Agneya-vidya
AgniRitualsMantraWorship

Agneya-vidya

The Science of Ritual Worship

Comprehensive instructions on Agni-based rituals, temple worship procedures, mantra recitation, and the sacred science of fire ceremonies.

Adhyayas in Agneya-vidya

Adhyaya 17

Chapter 17 — सृष्टिविषयकवर्णनम् (An Account Concerning Creation)

พระอัคนีทรงสอนฤๅษีวสิษฐะต่อไป โดยเปลี่ยนจากเรื่องอวตารมาสู่คติว่าด้วยการกำเนิดโลก ชี้ว่าสรรพการสร้างเป็นลีลาของพระวิษณุ ซึ่งเป็นทั้งสคุณะและนิรคุณะพร้อมกัน บทนี้แจกแจงลำดับการแผ่กำเนิดแบบสางขยะ: พรหมันในสภาพอปรากฏ, พระวิษณุเสด็จเข้าสู่ปรกฤติและปุรุษะ, เกิดมหัตและอหังการสามประการ แล้วตन्मาตระค่อย ๆ แปรเป็นมหาภูตจากอากาศถึงปฤถวี จากอหังการฝ่ายสัตตวะเกิดจิตและเทวะผู้กำกับ ส่วนฝ่ายตมัส/ไตชสเกิดพลังอินทรีย์ กล่าวถึงนิรุกติ “นารายณะ-น้ำ”, ไข่ทองจักรวาล (หิรัณยาณฑะ) และพระพรหมาในฐานะหิรัณยครรภ์ผู้ผ่าไข่เป็นฟ้าและดิน วางระเบียบอากาศ ทิศ กาล และแรงจิตเช่น กาม โกรธ รติ ต่อมามีปรากฏการณ์บรรยากาศ นก ปรชัญญะ ฉันทลักษณ์และมนตร์พระเวทเพื่อยัญญะ จนถึงการอุบัติของรุทร สนัตกุมาร ฤๅษีพรหมเจ็ดองค์ผู้เกิดจากใจ และการแบ่งภาคอันเป็นชาย-หญิงของพระพรหมาเพื่อให้กำเนิดสรรพชีวิต—เชื่อมจักรวาลวิทยาเข้ากับระเบียบพิธีกรรมและอานุภาพแห่งยัญญะ.

16 verses

Adhyaya 18

Svāyambhuva-vaṁśa-varṇanam (Description of the Lineage of Svāyambhuva Manu)

อัคนีดำเนินการถ่ายทอดแบบสารานุกรม โดยเปลี่ยนจากจักรวาลกำเนิดสู่ธรรมะแห่งสายสกุล: วงศ์สวายัมภูวะถูกวางเป็นประวัติศักดิ์สิทธิ์เพื่อรับรองระเบียบพิธีกรรม ราชธรรม และการเกิดขึ้นเป็นลำดับของสรรพชีวิต บทนี้เริ่มด้วยเชื้อสายของสวายัมภูวะมนู—ปรียวรตะ อุตตานปาทะ และศตรูปา—แล้วเน้นตบะของธรุวะจนวิษณุประทานฐานะอันยั่งยืนเป็นแกนจักรวาล (ธรุวะเป็นดาวเหนือ) สายสกุลดำเนินต่อถึงการอุบัติของปฤถุจากเวนะ อันเป็นแบบอย่างการปกครองของราชฤๅษี; แผ่นดิน (วสุธรา) ถูก ‘รีดน้ำนม’ เพื่อหล่อเลี้ยงพืชผลและชีวิต สื่อถึงการใช้ทรัพยากรโดยชอบธรรมเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ต่อมาว่าด้วยตบะของปรเจตส การอภิเษกกับมาริษา และกำเนิดทักษะ ผู้ขยายการสร้างสรรค์ผ่านธิดาที่มอบแก่ธรรมะ กัศยปะ โสม และผู้อื่น ตอนท้ายเป็นบัญชีรายนาม วิศเวเทวะ สาธยะ มรุต วสุ รุทร; พระนาม/สมญาของสกันทะ; และวิศวกรรมะในฐานะช่างสถาปนิกทิพย์ ตอกย้ำวิธีของปุราณะที่ใช้รายชื่อและวงศ์เป็นดัชนีความรู้พิธีกรรม เชื่อมจักรวาลวิทยากับสังคม ศิลปช่าง และภักติปฏิบัติ

