Vayaviya Samhita41 Adhyayas2242 Shlokas

Uttara Bhaga

Uttarabhaga

Adhyayas in Uttara Bhaga

Adhyaya 1

विभूतिविस्तरप्रश्नः / Inquiry into the Expansion of Śiva’s Vibhūti

อัธยายะ ๑ เริ่มด้วยบทนอบน้อมสรรเสริญพระศิวะ—ภาพสัญลักษณ์พระอุระของพระศิวะที่มีรอยสีหญ้าฝรั่นจากทรวงอกพระคุรี (คุรี/ปารวตี) เป็นการตั้งมั่นแห่งภักติและสาระทางเทววิทยา. สุตะเล่าว่า เมื่ออุปมันยุได้รับพระกรุณาจากพระศิวะแล้ว พระวายุลุกจากการปฏิบัติพรตยามเที่ยงและไปยังหมู่ฤๅษีในป่าไนมิษะ. ฤๅษีผู้เสร็จกิจประจำวันเห็นท่านมาถึง จึงเชิญให้นั่งบนอาสนะที่จัดไว้กลางสภา. พระวายุผู้เป็นที่เคารพของโลกนั่งอย่างผาสุก ระลึกถึงพระสิริรุ่งโรจน์ของพระผู้เป็นเจ้า แล้วขอพึ่งพระมหาเทวะผู้ทรงรอบรู้และมิอาจพิชิตได้ ตรัสว่าเอกภพทั้งที่เคลื่อนไหวและไม่เคลื่อนไหวล้วนเป็นวิภูติของพระศิวะ. ครั้นได้ฟังถ้อยคำอันเป็นมงคล ฤๅษีผู้บริสุทธิ์จึงทูลขอคำอธิบาย ‘วิภูติวิสตาระ’ ให้พิสดารยิ่งขึ้น และเชื่อมโยงกับเรื่องก่อนหน้า—ความสำเร็จของอุปมันยุด้วยตบะและพรตปาศุปตะ รวมทั้งตัวอย่างที่เกี่ยวเนื่องกับพระวาสุเทวะกฤษณะ. ดังนี้ อัธยายะนี้จึงเป็นสะพานจากการปูเรื่องไปสู่คำขอคำสอนอย่างเป็นระบบว่าด้วยการปรากฏของพระศิวะและวิธีบรรลุให้ประจักษ์.

27 verses

Adhyaya 2

पाशुपतज्ञानप्रश्नः — Inquiry into Pāśupata Knowledge (Paśu–Pāśa–Paśupati)

อัธยายะ ๒ เริ่มด้วยเหล่าฤๅษีทูลขอให้ชี้แจง “ปาศุปตญาณ” และความหมายเชิงหลักธรรมของ ปาศุปติ (พระศิวะ), ปศุ (สัตว์ผู้ถูกผูกคือเหล่าสรรพชีวิต), และ ปาศะ (เครื่องผูกพัน/พันธนาการ) สุ ตะกล่าวแนะนำพระวายุว่าเป็นผู้แสดงธรรมที่เหมาะสม โดยยึดคำเผยแสดงเดิมเป็นหลักว่า ณ เขามันทระ มหาเทวะศรีกัณฐะได้ทรงสอนปาศุปตญาณอันสูงสุดแก่พระเทวี ต่อมาพระวายุเชื่อมไปยังฉากการสั่งสอนภายหลัง เมื่อพระกฤษณะ (พระวิษณุในรูปกฤษณะ) เข้าไปหา ฤๅษีอุปมันยุ ด้วยความเคารพ ขอให้แสดงทั้งญาณทิพย์และวิภูติของพระศิวะโดยครบถ้วน คำถามของพระกฤษณะวางกรอบคำสอนชัดเจนว่า ใครคือปาศุปติ ใครเรียกว่าปศุ ถูกผูกด้วยปาศะใด และหลุดพ้นได้อย่างไร อุปมันยุถวายบังคมพระศิวะและพระเทวีแล้วเริ่มตอบ ปูทางสู่สoteriology แบบไศวะที่ตั้งอยู่บนการวิเคราะห์พันธนาการและโมกษะตามพระโอวาทดั้งเดิมของพระศิวะ

60 verses

Adhyaya 3

शिवस्य विश्वव्याप्तिः—अष्टमूर्तिः पञ्चब्रह्म च | Śiva’s Cosmic Pervasion: Aṣṭamūrti and the Pañcabrahma Forms

อุปมันยุสอนพระกฤษณะว่า พระมหेश/พระศิวะในฐานะปรมาตมัน แผ่ซ่านและค้ำจุนสรรพโลกทั้งจรและอจรด้วยมูรติของพระองค์เอง บทนี้อธิบายว่าจักรวาลประกอบขึ้นและตั้งอยู่ในอัษฏมูรติของพระศิวะ ดุจลูกปัดร้อยอยู่บนเส้นด้าย จากนั้นกล่าวถึงรูปเทวะสำคัญและเน้นปัญจพรหมตนู—อีศาน ตัตปุรุษ อโฆระ วามเทวะ สัทยโยชาต—ว่าเป็นผู้แผ่ครอบคลุมความจริงทั้งปวง ไม่เหลือสิ่งใดไม่ถูกแผ่ซ่าน อีศานเป็นอธิษฐานผู้กำกับมิติของกษेत्रชญะ/โภกตฤ ตัตปุรุษกำกับอวิยักตะและสิ่งเสวยอาศัยคุณ อโฆระกำกับพุทธิ-ตัตตวะพร้อมธรรมะเป็นต้น วามเทวะกำกับอหังการะ สัทยโยชาตกำกับมนัส อีกทั้งเชื่อมโยงรูปเหล่านี้กับอินทรีย์ อวัยวะ วัตถุแห่งการรับรู้ และธาตุ—โศรตระ–วาก–ศัพท–วยোমัน; ตวัก–ปาณิ–สปัรศ–วายุ; จักษุส–จรณะ–รูป–อัคนิ; รสนา–ปายุ–รส–อาปัส; ฆราณะ–อุปัสถะ–คันธะ–ภู สุดท้ายยืนยันว่ากิตติศัพท์และความควรแก่การบูชาของมูรติเหล่านี้เป็นเหตุเดียวแห่งศุภสวัสดิ์ (ศฺเรยส)

17 verses

Adhyaya 4

शिवशक्त्यैक्य-तत्त्वविचारः / Inquiry into the Unity of Śiva and Śakti (Para–Apara Ontology)

บทนี้เริ่มด้วยคำถามของกฤษณะว่า จักรวาลถูกแผ่ซ่านด้วยมูรติ (รูปภาวะ) ของศรวะ (ศิวะ) ผู้รุ่งเรืองยิ่งอย่างไร และโลกที่มีขั้วหญิง–ชาย (สตรี–ปุมภาวะ) ถูกคู่ทิพย์ผู้เป็นเทพสวามี–เทวีทรง “อภิบาล/เป็นประธาน” อย่างไร อุปมันยุจึงตอบว่า จะกล่าวถึงศรีมทฺวิภูติ (เดชานุภาพอันยิ่ง) และยาถาตมยะ (สภาวะตามจริง) ของศิวะ–ศิวาเพียงโดยสรุป เพราะกล่าวโดยพิสดารย่อมไม่อาจทำได้ ท่านนิยามศักติว่าเป็นมหาเทวี และศิวะว่าเป็นผู้ทรงศักติ พร้อมยืนยันว่าโลกทั้งจรและอจรเป็นเพียงเศษเสี้ยว (เลศะ) แห่งวิภูติของทั้งสอง ต่อมาจำแนกหมวดความจริงเป็น จิต–อจิต บริสุทธิ์–ไม่บริสุทธิ์ ปร–อปร และเชื่อมโยงสังสาระกับฝ่ายอปร/ไม่บริสุทธิ์ที่จิตสำนึกสัมพันธ์กับสิ่งไร้สำนึก ถึงกระนั้น ทั้งปรและอปรล้วนอยู่ใต้ความเป็นเจ้าตามธรรมชาติ (สวามยะ) ของศิวะ–ศิวา บทย้ำอธิปไตยจักรวาลว่า โลกอยู่ใต้พระองค์ทั้งสอง มิใช่พระองค์อยู่ใต้โลก และยืนยันความไม่แยกจากกันด้วยอุปมาจันทร์กับแสงจันทร์: หากไร้ศักติ ศิวะย่อมไม่ปรากฏความสว่างในโลกแห่งการปรากฏ

88 verses

Adhyaya 5

शिवस्य परापरब्रह्मस्वरूपनिर्णयः / Determination of Śiva as Higher and Lower Brahman

อธยายนี้เริ่มด้วยคำสอนของอุปมันยุว่า จักรวาลทั้งหมดทั้งที่เคลื่อนไหวและไม่เคลื่อนไหว ล้วนเป็น ‘วิครหะ’ (รูปปรากฏ) ของเทวเทวะพระศิวะ แต่สัตว์ผู้ถูกผูกมัดไม่อาจตระหนักได้เพราะความหนักแห่งบาศ (ปาศะ) ต่อมาว่าด้วยความตึงเครียดระหว่างเอกภาพกับพหุภาพ: ความจริงหนึ่งเดียวถูกกล่าวได้หลายแบบ แม้โดยฤๅษีที่ยังไม่เข้าถึงภาวะสูงสุดอันไร้มโนคติ (อวิกัลปะ) บทนี้จำแนกพรหมันเป็นอปรพรหมันและปรพรหมัน—อปรพรหมันคือหมู่ธาตุ อินทรีย์ อันตหกรณะ และแดนแห่งอารมณ์; ปรพรหมันคือจิตสำนึกบริสุทธิ์ (จิดาตมกะ) อธิบายคำว่า “พรหมัน” ตามรากศัพท์ (พฤหัตตวะ/พฤหณะตวะ) และกล่าวว่าทั้งสองระดับเป็นรูปของพระผู้เป็นเจ้า ผู้ทรงเป็นอธิปติเหนือพรหมัน จากนั้นอธิบายโลกว่าเป็นโครงสร้างแห่งวิทยา–อวิทยา: วิทยาคือญาณรู้ที่มีสติสอดคล้องสัจจะ อวิทยาคือความเข้าใจผิดอันไร้สำนึก เปรียบเทียบภรานติและยถารถ-สํวิตติ แล้วสรุปว่าพระศิวะผู้เป็นเจ้าแห่งสตและอสต ทรงเป็นนายเหนือคู่ตรงข้ามเหล่านี้และผลทางญาณของมัน

