุวิกฤตทางศีลธรรมของปราวสุ บุตรพราหมณ์ผู้รอบรู้ชื่อวิศวาวสุ ในเดือนมาฆะ ปราวสุอ่อนล้าและเผลอไผลไปพักในเรือนนางคณิกา แล้วดื่มสุราโดยเข้าใจว่าเป็นน้ำ ครั้นรู้ตัวก็เกิดความสลดสังเวชอย่างยิ่ง จึงอาบน้ำชำระที่สังขตีรถะ และไปเฝ้าครูด้วยท่าทีถ่อมตน ขอให้กำหนดปรายนัศจิตตะเพื่อความบริสุทธิ์ สหายบางคนล้อเลียนและเสนอวิธีที่ไม่สมควร แต่ปราวสุยืนกรานให้มีการแก้ไขอย่างจริงจัง จึงปรึกษาพราหมณ์ผู้เชี่ยวชาญสมฤติ ซึ่งแยกความต่างระหว่างการดื่มโดยเจตนาและโดยไม่เจตนา แล้วกำหนดปรายนัศจิตตะแบบโบราณ คือดื่มเนยใสที่ร้อนดุจไฟตามสัดส่วนที่ดื่มไป บิดามารดาพยายามห้ามเพราะหวั่นอันตรายถึงชีวิตและความเสื่อมเสียในสังคม ต่อมาชุมชนไปขอคำวินิจฉัยจากภรรตฤยัชญะ (ในฉากศาลเกี่ยวโยงกับหริภัทร) ผู้เป็นที่เคารพ ท่านอธิบายว่าถ้อยคำที่พูดเล่นก็อาจมีผลในธรรมท้องถิ่นได้ หากได้รับการรับรองด้วยการตีความของบัณฑิตและเหมาะแก่บริบท ด้วยความร่วมมือของพระราชา พระธิดารัตนาวตีทรงวางพระองค์ดุจมารดา จัดการทดสอบชำระเชิงสัญลักษณ์—เมื่อสัมผัสและแตะริมฝีปาก ปรากฏเป็นน้ำนมมิใช่โลหิต แสดงความบริสุทธิ์คืนมาโดยประจักษ์ สุดท้ายมีข้อบัญญัติเมือง ห้ามสุราและเนื้อในเรือนลักษณะนั้น ผู้ฝ่าฝืนต้องรับโทษ เป็นการผสานการชดใช้ส่วนตนเข้ากับการปกครองเชิงจริยธรรมของสาธารณะ

Ratnāvatī–Brāhmaṇī Tapas and the Revelation of the Twin Tīrthas (Śūdrīnāma & Brāhmaṇīnāma) with a Māheśvara Liṅga
บทนี้เริ่มด้วยการเจรจาอภิเษกของราชวงศ์ แต่ถูกขัดขวางด้วยข้อพิพาทเชิงธรรม-กฎหมายว่าด้วยความบริสุทธิ์และความเหมาะสมในการสมรส กษัตริย์แห่งทศารณะเมื่อได้ฟังเหตุแห่งรัตนาวตี ก็กล่าวว่าเธอเป็น ‘ปุนรภู’ และยกโทษเรื่องความเสื่อมของวงศ์ตระกูลแล้วถอนตัว รัตนาวตีปฏิเสธคู่ครองอื่น ยืนยัน “เอกทานธรรม” คือมอบตนเพียงครั้งเดียว และกล่าวว่าเจตนาในใจและคำมั่นด้วยวาจาก็ทำให้ความเป็นคู่ครองเกิดขึ้นได้ แม้ยังมิได้ประกอบพิธีปาณิครหณะ นางจึงเลือกบำเพ็ญตบะอันหนักแทนการแต่งใหม่ มารดาพยายามห้ามและจัดการสมรสให้ แต่รัตนาวตียืนกรานถึงขั้นปฏิญาณยอมทำร้ายตนเองมากกว่ายอมประนีประนอม ต่อมาสหายหญิงพราหมณีเผยความทุกข์ของตนเกี่ยวกับวัยเจริญพันธุ์และข้อจำกัดทางสังคม-พิธีกรรม แล้วตัดสินใจร่วมตบะกับรัตนาวตี อาจารย์ภรรตฤยัชญะสอนตบะเป็นลำดับ เช่น จันทรายนะ กฤจฉระ สันตปนะ การฉันในกาลที่หก ตรีราตระ เอกภักตะ เป็นต้น พร้อมเน้นความเสมอภายในและเตือนว่าโทสะทำลายผลตบะ รัตนาวตีบำเพ็ญตบะยาวนานผ่านฤดูกาล เพิ่มความเคร่งครัดด้านอาหารจนสำเร็จตบะอันอัศจรรย์ ท้ายที่สุด พระศิวะผู้ทรงจันทร์เป็นมงกุฎ (ศศิเศขระ) เสด็จพร้อมพระคุรีและประทานพร ด้วยคำทูลของพราหมณีและคำขอของรัตนาวตี สระน้ำที่เต็มด้วยดอกบัวกลายเป็น “ศูทรีนาม ตีรถะ” และมี “พราหมณีนาม ตีรถะ” เป็นคู่กัน อีกทั้งลึงค์มเหศวรผู้เกิดเอง (สวยัมภู) ผุดขึ้นจากแผ่นดิน พระศิวะประกาศอานุภาพของตีรถะทั้งสองและลึงค์ว่า การอาบด้วยศรัทธา ตักน้ำสะอาด/เก็บดอกบัว และบูชา—โดยเฉพาะในวันจัยตร ศุกล จตุรทศี ตรงวันจันทร์—ให้ยืนยาวและล้างบาป เรื่องเล่ากล่าวถึงยมคร่ำครวญเพราะนรกว่าง และอินทราถูกมอบหมายให้กลบตีรถะด้วยฝุ่น แต่ยังยืนยันการปฏิบัติในกลียุค เช่น ใช้ดินจากสถานที่ทำเครื่องหมายชำระ และทำศราทธะในกาลเดียวกันให้ผลเทียบเท่าคยา-ศราทธะ ปิดท้ายด้วยผลश्रุติว่า ฟังหรือสาธยายย่อมพ้นบาป และบูชาลึงค์ย่อมได้ความสำเร็จยิ่งนัก.

Adhyāya 199: Trika-Tīrtha Saṅgraha and Kali-yuga Upāya (त्रिकतीर्थसंग्रहः कलियुगोपायश्च)
บทนี้เริ่มด้วยเหล่าฤๅษีทูลถามสุตะว่า ในกาลียุคซึ่งสัตว์โลกมีอายุสั้น จะได้ผลแห่งการอาบน้ำชำระในบรรดาตีรถะนับไม่ถ้วนบนแผ่นดินได้อย่างไร สุตะจึงสรุปหลักธรรมโดยจัดสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ๒๔ ประการเป็น ๘ ตรี—กษेत्र (กุรุเกษตร, หาฏเกศวร-กษेत्र, ประภาส), อรัณยะ (ปุษกร, ไนมิษ, ธรรมารัณยะ), ปุรี (วาราณสี, ทวารกา, อวันตี), วนะ (วฤนทาวนะ, ขาณฑวะ, ทไวตวะนะ), แกรมะ (กัลปแกรมะ, ศาลิแกรมะ, นันทิแกรมะ), ตีรถะ (อัคนิตีรถะ, ศุกลตีรถะ, ปิตฤตีรถะ), ปรรวตะ (ศรีปรรวตะ, อรพุทะ, ไรวตะ) และนที (คงคา, นรมทา, สรัสวตี) ข้อความยืนยันว่า อาบน้ำในตรีใดตรีหนึ่งย่อมได้ผลของตรีนั้นทั้งหมด และเมื่ออาบน้ำครบทุกตรี ย่อมได้บุญกุศลสมบูรณ์ดุจได้ไปยังตีรถะจำนวนมหาศาล ต่อมาเหล่าฤๅษีกล่าวถึงแดนหาฏเกศวรว่า มีตีรถะและศาสนสถานมากเกินกว่าจะทำให้ครบได้แม้ในร้อยปี จึงขออุปายะอันปฏิบัติได้จริงเพื่อให้ได้บุญทั่วไปและได้เทวทัศนะ โดยเฉพาะแก่ผู้ขัดสน สุตะจึงเล่าบทสนทนาโบราณ: พระราชาทรงถามวิศวามิตรถึงวิธีง่ายที่การอาบน้ำเพียงตีรถะเดียวจะให้ผลของตีรถะทั้งปวง วิศวามิตรระบุตีรถะหลัก ๔ แห่งพร้อมข้อปฏิบัติ—(๑) บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์เกี่ยวเนื่องคยา ซึ่งกล่าวว่าการทำศราทธะในตถีเฉพาะ/คราสสุริยะและกาลสำคัญช่วยกู้บรรพชน (๒) ศังขะ-ตีรถะพร้อมเทวทัศนะศังเขศวรในกาลมาฆะ (๓) ตีรถะที่สัมพันธ์กับหรลิงคะซึ่งวิศวามิตรประดิษฐาน คือ วิศวามิตเรศวร ผูกกับศุกลอัษฏมี (๔) ศักระ-ตีรถะ (พาลมณฑนะ) อาบน้ำหลายวันและได้ทัศนะศักเรศวร โดยเฉพาะอาศวินศุกลอัษฏมี จากนั้นขยายสู่ระเบียบศราทธะอย่างละเอียด—ย้ำให้ใช้พราหมณ์ผู้เหมาะสมที่เกิดในถิ่น (สถาโนทภวะ), เตือนว่าผู้ประกอบพิธีไม่ถูกต้องหรือความไม่บริสุทธิ์ทำให้กรรมพิธีเป็นโมฆะ และกล่าวถึงลำดับความประเสริฐของสายตระกูลท้องถิ่น (รวมถึงคำอ้าง “อัษฏกุละ”) ท้ายบทมีนิทานตัวอย่างว่าด้วยคำสาป การล่วงละเมิด และผู้จัณฑาลปลอมเป็นพราหมณ์ เพื่ออธิบายเหตุแห่งการกีดกันทางสังคม-พิธีกรรม และยืนยันตรรกะแห่งความศักดิ์สิทธิ์และผลสัมฤทธิ์ตามคัมภีร์

Adhyāya 200 — Nāgara-Maryādā, Saṃsarga-Doṣa, and Prāyaścitta-Vidhi (Purity Restoration Protocols)
บทนี้เสนอคำอธิบายเชิงธรรมวินัยและเทววิทยา ว่าด้วยความเศร้าหมองทางพิธีกรรมซึ่งเกิดจากการปกปิดฐานะทางสังคม และการร่วมกินร่วมดื่ม/การคบหาสัมผัส (สํสรรค) ภายในชุมชนที่ถูกกำกับด้วยระเบียบพิธีกรรมอย่างเคร่งครัด ยามรุ่งอรุณ ธิดาของศุภัทร—คฤหัสถ์ผู้รับทีกษาและตั้งไฟบูชา (อาหิตาคนิ)—คร่ำครวญว่าตนถูกยกให้แก่อันตยชะ จึงประกาศจะเข้าสู่กองไฟ ทำให้ทั้งเรือนตระหนก ต่อมาพราหมณ์รายงานว่า จันทรประภา ผู้เคยแปลงเป็นทวิชะและร่วมพิธีต่อเทพและบรรพชนมาเนิ่นนาน บัดนี้ถูกเปิดเผยว่าเป็นจัณฑาละ ด้วยเหตุนี้ สถานที่ ผู้คนในถิ่นนั้น ตลอดจนผู้ที่เคยกินดื่มในเรือนนั้น หรือรับอาหารที่นำมาจากเรือนนั้น ล้วนถือว่าได้รับโทษจากการสัมผัสปะปน ผู้เป็นใหญ่คือทีกษิตะอ้างอิงสมฤติศาสตรา แล้วกำหนดปรายนิจฉิตตะเป็นลำดับ: ให้ศุภัทรปฏิบัติจันทรายนะอย่างยาวนาน สละเสบียงทรัพย์ในเรือน ตั้งไฟบูชาใหม่ ทำโหมะใหญ่เพื่อชำระเรือน และกำหนดตบะเฉพาะตามจำนวนมื้ออาหารและปริมาณน้ำที่ได้ดื่ม ผู้ที่ได้รับผลจากการสัมผัสให้ทำพิธีปราชาปัตยะเป็นการเฉพาะ โดยผ่อนเบาสำหรับสตรี ศูทร เด็ก และผู้สูงวัย และให้ทิ้งภาชนะดินเผา อีกทั้งกำหนดการชำระใหญ่ด้วยโกฏิโหมะ ณ พรหมสถาน โดยใช้ทรัพย์ของท้องถิ่นเป็นค่าใช้จ่าย จากนั้นจึงบัญญัติกฎเขตแดน ‘นาคาร’ สำหรับศราทธะและพิธีเกี่ยวเนื่อง โดยกล่าวว่าการละเลยวิธีนาคารทำให้พิธีไร้ผล และแนะนำให้ชำระสถานที่ของตนเป็นประจำทุกปี ตอนท้าย วิศวามิตรยืนยันต่อพระราชาว่า นี่คือระเบียบที่สถาปนาไว้ ซึ่งทำให้นาคารได้รับการนับว่าเหมาะแก่ศราทธะ และถูกกำกับด้วยบรรทฤยัชญะเป็นหลักเกณฑ์

नागरप्रश्ननिर्णयवर्णनम् (Nagara Status Inquiry and Adjudication)
บทนี้กล่าวถึงการไต่ถามอย่างเป็นทางการของพราหมณ์ต่อวิศวามิตร เรื่องศุทธิ (การชำระให้บริสุทธิ์) และสิทธิในพิธีกรรมของพราหมณ์ ‘นาคาร’ ผู้ซึ่งไม่ทราบสายบิดา และอาจเกิดในหรือมาจากต่างถิ่น (เทศานตระ) ภรรตฤยัชญะอธิบายระเบียบการตัดสินเชิงพิธีกรรมว่า การให้ศุทธิต้องกระทำโดยพราหมณ์ผู้เป็นหลัก มีวินัยและความประพฤติดี และให้ตั้งพราหมณ์ผู้สืบจากคฤตา-ตีรถะเป็นพยาน/คนกลางสำคัญ การปฏิเสธไม่ให้ศุทธิด้วยเหตุแห่งความใคร่ โทสะ ความพยาบาท หรือความกลัว ถูกระบุว่าเป็นบาปหนัก จึงเป็นข้อผูกมัดทางจริยธรรมมิให้กีดกันโดยอำเภอใจ ศุทธิถูกกล่าวว่าเป็นสามชั้น: ชำระสายตระกูลก่อน ต่อด้วยสายมารดา แล้วจึงชำระศีล/ความประพฤติ เมื่อครบแล้วจึงยอมรับว่าเป็น ‘นาคาร’ และมีสิทธิในฐานะพิธีกรรมทั่วไป (สามานยะ-ปทะ) บทยังบรรยายการประชุมประจำปี/ตามฤดูกาลในปลายปีและฤดูใบไม้ร่วง การสถาปนาพราหมณ์ผู้มีคุณสมบัติสิบหกคน การจัดที่นั่งพร้อมปีฐิกาหลายแห่งตามบทบาทการสวดเวท และลำดับบทสวด เช่น วัสดุศานติ การคัดเลือกสูคตะ/พราหมณะ และการสวดที่เน้นพระรุทระ พิธีจบด้วยประกาศปุณยาหะ ดนตรี เครื่องนุ่งห่มสีขาวและจันทน์ การทูลขออย่างนอบน้อมของคนกลาง การตัดสินด้วยวาจากรรมตามพระเวทแทนการโต้แย้งทั่วไป และกำหนดให้ถวาย ‘ตาละ-ตฺรายะ’ ในขณะมีคำตัดสิน

भर्तृयज्ञवाक्यनिर्णयवर्णनम् (Bhartṛyajña on Adjudicating Speech and Preserving Kṣetra-Sanctity)
บทที่ 202 กล่าวถึงบทสนทนาเชิงจริยธรรมและระเบียบปฏิบัติ ภายหลังบริบทของวิศวามิตรทำให้สภาพราหมณ์ซักถาม “มัธยัสถะ” ผู้เป็นคนกลาง/ผู้ชี้ขาด ถึงมาตรฐานการตัดสินคดี พวกเขาถามว่าเหตุใดคำตัดสินจึงต้องยึดตามวาจาแห่งพระเวท มิใช่ถ้อยคำที่มนุษย์กล่าวขึ้น และเหตุใดผู้ชี้ขาดจึงให้ “ตาละสามประการ” ภรรตฤยัชญะตอบโดยอธิบายหลักการปกครองในเขตศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะบริเวณพรหมศาลา: ในหมู่นครชนไม่ควรให้วาจาเท็จเกิดขึ้น และต้องซักถามซ้ำจนได้ข้อกำหนดที่มั่นคงแน่นอน ท่านชี้เหตุปัจจัยต่อเนื่องว่า วาจาที่ไม่ชอบย่อมทำลายมหาตมยะ ก่อให้เกิดความโกรธ นำไปสู่ความเป็นศัตรูและความผิดทางธรรม ดังนั้นจึงซักถามผู้ชี้ขาดซ้ำเพื่อป้องกันความแตกแยกของระเบียบชุมชน “ตาละสามประการ” เป็นเครื่องมือแห่งวินัย โดยค่อย ๆ กดระงับ (1) โทษจากการถามตอบที่ไม่เหมาะ (2) ความโกรธ และ (3) ความโลภ เพื่อให้สภาสงบกลมเกลียว ต่อมาบทนี้อธิบายว่า แม้อถรรพเวทจะนับเป็น “เวทที่สี่” แต่ในทางการงานกลับถือเสมือน “อันดับแรก” เพราะบรรจุความรู้ครบถ้วนด้านพิธีคุ้มครองและพิธีปฏิบัติ รวมถึงเนื้อหาอภิจาริกะ เพื่อประโยชน์แก่สรรพโลก จึงควรปรึกษาก่อนเพื่อความสำเร็จแห่งกิจ (การยสิทธิ) ทั้งหมดนี้สรุปเป็นคำสอนว่าด้วยจริยธรรมของการซักถามและอำนาจของวาจาที่เป็นหลักฐานภายในเขตกษेत्रะอันศักดิ์สิทธิ์.

नागरविशुद्धिप्रकारवर्णनम् — Procedure for the Purification/Validation of a Nāgara Dvija
บทที่ 203 กล่าวถึงระเบียบการรับรองความบริสุทธิ์ (ศุทธิ/śuddhi) ของทวิชะนาคาระในที่ประชุมชุมชน อานรตถามว่า นาคาระผู้มาขอชำระ เมื่อยืนต่อหน้านาคาระทั้งหลายแล้ว จะได้ความบริสุทธิ์ที่เป็นที่ยอมรับอย่างไร คัมภีร์กำหนดให้แต่งตั้ง “คนกลาง” ผู้เป็นกลาง เพื่อซักถามรายละเอียดสายสกุล—มารดา บิดา โคตร ปรวร—และสืบเชื้อสายทั้งฝ่ายบิดา (บิดา–ปู่–ทวด) และฝ่ายมารดาอย่างรอบคอบหลายชั่วคน พราหมณ์ผู้ประกอบพิธีศุทธิพึงตรวจสอบให้แน่ชัดถึงสาขาคัมภีร์/สายสืบ (ศาขา-อาคม) และรากวงศ์ (มูลวังศะ) ซึ่งเปรียบดังรากไทรที่แผ่กว้างเป็นฐานรองรับ เมื่อยืนยันสายสกุลแล้ว จึงประทานความบริสุทธิ์ต่อหน้าสาธารณะด้วยการแต้มสินทูร-ติลกะและสวดมนต์ (มีการกล่าวถึงมนต์ “สี่บาท”) คนกลางประกาศอย่างเป็นทางการ ชุมชนให้สัญญาณด้วยการปรบมือสามครั้ง และผู้ได้รับการชำระย่อมมีสิทธิในฐานะสังคม-พิธีกรรมร่วมกัน ต่อจากนั้นเขาขอพึ่งไฟศักดิ์สิทธิ์ ทำให้อัคนีพอใจ ถวายปูรณาหุติด้วยมนต์ “ห้าพักตร์” และมอบทักษิณาพร้อมอาหารตามกำลัง ตอนท้ายเตือนว่า หากไม่อาจตั้งมั่นศุทธิที่มีรากจากวงศ์สกุลได้ ต้องมีข้อห้าม; ศราทธะและพิธีอื่นที่ทำโดยผู้ไม่บริสุทธิ์ย่อมไร้ผล—มุ่งหมายให้สถานที่และสายตระกูลบริสุทธิ์ด้วยกระบวนการอันเคร่งครัด

प्रेतश्राद्धकथनम् (Preta-Śrāddha: Discourse on Ancestral Rites for the Preta-State)
บทนี้อยู่ในกรอบตำนานมหาตมยะของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และดำเนินเรื่องเป็นสองช่วงที่เชื่อมกัน ช่วงแรกเป็นข้อซักถามเชิงธรรมวินัย: อานรตะถามว่า ผู้ที่อ้างตนเป็น “นาคาระ” ทั้งที่สายตระกูลสูญหาย (นัษฏวํศะ) จะชำระตนอย่างไร วิศวามิตรยกแบบอย่างเดิม โดยคำของภรรตฤยัชญะให้ตรวจสอบ “ศีละ” (ความประพฤติ) และความสอดคล้องกับธรรมและจารีตของนาคาระ หากสอดคล้องจึงทำพิธีชำระอย่างเป็นทางการ ทำให้กลับมามีสิทธิ์ประกอบพิธีกรรม เช่น ศราทธะ ได้อีกครั้ง ช่วงที่สองเปลี่ยนเป็นบทสนทนาระหว่างศักระกับวิษณุ อันเกิดจากผู้เสียชีวิตในสงครามกับหิรัณยากษะ วิษณุแจกแจงผลกรรมว่า ผู้ที่ถูกสังหารขณะเผชิญหน้าศัตรูในบริบทอันศักดิ์สิทธิ์ (กล่าวถึง “ธารา-ตีรถะ”) ไม่กลับไปสู่การเกิดใหม่ ส่วนผู้ที่ตายขณะหลบหนีจะตกสู่ภาวะ “เปรต” เมื่ออินทราถามหนทางหลุดพ้น จึงกำหนดให้ทำศราทธะในกาลเฉพาะ คือวันจตุรทศี ข้างแรม เดือนภาทรปท (นภาสยะ) เมื่อดวงอาทิตย์อยู่ราศีกันย์ โดยเน้นการประกอบที่คยา ตามคำสั่งของบรรพชน ตอนท้ายย้ำว่าพิธีนี้ทำให้บรรพชนอิ่มเอมปีต่อปี และเตือนว่าหากละเลย ความทุกข์ของเปรตจะดำรงต่อไป

गयाश्राद्धफलमाहात्म्य (Glory of the Fruit of Gayā-Śrāddha) — within Hāṭakeśvara-kṣetra Māhātmya
บทนี้อยู่ในกรอบมหาตมยะของหาฏเกศวร-เกษตร โดยพระวิษณุทรงสั่งสอนพระอินทร์เรื่องพิธีศราทธ์ ทรงกล่าวว่าเหล่านักรบที่ตกต่ำเพราะความตาย—ไม่ว่าจะถูกสังหารขณะเผชิญหน้าศัตรูหรือถูกฟันจากด้านหลัง—ย่อมได้รับประโยชน์จากการถวายปิณฑะและตัรปณะตามแบบที่เสมอด้วยกยา-ศราทธ์ได้ พระอินทร์จึงทูลถามถึงความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ เพราะกยาอยู่ไกล และพิธีนั้นพิตามหะ (พระพรหม) กระทำเป็นประจำทุกปี แล้วจะทำให้ศราทธ์สำเร็จบนแผ่นดินได้อย่างไร ฤๅษีวิศวามิตรเล่าพระดำรัสตอบของพระวิษณุว่า ในแดนหาฏเกศวรมีตีรถะอันยิ่งใหญ่ ตั้งอยู่ ณ กลางบริเวณบ่อน้ำ (กูปิกา-มัธยะ) ในวันอมาวาสยาและวันจตุรทศี กยาถูกกล่าวว่า “ย้ายมาสถิต” ณ ที่นั้น ทำให้สถานที่นี้เปี่ยมด้วยพลังรวมของตีรถะทั้งปวง อีกทั้งมีเงื่อนไขสำคัญว่า เมื่อดวงอาทิตย์อยู่ราศีกันยา (Virgo) หากประกอบศราทธ์ที่นั่นโดยพราหมณ์ผู้มีสายสกุลแปดประการ (อัษฏ-วํศะ) ผู้ประกอบพิธีย่อมสามารถเกื้อกูลบรรพชนให้พ้นภาวะเปรต และยังครอบคลุมถึงผู้ที่อยู่ในสวรรค์ด้วย บทนี้ยังกล่าวถึงที่มาของพราหมณ์เหล่านั้นว่าเป็นตบัสวีผู้พำนักใกล้หิมาลัย และทรงกำชับให้พระอินทร์เชิญมาโดยเคารพ ใช้วิธีอ่อนโยนให้ยินดี และทำศราทธ์ให้ครบถ้วนตามกฎเกณฑ์ ตอนท้ายพระอินทร์พอพระทัยแล้วเสด็จไปหิมาลัยเพื่อเสาะหาพราหมณ์ ส่วนพระวิษณุเสด็จกลับสู่กษีรสาคร ย้ำทั้งเรื่องการจัดการพิธีและความเสมอด้วยกยาผ่านอานุภาพของตีรถะนั้น