44 verses

Adhyaya 19

Chapter 19 — कश्यपवंशवर्णनम् (Description of Kaśyapa’s Lineage)

บทนี้อัคนีเปลี่ยนจากเรื่องกำเนิดจักรวาลไปสู่จักรวาลวิทยาเชิงวงศ์วาน โดยแจกแจงเชื้อสายของกัศยปะเป็นแผนที่ว่าเหล่าเทพ กึ่งเทพ และสายอริปรปักษ์เข้ามาเติมเต็มโลกต่าง ๆ ตลอดมนวันตระอย่างไร เริ่มด้วยพวกตุษิตะและรายนามอาทิตยะ (รวมทั้งวิษณุ/อินทระและเทพสุริยะ) แล้วหันไปสู่เชื้อสายของทิติ—หิรัณยกศิปุและหิรัณยากษะ—เพื่อยืนยันการอุบัติซ้ำของอำนาจฝ่ายตรงข้าม “ยุกแล้ว ยุกเล่า” กล่าวถึงสาขาทานวะสำคัญ เช่น ประหลาท พลี และพาณะ พร้อมชี้ว่าภักติของประหลาทต่อวิษณุเป็นเครื่องหมายลำดับคุณธรรมแม้อยู่ในวงศ์อสูร ต่อมาขยายถึงมเหสีของกัศยปะ—ปุโลมา กาลกา วินตา กัทรู สุรสา สุรภี เป็นต้น—และอธิบายกำเนิดนก นาค สัตว์ และพืชพรรณในฐานะปรติสรรค์ (การสร้างรอง) ตอนท้ายกำหนดระเบียบการปกครองจักรวาลว่าใครเป็นประธานหมู่สัตว์และทิศต่าง ๆ (จิตรารถะ วาสุกิ ตักษกะ ครุฑ และผู้พิทักษ์ทิศ) จนเกิดลำดับชั้นที่เป็นระเบียบ สอดคล้องกับระเบียบพิธีกรรมและค้ำจุนธรรมราชา

28 verses

Adhyaya 20

Sargaviṣayaka-varṇana — The Topics of Primary Creation (Sarga)

พระอัคนีเริ่มอธิบาย “สรรค์” (sarga การสร้างโลก) อย่างเป็นระบบ โดยจัดลำดับจากหลักการอันละเอียดไปสู่ชีวิตที่มีรูปกาย และไปสู่ผลที่อาศัยพระกรุณา ทรงกล่าวถึงสรรค์แบบปรากฤตะ: การอุบัติของ “มหัต” เป็นการแผ่สร้างแรกของพระพรหม ต่อมาจากตนมาตระจึงเกิดภูตธาตุหยาบ แล้วเข้าสู่ระยะไวการิกะ/ไอन्द्रยิกะที่เกี่ยวกับอินทรีย์และหน้าที่ของอินทรีย์ จากนั้นแจกแจงชั้นการเกิด—สิ่งไม่เคลื่อนไหว, ติรยักสฺโรตส (กำเนิดสัตว์), อูรฺธวสฺโรตส เทวดา, และ วากสฺโรตส มนุษย์—ลงท้ายด้วย “อนุครหสรรค์” ที่ชี้มิติศีลธรรม-จิตวิญญาณตามคุณสตฺตวะ/ตมะ ต่อมาหันสู่ตัวอย่างเชิงวงศ์—ฤๅษีและหมู่ทิพย์เกิดจากธิดาของทักษะและสายฤๅษี กล่าวถึงการประสูติและนามของรุทระ และการเกิดใหม่ของสตีเป็นปารวตี ปิดท้ายด้วยการย้ำพิธีปฏิบัติ—การบูชาที่นารทและฤๅษีสอน (สฺนานปูรวกะ ตามธรรมเนียมสฺวายัมภูวะ)—เป็นหนทางให้ได้ทั้งภุกติและมุกติด้วยการบูชาพระวิษณุและเทวะอื่น ๆ