37 verses

Adhyaya 6

Śiva’s Freedom from Bondage and His Cosmic Support (शिवस्य अबन्धत्वं तथा सर्वाधिष्ठानत्वम्)

บทนี้เป็นคำแสดงหลักธรรมโดยอุปมันยุ ว่าพระศิวะไม่อยู่ใต้พันธนาการใด ๆ เลย ไม่ว่าอาณวะ มายียะ ปรากฤตะ พันธะทางความรู้‑จิตใจ ทางอินทรีย์ ธาตุ และตนมาตระอันละเอียด. กาล (กาละ) กะลา วิทยา นิยติ ราคะ‑ทเวษะ กรรม ผลสุกงอมของกรรม (วิปากะ) และสุข‑ทุกข์ ก็ไม่อาจจำกัดพระองค์ได้. คุณลักษณะเชิงความสัมพันธ์ เช่น มิตร‑ศัตรู ผู้ควบคุม‑ผู้ผลักดัน นาย‑ครู‑ผู้คุ้มครอง ถูกปฏิเสธ เพื่อยืนยันความไม่พึ่งพาใครของพระศิวะ. ท้ายที่สุดยืนยันว่า พระศิวะผู้เป็นปรมาตมันทรงเป็นสิริมงคลโดยสิ้นเชิง สถิตในสภาวะของพระองค์ด้วยศักติ เป็นอธิษฐานอันมั่นคงของสรรพสิ่ง จึงทรงได้รับการระลึกนามว่า “สถาณุ” ผู้ไม่หวั่นไหว.

31 verses

Adhyaya 7

शक्तितत्त्ववर्णनम् / Exposition of the Principle of Śakti

บทนี้เป็นคำสอนเชิงหลักธรรมที่อุปมนยูแสดงถึงศักติอันเป็นธรรมชาติของพระศิวะ ว่าเป็นหลักการสากลอันละเอียดและเป็นจิตสำนึกแห่งความปีติ ซึ่งปรากฏเป็นหนึ่งและเป็นหลายดุจแสงอาทิตย์ กล่าวถึงรูปแบบศักติอันนับไม่ถ้วน ได้แก่ อิจฉา (ความประสงค์) ญาณ (ความรู้) และกริยา (การกระทำ) พร้อมเชื่อมหมวดหมู่จักรวาลว่าเป็นการแผ่ออกของพระนาง เปรียบเหมือนประกายจากไฟ ระบุว่าผู้เป็นใหญ่แห่งวิทยาและอวิทยา ปุรุษ และปรกฤติ อยู่ในขอบเขตของศักติ และวิวัฒน์ทั้งหลายตั้งแต่มหัตเป็นต้นล้วนเป็นผลของพระนาง พระศิวะทรงเป็น “ศักติมาน” ส่วนศักติเป็นรากฐานแห่งเวท/ศรุติ/สมฤติ ความรู้ ความมั่นคง และพลังแห่งการรู้-ปรารถนา-กระทำ มายา ชีวะ วิกฤติ และความเป็นทั้งหมดของสัต/อสัตถูกแผ่ซ่านด้วยศักติ ลีลาของศักติทั้งทำให้หลงและนำสู่ความหลุดพ้น; เมื่อมีพระนางร่วมด้วย พระสรรเวศะแผ่ซ่านจักรวาลเป็นหลายประการ (ที่นี่กล่าวว่า “ยี่สิบเจ็ดประการ”) และโมกษะเกิดจากความเข้าใจนี้เอง

40 verses

Adhyaya 8

शिवज्ञान-प्रश्नः तथा सृष्टौ शिवस्य स्वयमाविर्भावः (Inquiry into Śiva-knowledge and Śiva’s self-manifestation in creation)

บทนี้เริ่มด้วยกฤษณะทูลขอคำอธิบายที่ถูกต้องเกี่ยวกับ “เวทสาร” อันพระศิวะทรงสั่งสอน ซึ่งประทานโมกษะแก่ผู้มอบตนเป็นที่พึ่ง คำสอนนี้ถูกกล่าวว่าเร้นลึก มีความหมายหลายชั้น และผู้ไร้ภักติหรือยังไม่พร้อมย่อมเข้าถึงไม่ได้ ต่อมากฤษณะทรงถามเชิงปฏิบัติว่า ภายในคำสอนนั้นควรประกอบพิธีบูชาอย่างไร ผู้ใดมีสิทธิ์ (อธิการะ) และญาณกับโยคะสัมพันธ์กับหนทางนี้อย่างไร อุปมันยุจึงย้ำคำสอนแบบไศวะที่ย่อ กระชับ สอดคล้องเจตนารมณ์แห่งพระเวท ปราศจากการสรรเสริญหรือตำหนิ และทำให้เกิดความมั่นใจโดยฉับพลัน พร้อมกล่าวว่าการขยายความทั้งหมดทำไม่ได้ จึงสรุปให้ฟัง จากนั้นเรื่องหันสู่กำเนิดจักรวาล: ก่อนการสร้างที่ปรากฏ พระศิวะ (สถาณุ/มเหศวร) ทรงอุบัติด้วยพระองค์เองพร้อมพลังเหตุปัจจัยแห่งผลที่แท้จริง แล้วทรงให้กำเนิดพระพรหมเป็นองค์แรกในหมู่เทพ พระพรหมได้เห็นพระบิดาอันเป็นเทพสูงสุด และพระศิวะก็ทรงเห็นพระพรหมที่อุบัติขึ้น การเห็นซึ่งกันและกันนี้ยืนยันลำดับเทววิทยาว่าอำนาจการสร้างสรรค์ดำเนินมาจากการเผยพระองค์ของพระศิวะก่อนเป็นปฐม.

49 verses

Adhyaya 9

योगाचार्यरूपेण शर्वावताराः (Śarva’s manifestations as Yoga-Teachers)

อัธยายะ ๙ เริ่มด้วยพระกฤษณะทูลถามอุปมันยุเกี่ยวกับศรวะ (พระศิวะ) ว่าเมื่อกงล้อยุคหมุนเวียน พระศิวะเสด็จลงมาในคราบอาจารย์โยคะและทรงสถาปนาสายศิษย์ด้วย อุปมันยุตอบโดยแจกแจงรายนามอาจารย์โยคะ ๒๘ องค์ในวาราหกัลปะ โดยเฉพาะในมนวันตระที่ ๗ เรียงตามลำดับยุค ต่อจากนั้นกล่าวว่าอาจารย์แต่ละองค์มีศิษย์ผู้มีจิตสงบ ๔ คน และเริ่มลำดับศิษย์ตั้งแต่ศเวตะ ต่อด้วยกลุ่มนามต่าง ๆ เช่น ศเวตาศวะ ศเวตโลหิต วิโกษะ/วิเกศะ และหมู่สันตกุมาระ บทนี้จึงเป็นบทแบบบัญชีรายชื่อและสายสืบทอด แสดงการถ่ายทอดโยคะแบบไศวะตามคัมภีร์ปุราณะ

28 verses

Adhyaya 10

श्रद्धामाहात्म्यं तथा देवीप्रश्नः (The Greatness of Śraddhā and Devī’s Question to Śiva)

อัธยายะนี้ กฤษณะกล่าวยกย่องอุปมันยุว่าเป็นผู้รู้ยิ่งในศิวญาณ และบอกว่าต่อให้ได้ลิ้ม ‘อมฤต’ แห่งความรู้พระศิวะแล้วก็ยังไม่อิ่มเอม อุปมันยุจึงเล่าเหตุการณ์แบบอย่างบนเขามันทระ เมื่อมหาเทวประทับร่วมกับเทวีในความสงบแห่งสมาธิ ท่ามกลางเทวีทั้งหลายและคณะคณา ครั้นได้จังหวะ เทวีทูลถามว่า มนุษย์ผู้ปัญญาจำกัดและยังไม่ตั้งมั่นในอาตมตัตตวะ จะทำอย่างไรจึงทำให้มหาเทวทรงโปรด? อีศวรตรัสว่า ศรัทธา (śraddhā) เป็นสิ่งสูงสุดเหนือพิธีกรรม ตบะ ชปะ การฝึกอาสนะ หรือความรู้เชิงนามธรรม เพราะหากไร้ศรัทธา สิ่งเหล่านั้นย่อมไม่เกิดผล ศรัทธาย่อมเจริญและคุ้มครองได้ด้วยการประพฤติสวธรรม โดยเฉพาะตามระเบียบวรรณะ-อาศรม ดังนั้นศรัทธาภายในที่มั่นคงพร้อมความประพฤติอันมีวินัย จึงเป็นทางปฏิบัติสู่พระกรุณาแห่งพระศิวะ ทำให้เข้าถึงได้ทั้งการทัศนะ สัมผัส บูชา และสนทนา.

38 verses

Adhyaya 11

भक्ताधिकारि-द्विजधर्म-योगिलक्षणवर्णनम् / Duties of Qualified Devotees and Marks of Yogins

พระศิวะตรัสแก่พระเทวีว่า จะสรุปวรรณะธรรมและวินัยที่พึงมีของผู้ภักดีที่มีคุณสมบัติและผู้ปฏิบัติทวิชผู้ทรงความรู้ บทนี้กล่าวถึงระเบียบที่ผสานพิธีกรรมอย่างสม่ำเสมอ เช่น อาบน้ำวันละสามเวลา การประกอบอัคนิการยะ และการบูชาลิงคะตามลำดับ พร้อมคุณธรรมทางสังคมและศาสนา ได้แก่ ทาน เมตตา และภาวะแห่งการระลึกถึงพระเป็นเจ้า ตลอดจนข้อสำรวมทางศีลธรรม เช่น สัตยะและอหิงสาต่อสรรพชีวิต อีกทั้งกำหนดการศึกษา การสอน การอธิบาย พรหมจรรย์ การฟังธรรม ตบะ ความอดกลั้น และความสะอาด รวมถึงเครื่องหมายภายนอก เช่น ศิขา อุปวีต อุษณีษะ อุตตรียะ การทาเถ้าศักดิ์สิทธิ์และสวมรุดรाक्षะ และการบูชาพิเศษในวันปารวณ โดยเฉพาะวันจตุรทศี มีข้อว่าด้วยความบริสุทธิ์ของอาหาร เช่น การรับประทานตามกำหนดอย่างพรหมกูรจะ และการเว้นอาหารค้างคืน/ไม่บริสุทธิ์ ธัญบางชนิด สุราแม้กระทั่งกลิ่น และของถวายต้องห้าม ต่อมาสรุปลักษณะของโยคี ได้แก่ ความอดกลั้น ความสงบ ความพอใจ ความสัตย์ ไม่ลักขโมย พรหมจรรย์ ความรู้ในพระศิวะ ความคลายกำหนัด การเสพเถ้าศักดิ์สิทธิ์ และการถอนใจจากความยึดติดทั้งปวง พร้อมวัตรเคร่งครัดอย่างฉันภิกษาในเวลากลางวัน โดยรวมเป็นประมวลจริยาวัตรแบบไศวะที่เชื่อมพิธีภายนอก ความบริสุทธิ์ทางศีลธรรม และความวิเวกของโยคีเข้าด้วยกัน