बालमण्डनतीर्थमाहात्म्यवर्णनम् (Glorification of Bālamaṇḍana Tīrtha)
บทนี้เล่าในกรอบ “ตีรถมหาตมยะ” ผ่านบทสนทนาระหว่างวิศวามิตรกับอานรตะ ตามพระบัญชาของพระวิษณุ พระอินทร์ไปยังหิมวัตเพื่อพบฤๅษีผู้บำเพ็ญตบะอย่างเคร่งครัด และขอให้มาร่วมประกอบพิธีศราทธะที่คยากูปี ณ จามัตการปุระ ฤๅษีทั้งหลายลังเลเพราะเกรงโทษทางธรรม: คบหาชุมชนที่ชอบวิวาทอาจก่อบาป ความโกรธทำให้ตบะเสื่อม และการรับทานจากกษัตริย์อาจกระทบความบริสุทธิ์แห่งพรต พระอินทร์ชี้ว่าอานุภาพแห่งสถานที่ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับหาฏเกศวรอาจทำให้เกิดความขัดแย้ง แต่ทรงรับรองว่าจะคุ้มครองไม่ให้เกิดโทสะและอุปสรรค พร้อมย้ำผลบุญอันยิ่งใหญ่ของศราทธะที่เกี่ยวกับคยา ต่อมามีวิกฤตพิธีกรรมเมื่อวิศเวเทวะไม่อยู่ (ไปเข้าพิธีศราทธะของพระพรหม) พระอินทร์ประกาศว่ามนุษย์สามารถทำ “เอก็อดทิษฏะ-ศราทธะ” ได้แม้ไม่มีวิศเวเทวะ และมีเสียงจากอากาศยืนยันว่าผลแห่งการเกื้อกูลยังถึงแก่ปิตฤผู้มุ่งหมาย ภายหลังพระพรหมทรงวางกฎใหม่ว่า เฉพาะบางวันและบางกรณีการตายเท่านั้น (โดยเฉพาะจตุรทศีในเปรตปักษะ) ศราทธะที่ไม่มีวิศเวเทวะจึงนับว่าถูกต้อง เรื่องยังกล่าวถึงกำเนิดกูษมานฑะจากน้ำตาของวิศเวเทวะ และกำหนดให้ขีดเส้นเถ้าศักดิ์สิทธิ์บนภาชนะอาหารศราทธะเพื่อป้องกันการรบกวน ท้ายบท พระอินทร์สถาปนาศิวลึงค์ใกล้พาลมันฑนะในเดือนมาฆะ ข้างขึ้น ณ ฤกษ์ปุษยะ วันอาทิตย์ ตรโยทศี พร้อมบอกอานิสงส์การอาบน้ำและปิตฤตัรปณะ ณ ที่นั้น ตลอดจนหน้าที่การอุปถัมภ์พราหมณ์และโทษทางธรรมของความอกตัญญู

इन्द्रमहोत्सववर्णनम् (Indra Mahotsava—Institution and Ritual Logic)
บทนี้วิศวามิตรเริ่มด้วยการกล่าวถึงอานุภาพชำระล้างของทีรถะ ผลแห่งการอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์ และความจำเพาะของกาลที่เหมาะสม ต่อมาอานรตถามว่าเหตุใดการบูชาอินทระในโลกมนุษย์จึงจำกัดเพียงห้าคืน และควรจัดในฤดูกาลใด วิศวามิตรจึงเล่าเหตุการณ์คเณตมะ–อหัลยา: ความล่วงผิดของอินทระ คำสาปของคเณตมะ (สิ้นพลังบุรุษ มีรอยพันประการบนใบหน้า และหากให้บูชาบนแผ่นดินจะมีภัยศีรษะแตก) อหัลยากลายเป็นศิลา และอินทระถอยห่างไป เมื่อจักรวาลเดือดร้อนเพราะขาดราชอำนาจของอินทระ พฤหัสบดีและเหล่าเทพวอนขอคเณตมะ พระพรหมพร้อมพระวิษณุและพระศิวะเป็นผู้ไกล่เกลี่ย ย้ำความสำรวมตามธรรมและคุณแห่งการให้อภัย แต่ยังคงรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของวาจาที่กล่าวแล้ว คำสาปจึงบรรเทาบางส่วน: อินทระได้อวัยวะที่มาจากแกะผู้ และรอยบนใบหน้ากลายเป็นดวงตา จึงได้พระนามว่า “สหัสรากษะ” อินทระขอให้ฟื้นการบูชาโดยมนุษย์ คเณตมะจึงสถาปนามหोत्सวอินทระแบบปัญจราตระ (ห้าคืน) บนโลกมนุษย์ พร้อมให้พรว่า ณ ที่ใดประกอบพิธีจะมีสุขภาพดี ไร้ทุพภิกขภัย และไม่เกิดความล่มสลายทางการปกครอง มีข้อกำหนดว่าไม่บูชารูปเคารพของอินทระ แต่ให้ตั้ง “ยาษฏิ” ไม้เท้าศักดิ์สิทธิ์ที่เกิดจากต้นไม้ด้วยมนตร์เวท และการถือวรตะผูกกับการแก้ไขความประพฤติและการพ้นบาปบางประการ ตอนท้ายกล่าวผลานุศาสน์ว่า การสวดหรือฟังเรื่องนี้ทำให้พ้นโรคตลอดหนึ่งปี และมนตร์อรฆยะช่วยลบล้างโทษเฉพาะอย่างได้ด้วย

हाटकेश्वरक्षेत्रमाहात्म्ये गौतमेश्वराहिल्येश्वरशतानन्देश्वरमाहात्म्यवर्णनम् (Hāṭakeśvara-kṣetra Māhātmya: The Glories of Gautameśvara, Ahilyeśvara, and Śatānandeśvara)
บทนี้เป็นมหาตมยะซ้อนชั้น เล่าผ่านรายงานของวิศวามิตรต่อกษัตริย์ กล่าวถึงเหตุหลังเรื่องอินทร์และความกริ้วของฤๅษีโคตมะ แล้วศตานันทะวิงวอนด้วยความเวทนาเรื่องสภาพของมารดา “อหิลยา” และปัญหาความบริสุทธิ์–ความไม่บริสุทธิ์ (ศौจ–อศौจ) โคตมะชี้ความเคร่งครัดของมลทินและกล่าวว่าอหิลยาไม่อาจชำระได้ด้วยการไถ่บาปทั่วไป ทำให้ศตานันทะตั้งปณิธานสละตนอย่างยิ่งยวด ต่อมาโคตมะเผยทางออกในอนาคตว่า “พระราม” จะอวตารในวงศ์สุริยะเพื่อปราบราวณะ และเพียงการสัมผัสของพระองค์ก็จะกู้คืนอหิลยาได้ ในบริบทรามาวตาร วิศวามิตรพาพระรามวัยเยาว์ไปคุ้มครองยัญพิธี ระหว่างทางอหิลยาซึ่งถูกสาปให้เป็นศิลาได้รับคำสั่งให้ถูกสัมผัส จึงกลับเป็นมนุษย์ เข้าเฝ้าโคตมะและขอปรायัศจิตตะโดยสมบูรณ์ โคตมะกำหนดวัตรและตบะมากมาย เช่น จันทรายนะ กฤจฉระ ปราจาปัตยะ และการไปสักการะตีรถะต่าง ๆ อหิลยาจาริกไปจนถึงหาฏเกศวรเกษตร ที่ซึ่งเทวะไม่ปรากฏให้เห็นโดยง่าย นางบำเพ็ญตบะหนักและตั้งลึงค์ใกล้เคียง ต่อมาศตานันทะมาร่วม และท้ายที่สุดโคตมะมาถึง ตั้งใจเผยหาฏเกศวรด้วยตบะยิ่งกว่าเดิม ครั้นตบะยาวนาน ลึงค์ปรากฏและพระศิวะเสด็จให้ทัศนะ ยืนยันพลังของเกษตรและความภักดีของตระกูล โคตมะทูลขอให้การทัศนะ–บูชาที่นี่ให้ผลบุญใหญ่ และในวันจันทรคติที่กำหนด ผู้ศรัทธาจะได้ไปสู่คติอันเป็นมงคล ตอนท้ายกล่าวถึงผลสะเทือนทางสังคมและเทววิทยา: ด้วยพระกรุณาแห่งสถานที่เหล่านี้ แม้ผู้ประพฤติผิดก็หันสู่บุญ ทำให้เหล่าเทวะกังวล จึงวอนอินทร์ให้ฟื้นการปฏิบัติธรรมทั่วไป—ยัญ วรตะ ทาน—เพื่อรักษาดุลยภาพของระเบียบพิธีกรรมควบคู่กับพระกรุณาพิเศษของเกษตร ปิดท้ายด้วยผลश्रुतिว่า ผู้ฟังด้วยศรัทธาย่อมบรรเทาบาปบางประการได้

शंखादित्य-शंखतीर्थोत्पत्तिवृत्तान्तवर्णनम् (Origin Account of Śaṅkhatīrtha and Śaṅkheśvara/Āditya Worship)
อัธยายะนี้เรียบเรียงเป็นบทสนทนาซ้อนชั้น กล่าวถึงกำเนิดและความยิ่งใหญ่ของศังกหตีรถะ กษัตริย์นามว่าอานรตขอให้วิศวามิตรเล่าเรื่องราวทั้งหมดเกี่ยวกับศังกหตีรถะ วิศวามิตรจึงยกเหตุการณ์ในอดีต: กษัตริย์ผู้หนึ่งประสบโรคเรื้อน ความเสื่อมแห่งอำนาจ และทรัพย์สินสูญสิ้น จึงไปขอคำชี้แนะจากนารท นารทปลอบความหวั่นเกรงเรื่องกรรม โดยกล่าวว่าไม่ได้มีบาปจากชาติปางก่อน ตรงกันข้ามเคยเป็นกษัตริย์วงศ์โสมผู้ตั้งมั่นในธรรม แล้วจึงนำไปสู่แนวทางแก้ด้วยพิธีกรรมแทนการกล่าวโทษ. นารทกำหนดพิธีตirthaอย่างชัดเจน: อาบน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ศังกหตีรถะ ณ เขตหาฏเกศวร ในวันขึ้น ๘ ค่ำ เดือนมาธวะ (ไวศาขะ) ตรงกับวันอาทิตย์ เวลาอรุณรุ่ง พร้อมทั้งเข้าถวายบูชาและได้ทัศนะ (ดรศนะ) แด่ศังกเษวร โดยรับรองว่าจะพ้นโรคเรื้อนและสำเร็จความปรารถนา ต่อมาบอกตำนานเหตุแห่งตirtha: พี่น้องผู้รอบรู้ ลิขิตะและศังกะ โต้เถียงกันเรื่องการหยิบผลไม้จากอาศรมที่ว่างเปล่า; ลิขิตะตำหนิว่าเป็นการลักขโมยตามหลักธรรมศาสตรา ส่วนศังกะยอมรับการไถ่โทษเพื่อมิให้ตบัสเสื่อม ในการลงทัณฑ์อันเข้มงวด มือของศังกะถูกตัด แล้วเขาบำเพ็ญตบัสยาวนาน ณ สถานหาฏเกศวร อดทนต่อฤดูกาล สวดบทแห่งรุทร และบูชาพระอาทิตย์. ท้ายที่สุดมหาเทวะปรากฏพร้อมรัศมีอันเกี่ยวเนื่องกับสุริยะ ประทานพรให้มือของศังกะกลับคืน สถาปนาสถิตแห่งเทพในลิงคะ ตั้งนามและเกียรติยศของสระน้ำว่า “ศังกหตีรถะ” และประกาศผลบุญสำหรับผู้แสวงบุญในกาลหน้า ปิดท้ายด้วยผลแห่งการฟังหรืออ่านว่า ในวงศ์ตระกูลของผู้รับฟังหรืออ่านเรื่องนี้ โรคเรื้อนจะไม่บังเกิดขึ้น.

ताम्बूलोत्पत्तिः तथा ताम्बूलमाहात्म्यवर्णनम् (Origin and Māhātmya of Tāmbūla)
อัธยายนี้กล่าวถึงเหตุการณ์ฟื้นฟูที่เกี่ยวเนื่องกับศังกขตีรถะ กษัตริย์ผู้เจ็บป่วยได้รับความพ้นโรคด้วยการประกอบพิธีตามกาลอันกำหนด คืออาบน้ำศักดิ์สิทธิ์และบูชาพระสุริยะยามอรุณขึ้น ในเดือนมาธวะ ตรงกับติติอัษฏมีและวันอาทิตย์ แสดงอานุภาพของกรรมที่ทำถูกเวลาและถูกวิธี ต่อจากนั้นอธิบายหลักจริยธรรมในการบริโภคตัมบูละ (หมาก-พลู) ว่าหากใช้ไม่เหมาะสมย่อมก่อโทษและทำให้ความรุ่งเรืองเสื่อมลง พร้อมทั้งระบุวิธีปรายสัตตะ (prāyaścitta) เพื่อชำระความไม่บริสุทธิ์ อีกทั้งยกตำนานการกวนเกษียรสมุทรเป็นเหตุแห่งกำเนิดนาควัลลี โดยเชื่อมกับเหตุการณ์ทิพย์และสสารที่เกี่ยวกับอมฤต แล้วเล่าการแพร่สู่โลกมนุษย์ ซึ่งนำไปสู่ความกำหนัดเพิ่มขึ้นและความหย่อนยานในกิจพิธีกรรม ท้ายบทกำหนดพิธีแก้ไขอย่างเป็นแบบแผน คือเลือกฤกษ์มงคลเชิญพราหมณ์ผู้ทรงวิทยาให้มารับการสักการะ จัดเตรียมใบทองและสิ่งประกอบตัมบูละ แล้วถวายพร้อมการสารภาพโทษด้วยมนตร์ จากนั้นรับคำยืนยันแห่งความบริสุทธิ์ อัธยายนี้จึงวางบรรทัดฐานของความรื่นรมย์ที่มีระเบียบ ความสำรวม และการชดเชยด้วยทานอันเป็นธรรมะ.

Śaṅkhatīrtha-māhātmya (Glory of Śaṅkhatīrtha)
บทนี้ดำเนินเป็นบทสนทนาเชิงสั่งสอน วิศวามิตรทูลถามถึงเหตุแห่งความทุกข์ของพระราชา—ความยากจน โรคเรื้อน (กุษฐะ) และความพ่ายแพ้ในศึกสงคราม นารทอธิบายว่าความเสื่อมของพระราชาเกิดจากการคลาดเคลื่อนแห่งธรรมะทั้งด้านศีลธรรมและการปกครอง: ทำให้พราหมณ์ผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า สัญญาแล้วไม่ให้การอุปถัมภ์ ดูหมิ่นผู้มาขอ และกดทับหรือยกเลิกกฎบัญญัติของบิดาและบรรพชนที่เกี่ยวกับสิทธิของพราหมณ์และการพระราชทานทาน/ที่ดิน ด้วยอธรรมนี้เอง ศัตรูจึงได้ชัยเหนือพระราชา หนทางแก้ไขถูกกล่าวอย่างชัดเจนและผูกกับสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ พระราชาเสด็จไปยังศังกะตีรถะด้วยศรัทธา ทำพิธีอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์ เรียกพราหมณ์มาชุมนุม ล้างเท้าพราหมณ์ต่อหน้าพระศังกะอาทิตยะ และออกเอกสารพระราชทาน/ทานจำนวนมาก (รวมทั้งที่ระบุจำนวนแน่นอน) เพื่อคืนสิ่งที่เคยปฏิเสธ ตอนจบ ศัตรูที่อยู่ ณ ที่นั้นถึงแก่ความตายด้วยพระกรุณา (ประสาท) ของพราหมณ์ แสดงคติปุราณะว่า การชดเชยทางสังคม-ศาสนาและความเคารพย่อมทำให้กายและราชอาณาจักรมั่นคงเป็นสิริมงคล

रत्नादित्यमाहात्म्यवर्णनम् (Ratnāditya Māhātmya — The Glory of Ratnāditya)
บทนี้เริ่มด้วยเหล่าฤๅษีทูลขอให้สุเตะเล่ามหิมาแห่งตีรถะที่เกี่ยวเนื่องกับวิศวามิตร ภายใต้กรอบเรื่องในหาฏเกศวร-เกษตร สุเตะกล่าวถึงความยิ่งใหญ่กว้างไกลของวิศวามิตร แล้วพรรณนากุณฑะที่ท่านสร้างขึ้น ซึ่งมีน้ำบริสุทธิ์อันระบุว่าเป็นชาหฺนวี (คงคา) มาปรากฏ แสดงฤทธิ์ชำระบาปให้สิ้นไป ณ สถานที่นั้นยังกล่าวถึงการประดิษฐานภาสกร (พระสุริยะ) และกำหนดพิธีตามกาล: ในเดือนมาฆะ ปักษ์สว่าง เมื่อวันสัปตมีตรงกับวันอาทิตย์ ให้ลงสรงน้ำแล้วบูชาพระอาทิตย์ จะขจัดโรคกุษฐะและมลทินทางศีลธรรมได้ ต่อมามีเรื่องบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ (วาปี) ทางทิศตะวันตก–ตะวันตกเฉียงเหนือ อันสืบเนื่องกับธันวันตริ ผู้บำเพ็ญตบะจนภาสกรประทานพรว่า ผู้สรงน้ำถูกกาลจักได้บรรเทาโรคโดยฉับพลัน แล้วมีอุทาหรณ์มนุษย์: พระเจ้ารัตนากษะแห่งอโยธยา ผู้ป่วยกุษฐะรักษาไม่หาย ได้กาฬปฏิกะผู้จาริกชี้ทางไปยังตีรถะ ครั้นสรงน้ำตามบัญญัติย่อมหายทันที และทรงสถาปนาพระสุริยะนาม “รัตนาดิตยะ” อีกอุทาหรณ์หนึ่งกล่าวถึงคนเลี้ยงสัตว์ชราผู้เป็นกุษฐะ เมื่อช่วยสัตว์จนเผลอลงน้ำก็หายโรค แล้วภายหลังตั้งมั่นในบูชาและชปะจนบรรลุความสำเร็จทางจิตวิญญาณอันหาได้ยาก ตอนท้ายให้ข้อปฏิบัติเรื่องสรงน้ำ บูชา และชปะคายตรีจำนวนมาก พร้อมผลานุศาสน์: ได้สุขภาพดี สมปรารถนา และสำหรับผู้คลายกำหนัดย่อมถึงโมกษะ อีกทั้งการให้ทานด้วยศรัทธา เช่น โคทานโดยอ้างนามตีรถะ ยกย่องว่าเป็นเครื่องคุ้มครองวงศ์วานจากโรคภัย

Kuharavāsi-Sāmbāditya-prabhāva-varṇana (Glory of Sūrya at Kuharavāsa and the Sāmba Narrative)
บทนี้เริ่มด้วยสุตะกล่าวสืบต่อเรื่องความศักดิ์สิทธิ์แห่งการบูชาพระสุริยะ โดยยกนิทานเป็นแบบอย่างว่า พราหมณ์ผู้หนึ่งสร้างรูปพระสุริยะด้วยไม้จันทน์แดง แล้วบำเพ็ญภักติยาวนานจนได้รับพร เขาทูลขอให้หายจากกุษฐะ (โรคผิวหนัง) พระสุริยะจึงกำหนดพิธีปฏิบัติว่า ในวันอาทิตย์ที่ตรงกับสัปตมี ให้ลงอาบในสระน้ำอันมีบุญกุศล ถือผลไม้เป็นเครื่องบูชา แล้วเวียนประทักษิณ 108 รอบ พิธีนี้กล่าวว่าเป็นทั้งยารักษาและเป็นทางเกื้อกูลแก่ผู้ปฏิบัติอื่นด้วย ต่อมาพระสุริยะทรงสถิตประจำ ณ ที่นั้น และประทานนามสถานว่า “กุหรวาสะ” ทำให้อัศจรรย์กลายเป็นอัตลักษณ์แห่งตirthaอันมั่นคง จากนั้นเรื่องราวย้ายไปยังสามพะ โอรสของพระวิษณุ (พระกฤษณะ) ผู้มีรูปงามจนก่อความปั่นป่วนในหมู่ผู้พบเห็น และเกิดเหตุผิดตัวนำไปสู่ความล่วงละเมิดอันขัดธรรม สามพะจึงแสวงคำวินิจฉัยทางธรรม พราหมณ์ผู้หนึ่งอธิบายการชดใช้บาปอันเข้มงวดชื่อ “ติงคินี” อย่างละเอียด—ขุดหลุม ใช้ผงมูลวัว การเผาอย่างควบคุม การอยู่นิ่งไม่ไหวติง และตั้งจิตภาวนาถึงชนารทนะ—กล่าวว่าเป็นพิธีทำลายมหาปาตกะ เมื่อสามพะสารภาพต่อบิดา พระหริทรงชี้ว่าหากไร้เจตนา/ความรู้ ความผิดย่อมเบาลง และทรงชี้ทางเยียวยาด้วยการจาริก: บูชามารตัณฑะ ณ เขตหาฏเกศวร ด้วยพิธีประทักษิณ 108 รอบเช่นเดิม ในเดือนมาธวะตามกาลอันเป็นมงคล สามพะออกเดินทางท่ามกลางความอาลัยและพรจากครอบครัว ทำสรงน้ำ บูชา และบริจาคทานมาก ณ สังฆมซึ่งกล่าวว่าพระวิษณุสถิตเพื่อชำระบาปของสรรพสัตว์ ท้ายที่สุดเขาเกิดความมั่นใจภายในว่าจะพ้นจากกุษฐะ และบทนี้ยกย่องตirthaนั้นว่าเป็นสถานมงคลยิ่ง แม้สำหรับสตรี ภายในหมู่สถานหาฏเกศวร/วิศวามิตรียะด้วย

गणपतिपूजाविधिमाहात्म्यवर्णनम् (Glorification of the Method of Gaṇapati Worship)
บทที่ 214 กล่าวถึงการบูชาวินายกะ/คณนาถะว่าเป็นวิธีศักดิ์สิทธิ์เพื่อ “วิฆนะ-ศานติ” คือการระงับอุปสรรค สุเตะเริ่มด้วยการกล่าวถึงคณนาถะที่วิศวามิตรได้สถาปนาไว้ และให้กุญแจแห่งกาล—บูชาในวันจตุรถี (Caturthī) ข้างขึ้น เดือนมาฆะ จะทำให้อุปสรรคสงบตลอดหนึ่งปี เมื่อฤๅษีถามถึงกำเนิดและมหิมา สุเตะเล่าการอุบัติของพระคเณศจากมลทินแห่งกายของเทวีคาวรี ลักษณะรูปเคารพ (เศียรช้าง สี่กร พาหนะหนู ขวาน โมทกะ) และบทบาทในความขัดแย้งของทวยเทพ จนพระอินทร์ประกาศให้บูชาพระคณปติเป็นปฐมในทุกกิจการ ต่อมาเป็นอุปาขยานะ: โรหิตาศวะถามมารกัณฑेयถึงวัตรเดียวที่ป้องกันอุปสรรคตลอดชีวิต มารกัณฑेयเล่าความบาดหมางระหว่างวิศวามิตรกับวสิษฐะอันมีนันทินีโคผู้ประทานปรารถนาเป็นเหตุ จนวิศวามิตรต้องบำเพ็ญตบะหนักและไปพึ่งพระมหेशวรที่ไกรลาส พระศิวะทรงบัญญัติการบูชาวินายกะเพื่อความบริสุทธิ์และสิทธิ ทรงอธิบายการปลุกพลังพระคเณศด้วยสูตรสุกตะ (มีนัย “ชีวะ-สุกตะ”) และให้ลำดับพิธีโดยย่อ: นมัสการด้วยมนต์แด่ลัมโบดระ คณวิภู กุฐารธาริน โมทกภักษะ เอกทันตะ ถวายโมทกะเป็นไนเวทยะ ถวายอรฆยะ และเลี้ยงพราหมณ์โดยไม่ตระหนี่ เทวียืนยันผลว่า ระลึกหรือบูชาในวันจตุรถีทำให้งานมั่นคงและเกิดความรุ่งเรือง; ส่วนผลศรุติกล่าวถึงบุตรแก่ผู้ไร้บุตร ทรัพย์แก่ผู้ยากจน ชัยชนะ โชคดีแก่ผู้ทุกข์ และผู้สวดหรือฟังเป็นนิตย์ย่อมไม่เกิดอุปสรรค.