23 verses

Adhyaya 21

Chapter 21 — सामान्यपूजाकथनम् (Teaching on General Worship)

บทนี้วางแบบแผน “การบูชาทั่วไป” (สāmānya-pūjā) ที่ใช้ได้กับพระวิษณุและเทพอื่น ๆ เริ่มด้วยการนอบน้อมสากลแด่อจฺยุตะพร้อมบริวารทั้งหมด แล้วขยายไปสู่เทพผู้ติดตาม การจัดวางมณฑล และองค์ประกอบเพื่อคุ้มครองและเสริมพลัง มีการแจกแจงตารางการบูชาที่รวมพลังแห่งธรณีสถานและปากทาง (ทวาร-ศรี, วาสตุ), ฐานค้ำจุนจักรวาล (กูรมะ, อนันตะ) และการจัดวางคุณธรรมคือธรรมะกับคุณลักษณะตรงข้ามผ่านสัญลักษณ์ดอกบัว ต่อจากนั้นกล่าวถึงการปรับใช้เฉพาะเทพ: อาวุธและพีชะของพระวิษณุ (ศรีṃ, หรีṃ, กลีṃ), วิธีทั่วไปของการบูชาพระศิวะ (เริ่มด้วยนันทินและมหากาล), และการบูชาพระสุริยะด้วยการกำหนดแบบนยาสะ (หัวใจ/ศีรษะ/ดวงตา), องค์คาวจะ และการผนวกคติดาวเคราะห์รวมทั้งราหู–เกตุ มีหลักการประกอบมนตร์ (ปรณวะ, พินทุ, กรรมการก + นมะห์) และลงท้ายด้วยโหมะใช้งาและเนยใสให้ผลแห่งปุรุษารถะ พร้อมทั้งกล่าวถึงความต่างของต้นฉบับซึ่งสะท้อนการสืบทอดพิธีกรรมที่ยังมีชีวิตอยู่

27 verses

Adhyaya 22

Chapter 22 — स्नानविधिकथनं (Instruction on the Rite of Bathing)

บทนี้บัญญัติ “สนานะ” (การอาบน้ำพิธีกรรม) เป็นกรรมก่อนบูชาที่ขาดไม่ได้ โดยเชื่อมความสะอาดกายกับวินัยภายในที่คุ้มครองด้วยมนตร์ เริ่มด้วยการรับมฤตติกา (ดินชำระ) ด้วยมนตร์นฤสิงห์/สิงห์ แล้วแบ่งส่วน ใช้ส่วนหนึ่งทำ “มะนะห์-สนานะ” (อาบน้ำด้วยใจ) ย้ำว่าความบริสุทธิ์เริ่มจากภายใน ก่อนลงน้ำและทำอาจมนะ จากนั้นทำนยาสะและตั้งรัคษา/ทิศพันธะด้วยการสวดมนตร์สิงห์ พร้อมกล่าวถึงสูตรคุ้มครองที่ต่างกัน เช่น ตวริตา หรือ ตริปุรา ต่อด้วยตั้งจิตที่หทัยในหริ-ญาณด้วยมนตร์แปดพยางค์ ทำสังสการน้ำตีรถะด้วยชปะวาสุเทวะ ชำระกายด้วยมนตร์เวท และบูชามูรติ มีอฆมรษณะ สวมผ้าสะอาด ชำระน้ำที่ฝ่ามือ ปราณายามภายใต้มนนตร์นารายณะ ถวายอรฺฆยะด้วยมนตร์สิบสองพยางค์ และชปะ/อาวาหนะอย่างกว้างตั้งแต่โยคปีฐถึงทิศปาล ฤษี และปิตฤคณะ ท้ายสุดส่งสรรพสัตว์กลับสู่ที่ตั้ง ถอนองค์ประกอบพิธี แล้วไปยังสถานที่บูชา พร้อมวางแบบแผนสนานะปิดท้ายอิงมูลมนตร์เพื่อใช้ซ้ำในพิธีปูชาอื่น ๆ ได้