56 verses

Adhyaya 12

पञ्चाक्षर-षडक्षरमन्त्र-माहात्म्यम् | The Greatness of the Pañcākṣara/Ṣaḍakṣara Mantra

อัธยายะที่ ๑๒ เริ่มด้วยพระศรีกฤษณะทรงขอให้อุปมันยุอธิบาย “มหิมา” ของมนต์ปัญจักษระอย่างตรงตามสัจจะ (ตัตตวตะห์) อุปมันยุกล่าวว่าการขยายความทั้งหมดนั้นยิ่งใหญ่เกินประมาณ แม้ผ่านกาลอันยาวไกล จึงสอนโดยสรุป บทนี้ยืนยันอำนาจของมนต์ทั้งในพระเวทและศิวาคม และยกให้เป็นเครื่องมือสมบูรณ์สำหรับศิวภักตะ บรรลุเป้าหมายทั้งปวง แม้มีพยางค์น้อยแต่ความหมายลึกซึ้ง เป็นแก่นแห่งเวท ประทานโมกษะ แน่นอน และเป็นศิวะโดยสภาวะ ถูกสรรเสริญว่าเป็นทิพย์ ให้สิทธิ (สิทธิผล) ดึงดูดจิตของสรรพสัตว์ ทั้งยังลุ่มลึกและไม่กำกวม จากนั้นแสดงรูปมนต์ว่า ‘นะมะห์ ศิวายะ’ และถือเป็นสูตรตั้งต้น (อาทยะ) ประเด็นสำคัญคือเชื่อม “โอม” เอกักษระกับความสถิตทั่วสรรพแห่งพระศิวะ และวางสภาวะละเอียดแบบหนึ่งพยางค์ที่เกี่ยวกับอีศานะและกลุ่มปัญจพรหมไว้ในลำดับมนต์ ดังนั้นมนต์จึงเป็นทั้งเสียงและความหมาย—พระศิวะผู้เป็นปัญจพรหมตนุสถิตในษฑักษระอันละเอียดด้วยภาวะวาจยะ-วาจก (เอกภาพของความหมายกับเสียง)

38 verses

Adhyaya 13

पञ्चाक्षरीविद्यायाḥ कलियुगे मोक्षोपायः | The Pañcākṣarī Vidyā as a Means of Liberation in Kali Yuga

บทนี้เป็นบทสนทนาธรรมะ: เทวีวินิจฉัยสภาพกลียุคว่า กาลเวลาเศร้าหมองและยากจะก้าวข้าม ธรรมะถูกละเลย จารีตวรรณะ-อาศรมเสื่อมถอย วิกฤตสังคมและศาสนาครอบงำ และสายการถ่ายทอดคำสอนครู–ศิษย์ขาดตอน นางจึงทูลถามว่าในเงื่อนไขเช่นนี้ ผู้ภักดีต่อพระศิวะจะหลุดพ้นได้อย่างไร อีศวรตรัสให้พึ่ง ‘ปรมา-วิทยา’ ของพระองค์ คือปัญจักษรีอันชื่นบานใจ และยืนยันว่าผู้มีชีวิตภายในถูกหล่อหลอมด้วยภักติย่อมได้โมกษะแม้ในกลียุค ต่อมาประเด็นเข้มขึ้นว่า มนุษย์มัวหมองด้วยโทษแห่งใจ วาจา และกาย บางคนไม่เหมาะแก่กรรมถึงขั้นเป็น ‘ปติต’ จึงสงสัยว่าการกระทำของเขาจะนำสู่นรกเท่านั้นหรือไม่ พระศิวะทรงย้ำปฏิญาณและเปิดเผยรหัสยะว่า การบูชาพระองค์พร้อมมนต์ (สมมันตระกะ-ปูชา) เป็นหนทางกู้พ้นอย่างเด็ดขาด แม้ผู้ภักดีที่ตกต่ำก็พ้นได้ด้วยวิทยานี้

60 verses

Adhyaya 14

मन्त्रसिद्ध्यर्थं गुरुपूजा–आज्ञा–पौरश्चर्यविधिः / Guru-Authorization, Offerings, and Puraścaraṇa for Mantra-Siddhi

อธยายนี้กล่าวถึงระเบียบวิธีแบบไศวะเพื่อให้บรรลุมนตระสิทธิ (mantra-siddhi) พระอีศวรตรัสว่า การทำชปะ (japa) หากปราศจากอาชญา/อนุญาต (ājñā) จากครู ปราศจากการประกอบพิธีอย่างถูกต้อง (kriyā) ปราศจากศรัทธา (śraddhā) และปราศจากทักษิณา/เครื่องบูชาที่กำหนด ย่อมเป็นนิษฺผล (niṣphala) คือไร้ผล. ศิษย์พึงเข้าเฝ้าครู/อาจารย์ผู้มีคุณสมบัติ เป็นผู้รู้ตัตตวะ (tattvavedit) มีคุณธรรมและมั่นคงในสมาธิ โดยรักษาความบริสุทธิ์แห่งเจตนา (bhāvaśuddhi) แล้วรับใช้ด้วยวาจา ใจ กาย และทรัพย์ ทำคุรุปูชาและให้ทานตามกำลัง พร้อมละเว้นวิตตศาฏฺยะ (vittaśāṭhya) คือการคดโกงเรื่องทรัพย์. เมื่อครูพอใจแล้ว ศิษย์ได้รับการชำระด้วยการอาบน้ำ น้ำที่ชำระด้วยมนต์ และวัตถุมงคล แต่งกายให้เหมาะสม และประกอบพิธีในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์/สะอาด (ริมแม่น้ำ ริมทะเล คอกโค เทวสถาน หรือเรือนที่บริสุทธิ์) ณ กาลที่เป็นมงคล โดยติติ-นักษัตร-โยคปราศจากโทษ. จากนั้นครูถ่ายทอด ‘มนต์สูงสุด’ ด้วยเสียงและสำเนียงถูกต้อง พร้อมประทานอาชญา. เมื่อได้รับมนต์และคำสั่งแล้ว ศิษย์ทำชปะเป็นนิตย์ตามระเบียบปุรัศจะรณะ (puraścaraṇa) มีจำนวนกำหนดและวินัยชีวิต เช่น สำรวมและควบคุมอาหาร. ท้ายที่สุดกล่าวว่า ผู้ทำปุรัศจะรณะสำเร็จและรักษาชปะประจำวัน ย่อมเป็นผู้สำเร็จ (siddha) สามารถประทานความสำเร็จได้ โดยตั้งมั่นในสำนึกภายในถึงพระศิวะและครู.

39 verses

Adhyaya 15

शिवसंस्कार-दीक्षानिरूपणम् (Śivasaṃskāra and the Typology of Dīkṣā)

บทนี้เริ่มด้วยพระศรีกฤษณะทูลขอคำอธิบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับ “ศิวสังสการ” ภายหลังคำสอนก่อนหน้าว่าด้วยความยิ่งใหญ่และการประยุกต์ใช้มนตร์ อุปมันยุอธิบายว่า สังสการคือพิธีที่มอบสิทธิ์ในการบูชาและวัตรปฏิบัติที่เกี่ยวเนื่อง เป็นการชำระ “ษฑธวะ” ให้บริสุทธิ์ เป็นหนทางประทานญาณ และทำให้พันธะปาศะลดลง จึงเรียกอีกนามว่า “ทีक्षา” ตามสำนวนศิวาคม ทีक्षาแบ่งเป็นสาม—ศามภวี ศากตี และมานตรี ศามภวีเป็นทีक्षาที่ให้ผลฉับพลันโดยอาศัยครู แม้เพียงการมอง การสัมผัส หรือวาจาก็ทำงานได้ และจำแนกเป็น ตีวรา กับ ตีวรตรา ตามระดับการสลายปาศะ—ตีวรตราให้ความสงบ/หลุดพ้นทันที ส่วนตีวราทำให้บริสุทธิ์อย่างค่อยเป็นค่อยไปตลอดชีวิต ศากตีทีक्षาเป็นการเสด็จลงของพลังที่นำญาณ ครูกระทำด้วยวิถีโยคะและ “ดวงตาแห่งญาณ” ให้พลังเข้าสู่กายศิษย์ และมีนัยว่าจะกล่าวต่อถึงมานตรีทีक्षาและรายละเอียดอื่น ๆ ต่อไป

74 verses

Adhyaya 16

समयाह्वय-संस्कारः — Rite of ‘Samayāhvaya’ and the Preparatory Layout (Maṇḍapa, Vedi, Kuṇḍas, Maṇḍala, Śiva-kumbha)

อัธยายะ 16 เริ่มด้วยคำสอนของอุปมันยุให้ประกอบพิธีชำระและตั้งต้นที่เรียกว่า ‘สมยาหฺวย-สังสการ’ ในวันมงคล ณ สถานที่สะอาดและปราศจากโทษ จากนั้นกล่าวถึงการตรวจสอบผืนดิน (ภูมิ-ปรีกษา) ด้วยเครื่องหมายต่าง ๆ เช่น กลิ่น สี รส เป็นต้น แล้วจึงสร้างมณฑปตามหลักศิลปิ-ศาสตร ตั้งเวที และจัดกุณฑะหลายแห่งตามทิศทั้งแปด โดยเน้นลำดับไปยังทิศอีศาน (ตะวันออกเฉียงเหนือ); อาจตั้งกุณฑะประธานไว้ด้านตะวันตกได้ตามสมควร และตกแต่งผังกลางให้วิจิตร เวทีประดับด้วยฉัตร ธง และพวงมาลัย กลางพิธีเขียนมณฑละมงคลด้วยผงสี—ผู้มั่งมีใช้ผงสีทอง/แดง ส่วนผู้ยากไร้ใช้สิ่งทดแทน เช่น สินทูระ ผงข้าวศาลีหรือข้าวนิวาร แสดงความเหมาะสมตามกำลัง ระบุสัดส่วนปัทมะ-มณฑละ (หนึ่งหรือสองหัตถ์) ขนาดเกสรกลาง (กรฺณิกา) เกสร (เกสราณิ) และกลีบ พร้อมกำชับการจัดวางและประดับเป็นพิเศษในเขตอีศาน ท้ายที่สุดโปรยธัญพืช งา ดอกไม้ และหญ้ากุศะ แล้วเตรียมศิวะ-กุมภะที่มีเครื่องหมายครบถ้วน เป็นการก้าวสู่การอัญเชิญและพิธีกรรมถัดไป.