श्राद्धावश्यकताकारणवर्णनम् (Necessity and Rationale of Śrāddha)
บทนี้อธิบายพิธีกรรมและเหตุผลแห่งศราทธะ (śrāddha-kalpa) อย่างเป็นลำดับ ฤๅษีทั้งหลายทูลถามสุทาให้กล่าววิธีศราทธะที่ให้ผลไม่เสื่อมสูญ ทั้งเรื่องกาลอันควร พราหมณ์ผู้เหมาะสม และสิ่งของ/อาหารที่ควรถวาย สุทาเล่าเหตุการณ์เดิมว่า มารกัณฑेयไปถึงสังฆมแห่งแม่น้ำสรยู แล้วเข้าสู่อโยธยา ได้รับการต้อนรับจากพระเจ้าโรหิตาศวะ ฤๅษีทดสอบความรุ่งเรืองแห่งธรรมของพระราชาด้วยคำถามเรื่อง “ความสัมฤทธิ์” ของพระเวท การศึกษา การสมรส และทรัพย์สิน พร้อมให้คำจำกัดความตามการปฏิบัติ เช่น พระเวทสมบูรณ์ด้วยอัคนิโหตระ และทรัพย์สมบูรณ์ด้วยทานและการใช้ให้ถูกต้อง ต่อมาพระราชาทูลถามศราทธะหลายแบบ มารกัณฑยกตัวอย่างคำสอนก่อนหน้าที่ภรตฤยัชญะให้แก่กษัตริย์แห่งอานรตะ แล้วเน้นคำสอนหลักว่า ศราทธะในวันทัรศะ/อมาวาสยาเป็นหน้าที่สำคัญยิ่ง เพราะปิตฤทั้งหลายถูกพรรณนาว่ามายืนที่ธรณีประตูเรือนจนตะวันตกดินเพื่อรอเครื่องบูชา หากถูกละเลยย่อมเศร้าหมอง นอกจากนี้ยังกล่าวเหตุผลเชิงธรรมว่าทำไมผู้สืบสายจึงสำคัญ—สัตว์โลกเสวยผลกรรมในภพภูมิต่าง ๆ และบางสภาพมีทุกข์จากความหิวกระหาย การขาดผู้เกื้อหนุนทำให้เกิดความเสื่อมตก หากไม่มีบุตร ให้ปลูกและบำรุงต้นอัศวัตถะเป็นสิ่งทดแทนเพื่อความมั่นคงแห่งความสืบต่อ ตอนท้ายย้ำให้ถวายอันนะและอุทกะเป็นนิตย์ พร้อมทำตัรปณะและศราทธะ การละเลยถูกตำหนิว่าเป็นปิตฤโทรหะ ส่วนการปฏิบัติถูกต้องย่อมให้ความสำเร็จตามปรารถนา และเกื้อหนุนตรีวรรคะ (ธรรม อรรถ กาม) ภายใต้ระเบียบแห่งพิธีกรรมอันเหมาะสม

श्राद्धोत्पत्तिवर्णन (Origin and Authorization of Śrāddha Rites)
บทนี้อธิบายเหตุที่ศราทธะในวันอมาวาสยา (อินทุ-กษยะ เมื่อจันทร์เสื่อมสิ้น) ถูกยกให้มีอำนาจและความน่าเชื่อถือเป็นพิเศษ อนรรถถามภรตฤยัชญะถึงกาลอันเป็นมงคลสำหรับพิธีบูชาบรรพชน ภรตฤยัชญะกล่าวถึงกาลบุญหลายประการ เช่น รอยต่อมันวันตระ/ยุค สังกรานติ วยตีปาต และคราส พร้อมยืนยันว่าแม้นอกวันปัรวัณ หากมีพราหมณ์ผู้เหมาะสมหรือมีเครื่องบูชาที่สมควร ก็สามารถทำศราทธะได้ ต่อมาจึงอธิบายอมาวาสยาด้วยภาพจักรวาล—จันทร์สถิตในรัศมีสุริยะ (รวิ-รัศมิ) ทำให้ธรรมและกิจต่อปิตฤที่ทำในกาลนั้นมีผล ‘อักษยะ’ คือไม่เสื่อมสูญ จากนั้นกล่าวถึงจำพวกปิตฤต่าง ๆ (เช่น อัคนิษวาตตะ บรหิษัท อาชยปะ โสมปะ) แยกปิตฤนันทิมุข และวางตำแหน่งความอิ่มเอมของปิตฤไว้ในระเบียบเทวะ–ปิตฤ ในตอนเรื่องเล่า ปิตฤในสวรรค์เกิดหิวกระหายเมื่อทายาทละเลยการถวายกัวยะ จึงไปยังสภาอินทราแล้วทูลขอพรจากพรหมา พรหมาเห็นความเสื่อมของธรรมตามสภาพยุค จึงบัญญัติแนวทางแก้ไข ได้แก่ การอุทิศแก่สามชั่วคน (ปิตฤ–ปิตามหะ–ประปิตามหะ) ศราทธะวันอมาวาสยาเป็นการเยียวยาที่ทำซ้ำได้ ทางเลือกศราทธะประจำปีตามถ้อยคำในบท และทางเลือกสูงสุดคือศราทธะที่คยาศิระ ซึ่งให้คุณแห่งความหลุดพ้นแม้ในภาวะทุกข์หนัก ตอนท้ายเป็นผลश्रุติว่า การฟังหรือสาธยายเรื่อง ‘ศราทโธตปัตติ’ นี้ทำให้ศราทธะสมบูรณ์ได้แม้เครื่องบูชาจะบกพร่อง โดยเน้นเจตนาบริสุทธิ์ การอุทิศถูกต้องแก่ปิตฤ และบทบาทค้ำจุนศีลธรรมของพิธีบรรพชน.

श्राद्धकल्पे श्राद्धार्हपदार्थब्राह्मणकालनिर्णय-वर्णनम् (Śrāddha-kalpa: Eligibility of recipients, proper materials, and timing)
ในบทนี้ อานรตะทูลถามถึงวิธีประกอบศราทธะ (śrāddha) อย่างครบถ้วน ภรรตฤยัชญะจึงจัดระเบียบคำสอนโดยยึดสามปัจจัยสำคัญ—(1) ทรัพย์ที่ใช้ในศราทธะต้องได้มาโดยชอบธรรมและสุจริต และรับมาอย่างบริสุทธิ์ (2) หลักเกณฑ์คัดเลือกพราหมณ์ผู้รับ—แยกผู้ควรรับ (śrāddhārha) กับผู้ไม่ควรรับ (anārha) พร้อมเหตุแห่งความไม่เหมาะสมอย่างละเอียด (3) การกำหนดกาลตามติติ (tithi) และเครื่องหมายอย่างสังกรานติ/วิษุวะ/อายนะ เพื่อให้เกิดผลอักษยะ คือบุญไม่เสื่อมสูญ ยังกล่าวถึงมารยาทการเชิญ—อาวาหนะสำหรับวิศเวเทวะและปิตฤแยกกัน ข้อสำรวมของยชามานะ ตลอดจนความเหมาะสมของสถานที่และการจัดที่นั่ง พร้อมทั้งระบุเงื่อนไขที่ทำให้ศราทธะเป็น ‘วยรถะ’ (ไร้ผล) เช่น พยานไม่ถูกต้อง อาหารอยู่ในสภาพไม่บริสุทธิ์ ไม่มีทักษิณา มีเสียงอึกทึกและวิวาท หรือทำผิดกาล สุดท้ายยกการถือปฏิบัติ “มันวาทิ” และ “ยุคาทิ” และย้ำว่าแม้การถวายเพียงน้ำผสมงาก็ตาม หากทำถูกกาลย่อมให้บุญยืนยาว

Śrāddha-niyama-varṇana (Rules and Ethical Guidelines for Śrāddha)
บทที่ 218 เป็นคู่มือเชิงพิธีและจริยธรรมว่าด้วยการประกอบศราทธ์ (śrāddha) โดยภรตฤยัชญะสั่งสอนพระราชา เริ่มจากย้ำกฎทั่วไปของศราทธ์ แล้วให้คำมั่นว่าจะอธิบายรายละเอียดที่จำเพาะตามสาขาประเพณี (śākhā) ของตน และให้เหมาะกับกรอบ “สวเทศ–วรรณะ–ชาติ” คือถิ่นฐาน ฐานะทางสังคม และชุมชน. แก่นของศราทธ์คือ “ศรัทธา” (śraddhā); หากขาดความจริงใจ พิธีย่อมกลายเป็นโมฆะ. ต่อมาชี้ว่าแม้สิ่งที่เป็นผลพลอยได้ของพิธี—น้ำจากเท้าพราหมณ์ เศษอาหารที่ตก กลิ่นหอม น้ำที่เหลือจากการอาจมนะ (ācamana) และเศษหญ้าดรภะ (darbha) ที่กระจาย—ก็ถูกกำหนดด้วยสังกัลปะให้เป็นเสบียงแก่หมู่บรรพชนหลายชั้น รวมถึงผู้ตกอยู่ในภาวะเปรตหรือไปเกิดในภพที่ไม่ใช่มนุษย์. เน้นหนักเรื่องทักษิณา (dakṣiṇā): ศราทธ์ที่ไร้ทักษิณาถูกเปรียบเหมือนฝนที่ไม่ก่อผลหรือการกระทำในความมืด แสดงว่าการให้ทาน/ของกำนัลเป็นองค์ประกอบแห่งความสมบูรณ์ของพิธี. ยังระบุข้อห้ามหลังการให้หรือการรับประทานศราทธ์ ได้แก่ งดสวาธยายะ (svādhyāya) หลีกเลี่ยงการเดินทางไปหมู่บ้านอื่น และรักษาความสำรวมทางเพศ; การฝ่าฝืนทำให้ผลเสื่อมหรือบิดเบือนประโยชน์ที่มุ่งแก่บรรพชน. เตือนเรื่องการรับคำเชิญอย่างไม่เหมาะสม และการที่ผู้ประกอบพิธีมัวเมาในการเลี้ยงฉลอง. ตอนท้ายสรุปว่า ทั้งยชามานะและผู้ร่วมพิธีพึงระวังหลีกเลี่ยงโทษเหล่านี้ เพื่อคงไว้ซึ่งผลแห่งศราทธ์.

काम्यश्राद्धवर्णनम् (Kāmya-Śrāddha: Day-wise Results and Exceptions)
บทที่ 219 เป็นคำอธิบายเชิงคัมภีร์ว่าด้วย “กามยะ-ศราทธะ” คือพิธีศราทธะเพื่อบรรลุความปรารถนาเฉพาะ ประกาศโดยภรตฤยัชญะแก่พระราชา เนื้อหากล่าวถึงข้อกำหนดตามวันในปักษ์มืดอันเป็น “เปรตปักษะ” ว่าการทำศราทธะในแต่ละตถีให้ผลต่างกัน เช่น ความมั่งคั่ง ความสำเร็จด้านการสมรส การได้ม้าหรือโค ความสำเร็จในกสิกรรมและพาณิชย์ ความผาสุกสุขภาพ ความโปรดปรานจากพระราชา และความสำเร็จโดยทั่วไป ต่อมามีคำเตือนเกี่ยวกับตถี “ตรโยทศี” ว่าไม่เหมาะแก่ผู้ปรารถนาบุตรและอาจก่อผลอัปมงคล แต่ก็ระบุพิธีพิเศษใน “มฆา–ตรโยทศี” ให้ถวายปายสะ (ข้าวกวน/ข้าวน้ำนม) ผสมน้ำผึ้งและเนยใสในจังหวะฤดูกาล/ดาวฤกษ์เฉพาะ สำหรับผู้ตายผิดธรรมชาติหรือด้วยความรุนแรง เช่น อาวุธ ยาพิษ ไฟ น้ำจมน้ำ งู/สัตว์ทำร้าย หรือแขวนคอ บัญญัติให้ทำ “เอกอดทิษฏะ” ในวันจตุรทศีเพื่อความอิ่มเอมของเขา ท้ายบทกล่าวว่า ศราทธะวันอมาวาสยาให้ผลครบถ้วนตามที่กล่าวมา และการได้ฟังหรือรู้หลักกามยะ-ศราทธะนี้ย่อมนำไปสู่ความสำเร็จตามปรารถนา

गजच्छायामाहात्म्यवर्णनम् (The Māhātmya of the “Elephant-Shadow” Tithi and Śrāddha Protocols)
บทนี้กล่าวถึงการกำหนดกาลแห่งศราทธะ (śrāddha) และผลที่เกิดขึ้นในเชิงพิธีกรรม-เทววิทยา โดยเล่าเป็นบทสนทนา อนรรตถามภรรตฤยัชญะว่าเหตุใดการทำศราทธะในวันตฤโยทศี (trayodaśī ติถีที่ ๑๓) จึงถูกกล่าวว่าอาจก่อให้เกิดความเสื่อมแห่งวงศ์ตระกูล (vaṁśa-kṣaya) ภรรตฤยัชญะอธิบาย “คชฉายา” (gajacchāyā เงาช้าง) อันเป็นเงื่อนไขปฏิทินพิเศษที่สัมพันธ์กับตำแหน่งจันทร์-นักษัตรและภาวะใกล้คราส ซึ่งเมื่อทำศราทธะในกาลนั้นจะเป็น “อักษยะ” (akṣaya ให้ผลไม่เสื่อมสูญ) และทำให้บรรพชนอิ่มเอมยาวนานถึงสิบสองปี มีเรื่องตัวอย่างเป็นปูมเหตุ: ในกาลก่อนมีพระราชา “สีตาศวะ” แห่งปัญจาละ ถูกพราหมณ์ถามถึงเครื่องบูชาศราทธะที่แปลก เช่น น้ำผึ้งผสมนม ผักกาลศากะ และเนื้อบางชนิดอย่างคัณฑคะ (khaḍga) กับวาธรีณสะ (vādhrīṇasa) พระราชายอมรับว่าชาติปางก่อนตนเป็นนายพราน เคยได้ยินฤษีอัคนิเวศสอนกฎศราทธะแห่งคชฉายา แล้วทำการถวายอย่างหยาบง่าย แต่กลับได้ผลใหญ่ คือได้เกิดเป็นกษัตริย์และทำให้บรรพชนได้รับความพอใจ ท้ายบท เหล่าเทพเห็นอานุภาพอันยิ่งของศราทธะในวันตฤโยทศีแล้วเกิดความกังวล จึงวางขอบเขตด้วยคำสาปว่า ต่อแต่นั้นโดยทั่วไปการทำศราทธะในวันนั้นเป็นความเสี่ยงทางจิตวิญญาณ และอาจนำไปสู่ความเสื่อมแห่งวงศ์ตระกูล ทั้งยังคงรักษาเรื่องราวสถานะพิเศษของคชฉายาไว้เป็นข้อเตือนใจแก่ผู้ปฏิบัติ

Śrāddha-kalpa: Sṛṣṭyutpatti-kālika-brahmotsṛṣṭa-śrāddhārha-vastu-parigaṇana (Ritual Materials Authorized for Śrāddha by Cosmogonic Precedent)
อัธยายะ 221 กล่าวถึงหลักคำสอนเชิงเทววิทยาและข้อปฏิบัติทางพิธีกรรมว่าด้วยการทำศราทธะและเครื่องบูชาแบบทดแทน โดยดำเนินเรื่องเป็นบทสนทนาโต้แย้ง-ตอบข้อสงสัย ภรรตฤยัชญะชี้ว่าในกาลทิถีที่กำหนด แม้ไม่อาจประกอบศราทธะอย่างครบถ้วน ก็พึงถวายของบูชาเพื่อความอิ่มเอมของปิตฤและเพื่อป้องกันความหวาดหวั่นต่อการขาดสายวงศ์ (วํศจเฉทภยะ) เขาระบุของควรถวาย เช่น ปายสะผสมน้ำมันใสและน้ำผึ้ง รวมถึงเนื้อบางชนิด (เช่น ขัณฑคะ และ วาธฤณสะ) หากหาไม่ได้ให้ใช้ข้าวน้ำนมชั้นเลิศ และที่สุดให้ใช้น้ำผสมงา หญ้าทรรภะ และเศษทองคำเป็นเครื่องทดแทนได้ อานรตตั้งข้อกังขาว่าเหตุใด “เนื้อ” ซึ่งมักถูกตำหนิในคัมภีร์ จึงปรากฏในบริบทศราทธะ ภรรตฤยัชญะตอบโดยอ้างแบบอย่างแห่งการกำเนิดโลกว่า เมื่อครั้งเริ่มสร้างสรรพสิ่ง พระพรหมได้กำหนดสัตว์และวัตถุบางอย่างให้เป็นเครื่องบูชา “ดุจบลี” สำหรับปิตฤ จึงอนุญาตให้ใช้ในพิธีอย่างจำกัดเพื่อกิจแห่งบรรพชน และผู้ถวายไม่ต้องรับบาป เมื่อโรหิตาศวะถามถึงกรณีของไม่พร้อม มารกัณฑेयะและภรรตฤยัชญะจึงแจกแจงลำดับเนื้อที่อนุญาต ระยะเวลาความพอใจของปิตฤที่เกิดขึ้น ตลอดจนรายการวัตถุที่เหมาะแก่ศราทธะ (งา น้ำผึ้ง กาลศากะ หญ้าทรรภะ น้ำมันใส ภาชนะเงิน) และผู้รับที่สมควร (รวมถึงหลานทางบุตรี—เทียบ dauhitra) ตอนท้ายกล่าวว่าการสาธยายหรือถ่ายทอดข้อกำหนดเหล่านี้ในเวลาศราทธะให้ผล “อักษยะ” ไม่เสื่อมสูญ และเป็นความลับอันควรพิทักษ์ของบรรพชน (คุหยะ) ที่ก่อบุญยืนยาว

चतुर्दशी-शस्त्रहत-श्राद्धनिर्णयवर्णनम् (Decision Narrative on the Caturdaśī Śrāddha for Violent/Untimely Deaths)
บทนี้อธิบายเหตุผลเชิงคัมภีร์และพิธีกรรมว่า เหตุใดศราทธะ (śrāddha) สำหรับผู้ตายด้วยอาวุธ อุบัติเหตุ ภัยพิบัติ ยาพิษ ไฟ น้ำ สัตว์ทำร้าย การแขวนคอ และอปมฤตยู (การตายผิดธรรมดา) จึงกำหนดให้ทำในวันจตุรทศี (caturdaśī) คือวันขึ้น/แรม 14 ค่ำ ในช่วงปฺเรตกาลที่มุ่งต่อปฺเรตโดยเฉพาะ กษัตริย์อานรตตั้งคำถามว่า เหตุใดต้องเป็นจตุรทศี เหตุใดจึงควรทำเอกอุททิษฏะศราทธะ (ekoddiṣṭa) และเหตุใดพิธีปารวณะ (pārvana) จึงถูกจำกัดในกรณีนี้ ภรตฤยัชญะตอบด้วยเรื่องแบบอย่างจากคัมภีร์บฤหัตกัลปะ: หิรัณยากษะขอพรจากพระพรหมว่า เมื่อดวงอาทิตย์สถิตในราศีกันยา (Kanyā/Virgo) ขอให้การถวายปิณฑะและน้ำอุทกะในวันเดียวของปฺเรตกาล ทำให้ปฺเรต ภูต รากษส และหมู่ที่เกี่ยวข้องอิ่มเอมได้ตลอดหนึ่งปี พระพรหมประทานพรว่า การถวายในวันจตุรทศีของเดือนนั้นย่อมให้ความอิ่มเอมแน่นอน รวมถึงผู้ตายในสนามรบหรือผู้ตายอย่างรุนแรงด้วย จากนั้นยกหลักคำสอนว่า ความตายฉับพลันและความตายในสงครามอาจก่อภาวะปฺเรตได้เพราะจิตถูกรบกวนด้วยความกลัว ความสำนึกผิด หรือความสับสน แม้ผู้กล้าก็เป็นได้ จึงกำหนดวันพิเศษเพื่อการเกื้อกูลและปลอบประโลม ในวันนั้นควรทำพิธีแบบเอกอุททิษฏะ คืออุทิศแก่ผู้ล่วงลับรายเดียว ไม่ใช่ปารวณะ เพราะบรรพชนชั้นสูงไม่ “รับ” ในโอกาสนั้น และหากอุทิศผิดทิศทาง เครื่องสังเวยอาจตกเป็นของอมนุษย์ตามอานุภาพแห่งพร สุดท้ายระบุธรรมเนียมชุมชนว่า ศราทธะควรประกอบโดยผู้ประกอบพิธีที่เหมาะสมตามถิ่น/กลุ่ม (เช่น นาคระทำโดยนาคระ) มิฉะนั้นถือว่าไม่เกิดผล

श्राद्धार्हानर्हब्राह्मणादिवर्णनम् / Classification of Eligible and Ineligible Agents for Śrāddha
บทนี้กล่าวถึงหลักเกณฑ์ทางธรรมและพิธีกรรมของการทำศราทธะ (śrāddha) อย่างละเอียด ว่าใครเป็นผู้เหมาะสมในการประกอบหรือรับพิธี และเงื่อนไขใดทำให้พิธีไร้ผล ภรรตฤยัชญะย้ำว่าควรทำศราทธะกับพราหมณ์ผู้สมควรรับศราทธะ และต้องทำให้ถูกกาละและรูปแบบ เช่น พิธีปารวณะ (pārvana) ในวันทัรศะ (darśa) พร้อมเตือนว่าหากทำผิดแบบหรือสลับวิธี ผลบุญย่อมเสื่อมสูญ ท่านยังกล่าวว่า หากศราทธะถูกประกอบโดยผู้มีชาติกำเนิดต้องห้าม เช่น จารชาติ (jāra-jāta) พิธีย่อมไม่เกิดผล อานรตยกคำสอนของมนูเรื่อง “บุตรสิบสองประเภท” ที่อาจนับเป็นบุตรแทนผู้ไร้บุตรขึ้นมาเป็นข้อกังขา ภรรตฤยัชญะจึงอธิบายตามความต่างแห่งยุค (yuga) ว่า บางประเภทเคยยอมรับได้ในยุคก่อน แต่ในกลียุคไม่ถือว่าเป็นเหตุแห่งความบริสุทธิ์เพราะความเสื่อมแห่งจารีตและศีลธรรม จึงต้องเคร่งครัดยิ่งขึ้น บทนี้ยังแจกแจงโทษของการปะปนวรรณะและการสมสู่ต้องห้าม ระบุผลลัพธ์และบุตรที่ไม่ควรยอมรับ สุดท้ายแยก “บุตรผู้ประเสริฐ” ผู้คุ้มครองบรรพชนให้พ้นนรกปุมนาม (Puṃnāma) ออกจากประเภทที่กล่าวว่าเป็นเหตุแห่งความตกต่ำ และสรุปยืนยันว่า ศราทธะที่เกี่ยวข้องกับจารชาติย่อมไร้ผล

श्राद्धविधिवर्णनम् (Śrāddha-vidhi-varṇanam) — Procedural Account of the Śrāddha Rite
บทนี้อธิบายพิธีศราทธ์ (śrāddha) สำหรับคฤหัสถ์อย่างเป็นขั้นตอนตามมนต์ เพื่อความอิ่มเอมของบรรพชน (ปิตฤ). ผู้ถามต้องการทราบว่าคฤหัสถ์ควรประกอบพิธีอย่างถูกต้องอย่างไร ครูผู้สอนจึงกล่าวถึงการเชิญพราหมณ์ผู้เหมาะสม การอาวาหนะวิศเวเทวะ การถวายอรฺฆยะพร้อมดอกไม้ อักษตะ และจันทน์ ตลอดจนการใช้ดรรภะและงาให้ถูกตำแหน่ง. มีการแจกแจงความต่างระหว่างสวฺยะสำหรับเทวะและอปสวฺยะสำหรับบรรพชน พร้อมข้อยกเว้นเช่นนานฺทีมุขปิตฤ รวมทั้งระเบียบที่นั่งและทิศทาง (รวมสายมารดา). การอาวาหนะต้องแม่นยำถึงขั้นรูปไวยากรณ์ เช่นการใช้วิภักติ จึงนับเป็นเกณฑ์ความถูกต้องของพิธี. ต่อจากนั้นกล่าวถึงโหมะถวายอัคนีและโสมด้วยถ้อยคำที่เหมาะสม ข้อห้ามเรื่องการแตะเกลือหรือยื่นให้โดยตรงด้วยมือซึ่งทำให้พิธีไร้ผล วิธีเลี้ยงอาหารและการอธิษฐานขออนุญาต. หลังการเลี้ยงมีการถวายปิณฑะ การจัดเวที และกฎการแจกจ่าย ปิดท้ายด้วยพร ดักษิณา และข้อจำกัดผู้มีสิทธิแตะภาชนะพิธี. พิธีต้องทำในเวลากลางวัน หากผิดกาลย่อมไม่เกิดผล—เป็นคำสรุปเชิงผลบุญของบทนี้.

सपिण्डीकरणविधिवर्णनम् (Description of the Sapīṇḍīkaraṇa Procedure)
บทนี้เป็นคำอธิบายพิธีกรรมเชิงเทคนิคในรูปสนทนา อนารถถามถึงวิธี “เอก็อดทิษฏะ-ศราทธะ” คือศราทธะที่อุทิศแก่ผู้ตายรายเดียว โดยเทียบกับแบบ “ปารวณะ” ที่รู้จักกันแล้ว ภรรตฤยัชญะจึงแจกแจงกาลและลำดับของศราทธะที่เกี่ยวเนื่องกับพิธีหลังความตาย ได้แก่ กรรมก่อนการสัญจยนะ (เก็บอัฐิ), การทำที่สถานที่ตาย, เอก็อดทิษฏะ ณ จุดพักระหว่างทาง, และศราทธะครั้งที่สาม ณ สถานที่สัญจยนะ ต่อจากนั้นกล่าวถึงศราทธะเก้าครั้งตามวัน (รวมวัน 1, 2, 5, 7, 9, 10 เป็นต้น) และย้ำความเรียบง่ายของเอก็อดทิษฏะ—ไม่มีส่วนของเทวะ, มีอรฺฆยะเพียงหนึ่ง, ปวิตระเพียงหนึ่ง, และงดอาวาหนะ (การเชิญ). ยังเตือนเรื่องถ้อยคำพิธีและไวยากรณ์: การใช้วิภักติให้ถูกต้องสำหรับคำว่า “ปิตฤ/ปิตา”, การกล่าวโคตร และรูปนาม (ศรฺมน) หากผิดย่อมทำให้ศราทธะไม่สัมฤทธิ์แก่ปิตฤทั้งหลาย ต่อมาว่าด้วย “สปีณฑีกรณะ” ซึ่งโดยปกติทำหลังครบหนึ่งปี แต่อาจทำก่อนในบางกรณี อาหารบูชาที่ตั้งไว้เพื่อเปรตถูกแจกจ่ายด้วยมนตร์เฉพาะลงในภาชนะปิตฤสามใบและปิณฑะปิตฤสามก้อน โดยทัศนะนี้ไม่รับผู้รับรายที่สี่ หลังสปีณฑีกรณะห้ามทำเอก็อดทิษฏะ (มีข้อยกเว้น/ข้อหลีกเลี่ยงบางประการ) และการแยกเปรตที่สปีณฑีแล้วให้มีปิณฑะแยกต่างหากถือเป็นโทษพิธีร้ายแรง ท้ายบทอธิบายกรณีบิดาตายแต่ปู่ยังอยู่ โดยเน้นลำดับการเอ่ยนามให้ถูกต้อง และกำหนดว่าในวันตายของปู่ให้ทำปารวณะ-ศราทธะ อีกทั้งย้ำว่า ก่อนสภาพ “สปีณฑะ” จะตั้งมั่น บางกิจของศราทธะไม่พึงทำในแบบเดียวกัน.