8 verses

Adhyaya 23

Chapter 23 — पूजाविधिकथनम् (The Account of the Rules of Worship)

บทนี้ นารทกล่าวแก่พราหมณ์ทั้งหลายถึงลำดับการบูชาแบบไวษณพอย่างมีวินัย เริ่มด้วยการสำรวมกายวาจา: ล้างเท้า อาจมนะ (ācamanam) ความสงบเงียบ และพิธีคุ้มครอง จากนั้นเป็นการชำระภายในเชิงโยคะ: นั่งหันหน้าไปทิศตะวันออก ทำมุทรา และภาวนาพยางค์บีชะ—‘yaṃ’ ที่สะดือเป็นลมอันเกรี้ยวกราด, ‘kṣauṃ’ ที่หทัยเป็นคลังเรืองรอง—เผามลทินด้วยไฟรอบทิศ แล้วอาบกายละเอียดด้วยธารอมฤตที่หลั่งลงดุจจันทร์บนฟ้าและไหลเวียนผ่านสุษุมณาและนาฑี ต่อมาจึงเน้นความเที่ยงตรงของพิธี: ชำระมือ วางอัสตรมันตระและวิยาปกะ และทำนยาสะครบถ้วนตามอวัยวะ (หทัย ศีรษะ ศิขา เกราะ อาวุธ ดวงตา) กล่าวถึงการจัดแท่นบูชา (วรรธนีไว้ซ้าย วัสดุไว้ขวา) การทำให้ศักดิ์สิทธิ์ด้วยการประพรมมนตร์ และการสร้างโยคปีฐโดยวางคุณธรรมและสิ่งตรงข้ามตามทิศ เมื่อภาวนาดอกบัวมณฑลแล้ว อัญเชิญเทพจากหทัยสู่มณฑล และถวายอุปจาระมาตรฐาน—อรฺฆยะ ปาทยะ อาจามนะ มธุปารกะ สนานะ เครื่องนุ่งห่ม เครื่องประดับ ธูป ประทีป—ตามปุณฑรีกากษวิทยา การบูชาขยายไปถึงสัญลักษณ์บริวารและเจ้าแห่งทิศ ปิดท้ายด้วยชปะ ประทักษิณา สรรเสริญ อรฺฆยะ และถ้อยคำยืนยันตน “ahaṃ brahma; haris tvam” แล้วเปลี่ยนจากบูชารูปเดียวสู่ระบบเก้าวยูหะด้วยการวางที่นิ้วและกาย พร้อมกล่าวถึงความต่างของต้นฉบับบางประการ

23 verses

Adhyaya 24

Chapter 24 — कुण्डनिर्माणादिविधिः (Procedure for Constructing the Fire-pit and Related Rites)