78 verses

Adhyaya 17

षडध्व-शुद्धिः (Purification of the Six Adhvans / Sixfold Cosmic Path)

อัธยายะ 17 เริ่มด้วยคำสอนของอุปมันยุว่า ครูผู้เป็นคุรุพึงตรวจสอบความเหมาะสม/สิทธิ์ทางธรรม (โยคยตา–อธิการ) ของศิษย์ก่อน แล้วจึงประกอบหรือถ่ายทอด “ษฑธว-ศุทธิ” เพื่อความหลุดพ้นจากพันธนาการทั้งปวง (สรรวพันธ-วิมุกติ) บทนี้อธิบาย “อธวะ” ทั้งหก—กะลา ตัตตวะ ภุวะนะ วรรณะ ปทะ และมันตระ—ว่าเป็นเส้นทางหรือชั้นแห่งการปรากฏอย่างเป็นลำดับ กล่าวถึงกะลาห้าประการเริ่มด้วย “นิวฤตติ” และชี้ว่าห้าอธวะที่เหลือถูกแผ่ซ่านด้วยกะลาเหล่านี้ ตัตตวาธวะเป็นลำดับตัตตวะ 26 จากศิวตัตตวะลงถึงภูมิ แบ่งเป็นบริสุทธิ์ ไม่บริสุทธิ์ และผสม ภุวนาธวะครอบคลุมตั้งแต่อาธารถึงอุนมะนา รวมจำนวนหกสิบ (ไม่นับอนุภาคย่อย) วรรณาธวะคืออักษรห้าสิบในรูปพระรุทร ปทาธวะมีความแตกต่างหลากหลาย และมันตราธวะถูกแผ่ซ่านด้วยปราวิทยาอันสูงสุด มีอุปมาว่า เช่นเดียวกับพระศิวะผู้เป็นเจ้าแห่งตัตตวะมิได้ถูกนับรวมเป็นตัตตวะ ฉันใด มันตระนายกะก็มิได้ถูกนับรวมในมันตราธวะฉันนั้น ท้ายที่สุดย้ำว่า หากไม่รู้จริงเรื่องอธวะทั้งหกและหลัก “วยาปกะ–วยาปยะ” (ผู้แผ่ซ่าน–ผู้ถูกแผ่ซ่าน) ย่อมไม่สมควรแก่การชำระอธวะ ดังนั้นต้องเข้าใจสภาวะและโครงสร้างการแผ่ซ่านของอธวะก่อนลงมือปฏิบัติ

45 verses

Adhyaya 18

Maṇḍala–Pūjā–Homa Krama (Maṇḍala Worship and Homa Sequence for the Disciple)

อัธยายะ 18 กล่าวถึงลำดับพิธีบูชามัณฑละและโหมะที่เป็นระเบียบเคร่งครัดภายใต้บัญชาของอาจารย์ หลังชำระกายด้วยการอาบน้ำและการชำระเบื้องต้น ศิษย์ประนมมือมีสมาธิเข้าใกล้ศิวมัณฑละ ครูเผยมัณฑละจนถึงขั้นเนตรพันธนะ แล้วศิษย์ทำพิธีโปรยดอกไม้ (ปุษปาวกิรณะ) ตำแหน่งที่ดอกไม้ตกเป็นนิมิตให้ครูกำหนดนาม/หน้าที่ของศิษย์ ต่อมาศิษย์ถูกนำไปยังนิรมาลยะมัณฑละ บูชาอีศานะ (พระศิวะ) และถวายอาหุติในไฟศิวะ (ศิวานละ) หากศิษย์ฝันอัปมงคล มีข้อกำหนดให้ทำโหมะแก้ด้วยมนตร์มูลวิทยา จำนวน 100, 50 หรือ 25 อาหุติ ขั้นต่อไปกล่าวถึงเครื่องหมายทางกาย (ผูกด้ายที่มวยผมแล้วปล่อยลง), อาธารปูชาที่สัมพันธ์กับกรอบนิวฤตติ-กลา, การบูชาวาคีศวรี และลำดับที่นำด้วยโหมะ อีกทั้งกล่าวถึง ‘โยชนะ’ ในจิตของครูและมุทราที่ได้รับอนุญาต ซึ่งทำให้ศิษย์มีสิทธิ/การเข้าถึงพร้อมกันในสภาวะกำเนิดทั้งปวง (สรรวยนิษุ) โดยรวมเป็นคู่มือพิธีกรรมที่ใช้มนตร์ มุทรา และไฟบูชาเพื่อการชำระ การกำหนด และการผสานทางจิตวิญญาณ

62 verses

Adhyaya 19

साधक-दीक्षा तथा मन्त्रसाधन (Puraścaraṇa and the Discipline of the Mantra-Sādhaka)

อัธยายะนี้กล่าวถึงวิธีที่คุรุสถาปนาสาธกผู้มีคุณสมบัติและถ่ายทอดศैววิทยา/มนตร์อย่างเป็นลำดับ อุปมันยุอธิบายพิธีตามขั้นตอนคือ บูชาในมณฑล สถาปนาในกุมภะ ทำโหมะ จัดตำแหน่งศิษย์ และทำพิธีเบื้องต้นให้ครบตามลำดับที่กล่าวไว้ คุรุประกอบอภิเษกแล้วประทาน ‘มนตร์สูงสุด’ และปิดท้ายวิทยोपเทศด้วยการส่งมอบความรู้ศैวะแบบสัมผัสเชิงพิธี โดยใช้น้ำดอกไม้ (ปุษปามพุ) หยดลงบนฝ่ามือศิษย์ มนตร์นี้ได้รับการสรรเสริญว่าให้สิทธิทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ด้วยพระกรุณาแห่งปรเมษฐิน (พระศิวะ) เมื่อได้รับอนุญาตจากพระศิวะแล้ว คุรุสอนการสาธนาและศิวโยคะ ศิษย์จึงปฏิบัติมนตร์สาธนาโดยคำนึงถึงวินิโยคะ ซึ่งเรียกว่า ปุรศจะรณะของมูลมนตร์ สำหรับผู้ใฝ่โมกษะ ไม่จำเป็นต้องตรากตรำพิธีกรรมเกินควร แม้กระนั้นการปฏิบัติก็ยังเป็นมงคล.

27 verses

Adhyaya 20

शिवाचार्याभिषेकविधिः / Rite of Consecrating a Śiva-Teacher (Śivācārya Abhiṣeka)

อัธยายะ 20 กล่าวถึงลำดับพิธีอภิเษกอย่างเป็นทางการเพื่อสถาปนาศิษย์ผู้ผ่านสังสการและเคร่งครัดในปาศุปตวรตะ ให้ดำรงตำแหน่งศิวาจารยะตามคุณสมบัติทางโยคะและพิธีกรรม. เริ่มด้วยการจัดมณฑลตามที่กล่าวไว้ก่อนและบูชาพระปรเมศวร จากนั้นตั้งกาลศะ 5 ใบตามทิศและกลางมณฑล โดยกำหนดพลังศैวะเป็นลำดับ: นิวฤตติที่ทิศตะวันออก/ด้านหน้า, ประติษฐาที่ทิศตะวันตก, วิทยาที่ทิศใต้, ศานติที่ทิศเหนือ และปราที่กึ่งกลาง. ประกอบพิธีคุ้มครอง (รักษา), ธัยนวีมุทรา, ชำระกาลศะด้วยมนตร์, ถวายอาหุติจนถึงปูรณาหุติ. นำศิษย์เข้าสู่มณฑลโดยไม่คลุมศีรษะ แล้วทำมนตร์ตัรปณะและพิธีเบื้องต้นให้ครบ. ต่อมาอาจารย์ให้นั่งเพื่อรับอภิเษก ทำสกลีกรณะ ผูก/ปรากฏรูปปัญจกลา และมอบศิษย์แด่พระศิวะโดยพิธี. อภิเษกทำตามลำดับเริ่มจากกาลศะนิวฤตติ แล้วอาจารย์วาง ‘พระหัตถ์ของศิวะ’ บนศีรษะศิษย์และแต่งตั้งเป็นศิวาจารยะ. ท้ายบทกล่าวถึงการบูชาต่อเนื่อง โหมะ 108 ครั้ง และปิดพิธีด้วยปูรณาหุติสุดท้าย.