तत्तद्दुरितप्राप्यैकविंशतिनरकयातनातन्निवारणोपायवर्णनम् (Chapter 226: On the Twenty-One Hells, Their Karmic Causes, and Remedial Means)
บทนี้เป็นคำสอนว่าด้วยพิธีกรรมหลังความตายและการตัดสินผลกรรม เริ่มด้วยภรตฤยัชญะอธิบาย “สปิณฑีกรณะ” ว่าเป็นพิธีที่ยุติสภาพเปรตและสถาปนาความเป็นญาติในสายบรรพชน (สปิณฑตา) จากนั้นมีคำถามเรื่องการเห็นบรรพชนในความฝันและสภาพของผู้ที่คติหลังตายยังไม่แน่นอน คำตอบชี้ว่าเป็นนิมิตเกี่ยวกับบรรพชนในวงศ์ตระกูลของตน และสภาพย่อมเป็นไปตามกรรม ผู้ตายไร้บุตรมีการกล่าวถึงผู้แทน/ทางเลือก และเมื่อพิธีศราทธ์ขาดตก โดยเฉพาะกรณีตายก่อนวัยหรือผิดธรรมชาติ จึงกำหนด “นารายณะ-พลี” เป็นพิธีแก้เพื่อดับภาวะเปรต ต่อมาบทนี้แจกแจงคติสามประการ—สวรรค์ นรก และโมกษะ—สัมพันธ์กับธรรม บาป และญาณ แล้วสอดแทรกคำถามแบบมหากาพย์ (ยุธิษฐิระถามภีษมะ) เพื่ออธิบายการบริหารของยม: เสมียนจิตร–วิจิตร ทูตยมแปดประเภทที่มีหน้าที่แบบรौทระและเสามยะ เส้นทางยมมรรค และการข้ามแม่น้ำไวตรณี จากนั้นกล่าวถึงนรกยี่สิบเอ็ดแห่งและทัณฑกรรมตามเหตุแห่งกรรม พร้อมแนวทางบรรเทาเป็นลำดับ ได้แก่ ศราทธ์เป็นขั้น ๆ และทานตามกำหนดเวลา (รายเดือนและช่วงหลายเดือน) เพื่อผ่อนหนักหรือป้องกันทุกข์ สุดท้ายย้ำว่าคำบรรยายนี้ทำให้เข้าใจผลกรรมได้ชัด และการจาริกสู่ทีรถะเป็นเหตุแห่งความบริสุทธิ์.

नरकयातनानिरसनोपायवर्णनम् (Means for the Mitigation of Naraka-Sufferings)
เมื่อได้ฟังคำพรรณนาถึงนรกทั้งหลาย ยุธิษฐิระเกิดความหวาดหวั่นและทูลถามว่า แม้ผู้มีบาปจะพ้นได้อย่างไร—ด้วยวรตะ (การถือปฏิญาณ), การสำรวม, การบูชาไฟ หรือการพึ่งพาตีรถะ (สถานศักดิ์สิทธิ์) หรือไม่ ภีษมะจึงตอบด้วยบัญชีข้อปฏิบัติที่ช่วยบรรเทาทุกข์นรก โดยกล่าวว่า ผู้ที่นำอัฐิไปสู่คงคา (คงคา-นที) ย่อมไม่ถูกไฟนรกครอบงำ และการทำศราทธะในคงคาโดยอุทิศนามผู้ล่วงลับ ช่วยเกื้อหนุนให้ก้าวพ้นภาพน่ากลัวแห่งนรกได้ อีกทั้งการทำปรายสัตตะ (การชดใช้บาป) อย่างถูกต้อง และการให้ทาน—โดยเฉพาะทานทอง—เป็นเครื่องชำระบาปสำคัญ จากนั้นกล่าวถึงหนทางเฉพาะตามสถานที่และกาลเวลา: การสิ้นชีวิต ณ ตีรถะบางแห่ง (รวมถึงธารา-ตีรถะ) หรือ ณ ศูนย์แสวงบุญใหญ่ เช่น วาราณสี กุรุเกษตร ไนมิษะ นาคารปุระ ประยาคะ และประภาสะ ย่อมนำไปสู่ความรอดแม้มีความผิดหนัก กล่าวถึงการทำประโยปเวศนะ (อดอาหารจนละสังขาร) ด้วยภักติต่อชนารทนะ และการปฏิบัติอย่างมีวินัย ณ จิตเรศวรด้วย เน้นคุณธรรมแห่งทาน: เลี้ยงอาหารคนยากไร้ คนตาบอด ผู้ขัดสน และผู้แสวงบุญที่อ่อนล้า แม้ไม่ตรงเวลา ก็เป็นเกราะคุ้มกันจากนรก ยังมีทานเฉพาะอย่าง ชล-เธนุ และ ติละ-เธนุ ตามตำแหน่งสุริยะ การได้ทัศนะโสมณาถ การอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์ในทะเลและแม่น้ำสรัสวตี พิธีในคราสที่กุรุเกษตร และการเวียนประทักษิณาในโยคะการ์ตติกา/กฤตติกา รวมทั้งที่ตรีปุษกรา ตอนท้ายย้ำกฎแห่งกรรมว่า แม้โทษเล็กน้อยก็อาจนำสู่นรกได้ แต่การปฏิบัติแก้ไขย่อมเป็นทางบรรเทาและพ้นทุกข์.

जलशाय्युपाख्याने ब्रह्मदत्तवरप्रदानोद्धतान्धकासुरकृतशंकराज्ञावमाननवर्णनम् (Jalāśāyī Episode: The Boon to Brahmadatta and Andhaka’s Disregard of Śaṅkara’s Command)
บทที่ 228 ดำเนินเรื่องเป็นสองช่วงที่เกี่ยวเนื่องกัน ช่วงแรก สุตะกล่าวสรรเสริญบิลทวาระว่าเป็นทีรถะชำระบาป—ผู้ได้เห็นและบูชาพระวิษณุในปางชลาศายี ผู้บรรทมเหนือเศษะ ย่อมสิ้นมลทินแห่งกรรมชั่ว การภักดีอย่างต่อเนื่องตลอดสี่เดือนจาตุรมาสยะถูกยกย่องว่าให้ผลเทียบเท่าการจาริกทีรถะมากมายและมหายัญ อีกทั้งยังนำไปสู่โมกษะ แม้ผู้มีความประพฤติอันเลวร้ายก็ยังได้รับทางพ้นได้ เมื่อฤๅษีสงสัยว่าพระผู้บรรทมในเกษีรสาครจะมาประทับ ณ บิลทวาระได้อย่างไร สุตะยืนยันหลักธรรมว่าเทพผู้เหนือโลกสามารถสำแดงพระองค์ในสถานที่เฉพาะเป็นรูปที่เข้าถึงได้ จากนั้นเรื่องเหตุปกรณัมเริ่มขึ้น—หลังหิรัณยกศิปุพินาศ ปรากฏปรหลาทและอันธกะ; อันธกะได้พรจากพรหมา ต่อสู้กับอินทราและยึดสิทธิแห่งสวรรค์ อินทราจึงขอพึ่งศังกร; ศังกรส่งวีรภัทรเป็นทูตสั่งให้อันธกะละสวรรค์และกลับสู่แดนบรรพชน แต่อันธกะกลับเยาะเย้ยและปฏิเสธคำสั่ง นำเรื่องไปสู่การลงทัณฑ์ทิพย์และการสถาปนาธรรมให้มั่นคงอีกครั้ง

भृंगीरिट्युत्पत्तिवर्णनम् | Origin Narrative of Bhṛṅgīriṭi
สุทาเล่าว่า พระศิวะทรงกริ้วอย่างยิ่ง เสด็จพร้อมหมู่คณะคณะ (คณะของพระศิวะ) และได้รับการหนุนจากเหล่าเทวะที่มีพระอินทร์เป็นประมุข มุ่งสู่อมราวตี เมื่ออันธกะเห็นกองทัพทิพย์ก็ยกกองทัพสี่เหล่ามาเผชิญหน้า เกิดศึกใหญ่ยืดเยื้อยาวนาน แม้ถูกตรีศูลของพระศิวะทิ่มแทง แต่อันธกะไม่ตายเพราะพรจากพระพรหม จึงต่อสู้กันกินเวลายาวไกล ต่อมา พระศิวะทรงเสียบอันธกะไว้บนตรีศูลและแขวนไว้สูง ร่างของเขาค่อย ๆ ร่อยหรอ กำลังเสื่อมลง และเกิดสำนึกในความผิดและอธรรม เขาจึงละความก้าวร้าว หันมาสรรเสริญและขอพึ่งพระองค์ กล่าวว่าการเอ่ยนามพระศิวะเพียงครั้งก็ชี้ทางสู่โมกษะได้ และชีวิตที่ไร้การบูชาพระศิวะย่อมแห้งแล้งทางจิตวิญญาณ เมื่อทรงเห็นความบริสุทธิ์และความอ่อนน้อมของอันธกะ พระศิวะจึงปล่อยเขา ฟื้นสถานะในหมู่ศैวะ และประทานนามใหม่ว่า “ภฤงคีริติ” พร้อมให้ความใกล้ชิดในหมู่คณะด้วยความเมตตา บทนี้จึงสอนว่า ความรุนแรงและความทะนงตนย่อมนำไปสู่การรู้ตน การสารภาพผิด และการกลับคืนด้วยพระกรุณาอันศักดิ์สิทธิ์।

वृकेन्द्रराज्यलम्भनवर्णनम् (Account of Vṛka’s Acquisition of Indra’s Sovereignty)
บทนี้สืบเนื่องจากเหตุการณ์หลังการปราบอันธกะ โดยกล่าวถึงวฤกะ บุตรของอันธกะ ผู้ปรากฏเป็นอสูรที่ยังหลงเหลืออยู่ เขาถอยไปพำนักในที่ลี้ภัยกลางมหาสมุทรซึ่งมีการคุ้มกันแน่นหนา ต่อมาจึงมายังชมพูทวีป และยืนยันว่า “หาฏเกศวร-เกษตร” เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ให้ผลจริง เพราะอันธกะเคยบำเพ็ญตบะที่นั่นมาก่อน วฤกะกระทำตบะอย่างลับ ๆ และทวีความเข้มข้นขึ้นตามลำดับ—เริ่มจากดำรงชีพด้วยน้ำ แล้วต่อด้วยลม—ด้วยการสำรวมกายอย่างยิ่งและตั้งจิตเพ่งถึงพระพรหม ผู้เป็นปิตามหะ กำลสมภวะ ครั้นเวลายาวนาน พระพรหมทรงปรากฏ ตรัสให้ละตบะอันรุนแรง และประทานพร วฤกะทูลขอความพ้นจากความชราและความตาย พระพรหมทรงอนุเคราะห์ให้แล้วเสด็จอันตรธาน ด้วยอานุภาพแห่งพร วฤกะกลับไปวางแผนที่เขาไรเวตกะ แล้วเคลื่อนกำลังต่อกรกับพระอินทร์ พระอินทร์ทรงทราบว่าวฤกะมีความคงกระพันจากพร จึงละอมราวตีและพาเหล่าเทพไปพึ่งพรหมโลก วฤกะเข้าสู่เทวโลก ครองอินทราสนะ ได้รับการอภิเษกจากศุกราจารย์ และแต่งตั้งเหล่าไทตยะให้ดำรงตำแหน่งแทนอาทิตยะ วสุ รุทร และมรุต พร้อมทั้งปรับสัดส่วนส่วนแบ่งยัญญะตามคำสั่งของศุกราจารย์ บทนี้จึงชี้ให้เห็นทั้งพลังและภัยของพร ความกำกวมทางธรรมของอำนาจที่เกิดจากตบะ และความเปราะบางของระเบียบการปกครองจักรวาลต่อบุญฤทธิ์แห่งการบำเพ็ญเพียร

हाटकेश्वरक्षेत्रमाहात्म्ये जलशाय्युपाख्यानम् — Ekādaśī-vrata Māhātmya (Hāṭakeśvara-kṣetra and the Jalāśayī Narrative)
บทนี้กล่าวถึงภัยต่อวิถีพิธีกรรมเมื่อท้าววฤกะ ราชาอสูรครอบงำโลก เขาปราบปรามยัญญะ โหมะ และชปะ โดยส่งพวกสมุนสืบหาและสังหารผู้ปฏิบัติธรรม แต่เหล่าฤๅษียังคงบูชาอย่างลับ ๆ ฤๅษีสางกฤติบำเพ็ญตบะซ่อนเร้น ณ หาฏเกศวรเกษตร ต่อหน้าปฏิมาไวษณพสี่กร ด้วยรัศมีคุ้มครองของพระวิษณุ อสูรทั้งหลายจึงทำอันตรายมิได้ วฤกะเข้าจู่โจมด้วยตนเอง แต่อาวุธกลับไร้ผล; ด้วยคำสาปของฤๅษี เท้าของวฤกะร่วงลงจนสิ้นกำลัง ทำให้เหล่าเทวะกลับได้ความมั่นคง ต่อมา พระพรหมพอพระทัยในตบะของวฤกะและประสงค์ให้ฟื้นคืน แต่สางกฤติชี้ว่าหากฟื้นเต็มที่อาจก่อโทษต่อจักรวาล จึงกำหนดข้อตกลงแบบมีกรอบเวลา สอดคล้องกับระเบียบฤดูฝน—เมื่อครบกำหนดวฤกะจึงกลับเคลื่อนไหวได้ พระอินทร์ทุกข์ใจจากการถูกเบียดบังซ้ำ ๆ จึงปรึกษาพฤหัสบดีและรับวรตะ ‘อศูนยศยน’ เพื่อพระวิษณุ แล้วพระวิษณุเสด็จมาประทับตามฤดูกาล ณ หาฏเกศวรเกษตร “บรรทม” บนวฤกะตลอดสี่เดือน (จาตุรมาสยะ) ทำให้อสูรถูกตรึงและคุ้มครองราชสมบัติของพระอินทร์ พร้อมทั้งกล่าวถึงข้อจำกัดทางจริยธรรม-พิธีกรรมในกาลบรรทม และยกย่องเอกาทศีทั้งกาลบรรทมและกาลตื่นว่าให้ผลยิ่งนักในการบูชา

चातुर्मास्यव्रतनियमवर्णनम् (Cāturmāsya Vrata and Niyama Regulations)
เมื่อเหล่าฤๅษีทูลถามว่า ในกาลจาตุรมาสยะซึ่งถือว่าพระวิษณุผู้ทรงสังข์–จักร–คทา และมีธงครุฑ อยู่ในภาวะ “บรรทม” (prasupta) ควรปฏิบัติอย่างไร สุตะจึงถ่ายทอดคำสอนอันเป็นหลักฐานที่สืบจากปิตามหพรหมา ว่า นียมะใด ๆ ที่ตั้งใจทำด้วยศรัทธาในช่วงนี้ ย่อมให้ผลเป็นอนันตผล คือบุญกุศลกว้างไพศาลไม่สิ้นสุด บทนี้แจกแจงวัตรและวินัยตามลำดับตลอดสี่เดือน ทั้งด้านอาหาร (เอกภักตะ, กินตามนักษัตร, อดอาหารสลับวัน, กินในเวลาศัษฐาน-กาล, อุปวาสสามคืน) และด้านความบริสุทธิ์–การสำรวม (วินัยยามเย็น–ยามเช้า, ดำรงชีพแบบอายาจิตะไม่ร้องขอ, งดนวดด้วยน้ำมัน/เนยใส, พรหมจรรย์, อาบน้ำไม่ใช้น้ำมัน, งดน้ำผึ้งและเนื้อสัตว์) ยังระบุการงดเว้นเฉพาะเดือน—ศราวณะงดผัก (śāka), ภาทรปทะงดนมเปรี้ยว (dadhi), อาศวินงดนม (kṣīra), และการ์ติกะงดเนื้อสัตว์ พร้อมทั้งหลีกเลี่ยงภาชนะกังสยะ และในเดือนการ์ติกะให้เคร่งครัดเป็นพิเศษ คือ งดเนื้อสัตว์ งดโกน/ใช้มีดโกน งดน้ำผึ้ง และงดกิจทางเพศ ส่วนการบำเพ็ญภักติกรรมที่แนะนำ ได้แก่ โหมะด้วยงาและอักษตะพร้อมมนตร์ไวษณพ, สวดชปะปุรุษสูกตะ, เวียนประทักษิณาอย่างสงบด้วยก้าว/กำมือที่กำหนด, เลี้ยงพราหมณ์โดยเฉพาะในเดือนการ์ติกะ, ศึกษาพระเวท ณ สถานศักดิ์สิทธิ์ของพระวิษณุ และถวายศิลปะในเทวสถาน เช่น นฤตยะ–คีตะ อีกทั้งย้ำพิธีเฉพาะแห่งทีรถะ คือถวายประทีปบนกะลศะยอดศาลเจ้าพระชลาศัยยี ซึ่งกล่าวว่าให้ส่วนรวมแห่งผลนียมะก่อนหน้า ตอนท้ายเน้นให้ตั้งสังกัลปะและปฏิบัติตามกำลัง แนะนำให้ถวายทานแก่พราหมณ์เมื่อจบวัตร เตือนว่าผ่านจาตุรมาสยะโดยไม่นียมะใด ๆ ย่อมไร้ผลทางจิตวิญญาณ และปิดด้วยผลश्रุติว่า ผู้ฟังหรือผู้สาธยายย่อมพ้นโทษที่เกี่ยวกับจาตุรมาสยะ และบรรลุโมกษะได้ในที่สุด

चातुर्मास्यमाहात्म्ये गंगोदकस्नानफलमाहात्म्यवर्णनम् (Cāturmāsya Māhātmya: The Merit of Bathing with Gaṅgā-Water)
บทที่ 233 กล่าวถึงมหิมาแห่งการถือจาตุรมาสยะ (ฤดูกาลศักดิ์สิทธิ์สี่เดือน) อย่างเป็นชั้นเชิง โดยมีกรอบเรื่องเป็นสุทากล่าวตอบฤๅษีผู้ใคร่รู้ และแทรกบทสนทนาพรหมา–นารท เพื่อยืนยันว่าในช่วงจาตุรมาสยะ การภักดีต่อพระวิษณุและวินัยแห่งความบริสุทธิ์ให้ผลยิ่งนัก การอาบน้ำยามเช้าถูกยกเป็นปฏิบัติสำคัญ เพราะนำไปสู่การสิ้นสลายแห่งบาป (ปาปกษยะ) และช่วยฟื้นพลังผลของกิจกรรมธรรมะอื่น ๆ ให้กลับมาสมบูรณ์ ยังจำแนกน้ำและสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ไว้หลายประเภท—แม่น้ำและมหาตีรถะอย่างปุษกรกับประยาค น้ำท้องถิ่นเช่นเรวา/นรมทาและโคทาวรี จุดบรรจบแห่งมหาสมุทร ตลอดจนน้ำทดแทนที่ปรุงด้วยงา อามลกะ หรือใบพิลวะ บทนี้เสนอวิธีภักติด้วยการระลึก: แม้อยู่ใกล้ภาชนะน้ำ หากระลึกถึงคงคาในใจ ก็ถือว่าเกิดผลแห่งการอาบน้ำ เพราะคงคาเกี่ยวเนื่องกับปาโททกะ—น้ำจากพระบาทของพระผู้เป็นเจ้า มีข้อกำชับให้หลีกเลี่ยงการอาบน้ำกลางคืน และเน้นความบริสุทธิ์เมื่อเห็นดวงอาทิตย์; ตอนท้ายกล่าวว่าเมื่ออาบน้ำจริงไม่ได้ การอาบด้วยเถ้า การอาบด้วยมนตร์ หรือการอาบด้วยน้ำพระบาทของพระวิษณุ ก็เป็นทางเลือกเพื่อความชำระให้บริสุทธิ์ได้เช่นกัน.

चातुर्मास्यनियमविधिमाहात्म्यवर्णनम् (Glorification and Procedure of Cāturmāsya Disciplines)
บทนี้เป็นบทสนทนาธรรมระหว่างพระพรหมกับพระนารท ภายใต้กรอบมหาตม์แห่งจาตุรมาสยะ เริ่มด้วยข้อปฏิบัติหลังสรงน้ำ: ให้ทำปิตฤตัรปณะทุกวันด้วยศรัทธา โดยเฉพาะในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และกล่าวถึงพิธี ณ สังฆมะ (จุดบรรจบของสายน้ำ) ที่การบูชาเทวะ การสวดชปะ และการบูชาโหมะ ให้ผลบุญไพศาลยิ่งนัก ต่อจากนั้นกล่าวถึงการดำเนินชีวิตอย่างมีวินัย โดยให้ระลึกถึงโควินทะก่อนประกอบกุศล และยกหลักค้ำจุนธรรม ได้แก่ สัตสังคะ ความภักดีต่อทวิชะ การตัรปณะต่อครู–เทวะ–อัคนี การให้โคทาน การสาธยายพระเวท วาจาสัตย์ และการให้ทานพร้อมภักติอย่างสม่ำเสมอ เมื่อพระนารทถามความหมายของ “นิยามะ” และผลของมัน พระพรหมอธิบายว่า นิยามะคือการกำกับอินทรีย์และความประพฤติ เพื่อชนะศัตรูภายใน (ษัฏวรรคะ) และสถาปนาคุณธรรม เช่น กษมา (ความอดทนให้อภัย) และสัตยะ (ความจริง) ย้ำว่า การข่มใจ/กำกับใจ (มโนไนครหะ) เป็นเหตุแห่งญาณและโมกษะ และกษมาคือวินัยที่ร้อยรวมข้อปฏิบัติทั้งปวง กล่าวถึงข้อห้ามและหน้าที่: สัตยะเป็นธรรมสูงสุด อหิงสาเป็นรากของธรรม หลีกเลี่ยงการลักขโมยโดยเฉพาะทรัพย์ของพราหมณ์และเทวะ ละอหังการ และบ่มเพาะศมะ สันโตษะ และความไม่ริษยา ตอนท้ายยก “ภูตทยา” คือเมตตาต่อสรรพสัตว์เป็นธรรมจำเป็น เพราะพระหริสถิตในดวงใจของทุกผู้ การเบียดเบียนสัตว์จึงเป็นทั้งโทษทางธรรมและศีลธรรม และในกาลจาตุรมาสยะ เมตตาถูกสรรเสริญว่าเป็นสनาตนธรรมโดยเฉพาะ

Cāturmāsya-dāna-mahimā (Theological Discourse on the Eminence of Charity during Cāturmāsya)
บทนี้เป็นเทววาทะระหว่างพระพรหมกับพระนารท ว่าด้วยการจัดลำดับบุญจากทานและพิธีกรรม โดยย้ำความสำคัญของกาลจาตุรมาสยะ ซึ่งเรียกว่า ‘หราวุ สุปเต’ คือช่วงที่ถือกันโดยพิธีว่า พระวิษณุทรงบรรทมอยู่ เริ่มด้วยการสรรเสริญทานว่าเป็นธรรมอันประเสริฐ แล้วชูอันนะทาน (ทานอาหาร) และอุทกทาน (ทานน้ำ) ว่าเหนือทานทั้งปวง โดยอาศัยหลักว่า ‘อันนะคือพรหม’ และชีวิตย่อมตั้งอยู่ได้ด้วยอาหาร ในกาลจาตุรมาสยะได้แจกแจงกิจอันเป็นบุญหลายประการ ได้แก่ ทานอาหารและน้ำ ทานโค การสาธยายพระเวท การบูชาไฟ (โหมะ) การเลี้ยงครูและพราหมณ์ ทานเนยใส การบูชา และการรับใช้สัตบุรุษ พร้อมทั้งกล่าวถึงทานประกอบ เช่น ผลิตภัณฑ์นม ดอกไม้ จันทน์/อครุ/ธูป ผลไม้ ทานความรู้ และทานที่ดิน ยังมีข้อเตือนด้านศีลธรรมเกี่ยวกับทานที่ได้ปฏิญาณไว้: การผัดผ่อนทานที่รับปากถือว่าเป็นภัยทางจิตวิญญาณ ส่วนการให้ตรงเวลาย่อมเพิ่มพูนบุญ; การยักยอกหรือเบี่ยงเบนของที่ตั้งใจถวายเป็นสิ่งไม่ควร ผลที่กล่าวไว้มีทั้งการหลีกพ้นแดนพระยมสำหรับทานบางอย่าง การได้ไปสู่โลกเฉพาะ การพ้นจากหนี้สามประการ (ฤณตรยะ) และเกื้อกูลบรรพชน ทั้งยังระบุว่าเป็นบทในนาคารขันฑะ ตอนมหาตมยะหาฏเกศวรเกษตร อยู่ในลำดับเรื่องศेषศัยยาอุปาขยานะและจาตุรมาสยะมหาตมยะ.