ในบทนี้ นารทประกาศพิธีอัคนิการยะที่ให้ความสำเร็จตามความปรารถนา และเริ่มด้วยข้อกำหนดแบบวาสตุสำหรับโหมกุณฑะอย่างละเอียด ได้แก่ การวัดด้วยเชือก การขุดพื้นที่ การทำเมขลา (ขอบยกสูง) และการจัดทำร่องโยนิให้มีความกว้างเป็นลำดับ พร้อมความลาดเอียงและทิศทางที่กำหนดไว้ ต่อจากนั้นกล่าวถึงรูปกุณฑะทางเลือก เช่น วงกลม ครึ่งจันทร์ และรูปดอกบัว พร้อมกฎสัดส่วนของเครื่องประกอบพิธี (ศรุก/ศรุวะ และภาชนะสรุวะ) โดยยึดหน่วยอังคุละอย่างเคร่งครัด แล้วจึงเข้าสู่ลำดับพิธีกรรม: ปูหญ้าทรรภะเป็นชั้น วางภาชนะ เตรียมน้ำปรณีต ประพรม ชำระเนยใสด้วยอาชยะสังสการ และทำโหมโดยถือปรณวะเป็นหลักการมนตร์แห่งเอกภาพ พิธีนี้เชื่อมโยงกับสังสการตั้งแต่ครรภาธานถึงสมาวรรตนะ แสดงการบูรณาการพิธีครัวเรือนและพิธีวัฏจักรชีวิตเข้ากับการบูชาไฟแบบไวษณพ ตอนท้ายย้ำสมาธิจักรวาลภายใน (ชำระพีชะ เห็นภาพพรหมาณฑะ การแปรสภาพเป็นลิงคะ) องค์ประกอบการอุปนัย/การรับศิษย์ภายใต้ครู การถวายแด่วิศวักเสนะ และคำสรุปว่า ผู้มุ่งภคติได้ผลทางโลก ส่วนผู้ใฝ่หลุดพ้นย่อมหลอมรวมในหริ—รวมภุกติและมุกติด้วยวิทยาพิธีกรรมอันมีวินัย.

59 verses

Adhyaya 25

Explanation of the Vāsudeva and Related Mantras (वासुदेवादिमन्त्रनिरूपणम्)

บทนี้เริ่มด้วยนารทขอทราบลักษณะการบูชาที่เกี่ยวกับระบบมนตร์วาสุเทวะและจตุรวฺยูหะ (วาสุเทวะ สังกัรษณะ ประทยุมน์ อนิรุทธะ) จากนั้นคัมภีร์กำหนดหลักการประกอบมนตร์ โดยเริ่มด้วยปรณวะและวลี ‘นะโม’ ระบุพยางค์พีชะของสระ (a, ā, aṃ, aḥ) และแยกอังคะ–อุปังคะด้วยความยาวสระและกฎตำแหน่งการวางพยางค์ ต่อมาว่าด้วยนยาสะ: พีชะ-นยาสะหกองค์ และมูล-นยาสะสิบสององค์ จัดวางส่วนมนตร์ลงที่หัวใจ ศีรษะ ศิขา เกราะ เนตร อัสตระ และจุดต่าง ๆ ของกาย กลุ่มพีชะถูกกำหนดเข้ากับสัญลักษณ์ทิพย์ เช่น ครุฑ/ไวณเตยะ สังข์ปาญจชัญญะ เกาสตุภะ สุทรรศนะ ศรีวัตสะ วนมาลา อนันตะ ผสานศรัทธาภักติกับพิธีกรรมเชิงเสียง บทยังขยายสู่ความสอดคล้องจักรวาลและกาย-จิต: ภูตะ เวท โลก อินทรีย์ พุทธิ อหังการ มนัส จิตตะ และลำดับวฺยูหะจนถึง 26 ตัตตวะ ท้ายสุดกล่าวถึงการบูชามัณฑละตามทิศ ทิศบาล เทพในเกสรกลาง และการบูชาเพื่อผลคือความมั่นคงและชัยชนะของกษัตริย์ รวมทั้งวิศวรูปและวิศวักเสนะ

50 verses

Adhyaya 26

Explanation of the Characteristics of Mudrās (मुद्रालक्षणकथनं)