30 verses

Adhyaya 21

शिवाश्रम-नित्यनैमित्तिककर्मविधिः / Śaiva Āśrama-Duties: Daily and Occasional Rites (Morning Purity & Bath Procedure)

อัธยายะ ๒๑ เริ่มด้วยกฤษณะทูลขอคำอธิบายอย่างชัดเจนถึงหน้าที่ของผู้ปฏิบัติในศैวาศรม ตามศาสตราของพระศิวะเอง โดยแยกกรรมประจำ (นิตย์) และกรรมตามเหตุ (ไนมิตติก) อุปมันยุอธิบายระเบียบยามเช้า: ตื่นในพราหมมุหูรตะ ทำสมาธิระลึกถึงพระศิวะพร้อมอัมพา (ศักติ) แล้วจึงไปทำกิจทางกายที่จำเป็นในที่สงัด บทนี้กล่าวถึงการชำระกาย (เศาจะ) การทำความสะอาดฟัน พร้อมทางเลือกเมื่อไม่มีไม้ขัดฟันหรือในบางตถีที่ห้าม และกำหนดการชำระปากด้วยการบ้วนปากหลายครั้ง ต่อจากนั้นแจกแจงพิธีอาบน้ำแบบ ‘วารุณสฺนาน’ ในแม่น้ำ สระ บึง ทะเลสาบ หรือที่บ้าน รวมถึงการจัดการเครื่องอาบน้ำ การขจัดมลทินภายนอก การชำระด้วยดิน (มฤท) และความสะอาดหลังอาบน้ำ มีข้อกำชับเรื่องการแต่งกายและการชำระซ้ำ เน้นผ้านุ่งห่มที่บริสุทธิ์ และระบุข้อห้ามสำหรับบางจำพวก เช่น พรหมจารี ตบัสวี และหญิงหม้าย ให้เว้นการอาบน้ำด้วยเครื่องหอมและการปฏิบัติที่คล้ายการประดับตกแต่ง ลำดับการอาบน้ำถูกทำให้เป็นพิธีด้วยการสวมอุปวีต ผูกศิขา ลงแช่น้ำ ทำอาจมนะ วางตรีมณฑลในน้ำ สวดมนต์ (ชปะ) ขณะจมอยู่ ระลึกถึงพระศิวะ และปิดท้ายด้วยการรดน้ำศักดิ์สิทธิ์เป็นอภิเษกตนเอง แสดงให้เห็นว่ากิจวัตรกายเป็นวินัยศैวะที่มีมนต์เป็นศูนย์กลาง।

43 verses

Adhyaya 22

न्यासत्रैविध्य-भूतशुद्धि-प्रक्रिया (Threefold Nyāsa and the Procedure of Elemental Purification)

อัธยายะ 22 อุปมนยูอธิบาย “นยาสะ” ว่าเป็นวินัยสามประการสอดคล้องกระบวนการจักรวาล คือ สถิติ (การตั้งมั่น), อุตปัตติ (การบังเกิด/ปรากฏ) และ สํหฤติ (การดูดกลับ/ลัย) เริ่มด้วยการจำแนกนยาสะตามอาศรม (คฤหัสถ์ พรหมจารี ยติ วานปรस्थ) แล้วชี้หลักทิศและลำดับของสถิติ-นยาสะกับอุตปัตติ-นยาสะ โดยสํหฤติใช้ลำดับย้อนกลับ ต่อจากนั้นกล่าวพิธีกรรมเชิงเทคนิค: วางวรรณะพร้อมบินทุ, ประดิษฐานศิวะที่นิ้วและฝ่ามือ, ทำอัสตรนยาสะในสิบทิศ และภาวนาปัญจกลาอันเป็นรูปของปัญจภูต กำหนดไว้ในศูนย์กายละเอียด—หัวใจ คอ เพดาน ระหว่างคิ้ว และพรหมรันธระ—ผูกด้วยพีชะของตน และชำระด้วยการสวดชปะปัญจักษรีวิทยา จากนั้นเป็นกระบวนโยคะ: ควบคุมปราณ ตัดภูตครันถิด้วยอัสตรมุทรา นำตนผ่านสุษุมณาออกทางพรหมรันธระรวมกับศิวเตชัส มีลำดับทำให้แห้งด้วยวายุ เผาด้วยกาลาคนิ ดูดกลับกลา และอัมฤต-ปลาวนะจนก่อ “กายวิทยามยะ” ที่เป็นรูปมนตร์ ตอนท้ายสรุปการทำกรนยาสะ เทหนยาสะ อังคะนยาสะ วรรณะนยาสะตามข้อต่อ ษฑังคะนยาสะ ดิกพันธะ พร้อมทางเลือกแบบย่อ เป้าหมายคือชำระกาย-อาตมันให้ถึงศิวภาวะ เพื่อบูชาปรมेशวรได้อย่างถูกต้อง.

32 verses

Adhyaya 23

पूजाविधान-व्याख्या (Pūjāvidhāna-vyākhyā) — Exposition of the Procedure of Worship

อัธยายะ 23 เริ่มด้วยอุปมันยุสรุป “ปูชาวิธาน” ตามคำสอนที่พระศิวะทรงถ่ายทอดแก่พระศิวาโดยตรง บทนี้แสดงลำดับพิธีที่ผู้ปฏิบัติทำยาคะภายใน (อาภยันตระ-ยาคะ) ให้สำเร็จ จะปิดท้ายด้วยองค์ประกอบโหมะ/พิธีไฟก็ได้ แล้วจึงเข้าสู่ยาคะภายนอก (พหิร-ยาคะ) เน้นการจัดระเบียบจิต การชำระเครื่องสักการะ จากนั้นทำธยานและบูชาพระวินายกเพื่อขจัดอุปสรรค ต่อมาบูชาด้วยใจต่อบริวาร โดยเฉพาะนันทีศะและสุยศัสซึ่งประจำทิศใต้และทิศเหนือ แล้วจัดอาสนะที่เหมาะสม เช่น สิงหาสนะ/โยคาสนะ หรือปัทมาสนะอันบริสุทธิ์ที่มีลักษณะ “สามตัตตวะ” บนอาสนะนั้นให้เพ่งนิมิตพระศัมพะศิวะอย่างละเอียด: ผู้เลิศยิ่ง ประดับงดงาม มีสี่กร สามเนตร รัศมีนีลกัณฐะ ประดับนาค ทรงมุทราวรท-อภัย และถือมฤคกับฏังคะ ตอนท้ายชี้ให้ภาวนาต่อพระมหेशวรีผู้สถิตเบื้องซ้ายของพระศิวะ แสดงหลักพิธีกรรมแห่งคู่พระศิวะ–ศักติในปูชา.

23 verses

Adhyaya 24

पूजास्थानशुद्धिः पात्रशोधनं च — Purification of the Worship-Space and Preparation of Ritual Vessels

อัธยายะนี้กล่าวถึงลำดับพิธีเพื่อทำให้สถานที่และภาชนะเหมาะสมสำหรับศิวปูชา โดยอุปมนยูอธิบายการชำระสถานที่บูชาด้วยการพรมน้ำพร้อมสวดมูลมนตร์ และวางดอกไม้ที่ชุบน้ำจันทน์หอม จากนั้นขจัดอุปสรรค (วิฆนะ) ด้วยอัสตรมนตร์ แล้วทำอวคุณฑนะและวรมะเพื่อคุ้มครอง พร้อมวางอัสตรไปตามทิศเพื่อกำหนดเขตพิธี ต่อมาปูหญ้าดรรภะ ทำความสะอาดด้วยการพรมน้ำและกิจอื่น ๆ ชำระภาชนะทั้งหมดและทำทรัพยศุทธิ กล่าวถึงภาชนะสี่อย่างคือ โปรกษณี อรฺฆยะ ปาทยะ และอาจมนียะ ให้ล้าง พรม และทำสังสการด้วย ‘น้ำศิวะ’ แล้วใส่วัตถุมงคลที่มี เช่น โลหะและรัตนะ เครื่องหอม ดอกไม้ ธัญพืช ใบไม้ และดรรภะ โดยปรับส่วนผสมตามหน้าที่ของภาชนะ—น้ำอาบและน้ำดื่มใช้กลิ่นหอมเย็นชื่นใจ ปาทยะใส่อุศีระและจันทน์ เติมผงเครื่องเทศอย่างเอฬาและการบูร ส่วนอรฺฆยะใส่ปลายกุศะ อักษตะ ข้าวบาร์เลย์/ข้าวสาลี/งา เนยใส เมล็ดมัสตาร์ด ดอกไม้ และภัสมะ สาระคือการทำให้ศักดิ์สิทธิ์ตามลำดับ: สถานที่→การคุ้มครอง→ภาชนะ→น้ำ→เครื่องบูชา เพื่อให้พิธีสัมฤทธิ์ผลและถูกต้องตามธรรมเนียมศาสนา

72 verses

Adhyaya 25

आवरणपूजाविधानम् / The Procedure of Āvaraṇa (Enclosure) Worship

อัธยายะนี้อุปมันยุแสดงบทเสริมเชิงพิธีกรรมของการบูชา—กำหนดกาลและวิธีทำ “อาวรณะ-อรจนา” (การบูชาวงล้อม/ชั้นล้อม) ให้สัมพันธ์กับการถวายหวิส การถวายประทีป และพิธีนีราจนะ โดยวางพระศิวะ (พร้อมพระศิวา) เป็นศูนย์กลาง แล้วเริ่มจากชั้นล้อมแรกด้วยการสวดมนต์ ก่อนขยายออกไปตามการวางในทิศต่าง ๆ มีการแจกแจงลำดับทิศ เช่น ไอศานยะ บูรพะ ทักษิณะ อุตตระ ปัศจิมะ อาคเนยะ เป็นต้น และกล่าวถึง “ครรภ-อาวรณะ” ว่าเป็นชั้นในสุดในรูปหมวดมนต์ จากนั้นชั้นนอกจัดวางเทพและพลัง รวมทั้งผู้พิทักษ์โลก/ทิศ เช่น อินทร(ศักระ) ยมะ วรุณะ กุเบร(ธนท) อัคนี(อนละ) นิรฤติ วายุ/มารุต และเทพที่เกี่ยวข้อง วิธีปฏิบัติเน้นอิริยาบถอันเคารพ—ประนมมือ นั่งสงบ—พร้อมอัญเชิญเทพแต่ละชั้นด้วยนามและบท “นะมะห์” โดยสรุป บทนี้เป็นแผนที่พิธีกรรมที่แปลงระเบียบจักรวาลให้เป็นลำดับการบูชารอบศูนย์กลางศิวะ–ศักติ