इष्टवस्तुपरित्यागमहिमवर्णनम् (The Glory of Renouncing Preferred Objects during Cāturmāsya)
บทนี้เป็นคำสอนเชิงเทววิทยาในรูปสนทนาระหว่างพรหมาและนารท โดยพรหมากล่าวว่า “จาตุรมาสยะ” เป็นกาลแห่งวินัยภักติที่มุ่งถวายแด่พระนารายณ์/พระวิษณุ การสละ (ตฺยาคะ) และการสำรวมยับยั้งเป็นเหตุให้เกิดบุญผลอักศัยยะ คือไม่เสื่อมไม่หมดสิ้น มีการแจกแจงข้อเว้นมากมาย เช่น หลีกเลี่ยงภาชนะบางชนิดโดยเฉพาะทองแดง ใช้ใบไม้เป็นภาชนะรองอาหาร (ใบปละศะ อรกะ วฏะ อัศวัตถะ) และงดเกลือ ธัญพืช/ถั่ว รสปรุง น้ำมัน ของหวาน นมและของจากนม สุรา และเนื้อสัตว์ เป็นต้น อีกทั้งให้สำรวมด้านวิถีชีวิต—หลีกเลี่ยงเครื่องนุ่งห่ม/สีบางอย่าง งดของฟุ่มเฟือยอย่างจันทน์ การบูร และวัตถุหอมคล้ายหญ้าฝรั่น และลดการแต่งกายบำรุงกายในช่วงที่กล่าวว่าพระหริอยู่ในโยคนิทรา โดยเฉพาะ “ปรนินทา” คือการนินทาว่าร้ายผู้อื่น ถูกระบุว่าเป็นโทษหนักและห้ามอย่างยิ่ง ท้ายที่สุดย้ำว่าเป้าหมายสูงสุดคือทำให้พระวิษณุพอพระทัยด้วยทุกวิถีทาง และการระลึก สวด และสาธยายพระนามพระวิษณุในจาตุรมาสยะมีอานุภาพนำไปสู่ความหลุดพ้น รวมวินัยพิธีกรรม จริยธรรมแห่งวาจา และภักติไว้เป็นหนึ่งเดียว

Cāturmāsya-māhātmya and Vrata-mahimā (चातुर्मास्यमाहात्म्ये व्रतमहिमवर्णनम्)
บทนี้เป็นบทสนทนาทางเทววิทยาระหว่างพระพรหมกับพระนารท ว่าด้วยการกำหนดกาลพิธี วินัยทางศีลธรรม และเจตนาภักติในการบูชาพระวิษณุ พระนารททูลถามว่าเมื่ออยู่ใกล้พระวิษณุควรรับ “วิธี” และ “นิษেধ” เมื่อใด พระพรหมทรงชี้กัรกฏสังกรานติเป็นเครื่องหมายแห่งกาล แล้วทรงกำหนดให้บูชาด้วยการถวายอรฺฆยะพร้อมผลจัมพุอันเป็นมงคล และตั้งสังกัลปะด้วยมนตร์ในความหมายแห่งการมอบตนแด่วาสุเทวะ ต่อจากนั้นทรงอธิบายว่า วิธี (การปฏิบัติตามบัญญัติ) และนิษেধ (การสำรวมตามข้อห้าม) เป็นธรรมวินัยที่เกื้อหนุนกัน ทั้งสองมีรากฐานอยู่ในพระวิษณุ และควรปฏิบัติด้วยภักติ โดยเฉพาะในกาลจาตุรมาสยะซึ่งกล่าวว่าเป็นช่วงเวลาแห่งสิริมงคลทั่วไป เมื่อถูกถามว่าในยามที่เทพ “บรรทม” พรตใดให้ผลสูงสุด พระพรหมทรงยกย่องวิษณุพรต และสถาปนาพรหมจรรย์เป็นพรตสูงสุด เป็นกำลังหลักให้ตบะและธรรมดำรงมั่น บทนี้แจกแจงคุณธรรมและการประพฤติ เช่น โหมะ การเคารพพราหมณ์ สัตยะ เมตตา อหิงสา ไม่ลักขโมย การสำรวมตน ไม่โกรธ ไม่ยึดติด การศึกษาพระเวท ญาณ และจิตที่อุทิศแด่พระกฤษณะ ผู้ปฏิบัติเช่นนี้ถูกกล่าวว่าเป็นผู้หลุดพ้นทั้งที่ยังมีชีวิตและไม่ถูกบาปแปดเปื้อน ตอนท้ายย้ำว่าแม้ปฏิบัติได้เพียงบางส่วนในจาตุรมาสยะก็ยังเกิดผล ตบะชำระกายให้บริสุทธิ์ และภักติแด่พระหริคือหลักรวมของระบบพรตทั้งปวง

चातुर्मास्यमाहात्म्ये तपोमहिमावर्णनम् (Tapas and the Greatness of Cāturmāsya Observance)
บทนี้กล่าวถึงบทสนทนาธรรมระหว่างพระพรหมกับพระนารท ในบริบทแห่งพระวิษณุผู้บรรทมเหนือเศษนาค (เศษศายี) อธิบายความหมายของตบะในกาลจาตุรมาสยะว่าไม่ใช่เพียงการอดอาหารเท่านั้น หากเป็นวินัยรวม: บูชาพระวิษณุด้วยเครื่องสักการะสิบหกประการ การประกอบปัญจยัญญะเป็นนิตย์ ความสัตย์ อหิงสา และการสำรวมอินทรีย์อย่างต่อเนื่อง ยังแสดงแบบแผนการบูชาตามทิศสำหรับคฤหัสถ์ในแนวปัญจายตนะ—ศูนย์กลางแห่งกาลมีสุริยะและจันทรา มุมอัคนีมีพระคเณศ มุมนైరฤตมีพระวิษณุ มุมวายุมีเทวตาประจำตระกูล/สายวงศ์ และมุมอีศานมีพระรุทระ พร้อมระบุดอกไม้และเจตนาบูชาเพื่อกำจัดอุปสรรค คุ้มครอง ให้ได้บุตร และป้องกันอปมฤตยู (มรณะก่อนกาล) ครึ่งหลังรวบรวมตบะจาตุรมาสยะเป็นลำดับขั้น—ข้อกำหนดอาหารหลากแบบ การฉันมื้อเดียว/เว้นวัน รูปแบบกฤจฉระและปรากะ ตลอดจนลำดับ “มหาปารากะ” ที่ผูกกับเครื่องหมายทวาทศี แต่ละข้อมีผลश्रุติว่าชำระบาป บรรลุไวกุณฐะ และเพิ่มพูนญาณแห่งภักติ ท้ายบทยืนยันอานิสงส์แห่งการสาธยายและการสดับ และยกคำสอนนี้เป็นคู่มือศีลธรรม-พิธีกรรมอันทรงคุณค่าสำหรับคฤหัสถ์ในฤดูที่พระวิษณุทรง ‘บรรทม’.

चातुर्मास्यमाहात्म्ये तपोऽधिकार-षोडशोपचार-दीपमहिमवर्णनम् | Cāturmāsya Māhātmya: Sixteenfold Worship and the Merit of Lamp-Offering
บทที่ 239 จัดวางเป็นบทสนทนาทางเทววิทยาระหว่างพระพรหมกับพระนารท โดยพระนารททูลถามว่า “การบูชาด้วยอุปจาระสิบหกประการ” ควรกระทำอย่างไร โดยเฉพาะเมื่อพระหริ (วิษณุ) อยู่ในภาวะศยนะ คือเอนกายพักผ่อน และขอคำอธิบายอย่างละเอียด พระพรหมทรงตอบโดยตั้งหลักอำนาจแห่งพระเวทว่าเป็นรากฐานของภักติแด่พระวิษณุ และจัดระเบียบพิธีให้สอดคล้องกับลำดับสื่อกลางอันศักดิ์สิทธิ์ คือ เวท–พราหมณ์–อัคนี–ยัญญะ ต่อจากนั้นทรงยกย่องมหิมาแห่งจาตุรมาสยะว่าเป็นกาลพิเศษสำหรับการระลึกถึงพระหริในลักษณะที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำ โดยเชื่อม “น้ำ–อาหาร–ความศักดิ์สิทธิ์ที่มีรากจากพระวิษณุ” และกล่าวว่าเครื่องสักการะเป็นดั่งเกราะคุ้มครองจากทุกข์ที่เวียนกลับในสังสารวัฏ ลำดับการบูชาถูกแจกแจงตั้งแต่ นยาสะภายในและภายนอก การอาวาหนะเชิญรูปไวกุณฐะพร้อมลักษณะประจำองค์ แล้วตามด้วย อาสนะ ปาทยะ อรฆยะ อาจมนะ การสรงด้วยน้ำหอมและน้ำตีรถะ การถวายอาภรณ์ ความหมายของยัชโญปวีตะ การทาจันทน์ การบูชาดอกไม้ (เน้นความบริสุทธิ์และดอกไม้สีขาว) การถวายธูปพร้อมมนต์ และการถวายประทีป (ทีปทาน) ทีปทานได้รับการสรรเสริญว่าเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ในการขจัดความมืดและบาป ตลอดบทเน้นซ้ำว่า “ศรัทธา” คือเงื่อนไขแห่งผลสำเร็จ และพิธีบูชาถูกวางเป็นวินัยทางศีลธรรมและจิตวิญญาณ ตอนท้ายประกาศผลบุญอันแรงกล้าของทีปทานและเครื่องสักการะที่เกี่ยวข้องในกาลจาตุรมาสยะ.

Haridīpa-pradāna Māhātmya (Theological Discourse on Offering a Lamp to Hari/Vishnu, especially in Cāturmāsya)
บทนี้เป็นบทสนทนาระหว่างพระพรหมกับพระนารท ว่าด้วยอานิสงส์แห่งการถวายประทีป (ทีปะ) แด่พระหริ/พระวิษณุ พระพรหมกล่าวยกย่องว่าประทีปที่ถวายแด่พระหริประเสริฐกว่าทานและบูชาอื่น ๆ เป็นเครื่องชำระบาป (ปาปะ) ได้สม่ำเสมอ และในกาลจาตุรมาสยะยิ่งมีกำลังให้สำเร็จตามความตั้งใจและประทานผลอันปรารถนา จากนั้นกล่าวถึงลำดับปฏิบัติแห่งภักติ—ถวายประทีปพร้อมบูชาตามพิธี ถวายนิเวทยะในวันขึ้น 13 ค่ำ และเมื่อถึงช่วง “พระหริบรรทม” ในจาตุรมาสยะให้ถวายอรฺฆยะทุกวัน โดยใช้น้ำจากสังข์ร่วมกับใบพลู หมาก ผลไม้ เป็นต้น พร้อมสวดมนต์น้อมแด่เกศวะ แล้วจึงทำอาจมนะ ทำอารตี วันขึ้น 14 ค่ำให้กราบแบบสाष्टางคะ และวันเพ็ญให้เวียนประทักษิณา ซึ่งกล่าวว่าให้ผลเสมอการจาริกไปยังตีรถะมากมายและการให้ทานน้ำ ตอนท้ายเป็นคำสอนเชิงภาวนา: ผู้ปฏิบัติที่มีแนวโยคะควรเจริญสมาธิต่อสภาวะสถิตของพระเป็นเจ้าเหนือรูปภาพที่ตายตัว พิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างอาตมันกับพระวิษณุ และด้วยภาวะแบบไวษณพย่อมเข้าใกล้ “ชีวันมุกติ” คือหลุดพ้นได้แม้อยู่ในกาย จาตุรมาสยะถูกย้ำว่าเป็นกาลอันเหมาะยิ่งสำหรับภักติที่มีวินัยเช่นนี้

सच्छूद्रकथनम् (Discourse on the 'Sat-Śūdra' and household dharma in Chāturmāsya)
บทนี้เป็นคำสอนเชิงเทววิทยาและจริยธรรมในรูปแบบสนทนา เริ่มด้วยพระอีศวรอธิบายวิธีบูชาพระวิษณุ ๑๖ ประการว่าเป็นหนทางสู่ภาวะสูงสุดสำหรับผู้ปฏิบัติที่เหมาะสม แล้วจึงกล่าวถึงความเหมาะสมในการประกอบพิธี และคำถามว่าบุญที่มุ่งสู่โมกษะจะบำเพ็ญได้อย่างไรโดยไม่ต้องพึ่งรูปแบบการบูชาพระกฤษณะเฉพาะทางโดยตรง พระการ์ตติเกยะทูลถามถึงธรรมของศูทรและสตรี พระอีศวรกล่าวถึงข้อจำกัดเรื่องการสวด/ท่องพระเวท แล้วหันมากำหนดความหมายของ “สัต-ศูทร” โดยยึดระเบียบชีวิตคฤหัสถ์เป็นหลัก ได้แก่ มีภรรยาที่สมรสถูกต้องและมีคุณสมบัติเหมาะสม ดำรงชีวิตคฤหัสถ์อย่างมีวินัย ประกอบปัญจยัญญะโดยไม่ใช้มนตร์ ต้อนรับแขก ให้ทาน และปรนนิบัติแขกผู้เป็นทวิชะ นอกจากนี้ยังขยายอุดมคติปติวรตา อานิสงส์แห่งความพร้อมเพรียงของสามีภรรยา ตลอดจนกฎการสมรสข้ามหมวดหมู่ ชนิดของการสมรส และการจำแนกบุตรตามแบบคัมภีร์สมฤติ ท้ายบทสรุปด้วยบัญญัติศีลธรรมเชิงปฏิบัติ เช่น อหิงสา การให้ทานด้วยศรัทธา การเลี้ยงชีพอย่างมีระเบียบ กิจวัตรประจำวัน และการเพิ่มพูนบุญกุศลเป็นพิเศษในช่วงจาตุรมาสยะ โดยนำความประพฤติในเรือนและการถือปฏิบัติตามฤดูกาลเป็นแกนของแผนที่ธรรมแบบเป็นลำดับขั้น

Aṣṭādaśa-prakṛti-kathana (Discourse on the Eighteen Social/Occupational Natures)
บทที่ 242 จัดวางเป็นบทสนทนาทางเทววิทยาและจริยธรรมระหว่างพระพรหมกับพระนารท ภายในกรอบเรื่องราวมหาตมยะของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ (ตีรถะ) พระนารททูลถามถึง “อัษฏาทศปรกฤติ” (ธรรมชาติ/จำพวกทั้งสิบแปด) และวฤตติอันเหมาะสม คือแนวทางเลี้ยงชีพและความประพฤติ พระพรหมจึงเล่าความทรงจำแห่งการกำเนิดจักรวาล: การอุบัติจากดอกบัว การเห็นไข่จักรวาลนับไม่ถ้วน ความเผลอไผลสู่ความเฉื่อยชา แล้วได้รับคำตักเตือนให้บำเพ็ญตบะ จนท้ายที่สุดได้รับอนุญาตให้สร้างสรรพสิ่ง จากนั้นเนื้อหาหันสู่หลักธรรมสังคม โดยแจกแจงหน้าที่ตามวรรณะ: พราหมณ์เน้นสำรวม ศึกษา และภักติ; กษัตริย์เน้นคุ้มครองประชาและป้องกันผู้เปราะบาง; แพศย์เน้นการดูแลเศรษฐกิจ การให้ทาน และธรรมแห่งการค้า; ศูทรเน้นการรับใช้ ความสะอาด และความซื่อตรงต่อหน้าที่ อีกทั้งชี้ว่าภักติสามารถบำเพ็ญได้ด้วยการกระทำอันดีแม้ไม่อาศัยมนตร์ ยังมีการกล่าวถึงหมู่ชีพอาชีพภายใน “สิบแปด” โดยจัดเป็นสูง/กลาง/ต่ำตามแบบแผน และปิดท้ายด้วยการยืนยันว่า “วิษณุภักติ” เป็นมงคลแก่ทุกวรรณะ ทุกอาศรม และทุกปรกฤติ ผลश्रุติระบุว่า การฟังหรือสาธยายตอนปุราณะอันชำระใจนี้ย่อมลบล้างบาปที่สั่งสม และนำผู้ตั้งมั่นในความประพฤติชอบไปสู่แดนของพระวิษณุ

शालिग्रामपूजनमाहात्म्यवर्णनम् | The Glory of Śālagrāma Worship (Paijavana Upākhyāna)
พระพรหมทรงยกกรณีสั่งสอนธรรมะ โดยกล่าวถึง “ไพชวะนะ” คฤหัสถ์ชูทรผู้เป็นแบบอย่าง มีอาชีพสุจริต พูดสัตย์ ต้อนรับแขกด้วยศรัทธา และภักดีต่อพระวิษณุรวมทั้งพราหมณ์ทั้งหลาย ภายในเรือนมีระเบียบแห่งศีลธรรม—ให้ทานตามฤดูกาล ทำสาธารณประโยชน์ (ขุดบ่อ สร้างสระ สร้างที่พักคนเดินทาง) และรักษาวรตอย่างมีวินัย แสดงว่าธรรมของคฤหัสถ์ก็ให้ผลทางจิตวิญญาณได้ เมื่อฤๅษีกาลวะมาพร้อมศิษย์ ไพชวะนะรับรองด้วยเกียรติยศ และเห็นการมาเยือนเป็นเหตุชำระตน จึงขอแนวทางเพื่อความหลุดพ้นที่เหมาะแก่ผู้ไม่มีสิทธิ์สวดท่องพระเวท กาลวะจึงสอนภักติที่ยึด “ศาลิคราม” เป็นศูนย์กลาง ชี้ว่าบุญเป็นอักษยะ (ไม่เสื่อมสูญ) ได้ผลยิ่งในกาลจาตุรมาสยะ และศาลิครามยังทำให้บริเวณโดยรอบศักดิ์สิทธิ์ ในเรื่องความเหมาะสม ท่านแยก “อสัต-ชูทร” กับ “สัต-ชูทร” ยืนยันว่าคฤหัสถ์ผู้ควรและสตรีผู้มีคุณธรรมก็เข้าถึงการบูชานี้ได้ พร้อมเตือนว่าความลังเลทำลายผลบุญ จากนั้นกล่าววิธีปฏิบัติ เช่น ถวายใบตุลสี (ประเสริฐกว่าดอกไม้) พวงมาลัย ประทีป ธูป อาบด้วยปัญจามฤต และระลึกถึงพระหริในรูปศาลิคราม ผลที่สัญญาไว้คือความบริสุทธิ์ การอยู่สวรรค์โดยไม่ตกต่ำ และท้ายที่สุดคือโมกษะ ตอนจบกล่าวถึงศาลิคราม ๒๔ รูปแบบ เป็นการปิดกรอบมหาตมยะของเรื่องเล่า.

चतुर्मास्यमाहात्म्ये चतुर्विंशतिमूर्त्तिनिर्देशः (Cāturmāsya Māhātmya: Enumeration of the Twenty-Four Forms)
บทนี้เป็นบทสนทนาเชิงสั่งสอน เมื่อไพชวนะกล่าวว่าตนยังไม่อิ่มเอม แม้ได้ฟัง “อมฤต” แห่งวาจาครูแล้ว จึงขอให้แจกแจง ‘เภท’ (การจำแนก/ความแตกต่างทางหลักธรรม) อย่างละเอียด กาลวะจึงรับปากว่าจะกล่าวการนับแบบปุราณะ ซึ่งการได้สดับฟังย่อมช่วยปลดเปลื้องบาปได้ จากนั้นเนื้อหาหลักคือการเรียงลำดับพระนาม/รูปบูชาของหริ-วิษณุจำนวนยี่สิบสี่—เช่น เกศวะ มธุสูทนะ สังกัรษณะ ทาโมทระ วาสุเทวะ ประทยุมน์ และต่อเนื่องไปจนถึงกฤษณะ—ถือเป็นชุดมาตรฐานสำหรับบูชาตลอดปี บทนี้เชื่อมพระนามเหล่านี้เข้ากับโครงสร้างปฏิทิน ทั้งติติและวัฏจักรรายปี สื่อถึงแนวทางภักติที่มีระเบียบ อีกทั้งเทียบเคียงกับการนับ “ยี่สิบสี่” แบบอื่น (เช่น อวตาร) และกล่าวถึงการแบ่งเดือนกับปักษ์ ตอนท้ายยืนยันว่าเมื่อบูชาด้วยศรัทธาและจิตแน่วแน่ในกาลอันกำหนด ย่อมบรรลุเป้าหมายมนุษย์ทั้งสี่—ธรรมะ อรรถะ กามะ และโมกษะ—และผลश्रุติกล่าวว่า การสดับหรือสาธยายด้วยความภักดีทำให้พระหริ ผู้พิทักษ์สรรพสัตว์ที่ถูกสร้างขึ้น ทรงพอพระทัย

Devas Returning to Mandarācala for Śiva-darśana (Tāraka-opadrava Context) | मंदराचलंप्रतिगमनवर्णनम्
บทนี้ ปัยชวนะถามคาลวะถึงกำเนิดของศาลคราม และการเข้าใจว่าพระผู้เป็นเจ้านิรันดร์สถิตอยู่ได้แม้ในศิลา พร้อมขอคำสอนเพื่อทำให้ภักติดำรงมั่นคง คาลวะจึงวางคำตอบไว้ในกรอบอิติหาสะที่เป็นที่ยอมรับในปุราณะ แล้วเริ่มเล่าเหตุการณ์ต่อเนื่อง: ความเป็นปฏิปักษ์ของทักษะต่อพระศิวะลงเอยที่สตีสละกาย ณ ยัญญะ ต่อมาสตีอุบัติใหม่เป็นปารวตีและบำเพ็ญตบะยาวนานเพื่อมหาเทวะ พระศิวะเสด็จมาในรูปทดสอบ รับความมั่นคงของปารวตี และประกอบพิธีอภิเษกตามเวทท่ามกลางหมู่เทวะ ต่อจากนั้นกล่าวถึงกามเทพได้กลับมามีร่างอีกครั้งด้วยพระอนุญาตของพระศิวะ ครั้นเทวะทั้งหลายถูกรบกวนด้วยอำนาจของตารกะผู้ได้พร จึงไปพึ่งพระพรหม พระพรหมประกาศเงื่อนไขแห่งการแก้ไขว่า โอรสของพระศิวะจากปารวตีจะปราบตารกะหลังครบเจ็ดวัน ตอนท้ายเทวะมุ่งสู่มันทาราจละ ที่ซึ่งคณะคณของพระศิวะเฝ้าระวัง และเทวะทั้งหลายตั้งตบะยืนนานในกรอบจาตุรมาสยะเพื่อขอพระศิวทัศนะและพระกรุณา

पार्वत्येन्द्रादीनां शापप्रदानवृत्तान्तवर्णनम् | Parvatī’s Curse upon Indra and the Devas: Narrative Account and Ritual Implications
บทนี้กาลวะตอบคำถามเรื่องวรตจริยา โดยเล่าเหตุของเหล่าเทวะ เมื่อไม่อาจเข้าเฝ้าพระศิวะโดยตรง เทวะทั้งหลายจึงสร้างรูปสัญลักษณ์ของพระศิวะและบำเพ็ญตบะตามแนวไศวะ—สวดมนต์ษฑักษระ (ṣaḍakṣara), รักษาจาตุรมาสยะอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งแสดงลักษณะประจำวรต เช่น การทาบัสมะ เครื่องหมายกะโหลกและไม้เท้า พระจันทร์เสี้ยว และภาพปัญจวักตระ เพื่อให้เป็นแบบแผนพิธีที่จดจำได้ พระศิวะทรงพอพระทัยในความบริสุทธิ์และภักดี ประทาน “ศุภมติ” และกล่าวว่าทรงยินดีด้วยวิธีที่เป็นระเบียบ ได้แก่ การสวดศตรุทรียะ (Śatarudrīya) ตามครรลอง การภาวนา การถวายประทีป (dīpa-dāna) และการบูชาแบบสิบหกอุปจาระอันครบถ้วน ต่อมามีเหตุเมื่อผู้มีฤทธิ์ฝ่ายทิพย์แปลงเป็นนกเข้าใกล้พระศิวะ เหตุการณ์นั้นทำให้พระปารวตีขุ่นเคืองและทรงสาปเทวะให้เป็นดุจศิลาและไร้บุตร เหล่าเทวะจึงสรรเสริญยืดยาว ยกพระปารวตีเป็นปรกฤติ เป็นพีชะแห่งมนต์ และเป็นฐานแห่งการสร้าง-ค้ำจุน-สลาย พร้อมขออภัย บทยังบัญญัติการบูชาด้วยใบพิลวะ โดยเฉพาะในจาตุรมาสยะ ว่าให้ผลยิ่ง และสอนคุณธรรมแห่งวินัย ความถ่อมตน และการคืนดี โดยชี้ความยิ่งใหญ่ของศิวะ–ศักติที่เกื้อหนุนกันเป็นสาระสำคัญ

अश्वत्थमहिमवर्णनम् (Aśvattha-Mahimā Varṇanam) — The Glory of the Aśvattha Tree in Chāturmāsya
บทนี้เริ่มด้วยปไชวะนะทูลถามว่า เหตุใดศรี (ลักษมี) จึงสถิตในตุลสี และเหตุใดปารวตีจึงสถิตในต้นบิลวะ จากนั้นฤๅษีกาลวะเล่าเหตุการณ์ก่อนหน้า: ในศึกเทวะ–อสูร เหล่าเทวะพ่ายแพ้และหวาดหวั่นจึงไปพึ่งพรหมา แต่พรหมาปฏิเสธการช่วยแบบเข้าข้าง และชี้ไปสู่ทางออกที่สูงกว่า ในบริบทนี้มีการพรรณนารูป “หริหระ” คือครึ่งศิวะครึ่งวิษณุ เป็นสัญลักษณ์แห่งความไม่แบ่งแยก นำผู้ถกเถียงต่างลัทธิให้หันสู่หนทางมุ่งนิรวาณ ต่อมาบทกล่าวถึงเทววิทยาแห่งภูมิทัศน์: เหล่าเทวะพบการสถิตของเทพในหมู่ไม้—ปารวตีในบิลวะ ลักษมีในตุลสี—และได้ยินสุรเสียงจากฟ้าว่า ในช่วงจาตุรมาสยะ พระอีศวรด้วยความกรุณาทรงสถิตในรูปแห่งต้นไม้ ต้นอัศวัตถะ (ปิปปล/โพธิ์) ถูกยกย่องเป็นพิเศษ โดยเฉพาะวันพฤหัสบดี; การสัมผัส การเห็น การบูชา การรดน้ำ และการถวายเครื่องสักการะ เช่น น้ำนมและของผสมงา ล้วนให้ผลแห่งความบริสุทธิ์ บทนี้ประกาศผลบุญอย่างแรงกล้า: การระลึกและปรนนิบัติอัศวัตถะช่วยบรรเทาบาปและความหวาดกลัวต่อแดนยมะ พร้อมเตือนอย่างเคร่งครัดมิให้ทำร้ายต้นไม้ อีกทั้งแจกแจงความแผ่ซ่านของวิษณุ—วิษณุที่ราก เกศวะที่ลำต้น นารายณะที่กิ่ง หริที่ใบ และอจยุตะที่ผล—สรุปว่าการรับใช้ต้นไม้ด้วยภักติย่อมนำบุญที่มุ่งสู่ความหลุดพ้น.

पालाशमहिमवर्णनम् (The Glorification of the Palāśa/Brahma-Tree) — Cāturmāsya Context
บทนี้เป็นคำอธิบายเชิงเทววิทยาว่าด้วยต้นปาลาศะ (palāśa) ซึ่งเรียกว่า “พรหมวฤกษะ” ว่าเป็นธรรมชาติศักดิ์สิทธิ์ที่เปี่ยมพลังพิธีกรรม ผู้กล่าวคือวาณีบรรยายว่าต้นปาลาศะควรได้รับการบูชาด้วยอุปจาระหลากหลาย ประทานความสมปรารถนา และทำลายบาปหนักได้ อีกทั้งมีการวางนัยเชิงสัญลักษณ์แบบตรีภาคบนใบ—ซ้าย ขวา และกลาง—พร้อมทั้งทำให้ทั้ง “กาย” ของต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ โดยระบุที่สถิตของเทพในราก ลำต้น กิ่ง ดอก ใบ ผล เปลือก และแก่น กล่าวว่าการรับประทานอาหารจากภาชนะที่ทำด้วยใบปาลาศะให้ผลบุญยิ่งใหญ่ เปรียบดังอัศวเมธะหลายครั้ง โดยเน้นเป็นพิเศษในกาลจาตุรมาสยะ (Cāturmāsya) การบูชาด้วยน้ำนมในวันอาทิตย์ และการประพฤติภักติในวันพฤหัสบดีได้รับการยกย่อง แม้เพียงได้เห็นต้นปาลาศะยามรุ่งอรุณก็ถือว่าเป็นเครื่องชำระให้บริสุทธิ์ ตอนท้ายย้ำว่าปาลาศะเป็น “เทวพีชะ” และเป็นรูปปรากฏของพรหมัน ควรรับใช้ด้วยศรัทธาโดยเฉพาะในจาตุรมาสยะ เพื่อความบริสุทธิ์และการคลายทุกข์.