หลังจากบทก่อนแสดงมนตร์แล้ว บทนี้กล่าวถึงมุทรา-ลักษณะ คือเครื่องหมายและรูปแบบของท่ามือพิธีกรรมที่ก่อให้เกิดสันนิธยะ (การประทับอยู่ของเทพ) และผลแห่งพิธีอื่น ๆ นารทเสนอ ‘อัญชลี’ เป็นมุทราหลักแห่งการนอบน้อม โดยวางมือใกล้ดวงใจ ยืนยันว่าภักติคือประตูสู่กระบวนวิธีเชิงเทคนิค จากนั้นอธิบายการจัดมืออย่างละเอียด เริ่มด้วยกำปั้นซ้ายและนิ้วหัวแม่มือชูขึ้น รวมถึงหน้าที่การเกี่ยว/จับของนิ้วหัวแม่มือขวา แสดงการเคลื่อนไหวกายที่แม่นยำเป็นส่วนของมนตระวิทยา มีการแยกมุทราทั่วไป (สาธารณะ) กับมุทราเฉพาะ (อาสาธารณะ) ในวิยุหะ และลำดับมุทราแปดประการที่เกิดจากการคลายและกางนิ้วทีละขั้นเริ่มจากนิ้วก้อย กล่าวถึงความต่างของต้นฉบับเรื่องการใช้พีชะและเป้าหมายเช่นสิทธิ แล้วนำเสนอวราหมุทราและชุดอังคณามุทรา สุดท้ายให้หดและทำรูปแบบสะท้อนทางด้านขวา ย้ำว่าการจัดวางถูกต้องย่อมนำไปสู่มุทราสิทธิ คือความสำเร็จแห่งพิธีด้วยความเคร่งครัดในรูปแบบ

7 verses

Adhyaya 27

Dīkṣāvidhi-kathana (Explanation of the Rite of Initiation)

บทนี้เปลี่ยนจากเรื่องมุทรา-ประทัศนะไปสู่การอธิบายพิธีทีกษาอย่างเป็นขั้นตอน นารทกล่าวถึงลำดับการอุปสมบทแบบไวษณวะที่มุ่งบูชาพระหริในมณฑลรูปดอกบัว เริ่มด้วยการคุ้มครอง (นรสิงห-นยาสะ; โปรยเมล็ดมัสตาร์ดที่เสกมนต์พร้อมคำว่า ‘ผัฏ’) และการประดิษฐานศักติในรูปปราสาท จากนั้นเป็นการชำระและสถาปนา: สมุนไพร ปัญจคัวยะ การประพรมด้วยกุศะและมนต์ลงท้ายด้วยนารายณะ การบูชากุมภะและการบูชาไฟ พร้อมถวายหวิสที่ปรุงสุกภายใต้นามสี่วยูหะ คือ วาสุเทวะ สังกัรษณะ ประทยุมน์ อนิรุทธ ต่อมาครูผู้ประกอบพิธี (เทศิกะ) พิจารณาและลงตัตตวะบนศิษย์ด้วยนยาสะตามลำดับการสร้าง (จากปรกฤติถึงปฤถวี) แล้วถอนกลับ/ชำระด้วยโหมะตามลำดับสังหาระจนถึงปูรณาหุติ โดยมุ่งหมายการหลุดพ้นจากพันธะ บทยังรักษาความต่างของต้นฉบับในมนต์และการกระทำหลายแห่ง และลงท้ายด้วยแนวทางคุณสมบัติผู้รับพิธี (คฤหัสถ์ สาธก ผู้ยากไร้/นักบวช/เด็ก) รวมทั้งความเป็นไปได้ของศักติทีกษา

76 verses

Adhyaya 28

Abhiṣeka-vidhāna (The Procedure for Consecratory Bathing)

บทนี้เปลี่ยนจากการกล่าวถึงพิธีดīkṣā ไปสู่การอธิบาย “อภิเษก” (abhiṣeka) อย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นพิธีให้เกิดสิทธิ (siddhi) แก่อาจารย์และศิษย์ผู้ปฏิบัติ และยังมีนัยเชิงบำบัดเพื่อบรรเทาโรค นารทระบุการจัดพิธี: ตั้งหม้อกุมภะประดับรัตนะและมีรูปเคารพ เรียงลำดับจากศูนย์กลางแล้วไปทางทิศตะวันออกและทิศอื่น ๆ เป็นผังจักรวาล พิธีเพิ่มความเข้มด้วยการทำซ้ำ—โดยอุดมคติหนึ่งพันครั้ง หรืออย่างน้อยหนึ่งร้อยครั้งตามกำลัง ภายในมณฑปและมณฑล ประดิษฐานพระวิษณุบนปิฐะให้หันสู่ทิศตะวันออกและทิศอีศาน (ตะวันออกเฉียงเหนือ) สอดคล้องหลักวาสตุ ผู้ประกอบพิธีและปุตรกะได้รับการเตรียมพร้อม มีการบูชาอภิเษกเอง และดำเนินพิธีพร้อมเสียงมงคล เช่น คีตะ (บทขับ/สวด) ตอนท้ายกล่าวถึงการมอบสิ่งจำเป็นเกี่ยวกับโยคปีฐะ และการประกาศสัตย์สมยะ-วรตโดยครู โดยเน้นความลับและวินัยเพื่อให้ศิษย์มีสิทธิครบถ้วนในสายธรรมประเพณี.