65 verses

Adhyaya 26

पञ्चाक्षरमाहात्म्यम् / The Greatness of the Pañcākṣarī (Five-Syllable) Mantra

อัธยายะ 26 เป็นคำสอนของอุปมันยุที่ยก “ภักติในมนตร์พระศิวะ” เหนือหนทางตบะหรือยัญพิธีอื่น ๆ ตอนต้นกล่าวถึงบาปหนักยิ่ง เช่น พรหมหัตยา การดื่มสุรา การลักขโมย การล่วงละเมิดเตียงครู การฆ่ามารดาบิดา การฆ่าวีรบุรุษหรือทำลายครรภ์ แล้วประกาศว่า การบูชาพระศิวะผู้เป็นเหตุสูงสุดด้วยมนตร์ โดยเฉพาะ “ปัญจักษรี” ทำให้บาปเหล่านี้ค่อย ๆ หมดสิ้น เป็นการชำระเป็นลำดับจนถึงสิบสองปี จึงกำหนดลักษณะผู้ภักดีที่เหมาะสมคือ ภักดีต่อพระศิวะเพียงผู้เดียว สำรวมอินทรีย์ และดำรงชีพอย่างเรียบง่ายมีระเบียบ เช่น อยู่ด้วยบิณฑบาต แม้ผู้ถูกมองว่า “ตกต่ำ” ก็เพียงพอได้ บทย้ำว่า การถือวัตรหนักอย่างดื่มแต่น้ำหรืออยู่ด้วยลม มิได้ประกันการถึงศิวโลก แต่การบูชาเพียงครั้งเดียวด้วยศรัทธาในปัญจักษรีก็อาจนำสู่ศิวธามได้ด้วยเดชแห่งมนตร์ ตบะและยัญ แม้ถวายทรัพย์ทั้งหมดเป็นทักษิณา ก็เทียบการบูชาพระศิวมูรติไม่ได้ ผู้บูชาด้วยปัญจักษร ไม่ว่าถูกผูกพันหรือภายหลังหลุดพ้น ย่อมเป็นอิสระแน่นอนโดยไม่ต้องลังเล อีกทั้งยอมรับรูปแบบมนตร์ต่าง ๆ (รุดระ/มิใช่รุดระ, ษฑักษร, สูกตะ) แต่ชี้ว่าปัจจัยชี้ขาดคือศิวภักติเท่านั้น

35 verses

Adhyaya 27

अग्निकार्य-होमविधिः (Agnikārya and Homa Procedure)

อัธยายะ 27 เป็นคำอธิบายเชิงพิธีกรรมที่อุปมันยุแสดงเรื่องอัคนิการยะและวิธีโหมะ เพื่อบูชาพระมหาเทวะ โดยเริ่มจากกำหนดสถานที่และภาชนะที่เหมาะสม ได้แก่ กุณฑะ (หลุมไฟ), สถัณฑิละ (พื้นเตรียมพิธี), เวที (แท่นบูชา) หรือภาชนะเหล็กและภาชนะดินใหม่อันเป็นมงคล จากนั้นให้ตั้งไฟตามวিধาน ทำสังสการเพื่อชำระให้บริสุทธิ์ แล้วบูชาพระมหาเทวะและถวายอาหุติในโหมะ ต่อมาว่าด้วยแบบแผนการก่อสร้างพิธี: ขนาดกุณฑะ (หนึ่งถึงสองหัตถะ), รูปทรงกลมหรือสี่เหลี่ยม การทำเวทีและมณฑละ การวางดอกบัวแปดกลีบกลางมณฑละ และหลักการวัดอังคุละ (24 อังคุละ = หนึ่งกร/หัตถะ) รวมถึงการทำเมขลา 1–3 ชั้น โครงสร้างดินที่มั่นคงงดงาม แบบยอนิทางเลือก การจัดวางตามทิศ และการชำระด้วยการทาด้วยมูลโคผสมน้ำทั้งที่กุณฑะ/เวทีและการเตรียมมณฑละ โดยบางขนาดของภาชนะไม่ตายตัว โดยรวมเป็นพิมพ์เขียวพิธีโหมะแบบไศวะที่มีพระมหาเทวะเป็นศูนย์กลาง

74 verses

Adhyaya 28

नैमित्तिकविधिक्रमः (Occasional Rites and Their Procedure)

อัธยายะ 28 กล่าวถึงแนวปฏิบัติ “ไนมิตติกะ” (พิธีตามเหตุการณ์/โอกาส) ที่อุปมันยุวางเป็นระเบียบสำหรับผู้ยึดถือศิวาศรม โดยตั้งอยู่บนหนทางที่ศิวศาสตรารับรอง เวลาอันศักดิ์สิทธิ์ถูกจัดเป็นตารางพิธีกรรม: การถือปฏิบัติรายเดือนและรายปักษ์ โดยเน้นวันอัษฏมี จตุรทศี และวันปัรวัน รวมทั้งการเพิ่มความเข้มข้นของการบูชาในช่วงสำคัญทางจักรวาล เช่น การเปลี่ยนอายนะ วิษุวะ (วิษุวัต/วิษุวะ) และคราส มีวินัยประจำเดือนคือเตรียมพรหมกูรจะ นำไปอภิเษกพระศิวะ ถืออุโบสถ/อดอาหาร แล้วบริโภคส่วนที่เหลือ ซึ่งยกย่องว่าเป็นการชำระบาปชั้นเลิศแม้ต่อบาปหนักอย่างพรหมหัตยา ต่อจากนั้นแจกแจงพิธีและทานตามเดือน–นักษัตร: ปอษะเมื่อปุษยะทำนีราจนะ; มาฆะเมื่อมฆาทำทานผ้าห่มเนยใส; ปลายผาลคุนะเริ่มมหโอตสวะ; ไจตระวันเพ็ญจิตราเป็นพิธีโดลา (ชิงช้า); ไวศาขะเมื่อวิศาขาทำเทศกาลดอกไม้; เชษฐะเมื่อมูลาทำทานหม้อน้ำเย็น; อาษาฒะเมื่ออุตตราษาฒาทำปวิตรารोपณะ; ศราวณะเตรียมมณฑละ; และต่อมามีการเล่นน้ำ/พิธีพรมน้ำชำระตามนักษัตรที่กำหนด ทั้งบททำหน้าที่เป็นแม่แบบปฏิทินพิธีกรรมที่รวมวรตะ การเพิ่มพูนปูชา ทาน และรูปแบบเทศกาลไว้ด้วยกัน.

35 verses

Adhyaya 29

काम्यकर्मविभागः — Taxonomy of Kāmya (Desire-Motivated) Śaiva Rites

อธยายะ ๒๙ เริ่มด้วยพระศรีกฤษณะทูลถามอุปมันยุว่า ผู้มีสิทธิในศิวธรรม (śivadharmādhikāriṇaḥ) นอกจากหน้าที่นิตย์/ไนมิตติกที่สอนไว้แล้ว ยังมีกรรมกามยะ (พิธีเพื่อผลปรารถนา) อีกหรือไม่ อุปมันยุตอบโดยจำแนกผลเป็น ๓ ประเภท คือ ไอหิกะ (ผลในโลกนี้) อามุษมิกะ (ผลในโลกหน้า) และผลร่วมทั้งสอง แล้วแจกแจงแนวปฏิบัติเป็น คริยามยะ (การกระทำ/พิธีกรรม), ตโปมยะ (ตบะ), ชป‑ธยานมยะ (สวดมนต์และสมาธิ) และสรรวมยะ (บูรณาการทุกแบบ) โดยคริยามยะมีลำดับเช่น โหมะ ทานะ อรจนะ เป็นต้น ท่านย้ำว่าพิธีกรรมให้ผลเต็มแก่ผู้มีศักติ (ความสามารถ/การหนุนเสริม) เพราะศักติคืออาชญา/อนุญาตของพระศิวะผู้เป็นปรมาตมัน ดังนั้นผู้ได้รับพระบัญชาศิวะจึงควรประกอบกามยะพิธี ต่อมาท่านกล่าวถึงพิธีที่ให้ผลทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ซึ่งชาวไศวะและมาหेशวระปฏิบัติตามลำดับภายใน‑ภายนอก และชี้ว่า ‘ศิวะ’ กับ ‘มเหศวระ’ โดยตัตตวะไม่ต่างกัน เช่นเดียวกับไศวะกับมาหেশวระ: ไศวะมุ่งญาณยัญญะ ส่วนมาหेशวระมุ่งกรรมยัญญะ จึงต่างกันที่เน้นภายในหรือภายนอก แต่หลักวิธีโดยสาระเป็นอันเดียวกัน

40 verses

Adhyaya 30

द्वितीयतृतीयावरणपूजाक्रमः | The Sequence of the Second and Third Enclosure Worship (Āvaraṇa-pūjā)

อัธยายะ 30 อธิบายอย่างเป็นแบบแผนพิธีอาวรณะปูชาในกรอบการบูชามณฑลแบบไศวะ โดยเริ่มกำหนดให้บูชาใกล้พระศิวะและพระศิวา คือ เฮรัมพะคเณศะและษัณมุขสกันทะ ด้วยคันธะและเครื่องสักการะต่าง ๆ ต่อจากนั้นในอาวรณะแรกให้เริ่มจากทิศอีศานแล้วดำเนินตามลำดับทิศ บูชาเทพแต่ละองค์พร้อมศักติ (สศักติกะ) จนจบที่สัทยานตะ พร้อมกล่าวถึงการบูชาศฑังคะ เช่น หฤทัย เป็นต้น สำหรับพระศิวะและพระศิวา โดยจัดวางตามทิศอัคนีและทิศอื่น ๆ อีกทั้งรุดระทั้งแปดเริ่มด้วยวามะ พร้อมวามา-ศักติของตน อาจบูชาตามทิศโดยรอบ (เป็นทางเลือก) ครั้นจบอาวรณะแรก จึงเข้าสู่อาวรณะที่สอง วางรูปพระศิวะพร้อมศักติบนกลีบทิศ ได้แก่ อนันตะทางตะวันออก สูक्षมะทางใต้ ศิโวตตมะทางตะวันตก และเอกเนตรทางเหนือ แล้ววางเอกะรุดระ ตริมูรติ ศรีกัณฐะ และศิขัณฑีศะพร้อมศักติบนกลีบทิศกึ่งกลาง กล่าวด้วยว่าอาวรณะที่สองมีการบูชากษัตริย์จักรวรรดิ และอาวรณะที่สามสักการะอัษฏมูรติพร้อมศักติ ย้ำหลักว่าเทพย่อมสมบูรณ์ในพิธีเมื่อประกอบคู่กับศักติเท่านั้น

103 verses

Adhyaya 31

पञ्चावरणमार्गस्थं योगेश्वरस्तोत्रम् (Pañcāvaraṇa-mārga Stotra to Yogeśvara Śiva)

อัธยายะ 31 เริ่มด้วยอุปมันยุกราบทูลพระกฤษณะ ประกาศบทสรรเสริญอันเป็นกุศลแด่ “โยคีศวรศิวะ” ซึ่งสอนตามกรอบปัญจาวรณะ-มรรค คือแนวทางบูชาที่เป็นชั้นห้าประการ บทสโตตรเต็มไปด้วยถ้อยคำ “ชยะ ชยะ” และ “นะมะห์” ซ้ำ ๆ พร้อมจัดวางหลักเทววิทยาอย่างเป็นระบบ: ศิวะทรงเป็นเจ้าแห่งจักรวาลเพียงหนึ่งเดียว เป็นจิตสำนึกบริสุทธิ์ และเป็นสภาวะที่เกินกว่าถ้อยคำแม้กระทั่งความคิด ทรงได้รับการสรรเสริญว่าเป็นนิรัญชนะ (ไร้มลทิน) นิราธาระแต่ทรงค้ำจุนสรรพสิ่ง เป็นบ่อเกิดไร้เหตุ เป็นปรมานันทะไม่ขาดสาย และเป็นเหตุสูงสุดแห่งโมกษะและสันติ อัธยายะนี้จึงเป็นทั้งพิธีสวดสำหรับการสาธยายและเป็นสรุปคำสอน นำจิตผู้ภักดีให้พิจารณาเป็นชั้น ๆ จนถึงความสมบูรณ์แห่งกรรมและผลทางจิตวิญญาณ.