तुलसीमाहात्म्यवर्णनम् (Glorification of Tulasī: Virtue, Protection, and Cāturmāsya Practice)
บทนี้กล่าวถึงมหิมาแห่ง “ทุลสี” ในฐานะสภาวะศักดิ์สิทธิ์ที่ชำระให้บริสุทธิ์ในธรรมของคฤหัสถ์และการถือพรต (วรตะ) และเป็นเครื่องมือแห่งภักติ เริ่มด้วยคำยืนยันว่า การปลูกทุลสีในเรือนให้ผลยิ่งใหญ่และช่วยป้องกันความยากจน จากนั้นอธิบาย “กายวิภาคศักดิ์สิทธิ์” ของทุลสี โดยผูกโยงศรี/ลักษมีและความเป็นมงคลกับการได้เห็น รูปทรง ใบ ดอก ผล เนื้อไม้ แก่น และเปลือก ทำให้ทุลสีเป็นพาหะแห่งความบริสุทธิ์และพรในทุกส่วน ลำดับการวางหรือการทรงทุลสี—บนศีรษะ ในปาก ในมือ ในดวงใจ บนบ่า และที่ลำคอ—ทำหน้าที่เป็นหมวดหมู่แห่งการคุ้มครอง การพ้นทุกข์โทษ และฐานะที่มุ่งสู่โมกษะ เน้นการปฏิบัติประจำวันคือพกใบทุลสีและรดน้ำสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในฤดูจาตุรมาสยะ การปรนนิบัติทุลสีถือว่าหายากและมีบุญยิ่ง รวมถึงการรดด้วยน้ำนมและการบำรุง/ถวายการดูแลแอ่งโคนต้น (ālavalāmbu-dāna) ตอนท้ายสรุปภาพรวมทางเทววิทยา: หริส่องประกายในต้นไม้ทั้งปวง และกมลา (ลักษมี) สถิตในต้นไม้เป็นผู้ขจัดทุกข์เสมอ ผสานภักติไวษณพกับนิเวศศักดิ์สิทธิ์และวินัยตามฤดูกาลเข้าด้วยกัน.

बिल्वोत्पत्तिवर्णनम् | Origin and Sacred Significance of the Bilva Tree
บทนี้เล่าในกรอบสนทนาที่โยงกับวาณี ว่าด้วยกำเนิดและความศักดิ์สิทธิ์ของต้นบิลวะ (bilva). เมื่อพระนางปารวตีเสด็จจาริกบนเขามันทระจนเหนื่อยล้า เหงื่อหยดหนึ่งตกลงสู่พื้นดินและบังเกิดเป็นต้นไม้ทิพย์ใหญ่ยิ่ง พระนางทอดพระเนตรแล้วตรัสถามนางชัยาและวิชัยา ทั้งสองทูลว่าเป็นต้นไม้ที่เกิดจากพระวรกายของพระแม่ เป็นสิ่งบูชาที่ทำลายบาป จึงควรตั้งนามให้เป็นมงคล พระนางปารวตีทรงตั้งชื่อว่า ‘บิลวะ’ และประกาศว่าในกาลภายหน้า ทั้งพระราชาและผู้มีศรัทธาจะเก็บใบบิลวะด้วยความเลื่อมใสเพื่อน้อมถวายในการบูชาพระแม่ ต่อจากนั้นกล่าวถึงผลแห่งพิธี—ความปรารถนาสำเร็จได้ การได้เห็นใบบิลวะและมีศรัทธาช่วยเกื้อหนุนการบูชา การลิ้มปลายใบและวางปลายใบบนศีรษะเชื่อว่าชำระความผิดมากมายและปัดเป่าทุกข์จากโทษทัณฑ์ ตอนท้ายยกต้นบิลวะเป็นศาลเจ้ามีชีวิตของพระเทวี โดยแจกแจงการสถิตของพระแม่ในส่วนต่าง ๆ: คิริชาอยู่ที่ราก ทักษายณีที่ลำต้น มเหศวรีที่กิ่ง ปารวตีที่ใบ กาตยายนีที่ผล คาวรีที่เปลือก อปรณาที่เส้นใยภายใน ทุรคาที่ดอก อุมาที่กิ่งก้าน และศักติผู้คุ้มครองสถิตในหนาม ภายในกรอบแห่งตีรถะอันศักดิ์สิทธิ์.

Viṣṇu-śāpaḥ and the Etiology of Śālagrāma (Cāturmāsya Context)
อัธยายะ 251 ถ่ายทอดเรื่องเหตุปัจจัยแห่งกำเนิด “ศาลคราม” ในกรอบสนทนาที่สืบโยงกับฤๅษีกาลวะอย่างกระชับเป็นลำดับ ช่วงจาตุรมาสยะมีอากาศวาณีอันเป็นมงคล และเหล่าเทวะบูชาต้นไม้สี่ต้นตามพิธี ครั้นแล้วหริและหระปรากฏในสภาพเอกภาพ “หริหราตมกะ” ฟื้นฟูอำนาจหน้าที่ของเทวะทั้งหลายและระเบียบแห่งโลกให้กลับคืน ต่อมาเมื่อเทวะทั้งหลายได้รับผลจากคำสาปของพระปารวตี จึงถวายใบพิลวะและสรรเสริญซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อขอความเมตตา พระเทวีมิได้ถอนคำสาป แต่ทรงแปรความหมายด้วยกรุณาให้เป็นประโยชน์แก่โลก—เทวะจะเข้าถึงได้ในแดนมนุษย์ผ่านการประดิษฐานเป็นรูปเคารพรายเดือน และจะเป็นผู้ประทานพรแก่ชุมชน ทั้งในพิธีสมรสและการได้บุตร เรื่องเข้มข้นเมื่อพระปารวตีตรัสต่อพระวิษณุและพระมหेशวรถึงผลที่จะเกิด—พระวิษณุถูกกำหนดให้เป็นศิลา ส่วนพระศิวะด้วยบริบทคำสาปของพราหมณ์จะทรงรับรูปศิลาที่สัมพันธ์กับลึงค์ ก่อให้เกิดข้อโต้แย้งและความทุกข์ในสังคม พระวิษณุจึงถวายสถุติอย่างเป็นพิธี ยกย่องพระเทวีในฐานะพลังจักรวาล ผู้ครอบครองคุณทั้งสาม มายา และรูปสามประการของเทวี จากนั้นพระปารวตีทรงกำหนดภูมิศาสตร์แห่งการเกื้อกูลให้พ้นทุกข์—พระวิษณุจะประทับในสายน้ำบริสุทธิ์แห่งแม่น้ำคัณฑกีเป็น “ศาลครามศิลา” ผู้รู้ปุราณะจะจำแนกได้ด้วยลักษณะเช่นสีทองและรอยจักระ การบูชาพระวิษณุในรูปศิลา โดยเฉพาะด้วยภักติแด่ตุลสี ย่อมให้ความปรารถนาสำเร็จและใกล้ความหลุดพ้น แม้เพียงได้ทัศนะก็กล่าวว่าเป็นเครื่องคุ้มครองจากอาณาจักรของยมะ ตอนท้ายย้ำตำนานกำเนิดศาลครามและการจัดวางที่ประทับของเทพภายหลังคำสาปอีกครั้ง

Cāturmāsya-vṛkṣa-devatā-nivāsaḥ (Divine Abiding in Trees during Cāturmāsya)
บทนี้ดำเนินเรื่องแบบถาม–ตอบระหว่างผู้ถามซึ่งเป็นศูทรกับฤๅษีกาลวะ ผู้ถามสงสัยในคำสอนอันน่าอัศจรรย์ว่าในกาลจาตุรมาสยะ เหล่าเทวะทรงแปลงเป็นรูปต้นไม้และสถิตอยู่ในหมู่ไม้ได้อย่างไร กาลวะอธิบายว่าโดยพระประสงค์แห่งทิพย์ ในฤดูกาลนี้น้ำถูกนับประหนึ่งอมฤต; เทวดาผู้สถิตในต้นไม้ ‘ดื่ม’ น้ำนั้นแล้วก่อให้เกิดคุณคือกำลัง เดช รัศมี ความงาม และความกระปรี้กระเปร่า ต่อมาจึงกล่าวถึงแนวทางพิธีกรรมและจริยธรรม: การปรนนิบัติต้นไม้เป็นกุศลทุกเดือน แต่ในจาตุรมาสยะให้ผลยิ่งนัก การรดน้ำด้วยน้ำผสมงา (ติโลทก) ถูกยกย่องว่าเกื้อหนุนความปรารถนา; งา (ติละ) ได้รับการสรรเสริญว่าเป็นสิ่งชำระล้าง เกื้อหนุนธรรมะและอรรถะ และเป็นทานวัตถุสำคัญ จากนั้นมีการแจกแจงความสัมพันธ์ระหว่างเทวะและหมู่สัตว์ทิพย์กับต้นไม้ชนิดต่าง ๆ ในลักษณะเป็นบัญชี—เช่น พรหมาสถิตในไทร อินทร์เกี่ยวข้องกับข้าวบาร์เลย์ และยังมีกันธรรพ์ ยักษ์ นาค สิทธะ เป็นต้นกับไม้เฉพาะชนิด ตอนท้ายสรุปเป็นการประสานภักติกับนิเวศ: การบูชาปิปปล/อัศวัตถะและตุลสีเสมือนบูชาพฤกษโลกทั้งมวล; ห้ามตัดไม้ในจาตุรมาสยะเว้นแต่จำเป็นเพื่อยัญพิธี และกล่าวผลว่าเลี้ยงพราหมณ์ใต้ต้นชัมพูกับการบูชาต้นไม้นั้นนำความมั่งคั่งและความสำเร็จแห่งปุรุษารถะทั้งสี่.

शंकरकृतपार्वत्यनुनयः (Śaṅkara’s Appeasement of Pārvatī) — Cāturmāsya-Māhātmya Context
บทที่ 253 เป็นตอนสนทนาที่ผสานหลักเทววิทยาและจริยธรรมเข้าด้วยกัน มีคำถามถึงความกริ้วของพระนางปารวตี คำสาปของพระนาง และเหตุใดพระรุทระจึงถูกพรรณนาว่าอยู่ในสภาพผิดเพี้ยนก่อนจะกลับคืนสู่รูปทิพย์เดิม ฤๅษีกาลวะอธิบายว่าเพราะความเกรงกลัวต่อพระเทวี เหล่าเทพจึงเร้นกายและไปสถิตในโลกมนุษย์ในรูป “ประติมา” (pratimā) แล้วพระเทวีจึงประทานพระกรุณา อีกทั้งมีการสรรเสริญพระวิษณุว่าเป็นมารดาแห่งโลกและผู้ขจัดบาป ต่อจากนั้นเป็นคำสอนด้านนิติธรรม—เมื่อมีการล่วงละเมิดต้องมีการตักเตือนและปรับแก้ (นिग्रह/nigraha) แม้ข้ามลำดับความสัมพันธ์ เช่น บิดา-บุตร ครู-ศิษย์ สามี-ภรรยา และเตือนมิให้ละทิ้งธรรมแห่งตระกูล (kula) วรรณะ/ชั้นกำเนิด (jāti) และถิ่นฐาน (deśa) พระนางปารวตีทรงโศกและกริ้ว ตรัสกล่าวโทษพระศิวะ พร้อมถ้อยคำหนักแน่นว่าพระศิวะจะได้รับอันตรายจากพราหมณ์ แล้วพระศิวะทรงค่อย ๆ ปลอบประโลมด้วยเหตุผลที่ย้ำเมตตาและอหิงสา การคลี่คลายขึ้นอยู่กับวินัยพิธีกรรม—พระนางกำหนดให้ถือจาตุรมาสยะ (cāturmāsya) รักษาพรหมจรรย์ และให้มีการร่ายรำทาณฑวะ (tāṇḍava) ต่อหน้าหมู่เทพ พระศิวะทรงยอมรับ ทำให้คำสาปแปรเป็นพระพร ตอนท้ายเป็นผลश्रुति (phalaśruti) กล่าวว่าผู้ฟังด้วยศรัทธาจะได้ความมั่นคง ความสำเร็จ และที่พึ่งอันเป็นมงคล

चातुर्मास्य-माहात्म्ये हरताण्डवनृत्य-वर्णनम् | Description of Śiva’s Haratāṇḍava Dance within the Glory of Cāturmāsya
บทนี้เริ่มด้วยผู้ถาม (ระบุว่าเป็นศูทร) ผู้พิศวงและเปี่ยมศรัทธา ขอให้ขยายความว่า (๑) พระมหาเทวะทรงร่ายรำท่ามกลางหมู่เทวดาอย่างไร (๒) พิธีถือพรตจาตุรมาสยะเกิดขึ้นได้อย่างไรและควรตั้งปณิธานเช่นใด และ (๓) พระกรุณา (อนุเคราะห์) อันเป็นทิพย์เกิดขึ้นในรูปใด ฤๅษีกาลวะจึงตอบด้วยตำนานศักดิ์สิทธิ์อันให้ผลบุญ ครั้นถึงจาตุรมาสยะ พระหระทรงรับพรตพรหมจรรย์ เชิญเทวดาและฤๅษีไปยังเขามันทระ แล้วพระมหาเทวะทรงเริ่มร่ายรำ “หรตาณฑวะ” เพื่อให้พระภวานีทรงพอพระทัย เกิดเป็นสภาจักรวาลใหญ่ มีเทวดา ฤๅษี สิทธะ ยักษ์ คนธรรพ์ อัปสรา และคณะคณา พร้อมคำบรรยายเรื่องเครื่องดนตรี จังหวะ และสายสืบการขับร้องอย่างวิจิตร ต่อมา “รากะ” (ทำนอง) ถูกทำให้เป็นบุคคลในฐานะภาวะที่แผ่ออกมาจากพระศิวะ พร้อมคู่ครองของตน เชื่อมโยงภาพจักรวาลและนัยแห่งกายละเอียด (จักระ) ในกรอบสุนทรียะ-เทววิทยา เมื่อวัฏจักรฤดูกาลสิ้นสุด พระปารวตีทรงยินดีและตรัสถึงเหตุการณ์ในอนาคตว่า ลึงค์หนึ่งซึ่งตกลงเพราะคำสาปของพราหมณ์ จะเป็นที่สักการะของโลกและเกี่ยวข้องกับสายน้ำนรมทา จากนั้นมีบทสรรเสริญพระศิวะและผลแห่งการสาธยาย: ผู้มีภักดีสวดอ่านจะไม่พรากจากสิ่งที่ปรารถนา ได้สุขภาพและความมั่งคั่งข้ามภพชาติ เสวยสมบัติโลกีย์ และท้ายที่สุดถึงแดนพระศิวะ ตอนจบพรหมาและเหล่าเทวะสรรเสริญความสถิตทั่วของพระศิวะและความไม่แตกต่างระหว่างพระศิวะกับพระวิษณุ พร้อมถ้อยสรุปของกาลวะว่าการเพ่งพินิจรูปทิพย์นำสู่ความหลุดพ้น.

लक्ष्मीनारायणमहिमवर्णनम् (Glorification of Lakṣmī–Nārāyaṇa and Śāligrāma Worship during Cāturmāsya)
บทที่ 255 ผสานหลักเทววิทยาเรื่องตถิรฺถะ (สถานที่ศักดิ์สิทธิ์) เข้ากับข้อปฏิบัติของคฤหัสถ์อย่างเป็นลำดับ กล่าวถึงศาลิครามในแม่น้ำคัณฑกีว่าเป็นสฺวยัมภู (เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ มิใช่มนุษย์สร้าง) และเชื่อมแม่น้ำนรมทากับพระมเหศวร จึงวางแบบแผนความศักดิ์สิทธิ์ของสิ่งที่ปรากฏตามธรรมชาติไว้ชัดเจน ต่อจากนั้นระบุว่า การสดับฟัง การสาธยายบางส่วน การสาธยายครบถ้วน และการอ่านอย่างซื่อตรงไม่หลอกลวง ล้วนเป็นวิถีภักติที่นำไปสู่ “ภาวะสูงสุด” อันปราศจากความโศก ยังได้กำหนดระเบียบการปฏิบัติในช่วงจาตุรมาสยะ: บูชาพระคเณศเพื่อความสำเร็จและลาภผล บูชาพระสุริยะเพื่อสุขภาพ และการบูชาแบบปัญจายตนะสำหรับคฤหัสถ์ โดยผลบุญยิ่งทวีในสี่เดือนนี้ แก่นสำคัญเน้นการบูชาพระลักษมี–นารายณ์ผ่านศาลิคราม พร้อมด้วยศิลาแห่งทวารวตี ตุลสี และสังข์ทักษิณาวรรต ซึ่งให้ผลเป็นความบริสุทธิ์ ความมั่งคั่ง ความมั่นคงของ “ศรี” ในเรือน และผลที่มุ่งสู่โมกษะ ตอนท้ายย้ำว่า เมื่อบูชาพระผู้แผ่ซ่านทั่วสรรพสิ่ง ก็เท่ากับบูชาจักรวาลทั้งมวล ดังนั้นภักติย่อมเพียงพอสำหรับทุกคน

रामनाममहिमवर्णनम् (Glorification of the Name “Rāma” and Mantra-Discipline in Cāturmāsya)
บทนี้เริ่ม ณ เขาไกรลาส เมื่อพระรุทระประทับร่วมกับพระอุมา ท่ามกลางหมู่คณะคณะ (คณะของพระศิวะ) จำนวนมาก โดยมีการเอ่ยนามคณะต่าง ๆ เป็นลำดับ เพื่อสถาปนาบรรยากาศแห่งราชสำนักทิพย์อันศักดิ์สิทธิ์และเป็นสากล ครั้นฤดูใบไม้ผลิมาถึง ความงามอันยั่วยวนประสาทสัมผัสและความคึกคะนองแห่งการเล่นปรากฏขึ้น พระศิวะจึงสั่งสอนให้เหล่าคณะสำรวมความเลินเล่อและหันสู่ตบะ พระปารวตีทอดพระเนตรเห็นลูกประคำของพระศิวะแล้วทูลถามว่า ในเมื่อทรงเป็นองค์ปฐมผู้เป็นใหญ่ ทรงภาวนาอะไร และทรงเพ่งพิจารณาสภาวะสูงสุดใด พระศิวะตรัสว่า ทรงระลึกถึงแก่นแห่งพระนามพันประการของพระหริอยู่เนืองนิตย์ แล้วทรงแสดงคำสอนเรื่องมนตร์เป็นชั้น ๆ โดยกล่าวถึงปรณวะและมนตร์ทวาทศอักษรว่าเป็นแก่นแห่งพระเวท บริสุทธิ์ ให้ความหลุดพ้น และทรงฤทธิ์ยิ่งในกาลจาตุรมาสยะ พร้อมผลานุผลอันแรงกล้า เช่น การทำลายกองกรรมชั่วอันมหาศาล ต่อมาทรงขยายถึงกฎแห่งความเหมาะสมในการปฏิบัติ: แม้กล่าวถึงรูปแบบที่เกี่ยวกับปรณวะ แต่สำหรับผู้ที่ไม่ใช้ปรณวะ ทรงเน้น “ราม” นามอันมีสองพยางค์ว่าเป็นมนตร์ที่ทรงพลังสูงสุด ตอนท้ายเป็นการสรรเสริญพระนาม “ราม” อย่างต่อเนื่องว่า ขจัดความกลัวและโรคภัย ประทานชัยชนะ ชำระให้บริสุทธิ์ทั่วหน้า และโดยเฉพาะในกาลจาตุรมาสยะ การพึ่งพระนามย่อมบรรเทาอุปสรรคและลบล้างผลกรรมเชิงทัณฑ์ในปรโลกได้

द्वादशाक्षरनाममहिमपूर्वकपार्वतीतपोवर्णनम् (The Glory of the Twelve-Syllable Mantra and the Account of Pārvatī’s Austerity)
บทนี้เป็นบทสนทนาทางเทววิทยาว่าด้วย “สิทธิ์ในการภาวนามนต์” และความศรัทธาที่มีวินัย พระนางปารวตีทูลขอให้พระมหาเทพอธิบายความยิ่งใหญ่ของมนต์สิบสองพยางค์ รูปแบบที่ถูกต้อง ผล และวิธีสวดภาวนาโดยละเอียด พระมหาเทพทรงแสดงกฎตามวรรณะ–อาศรม: สำหรับทวิชะให้สวดพร้อมปรณวะ (โอม) ส่วนสตรีและศูทร ตามข้อกำหนดในปุราณะ–สมฤติ ให้สวดโดยไม่ใช้ปรณวะ แต่ขึ้นต้นด้วยถ้อยคำคารวะ “นะโม ภควเต วาสุเทวายะ” และทรงเตือนว่าการฝ่าฝืนลำดับพิธี (กรามะ) เป็นโทษและอาจให้ผลร้าย พระนางปารวตีทรงยกข้อสงสัยว่าแม้ทรงบูชาด้วยสามมาตรา แต่กลับถูกกล่าวว่าไม่มีสิทธิ์ในปรณวะ พระศิวะทรงยกปรณวะเป็นหลักการดั้งเดิม อันเป็นฐานความหมายที่พรหมา วิษณุ และศิวะตั้งอยู่ แต่ทรงชี้ว่าความมีสิทธิ์ได้มาด้วยตบะ โดยเฉพาะการถือพรตจาตุรมาสยะเพื่อความพอพระทัยของพระหริ ตบะให้ความสำเร็จและคุณธรรมแต่ทำได้ยาก; ตบะที่เพิ่มพูนแท้จริงย่อมมีภักติต่อพระหริ และตบะไร้ภักติถูกมองว่าเสื่อมลง การระลึกถึงพระวิษณุชำระวาจา และเรื่องราวพระหริขจัดบาปดุจประทีปขับไล่ความมืด ท้ายที่สุด พระนางปารวตีทรงประกอบตบะจาตุรมาสยะ ณ หิมาจละ ด้วยพรหมจรรย์และความเรียบง่าย ภาวนาระลึกถึงหริ–ศังกรตามกาลที่กำหนด ตอนจบ (อ้างเป็นคำสรรเสริญของคาลวะ) ยกย่องพระนางเป็นมารดาแห่งจักรวาล เป็นปรกฤติที่เหนือคุณทั้งสาม และชี้ให้เห็นว่าตบะของพระนางเป็นแบบอย่างในกรอบพรตและสถานศักดิ์สิทธิ์ของหมวดนี้

हरशापः (Haraśāpaḥ) — “The Curse upon Hara / Śiva”
บทนี้ดำเนินในกรอบสนทนาระหว่างฤๅษี โดยเริ่มจากคำถามของคาลวะ เมื่อปารวตีในนามไศลปุตรีกำลังบำเพ็ญตบะอย่างยิ่ง ศิวะผู้ถูกรบกวนด้วยกามะจึงเที่ยวแสวงหาความสงบและมาถึงฝั่งแม่น้ำยมุนา พลังตบะอันร้อนแรงของพระองค์ทำให้น้ำยมุนาแปรเปลี่ยนจนคล้ำดำ และมีคำกล่าวผลบุญ (ผลศรุติ) ว่าการอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์ ณ ที่นั้นย่อมทำลายบาปมหันต์จำนวนมาก สถานที่จึงได้รับการสถาปนาเป็น “หรตีรถะ” ต่อมา ศิวะทรงแปลงเป็นดาบสผู้มีเสน่ห์และเปี่ยมลีลา เสด็จไปตามอาศรมของฤๅษีทั้งหลาย ภรรยาของฤๅษีเกิดความหลงใหลในใจจนเกิดความปั่นป่วนในสังคม เหล่าฤๅษีไม่รู้ว่าเป็นองค์เทพ จึงโกรธและสาปด้วยเจตนาลงโทษให้ขายหน้า คำสาปบังเกิดเป็นความวิบัติทางกายอันร้ายแรงแก่ศิวะ ทำให้จักรวาลสั่นคลอนและเหล่าเทพกับสรรพสัตว์หวาดหวั่น ครั้นรู้ความจริง ฤๅษีทั้งหลายเศร้าโศกต่อความผิดพลาดแห่งความรู้และยอมรับความเหนือโลกของศิวะ มีบทสรรเสริญเทวีว่าเป็นผู้แผ่ซ่านทั่วและเป็นมารดาแห่งกิจการจักรวาล แล้วศิวะทรงขอการฟื้นคืนจากผลแห่งคำสาป บทนี้จึงรวมการสถาปนาตีรถะ คติเตือนใจไม่ตัดสินโดยหุนหัน และการใคร่ครวญธรรมชาติอันทั้งใกล้และเหนือของเทพไว้เป็นหนึ่งเดียว