188 verses

Adhyaya 32

मन्त्रसिद्धिः, प्रतिबन्धनिरासः, श्रद्धा-नियमाः (Mantra Efficacy, Removal of Obstacles, and the Role of Faith/Discipline)

อัธยายะ ๓๒ เริ่มด้วยอุปมันยุกราบทูลสนทนากับพระกฤษณะ จากคำอธิบายทั่วไปว่าการปฏิบัติย่อมนำความสำเร็จ “ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า” จึงหันมาแสดงผลอันเป็นศैวะที่เข้าถึงได้ในชาตินี้ ด้วยวินัยผสมผสานคือ ปูชา โหมะ ชปะ ธยานะ ตปัส และทานะ บทนี้วางลำดับวิธีว่า ผู้ปฏิบัติที่รู้มนต์และความหมายอย่างแท้จริงพึงทำ “มนต์สังสาธนะ” ให้มนต์พร้อมก่อน เพราะพิธีกรรมจะเกิดผลได้ก็ด้วยฐานนี้ ต่อมาว่าด้วย “ประติพันธะ” คืออุปสรรคอันมองไม่เห็น (อทฤษฏะ) ที่มีกำลัง สามารถขวางผลได้แม้มนนต์จะสिद्धแล้ว เมื่อปรากฏเครื่องหมายแห่งอุปสรรค ผู้รู้ไม่ควรรีบร้อน แต่พึงตรวจดูนิมิตเช่นศकุนะเป็นต้น แล้วทำการชำระโทษและระงับเหตุ (ปรायัศจิตตะ-ศมนะ) มีคำเตือนว่า ทำพิธีผิดวิธีหรือด้วยความหลงย่อมไม่เกิดผลและถูกผู้คนเยาะเย้ย อีกทั้งทำกรรมที่หวังผลเห็นได้โดยไร้ความมั่นใจย่อมแสดงว่าไร้ศรัทธา และผู้ไร้ศรัทธาไม่อาจได้ผล ความล้มเหลวไม่ใช่โทษของเทพ เพราะผู้ทำตามวินัยย่อมเห็นผลจริง ท้ายที่สุดกล่าวถึงเงื่อนไขเกื้อหนุนว่า เมื่ออุปสรรคถูกขจัดแล้ว สาธกผู้สำเร็จย่อมปฏิบัติด้วยความไว้วางใจและศรัทธา และหากประสงค์อาจถือพรหมจรรย์กับอาหารมีระเบียบ (กลางคืนฉันหวิษยะ ปายาสะ หรือผลไม้) เพื่อให้บรรลุสิทธิ์

86 verses

Adhyaya 33

केवलामुष्मिकविधिः — The Rite for Exclusive Otherworldly Attainment (Liṅga-Abhiṣeka and Padma-Pūjā Protocol)

อุปมนยูประกาศวัตรอันยอดยิ่งว่าเป็นวิธี ‘อมุษมิกะ’ คือมุ่งผลโลกหน้าโดยเฉพาะ ไม่มีกรรมใดเสมอเหมือนในสามโลก เขายืนยันด้วยการกล่าวว่าพิธีนี้ถูกปฏิบัติโดยเทพทั้งปวง—โดยเฉพาะพรหมา วิษณุ และรุทระ—รวมทั้งอินทร์และโลกปาละทั้งหลาย นวเคราะห์เริ่มด้วยสุริยะ มหาฤษีผู้รู้พรหมะเช่นวิศวามิตรและวสิษฐะ ตลอดจนฤๅษีผู้ภักดีต่อศิวะ (เช่น ศเวตะ อคัสตยะ ทธีจิ) ขอบเขตยังรวมถึงคเณศวร เช่น นันทิศวร มหากาล ภฤงคีศะ และหมู่ชนชั้นใต้พิภพ/ก้ำกึ่ง ได้แก่ ไทตยะ นาคใหญ่เช่นเศษะ สิทธะ ยักษะ คนธรรพ์ รากษส ภูต และปิศาจ บทนี้กล่าวว่าด้วยวัตรนี้สรรพสัตว์ได้ตำแหน่งของตน เทพย่อมตั้งมั่นใน ‘ความเป็นเทพ’—พรหมาได้พรหมตวะ วิษณุได้วิษณุตวะ รุทระได้รุทระตวะ อินทร์ได้อินทระตวะ คเณศะได้คเณศตวะ จากนั้นเป็นพิธีกรรม: อภิเษกศิวลึงค์ด้วยน้ำหอมจันทน์ขาว บูชาด้วยดอกบัวขาวบาน กราบนอบน้อม และสร้างปัทมาสนะอันงามตามลักษณะ; หากมีกำลังทรัพย์ให้ประดับทองและรัตนะ และตั้งลึงค์เล็กไว้กลางข่ายเกสรบัว (เกสรชาละ)

18 verses

Adhyaya 34

लिङ्गप्रतिष्ठा-माहात्म्यम् / The Greatness of Liṅga Installation

บทนี้กล่าวถึงพิธีลิงคะ-ประติษฐา (รวมถึงการสถาปนาเบระ/รูปเคารพ) ว่าเป็นกรรมที่ให้ผลฉับพลัน สามารถประทานสิทธิทั้งนิตย์ ไนมิตติกะ และกามยะ อุปมันยุยืนยันหลักจักรวาลว่า “โลกเป็นลิงคะ-มยะ ทุกสิ่งตั้งอยู่ในลิงคะ” เมื่อสถาปนาลิงคะแล้ว ความมั่นคง ระเบียบ และมงคลย่อมตั้งมั่นตามไปด้วย ต่อจากนั้นตอบคำถามของกฤษณะว่า ลิงคะคืออะไร มเหศวรเป็น ‘ลิงคี’ อย่างไร และเหตุใดพระศิวะจึงบูชาในรูปนี้ ลิงคะอธิบายว่าเป็นอวิยักตะ (ไม่ปรากฏรูป) เกี่ยวเนื่องตรีคุณ เป็นหลักแห่งการเกิดและดับ ไร้ต้นไร้ปลาย และเป็นอุปาทานการณะของจักรวาล จากรากแห่งปรกฤติ/มายานี้จึงเกิดโลกทั้งจรและอจร พร้อมกล่าวถึงความต่างของศุทธะ อศุทธะ และศุทธาศุทธะเพื่ออธิบายฐานะของเทพทั้งหลาย สรุปว่าเพื่อความผาสุกทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ควรกระทำลิงคะ-ประติษฐาด้วยความเพียรเต็มที่ เพราะเป็นการตั้งความจริงทั้งปวงกลับสู่พระบัญชา (อาชญา) ของพระศิวะอีกครั้งหนึ่ง

45 verses

Adhyaya 35

प्रणवविभागः—वेदस्वरूपत्वं लिङ्गे च प्रतिष्ठा (The Division of Oṃ, Its Vedic Forms, and Its Placement in the Liṅga)

บทนี้อธิบายปรณวะ (โอม) ว่าเป็นนิมิตแห่งเสียงสูงสุดของพรหมัน/พระศิวะ และเป็นพืชแห่งการเผยพระเวท อุปมันยุเล่าการปรากฏของเสียงกังวานที่มีเครื่องหมาย ‘โอม’ ซึ่งพรหมาและวิษณุในเบื้องต้นไม่อาจเข้าใจได้เพราะอำนาจปกปิดของรชัสและตมัส ต่อมาพยางค์เดียวถูกแจกแจงเป็นสี่ส่วนคือ อะ อุ มะ (สามมาตรา) และอรรธมาตราที่ระบุว่าเป็น “นาทะ” จากนั้นเชื่อมโยงหน่วยเสียงเหล่านี้กับสัญลักษณ์เชิงพื้นที่ของลึงค์—อะอยู่ทิศใต้ อุอยู่ทิศเหนือ มะอยู่กึ่งกลาง และนาทะได้ยินที่ยอด—พร้อมทั้งเทียบกับพระเวท—อะ=ฤคเวท อุ=ยชุรเวท มะ=สามเวท นาทะ=อถรรพเวท อีกทั้งผูกสัมพันธ์กับหมวดจักรวาลและพิธีกรรม (คุณ หน้าที่การสร้าง ตัตตวะ โลก กลา/อัธวัน และอำนาจคล้ายสิทธิ) เพื่อแสดงว่ามนตร์ พระเวท และโครงสร้างจักรวาลอธิบายกันและกันในทัศนะไศวะ.

85 verses

Adhyaya 36

लिङ्ग-बेर-प्रतिष्ठाविधिः / The Procedure for Installing the Liṅga and the Bera (Icon)

อัธยายะ 36 เป็นบทสนทนาเชิงคำสอน เมื่อกฤษณะทูลถามวิธี “ประติษฐา” อันประเสริฐสำหรับทั้งลิงคะและเบระ (รูปเคารพที่ติดตั้ง) ตามที่พระศิวะทรงสอนไว้ อุปมันยุแสดงลำดับพิธีอย่างเป็นข้อกำหนด ได้แก่ เลือกวันมงคลปราศจากอัปมงคล (โดยเฉพาะปักษ์สว่าง) สร้างลิงคะตามมาตราศาสตรา และคัดเลือกสถานที่มงคลด้วยการตรวจพื้นดิน กล่าวถึงอุปจาระเบื้องต้น เริ่มด้วยบูชาพระคเณศ ต่อด้วยชำระสถานที่และอัญเชิญลิงคะไปยังที่สรงน้ำ ตามศิลปศาสตราให้ทำเครื่องหมาย/จารด้วยปากกาทองและสีอย่างกุงกุม จากนั้นชำระลิงคะและปิณฑิกาด้วยส่วนผสมดิน-น้ำและปัญจคัวยะ แล้วบูชาพร้อมเวทิกา ต่อมานำไปยังแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์เพื่อทำอธิวาส (การพัก/การซึมซาบพิธีกรรม) มณฑปอธิวาสประดับโตรณะ แนวล้อม พวงหญ้าทรรภะ ช้างแปดทิศ หม้อบูชาทิศบาลแปด และเครื่องหมายอัษฏมงคล พร้อมบูชาทิศบาล แล้วตั้งปีฐะกว้างกลางมณฑปทำลายดอกบัว เป็นการดำเนินพิธีที่เน้นความบริสุทธิ์ ทิศ และลำดับเทพอย่างเคร่งครัด

70 verses

Adhyaya 37

योगप्रकारनिर्णयः (Classification and Definition of Yoga)

บทนี้เริ่มด้วยพระศรีกฤษณะทูลขอคำอธิบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับโยคะอัน ‘หายากยิ่ง’ (ปรม-ทุรลภะ)—คุณสมบัติผู้ปฏิบัติ (อธิการะ) องค์ประกอบ (อังคะ) วิธีปฏิบัติ (วิธิ) จุดมุ่งหมาย (ประโยชนะ) และการวิเคราะห์เหตุแห่งความตาย—เพื่อให้ผู้ปฏิบัติหลีกพ้นการทำลายตนและได้ผลโดยฉับพลัน. อุปมันยุอธิบายตามแนวไศวะว่า โยคะคือความตั้งมั่นของจิตที่ยึดพระศิวะเป็นที่ตั้ง หลังจากระงับความไหวของมโนภาวะภายใน. จากนั้นแสดงการจำแนกโยคะห้าประการตามลำดับขั้น—มนตระโยคะ, สปัรศะโยคะ (เกี่ยวกับปราณายามะ), ภาวะโยคะ, อภาวะโยคะ และมหาโยคะอันเหนือยิ่ง. แต่ละประเภทมีฐานปฏิบัติของตน เช่น การสวดมนต์และเพ่งความหมาย วินัยลมหายใจ การภาวนาแห่งภาวะ และการหลอมรวมโลกปรากฏเข้าสู่ความจริง จนถึงความซึมซับอันละเอียดและบรรลุโยคะสูงสุด.

67 verses

Adhyaya 38

अन्तराय-उपसर्ग-विवेचनम् / Analysis of Yogic Obstacles (Antarāyas) and Upasargas

ในบทนี้ อุปมันยุแสดงคำอธิบายเชิงลึกว่าด้วยอันตรายะ (อุปสรรค) ที่ผู้ปฏิบัติโยคะประสบ เขาระบุวิฆนะสำคัญสิบประการ ได้แก่ ความเกียจคร้าน โรคร้ายแรง ความประมาท ความสงสัยต่อหนทางหรือสถานที่ปฏิบัติ ความไม่มั่นคงของจิต ความไร้ศรัทธา วิปริยายะ (การตัดสินกลับผิด) ความทุกข์ ความหดหู่/ท้อใจ และความฟุ้งซ่านไปสู่อารมณ์ทางประสาทสัมผัส แล้วอธิบายลักษณะของแต่ละข้ออย่างเป็นระบบ: โรคเกิดจากเหตุทางกายและกรรม; ความสงสัยคือความรู้ที่แยกเป็นสองทางเลือก; ความไม่มั่นคงคือจิตไร้ที่ตั้ง; ไร้ศรัทธาคือการขาดภาวะในวิถีโยคะ; วิปริยายะคือการเห็นผิดกลับด้าน ความทุกข์จำแนกเป็นสาม—อาธยาตมิกะ อาธิภาวติกะ อาธิไทวิกะ; ความหดหู่เกิดจากความปรารถนาถูกขัด; ความฟุ้งซ่านคือจิตกระจายไปหลายสิ่ง เมื่อวิฆนะเหล่านี้สงบ ผู้โยคีอาจพบอุปสรรคพิเศษที่เรียกว่า ‘อุปสรรคทิพย์’ ซึ่งบ่งใกล้สิทธิแต่ทำให้หลงได้ หากตีความผิด มีหกประการคือ ประติภา ศรวณะ วารตา ทรรศนะ อาสวาทะ และเวทนา ใจความมุ่งให้ผู้ปฏิบัติรู้เท่าทันทั้งอุปสรรคและนิมิตพิเศษ เพื่อให้สาธนะมุ่งสู่โมกษะ มิใช่หลงในฤทธิ์.

78 verses

Adhyaya 39

ध्यानप्रकारनिर्णयः / Determination of the Modes of Meditation (on Śrīkaṇṭha-Śiva)

อัธยายะ 39 อธิบาย “ธยานะ” เป็นการปฏิบัติเป็นลำดับขั้นโดยมีศรีกัณฐะ (พระศิวะ) เป็นศูนย์กลาง อุปมันยุกล่าวว่าโยคีทั้งหลายเพ่งภาวนาศรีกัณฐะ เพราะเพียงระลึกถึงก็ยังผลให้ความมุ่งหมายสำเร็จโดยฉับพลัน จากนั้นจำแนกธยานะแบบสถูล (อาศัยอารมณ์/วัตถุ) เพื่อทำจิตให้มั่นคง แล้วจึงกล่าวถึงแนวทางแบบสูक्षมะและนิรวिषยะ ยืนยันว่าการพิจารณาพระศิวะโดยตรงให้สิทธิทั้งปวง และแม้เพ่งรูปอื่นก็พึงระลึกพระศิวะเป็นความหมายภายใน ธยานะถูกอธิบายว่าเป็นการทำซ้ำจนเกิดความตั้งมั่น เคลื่อนจากสวิษยะไปสู่นิรวिषยะ โดยตีความ “ไร้อารมณ์” ว่าเป็นกระแสความต่อเนื่องของพุทธิ (พุทธิ-สันตติ) ที่โน้มไปสู่ความรู้ตนแบบนิราการะ อีกทั้งวางกรอบเป็นสมาธิแบบสพีชะและนิรพีชะ แนะนำสพีชะในเบื้องต้น และนิรพีชะในที่สุดเพื่อความสำเร็จครบถ้วน พร้อมกล่าวถึงปราณายามะที่ก่อผลเป็นลำดับ เช่น ศานติ เป็นต้น

59 verses

Adhyaya 40

अवभृथस्नान-तीर्थयात्रा-तेजोदर्शनम् | Avabhṛtha Bath, Tīrtha-Pilgrimage, and the Vision of Divine Radiance

อัธยายะ 40 กล่าวต่อจากคำสอนสู่การประกอบพิธีและการจาริกแสวงบุญ สุตะเล่าว่า เมื่อวายุได้ถ่ายทอดเรื่องญาณโยคะที่เกี่ยวเนื่องกับยาทวะและอุปมันยุแก่หมู่มุนีแล้วก็อันตรธานไป เหล่าฤๅษีแห่งไนมิษารัณยะจึงออกยามรุ่งอรุณเพื่อทำอวภฤถสนาน อันเป็นสรงน้ำปิดท้ายสัตรยัญญะ ตามพระบัญชาของพรหมา เทวีสรัสวตีปรากฏเป็นสายน้ำมงคลมีรสน้ำหวาน ช่วยให้พิธีสำเร็จ ฤๅษีทั้งหลายสรงน้ำและปิดยัญญะ แล้วบูชาเทวะด้วยน้ำอันสัมพันธ์กับพระศิวะ ระลึกเหตุการณ์ก่อนหน้าและมุ่งสู่วาราณสี ระหว่างทางได้พบภาคีรถี (คงคา) ไหลลงใต้จากหิมวัต จึงสรงน้ำแล้วเดินทางต่อ ครั้นถึงวาราณสีได้ดำลงในคงคาอันไหลขึ้นเหนือ และบูชาลึงค์อวิมุกเตศวรตามพระวินัย ขณะเตรียมออกเดินทางกลับ ได้เห็นในนภาเทชัสทิพย์อันกว้างใหญ่ สว่างดุจสุริยะนับโกฏิ แผ่ไปทั่วทุกทิศ เหล่าสิทธะปาศุปตะผู้ทาตัวด้วยเถ้าศักดิ์สิทธิ์มาหลายร้อยและหลอมรวมเข้าสู่รัศมีนั้น เป็นนิมิตแห่งความสำเร็จทางไศวะอันสูงยิ่ง และการประจักษ์แห่งสถานพลังเหนือโลกของพระศิวะ

49 verses

Adhyaya 41

स्कन्दसरः (Skandasara) — तीर्थवर्णनम् / Description of the Skandasara Sacred Lake

อัธยายะ 41 เป็นคำบอกเล่าของสูตะ เน้นการพรรณนาตีรถะ โดยระบุสระศักดิ์สิทธิ์ชื่อ “สกันทสาระ” กว้างใหญ่ดุจมหาสมุทร แต่มีน้ำหวาน เย็น ใส และเข้าถึงได้ง่าย ภูมิทัศน์มีตลิ่งดุจผลึก ดอกไม้ตามฤดูกาล ดอกบัวและพืชน้ำ พร้อมระลอกคลื่นดุจเมฆ ก่อให้เกิดความงามแบบ “ฟ้าบนแผ่นดิน” ต่อจากนั้นกล่าวถึงระเบียบพิธีกรรม: ฤๅษีและกุมารฤๅษีทำการอาบน้ำและตักน้ำตีรถะ โดยมีเครื่องหมายบำเพ็ญตบะฝ่ายไศวะ เช่น ภัสมะ ตริปุณฑระ นุ่งห่มขาว และประพฤติตามอาจาระอย่างเคร่งครัด มีการเอ่ยถึงภาชนะและเครื่องมือขนน้ำ เช่น ฆฏะ กะลศะ กะมณฑลุ และภาชนะใบไม้ พร้อมแจกแจงเจตนาในการเก็บน้ำศักดิ์สิทธิ์—เพื่อตน เพื่อผู้อื่น และโดยเฉพาะเพื่อเหล่าเทพ บทนี้จึงเชื่อมโยงสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ → วินัยความประพฤติ → การใช้และการแจกจ่ายน้ำตีรถะ อันสื่อถึงบุญ ความบริสุทธิ์ และศรัทธาที่มุ่งสู่พระศิวะ.

51 verses