अमरकण्टक-नर्मदा-लिङ्गप्रतिष्ठा तथा नीलवृषभ-स्तुति (Amarakantaka–Narmadā Liṅga स्थापना and the Praise of Nīla the Bull)
บทที่ 259 เป็นคำบรรยายตำนานมหาตมะของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แบบหลายตอน เริ่มด้วยเหล่าฤๅษีพบลึงค์มหึมาที่ล้มลงและรับรู้พลังศักดิ์สิทธิ์ที่สั่งสมยาวนานจนแผ่ซ่านไปทั่ว พร้อมพรรณนาว่าแผ่นดินเดือดร้อนจากเหตุการณ์นั้น พวกท่านประกอบพิธีสถาปนาลึงค์ตามครรลอง และในคราวเดียวกันได้กำหนดอัตลักษณ์แห่งสายน้ำให้เป็น “นรมทา/เรวา” และลึงค์ได้รับนามอันเกี่ยวเนื่องกับอมรกัณฑกะ ต่อจากนั้นกล่าวถึงผลบุญจากการอาบและจิบน้ำแห่งนรมทา การทำปิตฤตัรปณะ และการบูชาลึงค์ที่สัมพันธ์กับนรมทา โดยเน้นวัตรจาตุรมาสยะเป็นพิเศษ ได้แก่ ลึงคปูชา การสวดรุดรชปะ การบูชาหรา การอภิเษกด้วยปัญจามฤต การถวายธารน้ำผึ้ง และการถวายประทีป ถัดมาเสียงของพระพรหมสะท้อนความกังวลของฤๅษีต่อความปั่นป่วนแห่งจักรวาล เหล่าเทวะมาถวายสรรเสริญพราหมณ์อย่างยืดยาว ชี้อานุภาพทางเทววิทยาของวาจา (วาก) และย้ำจริยธรรมว่าไม่ควรก่อให้เกิดความพิโรธของพราหมณ์ แล้วเรื่องย้ายไปยังโคโลกะ ที่ซึ่งฤๅษีและเทวะได้เห็น “นีละ” วัวผู้เป็นบุตรของสุรภีท่ามกลางโคที่มีนามต่าง ๆ มีคำอธิบายว่าทำไมจึงเรียกนีละ และเชื่อมโยงเขากับธรรมะและพระศิวะ ฤๅษีสรรเสริญนีละว่าเป็นที่ค้ำจุนจักรวาลและเป็นรูปแห่งธรรมะ พร้อมคำเตือนต่อการล่วงเกินวัวทิพย์/ธรรมะ และกล่าวถึงผลกรรมเกี่ยวกับศราทธะเมื่อมิได้ปล่อยวัว (วฤษภะ) อุทิศแก่ผู้ล่วงลับ ตอนท้ายมีพิธีเชิงสัญลักษณ์ประดับนีละด้วยนัยจักรและศูล การกระจายไปในหมู่โค และคาถาปิดที่เชื่อมคำสาป ภักติ และการกลายเป็นศิลาในสายน้ำเรวา

Cāturmāsya Māhātmya and the Worship of Śālagrāma-Hari and Liṅga-Maheśvara (Paijavana-upākhyāna context)
บทนี้สืบต่อการสนทนาทางเทววิทยาในบริบท “เรื่องราวศาลคราม” โดยรำลึกถึงการปรากฏของพระมหेशวร และอธิบายหลักธรรมว่าด้วยสภาวะ “ลึงค์” อันเป็นรูปแห่งพระเป็นเจ้า คัมภีร์ยกย่องการบูชาพระหริในรูปศาลคราม และการสักการะคู่เทวะ “หริ-หร” (วิษณุ-ศิวะ) โดยเน้นเป็นพิเศษในกาลจาตุรมาสยะ ว่ามีอานุภาพนำไปสู่สวรรค์และโมกษะ นอกจากนี้ยังกล่าวถึงหลักเกื้อหนุนทางพิธีและจริยธรรม ได้แก่ กรรมตามพระเวท (เวโทกตกรรม), งานอิษฏะและปูรตะ, การบูชาปัญจายตนะ, ความสัตย์ และความไม่โลภ พร้อมอภิปรายเรื่องความเหมาะสมของผู้ปฏิบัติและการอบรมคุณธรรม โดยย้ำ “วิเวกะ”, พรหมจรรย์ และการเพ่งพินิจมนต์ทวาทศอักษร การบูชาควรกระทำด้วยอุปจาระสิบหกประการ แม้ไม่มีมนต์ก็ได้ ตอนท้ายกล่าวถึงคืนที่ล่วงไปและผู้คนแยกย้าย พร้อมผลश्रุติว่า การฟัง การสาธยาย หรือการสอนข้อความนี้ไม่ทำให้บุญเสื่อมลง

ध्यानयोगः (Dhyāna-yoga) — Cāturmāsya Māhātmya within Brahmā–Nārada Dialogue
บทนี้เป็นบทสนทนาธรรมระหว่างพรหมา–นารท ภายในกรอบเรื่องราวแสวงบุญของนาครขันฑะ นารททูลถามว่า พระปารวตีผู้เป็นเทวีคู่ครองอันเป็นมงคลเสมอ ได้บรรลุความสำเร็จแห่งโยคะอันลึกซึ้งตลอดสี่เดือนจาตุรมาสยะ ในกาลที่พระหริบรรทมเชิงจักรวาล ด้วยมนตรราชะสิบสองพยางค์ได้อย่างไร พรหมาอธิบายวัตรอันเคร่งครัดของพระปารวตี—ตั้งภักติด้วยใจ วาจา และการกระทำ บูชาเทวะ พราหมณ์ อัคนี ต้นอัศวัตถะ และต้อนรับอาคันตุกะ พร้อมสวดมนต์ตามคำสั่งของพระศิวะผู้ทรงปิณากะ ต่อมา พระวิษณุปรากฏเป็นเทวทัศน์อันรุ่งเรือง—สี่กร ถือสังข์และจักร ทรงครุฑ แผ่รัศมีทั่วสากล—ประทานการเฝ้าพบ พระปารวตีทูลขอญาณอันบริสุทธิ์ที่ตัดการหวนกลับ (ไม่เวียนเกิด) พระวิษณุถวายภาระคำสอนสูงสุดแก่พระศิวะ และยืนยันว่าปรมตัตตวะเป็นพยานทั้งภายในและภายนอก เป็นรากฐานแห่งธรรม ครั้นพระศิวะเสด็จมา พระวิษณุก็หลอมกลับสู่ภาวะเดิม พระศิวะทรงพาพระปารวตีด้วยพาหนะทิพย์ไปยังแม่น้ำทิพย์และพนาละเมาะดุจศรวณะ ที่ซึ่งเหล่ากฤตติกาเผยกุมารเรืองรองหกพักตร์—พระการ์ตติเกยะ—ให้พระปารวตีโอบกอด แล้วเรื่องราวพาเหินข้ามทวีปและมหาสมุทรถึงแดน “ศเวตะ” และยอดเขาสว่างไสว ที่นั่นพระศิวะประทานคำสอนลับเหนือคัมภีร์ศรุติ: มนต์ประกอบปรณวะและวิธีภาวนา—อาสนะ บูชาภายใน หลับตา มุทรามือ และเพ่งบุรุษจักรวาล—กล่าวว่าชำระล้างและลดมลทินได้แม้เพียงระลึกสั้น ๆ ในจาตุรมาสยะ

ज्ञानयोगकथनम् (Jñānayoga-kathana) — Discourse on the Yoga of Knowledge
บทนี้เป็นบทสนทนาเชิงสั่งสอนที่พระปารวตีทูลขอวิธีบรรลุธยานโยคะ เพื่อก้าวสู่ญาณโยคะและถึงภาวะ ‘อมตะ’ พระอีศวรทรงแสดง ‘มนตรราช’ สิบสองพยางค์อย่างเป็นระบบ พร้อมข้อมูลแบบพระเวทคือ ฤษิ ฉันท์ เทวตา และวินิโยค แล้วแจกแจงทีละอักษรถึงสี พีชะแห่งธาตุ ฤษิที่เกี่ยวข้อง และประโยชน์การใช้ ต่อจากนั้นทรงกล่าวถึงการวางนยาสะบนกายตั้งแต่เท้า สะดือ หทัย ลำคอ มือ ลิ้น/ปาก หู ตา จนถึงศีรษะ และกล่าวถึงมุทราสามประการคือ ลิงคะ โยนี และเธนุ จากโครงสร้างพิธีกรรมนี้ คำสอนเปลี่ยนสู่ทฤษฎีภาวนา: ธยานะถูกยกเป็นวิธีชี้ขาดเพื่อการสิ้นบาปและความบริสุทธิ์ และจำแนกโยคะเป็นสองแนว—ธยานะแบบมีอารมณ์ยึด (สาลัมพนะ) นำไปสู่นารายณะทัศนะ และญาณโยคะแบบไร้ที่ยึด (นิราลัมพนะ) มุ่งสู่พรหมันอรูปอันประมาณมิได้ ลักษณะอทไวตะ เช่น นิรวิกัลปะ นิรัญชนะ และสักขีมาตระ ถูกเน้นย้ำ แต่ยังคงมีสะพานการสอนผ่านการเพ่งกาย โดยเฉพาะศีรษะเป็นศูนย์หลักของการทรงสมาธิ และกล่าวว่าช่วงจาตุรมาสยะทำให้ผลแห่งการภาวนาเข้มข้นยิ่งขึ้น มีข้อกำกับทางศีลธรรมชัดเจนว่าไม่ควรเปิดเผยแก่ผู้ไร้วินัยหรือผู้มุ่งร้าย แต่ให้แก่ผู้มีภักติ สำรวม และบริสุทธิ์ได้ แม้ต่างฐานะหากคุณสมบัติครบถ้วน ตอนท้ายย้ำว่ากายเป็นจักรวาลย่อส่วน มีเทวะ แม่น้ำ และดาวเคราะห์สถิตตามตำแหน่งในกาย และยืนยันผลแห่งโมกษะด้วยการเพ่งนาทะและการภาวนาที่มีพระวิษณุเป็นศูนย์กลางอย่างต่อเนื่อง

मत्स्येन्द्रनाथोत्पत्तिकथनम् (Origin Account of Matsyendranātha)
บทนี้เริ่มด้วยพระอีศวรทรงแสดงธรรมว่าด้วยกรรม ญาณ และโยคะ: การกระทำย่อมไม่ผูกมัดเมื่อกระทำด้วยจิตที่บริสุทธิ์ ไร้ความยึดติด และอุทิศแด่พระหริ/พระวิษณุด้วยภักติ. ทรงกล่าวถึงวินัยทางจิตใจและศีลธรรม—ศมะ (ความสงบ), วิจาระ (การพิจารณา), สันโตษะ (ความสันโดษ), และสาธุสังคะ (คบหาสัตบุรุษ)—ว่าเป็น “ผู้เฝ้าประตูทั้งสี่” สู่หนทางโมกษะที่เปรียบดัง “นคร”; และย้ำว่าคำสอนของครู (คุรุอุปเทศ) เป็นปัจจัยชี้ขาดให้เข้าถึงภาวะพรหมแม้อยู่ครองกาย คือชีวันมุกติ. ต่อมามีกรอบคำสอนที่เน้นมนตร์: มนตร์ทวาทศอักษร (สิบสองพยางค์) ได้รับการสรรเสริญว่าเป็นพีชะอันชำระล้างและเป็นศูนย์กลางแห่งสมาธิ. ชาตุรมาสยะถูกยกเป็นกาลมงคล; การถือวรตและการฟังเรื่องศักดิ์สิทธิ์ในช่วงนั้นกล่าวว่าสามารถเผาผลาญโทษที่สั่งสมได้. จากนั้นพรหมาเล่าเรื่อง—พระหระพบสัตว์อัศจรรย์รูปปลาและซักถาม. ปลานั้นเล่าว่าถูกทอดทิ้งเพราะความกังวลเรื่องวงศ์ตระกูล ถูกคุมขังยาวนาน และได้ตื่นรู้ญาณโยคะด้วยพระวาจาของพระศิวะ. เมื่อได้รับการปลดปล่อยจึงได้ชื่อว่า “มัตสเยนทรนาถ” เป็นโยคีผู้เลิศ—ไร้ริษยา ตั้งมั่นในอทไวตะ มีความสละ และปรนนิบัติพรหมะ. ท้ายบทเป็นผลแห่งการสดับ: โดยเฉพาะในชาตุรมาสยะ การฟังเรื่องนี้ให้บุญใหญ่และให้ผลพิธีกรรมสูง เทียบได้กับอัศวเมธะ.

तारकासुरवधः (Tārakāsura-vadha) — The Slaying of Tārakāsura
บทนี้เริ่มด้วยพรหมาเล่าถึงลีลาทิพย์ของพระสกันทะ/การ์ตติเกยะผู้เยาว์ ณ ริมฝั่งคงคา ใกล้พระปารวตีและพระศิวะ แสดงความผูกพันของเทพกับภูมิทัศน์ศักดิ์สิทธิ์ เหล่าเทวะผู้ทุกข์ร้อนเพราะตารกาสูรไปทูลขอพึ่งพระศังกระ พระสกันทะได้รับแต่งตั้งเป็นเสนาบดี มีเสียงสาธุการ ดุริยางค์ทิพย์ และแรงสนับสนุนแห่งจักรวาล เช่น ศักติของพระอัคนี ณ สถานที่ชื่อทามราวตี เสียงสังข์ของพระสกันทะเรียกกองทัพฝ่ายตรงข้าม เกิดมหาสงครามระหว่างเทวะกับอสูร มีภาพความพินาศและการแตกพ่าย สุดท้ายตารกาถูกประหาร แล้วมีพิธีชัยชนะและการเฉลิมฉลอง พระปารวตีโอบกอดพระสกันทะ ต่อจากนั้นเนื้อหาหันสู่คำสอนเพื่อความหลุดพ้น พระศิวะยกเรื่องการอภิเษก (ปาณิครหณะ) แต่พระสกันทะตอบด้วยแนวทางญาณ–ไวรัคยะ คือความไม่ยึดติด ความเสมอภาคแห่งทัศนะ และความหายากพร้อมความจำเป็นต้องพิทักษ์ความรู้ เมื่อประจักษ์พรหมันอันแผ่ซ่านทั่ว ย่อมสงบการกระทำของโยคี จิตที่ยึดติดย่อมหวั่นไหว ส่วนจิตที่เสมอภาคย่อมสงบ และญาณคือสิ่งชี้ขาดที่ได้ยาก พระสกันทะจึงเสด็จไปยังเขาเคราญจเพื่อบำเพ็ญตบะ สวดชปะมนตร์พีชะสิบสองอักษร สำรวมอินทรีย์ และชนะสิ่งลวงจากฤทธิ์ต่าง ๆ ตอนท้ายพระศิวะปลอบพระปารวตีและกล่าวถึงมหาตมยะจาตุรมาสยะว่าเป็นเครื่องทำลายบาป แล้วสุตะเชื้อเชิญให้สดับต่อไป รักษากรอบสนทนาแบบปุราณะไว้

अशून्यशयनव्रतमाहात्म्यवर्णन (The Māhātmya of the Aśūnya-Śayana Vrata)
บทที่ 265 ดำเนินคำสอนเป็นสองช่วงที่เชื่อมต่อกัน ช่วงแรก ฤๅษีทั้งหลายทูลถามว่า ผู้มีกำลังกายอ่อนหรือร่างกายบอบบางจะถือกฎและวรตมากมายได้อย่างไร สุตะจึงกำหนด “ภีษมะ-ปัญจกะ” เป็นวินัยห้าวันที่ทำได้ง่าย ในปักษ์สว่างเดือนการ์ตติกะ เริ่มตั้งแต่เอกาทศี วิธีปฏิบัติประกอบด้วยการชำระกายและอาบน้ำยามเช้า นียมะที่มุ่งสู่วาสุเทวะ การอดอาหารหรือหากทำไม่ได้ให้ทดแทนด้วยทาน การถวายอาหารหวิสแก่พราหมณ์ การบูชาหฤษีเกศในปางชลาศายีด้วยธูป กลิ่นหอม และไนเวทยะ การเฝ้าตื่นยามราตรี และในวันที่หกให้เคารพบูชาพราหมณ์ แล้วปิดวรตด้วยการรับประทานเองหลังพิธีปัญจคัวยะ นอกจากนี้ยังระบุการถวายดอกไม้/ใบไม้ตามวัน เช่น ดอกชาตีในเอกาทศี ใบบิลวะในทวาทศี ต่อเนื่องจนถึงวันเพ็ญ พร้อมมนตร์อรฆยะถวายแด่พระผู้เป็นเจ้า ช่วงที่สอง ฤๅษีขอพิธี “อศูนยะ-ศยนะ วรต” อย่างพิสดาร ซึ่งกล่าวว่าอินทร์เคยทำเพื่อให้จักรปาณีทรงพอพระทัย สุตะระบุเวลาเริ่มหลังศราวณีผ่านไป ในวันทุติยา ภายใต้นักษัตรที่เกี่ยวกับวิษณุ พร้อมข้อระวังด้านจริยธรรมให้หลีกเลี่ยงการสนทนากับผู้ที่คัมภีร์จัดว่าเสื่อม/บาป/มเลจฉะ เมื่ออาบน้ำยามเที่ยงและสวมผ้าสะอาดแล้ว จึงบูชาพระวิษณุผู้บรรทมเหนือสายน้ำ พร้อมอธิษฐานให้ความรุ่งเรืองในเรือน พิตร อัคนี เทพทั้งหลาย และความต่อเนื่องแห่งชีวิตสมรสไม่เสื่อมสูญ—แสดงคติธรรมของคฤหัสถ์ที่ยึดเอกภาพลักษมี–วิษณุ และอุดมคติ “ที่นอนไม่ว่าง” ข้ามภพชาติ วรตดำเนินตลอดภัทรปท อาศวิน และการ์ตติกะ ด้วยข้อจำกัดอาหารโดยเฉพาะการงดน้ำมัน แล้วจบด้วยการถวายทานเป็นที่นอนพร้อมผลไม้ ข้าว และผ้า รวมทั้งทองเป็นทักษิณา ผลश्रุติกล่าวถึงบุญยิ่งเมื่ออดอาหาร ความพอพระทัยของเทพอย่างต่อเนื่อง การสิ้นบาปสะสม และผลแก่สตรีคือความบริสุทธิ์ ความมั่นคงแห่งจิต รวมถึงโอกาสสมรสของหญิงสาว; ส่วนผู้ปฏิบัติอย่างไม่หวังผลย่อมได้ผลแห่งข้อสำรวมแบบจาตุรมาสยะ.

शिवारात्रिमाहात्म्यवर्णनम् (The Māhātmya of Śivarātri)
บทที่ 266 เริ่มด้วยเหล่าฤๅษีทูลขอรายนามตīrtha สำคัญและลึงค์อันเลื่องชื่อซึ่งเพียงได้ดาร์ศนะก็ให้บุญกุศลครบถ้วน สุตะกล่าวถึงลึงค์สำคัญ เช่น มังกเณศวร และสิทธเณศวร พร้อมทั้งอื่น ๆ แล้วเน้นผลบุญของมังกเณศวรโดยเฉพาะ เมื่อเข้าถึงด้วยการถือศีลวัตรศิวราตรี ศิวราตรีกำหนดว่าเป็นราตรีจตุรทศีในปักษ์มืดเดือนมาฆะ และกล่าวว่าในคืนนั้นพระศิวะทรง “เสด็จเข้าสถิต/แผ่ซ่าน” ในลึงค์ทั้งปวง โดยมังกเณศวรมีเกียรติคุณเด่นยิ่ง มีปูมหลังผ่านเรื่องพระราชาอัศวเสนะผู้ทูลถามฤๅษีภรรตฤยัชญะถึงวัตรที่ทำง่ายแต่ได้ผลใหญ่เหมาะแก่กลียุค ฤๅษีแนะนำศิวราตรีว่าเป็นการปฏิบัติหนึ่งคืนด้วยการตื่นเฝ้า ซึ่งทำให้ทาน การบูชา โฮมะ และชปะเป็นผล “อักษยะ” คือไม่เสื่อมสูญ อีกทั้งเหล่าเทพขอให้มีการปฏิบัติวัน/คืนเดียวเพื่อชำระมนุษย์ พระศิวะทรงรับว่าจะเสด็จลงในราตรีตามปฏิทินนั้น และประทานลำดับมนต์แบบปัญจวักตระอย่างย่อ พร้อมพิธีบูชา: เครื่องสักการะและอรฺฆยะ การยกย่องพราหมณ์ การเล่าเรื่องภักติ ตลอดจนดนตรีและนาฏยะ ต่อมามีอุทาหรณ์—โจรผู้หนึ่งเผลอค้างคืนบนต้นไม้ใกล้ลึงค์ ตื่นอยู่และทำใบไม้ร่วงลงมา แม้เจตนาไม่บริสุทธิ์ก็ยังได้อานิสงส์แห่งวัตร นำไปสู่การเกิดที่ดีขึ้นและภายหลังสร้างศาลเจ้าบูชา ตอนท้ายยกย่องศิวราตรีว่าเป็นตบะสูงสุดและผู้ชำระใหญ่ พร้อมกล่าวผลแห่งการสาธยายและการสดับฟัง.

तुलापुरुषदानमाहात्म्यवर्णनम् | Tula-Puruṣa Donation: Procedure and Merit (Siddheśvara Context)
บทที่ 267 อธิบายทั้งหลักธรรมและพิธีกรรมในรูปแบบบทสนทนา สุตะยืนยันว่าอุโบสถและวัตรอย่างศิวราตรีให้ผลเกื้อกูลแก่ทั้งสองโลก เมื่ออนารถะได้ฟังคำสรรเสริญศิวราตรีและมังกเณศวระแล้ว จึงขอให้เล่าเรื่องการอุบัติของสิทธิเศวระโดยพิสดาร; ภรรตฤยัชญะจึงชี้ผลแห่งการได้พบและได้ทัศนะสิทธิเศวระ—โดยเฉพาะความรุ่งเรืองแห่งราชอำนาจและนัยแห่งจักรวรรดิ—พร้อมแนะนำ “ทุลา-ปุรุษทาน” ว่าเป็นทานพิธีอันประเสริฐยิ่ง ต่อจากนั้นกล่าวถึงวิธีปฏิบัติทุลา-ปุรุษทาน: เลือกกาลมงคล เช่น คราส อายนานต์ และวิษุวัต; สร้างมณฑปและแท่นบูชา; คัดเลือกพราหมณ์ผู้ควรรับและแจกจ่ายทานตามบัญญัติ ตั้งตาชั่ง (ทุลา) ด้วยเสาจากไม้เป็นมงคลที่กำหนด แล้วผู้ให้ทานอัญเชิญทุลาเทวีในฐานะหลักแห่งความศักดิ์สิทธิ์ ชั่งตนให้เท่ากับทอง เงิน หรือสิ่งของที่ปรารถนา และถวายพร้อมน้ำและงาตามพิธี ในผลศรุติกล่าวว่า บาปที่สั่งสมย่อมถูกทำลายตามสัดส่วนแห่งทาน ได้รับความคุ้มครองจากเคราะห์ภัย และเมื่อถวายต่อหน้าสิทธิเศวระบุญยิ่งทวี—ถึงกับกล่าวว่าเพิ่มพันเท่า ตอนท้ายยืนยันความศักดิ์สิทธิ์แบบบูรณาการของกษेत्रะที่รวมหลายตีรถะและสถานศักดิ์สิทธิ์ไว้ ณ ที่เดียว และประกาศอานิสงส์ครบถ้วนจากการได้ทัศนะ สัมผัส และบูชาสิทธิเศวระ

पृथ्वीदानमाहात्म्यवर्णनम् (The Glory and Procedure of the Earth-Gift)
บทนี้เป็นบทสนทนาเชิงพิธีกรรม: อานรตถามภรตฤยัชญะถึงเหตุแห่งกรรมที่ทำให้ได้ความเป็นจักรวรรดิราช (จักรวรรติตวะ) และวิธีบรรลุฐานะนั้น ภรตฤยัชญะกล่าวว่าความเป็นกษัตริย์หาได้ยากและขึ้นอยู่กับบุญ; ผู้ปกครองที่ถวาย “ปฤถวีทองคำ” คือรูปแทนแผ่นดิน (หิรัณมยี ปฤถวี) ด้วยศรัทธาต่อหน้าพระเกาตเมศวร ย่อมได้เป็นจักรวรรดิราช พร้อมยกตัวอย่างพระมหากษัตริย์เช่น มานธาตา หริศจันทรา ภรตะ และการตวีรยะ ต่อมาบรรยายโครงสร้างพิธีอย่างละเอียด—ต้องสร้างแบบจำลองแผ่นดินตามน้ำหนักและมาตราที่กำหนด ห้ามคดโกงทรัพย์สิน ภูมิศาสตร์จักรวาลถูกแทนด้วยมหาสมุทรเจ็ด (น้ำเกลือ น้ำอ้อย สุรา เนยใส นมเปรี้ยว น้ำนม น้ำ) ทวีปเจ็ด ภูเขาสำคัญเช่นเมรุ และแม่น้ำใหญ่โดยเฉพาะคงคา กำหนดมณฑป กุณฑะ ซุ้มประตู โพธิ์แท่นบูชากลาง การชำระด้วยปัญจคัวยะและน้ำบริสุทธิ์ พร้อมการกระทำประกอบมนตร์ เช่น สรงน้ำ ถวายผ้า ธูป อาราตรี และธัญญบูชา ผู้ถวายสรรเสริญพระแม่ธรณีว่าเป็นผู้ค้ำจุนโลก และอัญเชิญให้มาสถิตเพื่อการถวายทาน การมอบทานทำโดยสัญลักษณ์ผ่านน้ำ—ไม่วางลงบนพื้น และไม่ส่งตรงสู่มือผู้รับ—แล้วส่งคืนด้วยความเคารพและแจกจ่ายแก่พราหมณ์ ผลานิสงส์กล่าวถึงความมั่นคงของราชวงศ์ การสิ้นบาปแม้เพียงได้ยิน การประกอบที่เกาตเมศวรให้ผลข้ามภพชาติจนได้ใกล้แดนอมตะของพระวิษณุ และย้ำข้อห้ามทางธรรมมิให้ยึดครองที่ดินซึ่งผู้อื่นได้ถวายทานแล้ว

कपालमोचन-ईश्वर-उत्पत्तिमाहात्म्यवर्णनम् (Kapālamocaneśvara: Origin and Glory of the Skull-Release Lord)
บทนี้เริ่มด้วยสุเตาะกล่าวมหาตมยะของกปาเลศวร ณ กปาลโมจน ตรัสย้ำว่าเพียงได้สดับก็ยังชำระมลทินได้ เหล่าฤๅษีทูลถามว่าใครเป็นผู้สถาปนากปาเลศวร ผลแห่งการดรรศนะและบูชาคืออะไร และบาปพรหมหัตยาของพระอินทร์เกิดขึ้นและดับไปอย่างไร รวมทั้งวิธีถวาย “ปาปะปุรุษะ” (รูปแทนบาป) มนต์และเครื่องประกอบพิธีที่ถูกต้อง สุเตาะจึงกล่าวว่า พระอินทร์เป็นผู้ตั้งเทวรูปนั้นเพื่อขอหลุดพ้นจากพรหมหัตยา ต่อมาบอกเหตุปัจจัยย้อนหลัง—วฤตระ ผู้เกิดจากตวษฏฤ ได้พรจากพระพรหมจนได้ฐานะพราหมณ์และเป็นผู้เคารพพราหมณ์ เกิดสงครามระหว่างเทวะกับทานวะ พฤหัสปติแนะพระอินทร์ให้ใช้กลยุทธ์ และภายหลังให้ได้กระดูกของฤๅษีทธีจิเพื่อทำวัชระ พระอินทร์สังหารวฤตระซึ่งถูกพรรณนาว่าเป็น “พรหมภูตะ” จึงเกิดพรหมหัตยา ปรากฏเป็นความเสื่อมแห่งเตชัสและความสกปรกมีกลิ่นเหม็น พระพรหมสั่งให้พระอินทร์อาบน้ำเวียนตามตีรถะ ถวายทาน “ปาปะปุรุษะ” เป็นรูปกายทองแก่พราหมณ์พร้อมมนต์ และให้สถาปนา-บูชากะปาละ ณ หาฏเกศวร-กษेत्र พระอินทร์อาบที่วิศวามิตร-หรทะแล้วกะปาละหลุดตก จากนั้นบูชาด้วยมนต์ห้าบทอันสัมพันธ์กับห้าพระพักตร์ของพระหระ ความมัวหมองจึงสิ้นไป พราหมณ์นามวาตกะรับรูปบาปทองนั้นแต่ถูกสังคมติเตียน มีบทสนทนาชี้ธรรมแห่งการรับทาน และพยากรณ์อำนาจพิธีกรรมท้องถิ่นกับชื่อเสียงของสถานที่ว่า “กปาลโมจน” ตอนท้ายย้ำว่าการฟังหรือสาธยายเรื่องนี้ทำลายบาป และตีรถะแห่งนี้มีฤทธิ์ขจัดพรหมหัตยาโดยแท้จริง

पापपिण्डप्रदानविधानवर्णनम् | Procedure for the Donation of the Pāpa-Piṇḍa (Sin-Effigy)
บทนี้กล่าวถึงวิธีชำระบาป (ปรायัศจิตตะ) สำหรับผู้ที่ทำบาปเพราะความไม่รู้ ความประมาท ความใคร่ หรือความยังไม่สุกงอม และมิได้ประกอบปรायัศจิตตะแบบทั่วไป อานรตะทูลถามหาวิธีที่ทำลายบาปได้และให้ผลบรรเทาโดยฉับพลัน ภรรตฤยัชญะจึงแสดงพิธีถวายทาน ‘ปาปะ-ปิณฑะ’ คือก้อนทองคำหนักยี่สิบห้าปละ กำหนดทำในช่วงอปรปักษะ พร้อมการเตรียมความบริสุทธิ์ ได้แก่ อาบน้ำ นุ่งห่มผ้าสะอาด และจัดมณฑป/เวทีให้พร้อม ผู้ถวายทานบูชาตามลำดับตัตตวะ เริ่มจากธาตุแผ่นดินไปสู่ธาตุและอายตนะ/อินทรีย์ต่าง ๆ ด้วยถ้อยคำเชิญแบบมนตร์ จากนั้นเชิญพราหมณ์ผู้ทรงความรู้ในเวทและเวทางคะมารับการต้อนรับ ให้ล้างเท้า มอบผ้าและเครื่องประดับเป็นเกียรติ แล้วถวายรูป/ปิณฑะที่สอดคล้องกัน พร้อมกล่าวมนตร์โอนย้ายประกาศว่านำบาปเดิมไปวางไว้ในรูปที่ถวาย พราหมณ์สวดมนตร์รับทาน (ปฤติกฺรหะ) แล้วรับดักษิณา ก่อนจากไปด้วยความเคารพ มีการกล่าวถึงเครื่องหมายแห่งผลคือกายเบาสบาย รัศมีเพิ่มขึ้น และฝันเป็นมงคล ทั้งยังระบุว่าเพียงได้ฟังวิธีนี้ก็เป็นเหตุแห่งความบริสุทธิ์ ในบริบทกาปาเลศวรผลยิ่งทวี และแนะนำให้ทำโหมะประกอบมนตร์คายตรีด้วย

Liṅgasaptaka-pratiṣṭhā and Indradyumna’s Fame: The Hāṭakeśvara-kṣetra Narrative (लिङ्गसप्तक-माहात्म्यं तथा इन्द्रद्युम्न-कीर्तिः)
บทที่ 271 เริ่มด้วยสุเตกล่าวสรรเสริญ “ลิงคสัปตกะ” คือศิวลึงค์เจ็ดองค์ในเขตศักดิ์สิทธิ์หาฏเกศวร ว่าการได้ดรศนะและบูชาจะให้ความยืนยาว ปราศจากโรค และชำระบาป มีการเอ่ยนามลึงค์สำคัญ เช่น มารกัณฑเษวร อินทรทยุมเนศวร ปาเลศวร ฆัณฏาศิว กละเษศวร (เกี่ยวเนื่องกับวานเรศวร) และอีศาน/กเษตเรศวร เหล่าฤษีจึงทูลถามถึงเหตุปฐม—ใครเป็นผู้สถาปนาแต่ละลึงค์ พิธีกรรม และทานที่พึงกระทำ ต่อมาสุเตเล่าเรื่องเป็นอุทาหรณ์ของพระเจ้าอินทรทยุมน์ แม้ทรงประกอบยัญและทานมากมาย แต่เมื่อกิตติคุณบนโลกเสื่อมถอย สถานะในสวรรค์ก็สั่นคลอน พระองค์จึงกลับมาสร้างกุศลเพื่อฟื้น “กีรติ” และสืบหาหลักฐานยืนยันตนข้ามกาลอันยาวนาน โดยไปพบตามลำดับคือ ฤษีมารกัณฑยะ ผู้มีลักษณะคล้ายนกกระเรียน (พกะ/นาฑีชังคะ) นกฮูก (อุลูกะ) แร้ง (คฤธระ) เต่า (กูรมะ/มันถรกะ) และท้ายสุดฤๅษีโลมศะ ทุกท่านอธิบายว่าความยืนยาวเกิดจากภักติแด่พระศิวะ (เช่น บูชาใบพิลวะ) ส่วนการเกิดเป็นสัตว์เป็นผลแห่งคำสาปของผู้บำเพ็ญตบะ ท้ายที่สุดมีคำสั่งสอนเกี่ยวเนื่องกับภรตฤยัญญะและสํวรรตะ ให้สถาปนาศิวลึงค์เจ็ดองค์ในเขตหาฏเกศวร และประกอบทานเจ็ดประการแบบ “ทานภูเขา” คือ เมรุ ไกรลาส หิมาลัย คันธมาทนะ สุเวละ วินธยะ และศฤงคี ด้วยวัสดุที่กำหนด ผลานุศาสน์กล่าวว่า เพียงดรศนะยามเช้าต่อทั้งเจ็ดลึงค์ก็ปลดบาปที่ทำโดยไม่รู้ตัวได้ และหากบูชา-ให้ทานตามพิธี จะได้ความใกล้ชิดพระศิวะ (คณัตวะ) เสวยสุขสวรรค์ยาวนาน และได้อำนาจอธิปไตยอันสูงส่งในภพชาติถัดไป

युगस्वरूपवर्णनम् (Description of the Nature of the Yugas and Measures of Time)
บทนี้ดำเนินด้วยรูปแบบถาม-ตอบ: เหล่าฤๅษีทูลถามถึง “หนึ่งวัน” ที่เคยกล่าวไว้ก่อนหน้าในความเกี่ยวเนื่องกับอีศานะและบุคคลผู้เป็นกษัตริย์ แล้วสุทาจึงแจกแจงลำดับหน่วยเวลาอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่หน่วยที่ละเอียดที่สุด (เช่น นิมेषะ เป็นต้น) ไล่ขึ้นไปถึงกลางวัน-กลางคืน เดือน ฤดู อายนะ และปี จากนั้นจึงอธิบายสภาวะแห่งยุคทั้งสี่—กฤตะ ตเรตา ทวาประ และกาลี—โดยชี้สัดส่วนธรรมะกับบาปะ สภาพศีลธรรมและสังคม ตลอดจนวัฒนธรรมพิธีกรรม โดยเฉพาะการประกอบยัญญะและความสัมพันธ์กับการได้ไปสวรรค์ กาลียุคถูกพรรณนาด้วยความวิปริตทางจริยธรรมและสังคม เช่น ความโลภ ความพยาบาท ความเสื่อมแห่งวิชาและความประพฤติ ความขาดแคลน และความแปรปรวนของระเบียบอาศรม พร้อมทั้งกล่าวถึงการเวียนกลับตามกาลจักรสู่กฤตยุคในอนาคต ท้ายบทเชื่อมมาตรเวลาเหล่านี้เข้ากับมาตรใหญ่ระดับจักรวาล เช่น วันและปีของพระพรหม และให้เค้าภาพจักรวาลตามนัยแห่งศิวะ-ศักติ โคโลฟอนระบุว่าอยู่ในนาครขันฑะ ตอนมหาตมยะของหาฏเกศวรเกษตร ชื่อบทว่า “ยุกสวรูปวรรณนา”

युगप्रमाणवर्णनम् (Yuga-Pramāṇa Varṇana) — Description of Cosmic Time Measures
บทนี้ สุตะเป็นผู้กล่าว อธิบายเชิงเทววิทยาอย่างเป็นระบบเรื่อง “ปรมาณ” คือมาตรวัดกาลจักรวาล อันเกี่ยวกับยุค (ยุกะ) มนวันตระ และตำแหน่งของเทพ เช่น ศักระ (อินทรา) โดยแจกแจงลำดับศักระทั้งหลาย ระบุว่าศักระปัจจุบันคือ “ชายันตะ” และมนุปัจจุบันคือไววัสวตะ อีกทั้งกล่าวถึงศักระในอนาคตคือ “พลิ” ผู้จะได้รับการแต่งตั้งด้วยพระกรุณาแห่งวาสุเทวะ ตามคำมั่นเดิมว่าจะได้ครองราชย์ในมนวันตระภายหน้า ต่อจากนั้นกล่าวถึงการนับกาลตามบัญชีเวลาของพระพรหม และเสนอ ๔ มาตราวัดที่ใช้ในทางปฏิบัติ ได้แก่ สอุระ (สุริยคติ), สาวนะ (นับวัน/คติสามัญ), จันทระ (จันทรคติ) และนากษัตร/อารกษะ (อาศัยนักษัตร/ดาวฤกษ์) ปรากฏการณ์ฤดูกาล (หนาว-ร้อน-ฝน), เกษตรกรรม และมหายัญญะสอดคล้องกับสุริยคติ; ธุรกรรมสังคมและพิธีมงคลสอดคล้องกับการนับวัน; จันทรคติต้องมีการแทรกเดือนอธิมาส; ส่วนการคำนวณดาวเคราะห์อาศัยการนับตามนักษัตร ตอนท้ายเป็นผลश्रุติว่า การสาธยายด้วยศรัทธาถึงมาตราวัดยุคและกาลนี้เป็นเครื่องคุ้มครอง และช่วยพ้นจากความหวาดกลัวต่อมรณภัยก่อนกาลได้

Durvāsas-स्थापित-त्रिनेत्र-लिङ्गमाहात्म्य (The Glory of the Trinetra Liṅga Established by Durvāsas)
บทนี้เป็นบทสนทนาระหว่างสูตะกับฤๅษิ เริ่มด้วยการกล่าวถึงตรีเนตรลิงคะที่ฤๅษิดุรวาสะได้สถาปนา แล้วเล่าเรื่องเป็นคติธรรมด้านศีลธรรมและพิธีกรรม เจ้าอาวาสมठะผู้หนึ่งบูชาลิงคะเป็นนิตย์ แต่กลับตระหนี่สะสมทรัพย์จากการค้าต่อรอง เก็บทองไว้ในหีบที่ล็อกแน่น โจรชื่อทุหศีละปลอมตนเป็นผู้สละโลก แทรกเข้าไปในมठะ รับศิวทีกษา แล้วคอยโอกาส ครั้นเดินทางและพักใกล้แม่น้ำศักดิ์สิทธิ์มุรลา ความไว้วางใจของครูเพิ่มขึ้น หีบถูกปล่อยให้เข้าถึงได้ชั่วคราว เขาจึงขโมยทองและหลบหนีไป ต่อมาเมื่อเป็นคฤหัสถ์ เขาได้พบฤๅษิดุรวาสะ ณ สถานที่แสวงบุญ และเห็นการแสดงภักติหน้าลิงคะด้วยการร่ายรำและขับร้อง ดุรวาสะอธิบายว่าได้สถาปนาลิงคะนี้เพราะพระมหेशวรทรงพอพระทัยในภักติรูปนี้ แล้วทรงกำหนดแนวทางไถ่บาปและประพฤติธรรม ได้แก่ ถวายหนังเนื้อทรายดำ (กฤษณาชินะ) ให้ทานงาในภาชนะ (ติลปาตระ) พร้อมทองเป็นประจำ และสร้างปราสาท/ศาลเจ้า (ปราสาทะ) ที่ค้างอยู่ให้สำเร็จเป็นคุรุทักษิณา พร้อมทั้งถวายดอกไม้เครื่องบูชาและศิลปะแห่งภักติ ตอนท้ายกล่าวผลานุผล (ผลศรุติ) ว่า การได้ดรรศนะในเดือนไจตราลบล้างบาปหนึ่งปี พิธีสรงน้ำ/อภิเษกลบล้างบาปหลายทศวรรษ และการร่ายรำขับร้องต่อหน้าพระเป็นเจ้าช่วยปลดเปลื้องบาปตลอดชีวิตและก่อบุญที่เกื้อหนุนต่อความหลุดพ้น.

Nimbēśvara–Śākambharī Utpatti Māhātmya (Origin-Glory of Nimbēśvara and Śākambharī)
สุุตะเล่าว่า ชายชื่อทุหฺศีละ แม้มีความประพฤติบกพร่อง แต่ตั้งมั่นระลึกถึงบาทของคุรุ และสร้างสถานศักดิ์สิทธิ์ของพระศิวะในนามคุรุของตน เทวสถานนั้นกล่าวว่าอยู่ทางทิศใต้ และเป็นที่รู้จักในนาม “นิมเพศวร” เขากระทำพิธีวางรากฐานด้วยภักติอันแรงกล้า โดยยึดมั่นในความภักดีต่อคุรุเป็นสำคัญ ภรรยาของเขา ผู้เป็นที่จดจำว่า “ศากัมภรี” ได้ประดิษฐานรูปพระทุรคาในนามของตน ทำให้เกิดสังเวชนียสถานคู่ “ศิวะ–เทวี” ทั้งสองจัดสรรทรัพย์ที่เหลือไว้เพื่อการบูชา แล้วถวายทานแก่เทพและพราหมณ์ จากนั้นดำรงชีพด้วยการขอทาน ครั้นกาลล่วงไป ทุหฺศีละถึงแก่กรรม; ศากัมภรีมีจิตแน่วแน่ไม่หวั่นไหว อุ้มกายสามีเข้าสู่ไฟฌาปนกิจ—เล่าเป็นแบบอย่างทางเทววิทยาแห่งความซื่อสัตย์ มิใช่ข้อบังคับทางกฎหมาย แล้วทั้งสองถูกพรรณนาว่าขึ้นสวรรค์ด้วยวิมานทิพย์ มีอัปสรผู้ประเสริฐแวดล้อม ตอนท้ายผลश्रุติกล่าวว่า ผู้ใดอ่านเรื่องอัน “ยอดเยี่ยม” นี้ ย่อมพ้นบาปที่ทำด้วยความไม่รู้ แสดงมหิมาแห่งภักติ ทาน และความผูกพันต่อสถานศักดิ์สิทธิ์

एकादशरुद्रोत्पत्ति-वर्णनम् | Origin Account of the Eleven Rudras (at Hāṭakeśvara-kṣetra)
บทนี้เป็นการสนทนาเพื่อคลี่คลายปัญหาทางเทววิทยา ฤๅษีทั้งหลายถามว่า เมื่อคติเดิมกล่าวว่ารุทระมีเพียงหนึ่งเดียว เป็นสวามีของคาวรีและเป็นบิดาของสกันทะ แล้วเหตุใดจึงมี “รุทระสิบเอ็ด” สุทาจึงยืนยันความเป็นหนึ่งของรุทระ และอธิบายว่าในกาละและเหตุเฉพาะ พระศิวะทรงสำแดงเป็นสิบเอ็ดรูป ในเรื่องย่อยที่พาราณสี เหล่านักบำเพ็ญตบะตั้งสัตย์ปฏิญาณเพื่อให้ได้ทัศนะ (darśana) แรกของหาฏเกศวร จึงเกิดความแข่งขัน และมีข้อกำหนดว่า ผู้ใดมิได้เห็นก่อนต้องรับโทษอันเกิดจากความเหน็ดเหนื่อยร่วมกัน พระศิวะทรงทราบเจตนาแข่งขันแต่ยังทรงเคารพภักติ จึงเสด็จขึ้นจากโลกใต้พิภพผ่าน “ช่องนาค” และทรงแสดงเป็นสิบเอ็ดมูรติ มีตรีศูล ทรงสามเนตร และประดับมวยผมแบบกปัรทะ เหล่าฤๅษีก้มกราบและสรรเสริญรุทระผู้สัมพันธ์กับทิศทั้งหลายและหน้าที่คุ้มครองจักรวาล พระศิวะตรัสว่า “เรานี่เองเป็นสิบเอ็ด” และประทานพร เหล่านักบำเพ็ญขอให้พระองค์ประทับสถิตในสิบเอ็ดรูป ณ หาฏเกศวรเกษตร อันยกย่องว่าเป็น “สรรพตีรถะ” พระองค์ทรงยินยอม ตรัสว่ามีหนึ่งรูปยังอยู่ที่ไกรลาส และทรงวางระเบียบการบูชา: อาบน้ำที่วิศวามิตรหรทะ แล้วบูชามูรติทั้งหลายโดยเอ่ยนาม ซึ่งทำให้บุญทวีคูณ ผลานุศาสน์กล่าวถึงความก้าวหน้าทางจิตวิญญาณ ความมั่งคั่งแก่ผู้ยากไร้ บุตรแก่ผู้ไร้บุตร สุขภาพแก่ผู้เจ็บป่วย และชัยชนะเหนือศัตรู ทั้งยังยิ่งแรงสำหรับผู้รับทีกษา ผู้รักษาวัตรอาบเถ้าศักดิ์สิทธิ์ และแม้ถวายเพียงเล็กน้อยพร้อมมนต์ษฑักษร (ṣaḍakṣara) ก็ได้ผลใหญ่ ตอนท้ายย้ำว่า รุทระสิบเอ็ดคือมูรติแห่งมหาเทวะ และกำหนดวันจัยตระ ข้างขึ้น แรม? (ปักษ์สว่าง) วันที่ 14 เป็นกาลบูชาพิเศษ.

एकादशरुद्रसमीपे दानमाहात्म्यवर्णनम् (The Glory of Donations in the Presence of the Eleven Rudras)
บทนี้ดำเนินเรื่องแบบถาม–ตอบทางเทววิทยา เหล่าฤๅษีทูลถามผู้เล่าเรื่องให้บอก “นามทั้งสิบเอ็ด” ที่เกี่ยวข้องกับพราหมณ์ในเมืองวาราณสี ซึ่งจัดเป็นหมู่สิบเอ็ดอันสัมพันธ์กับพระรุทระ ผู้เล่าเรื่องจึงแจกแจงนามว่า มฤควยาธะ, สรรพชญะ, นินทิตะ, มหายศัส, อชัยกปาท, อหิรพุธนยะ, ปินากี, ปรันตปะ, ทหะนะ, อีศวระ และ กปาลี พร้อมกล่าวว่านามเหล่านี้เป็นรูปแห่งรุทระที่พระหริทรงกำหนดไว้ ต่อมาเหล่าฤๅษีขอคำแนะนำเรื่องทานและการสวดมนต์ (ชปะ) ที่กล่าวไว้ก่อน ผู้เล่าเรื่องกำหนดพิธีทานอย่างเป็นลำดับ คือให้ถวายโคจริงที่เห็นได้ (ประตยักษะ-เธนุ) ทีละตัว โดยแต่ละตัวผูกกับสิ่งถวายเฉพาะ เช่น เกี่ยวกับน้ำตาลอ้อย/กากน้ำตาล, เนย, เนยใส, ทองคำ, เกลือ, รส/น้ำคั้น, อาหาร, น้ำ เป็นต้น ตอนท้ายกล่าวผลบุญว่า ผู้ให้ทานเช่นนี้ย่อมได้เป็นจักรวรรดิราช และทานที่ถวายใกล้สถิตแห่งความศักดิ์สิทธิ์ยิ่งทวีผล หากให้ครบไม่ได้ ก็ให้พยายามถวายอย่างน้อยหนึ่งตัว โดยตั้งใจว่าเป็นทานอุทิศแด่รุทระทั้งปวง

द्वादशार्कोत्पत्तिरत्नादित्योत्पत्तिमाहात्म्ये याज्ञवल्क्यवृत्तान्तवर्णनम् (Origin of the Twelve Suns and the Ratnāditya: Account of Yājñavalkya)
บทนี้เล่าเป็นบทสนทนา โดยสุเตะอธิบายแก่เหล่าฤๅษีว่า แม้สุริยะจะปรากฏเป็นดวงเดียวบนท้องฟ้า แต่ในหาฏเกศวร-เกษตรกลับมีการสถาปนารูปสุริยะสิบสองภาคตามพิธีกรรม เหตุแห่งการสถาปนานี้ผูกโยงกับการรับทิक्षาและการประกอบพิธีสถาปนาของยาชญวลกยะ อีกทั้งกล่าวถึงเหตุที่พระพรหมเสด็จลงมาเพราะคำสาปของสาวิตรี และความตึงเครียดทางธรรมว่าด้วยระเบียบแห่งชีวิตคู่และความเหมาะสมในจารีตยัญพิธี ต่อมา เมื่อกษัตริย์ทั้งหลายร้องขอพิธีศานติซ้ำแล้วซ้ำเล่า จึงเกิดความขัดแย้งระหว่างอาจารย์ศากัลยะกับยาชญวลกยะ—มีการลบหลู่ การปฏิเสธ และวิวาทระหว่างครูกับศิษย์ จนถึงขั้นที่ยาชญวลกยะสละความรู้เดิมเชิงสัญลักษณ์ด้วยการ “คาย” วิชาที่เคยเรียนออกมา เพื่อฟื้นฟูสิทธิ์ทางเวท ท่านจึงบำเพ็ญภักติอย่างเคร่งครัดต่อพระสุริยะ สร้างและสถาปนามูรติสุริยะสิบสององค์ เรียกนามตามบัญชีที่เป็นแบบแผน และบูชาด้วยอรฺฆยะและเครื่องสักการะ พระสุริยะทรงปรากฏ ประทานพร และถ่ายทอดเวทวิทยาอีกครั้งด้วยมุขปาฐะอัศจรรย์ คือการเรียนที่ “หูของอัศวสุริยะ” ทำให้ความสามารถทางเวทของยาชญวลกยะได้รับการรับรองใหม่ ตอนท้ายกล่าวถึงการสืบต่อคำสอน ผลแห่งการจาริก—ชำระบาป ได้คติสูง และโมกษะสำหรับผู้สาธยายและผู้แสดงความ—พร้อมเน้นว่าการได้ทัศนะในวันอาทิตย์ให้ผลยิ่งนัก จึงสถาปนาคติบูชาสุริยะ ณ ที่นั้นเป็นมรดกศักดิ์สิทธิ์ทั้งด้านพิธีกรรมและการศึกษา.

पुराणश्रवणमाहात्म्यवर्णन (Glorification of Listening to the Purāṇa)
อัธยายะ 279 เป็นถ้อยแถลงทางธรรมของสุเต เพื่อสถาปนาอำนาจของสกันทปุราณะด้วยสายการถ่ายทอดตามปรัมปรา สกันทะสอนปุราณะแก่ภฤคุ (กล่าวว่าเป็นบุตรของพรหมา) แล้วสืบต่อไปยังอังคิรส จยวะนะ และฤจีกะ แสดงเป็นแบบอย่างแห่งการรับสืบคำสอนจากครูสู่ศิษย์ ต่อมาคือส่วนผลศรุติ—การสดับสกันทปุราณะในสภาของผู้มีศีลกล่าวกันว่าสามารถชำระมลทินบาปที่สั่งสม เพิ่มอายุ และนำความผาสุกแก่ทุกวรรณะและอาศรม มหาตมยะของหาฏเกศวร-กษेत्रถูกยกย่องว่ามีบุญอันประมาณมิได้ และการมอบ “ธรรมมหาตมยะ” นี้แก่พราหมณ์ให้ผลสวรรค์ยืนนาน ยังกล่าวถึงผลประโยชน์ในทางปฏิบัติ เช่น ได้บุตร ทรัพย์สมบัติ ความสำเร็จในการสมรส การได้พบญาติ และชัยชนะของพระราชา หลักจริยธรรมสรุปว่า การเคารพผู้แสดงธรรม/ครู เทียบเท่าการเคารพพรหมา วิษณุ และรุทร แม้คำสอนเพียงเล็กน้อยก็ไม่อาจชดใช้ด้วยทรัพย์ จึงควรอุปถัมภ์ครูด้วยทักษิณาและการต้อนรับตามประเพณี การสดับเองถูกสรรเสริญว่าให้ผลเท่าทุกทีรถะและระงับโทษจากหลายชาติภพ
The place is presented as an ascetic forest in Ānarta where a crisis triggered by the falling of Śiva’s liṅga becomes the basis for establishing liṅga worship as uniquely authoritative; the site’s “glory” lies in being a setting where cosmic disorder is resolved through proper devotion and reinstatement of the liṅga.
Merit is framed through devotional correctness: sustained, faith-filled liṅga-pūjā (including tri-kāla worship) is said to lead to elevated spiritual outcomes (“parā gati”), and the act of honoring the liṅga is treated as honoring the triad of Śiva, Viṣṇu, and Brahmā.
The core legend is Śiva’s wandering after Satī’s separation, the ascetics’ curse causing the liṅga to fall into the earth and enter Pātāla, the ensuing cosmic omens, and the devas’ intervention culminating in the installation and worship of a golden liṅga named Hāṭakeśvara.