5 verses

Adhyaya 29

The Description of the Sarvatobhadra Maṇḍala (सर्वतोभद्रमण्डलकथनम्)

บทนี้อธิบายระเบียบพิธีและสถาปัตยกรรมศักดิ์สิทธิ์อย่างเคร่งครัดสำหรับการสร้างและทำ “ปรติษฐา” แก่สรวโตภัทรมณฑล (Sarvatobhadra Maṇḍala) ให้เป็นกษेत्रะอันศักดิ์สิทธิ์เพื่อมนตระสาธนะ เริ่มจากเงื่อนไขพื้นดินที่ชำระแล้วและการบูชานำ จากนั้นกำหนดตารางสี่เหลี่ยมเป็นชั้นล้อมแบบดอกบัว—ปีฐะ (pīṭha), วีถิกา (vīthikā), ประตู—พร้อมจัดเทวะประจำทิศและการแบ่งตามพระเวท รวมถึงการวางเป็นชั้น ๆ ของธาตุ อินทรีย์ และอวัยวะภายในใจ ต่อมาว่าด้วยการกำหนดสี วัสดุทำสี ลำดับการทำความสะอาดและการทำเครื่องหมาย มาตราวัด (aṅgula, hasta, kara) ตลอดจนมาตรฐานการชปะ (bīja, mantra, vidyā) และวินัยปุรัศจะรณะ (puraścaraṇa) ตอนท้ายตีความโครงสร้างมณฑลเป็นกายโยคะ—นาฑี ดอกบัวหัวใจ และรัศมีแห่งพลังบีชะ—นำสู่สมาธิเป็นลำดับจากรูปหยาบที่เป็นเสียง ไปสู่รูปละเอียดสว่างในหัวใจ และถึงภาวะสูงสุดเหนือความคิด ปิดท้ายด้วยผังวยูหะที่ขยาย (9, 25, 26 เป็นต้น) กฎเครื่องประดับประตู และมณฑลมรรตเยษฏยะอันเป็นมงคล แสดงว่าการออกแบบศักดิ์สิทธิ์จัดระเบียบทั้งการบูชาและการบรรลุธรรมได้อย่างไร

50 verses

Adhyaya 30

Chapter 30: मण्डलविधिः (Maṇḍala-vidhi) — Procedure for the Maṇḍala

บทนี้ปิดท้ายการกล่าวถึงลักษณะของมณฑล แล้วเข้าสู่ข้อกำหนดพิธีกรรมโดยตรง นารทแสดงลำดับการบูชาในมณฑลรูปดอกบัว: ให้ประดิษฐานพรหมาไว้กลางปัทมะพร้อมอังคะ (องค์ประกอบประกอบ) และบูชา เพื่อให้มณฑลเป็นเขตแห่งเทวภาวะที่มีชีวิต มิใช่เพียงแผนผัง จากนั้นกำหนดกลีบ/ส่วนทิศตะวันออกให้เป็นของพระวิษณุปัทมนาภ แสดงเทววิทยาเชิงทิศที่จัดวางเทพตามทิศและกลีบอย่างเป็นระเบียบ นี่คือแนวอัคนేయวิทยา: เรขาคณิตศักดิ์สิทธิ์ทำหน้าที่เป็นวิธีปฏิบัติที่รวมการวางรูปเคารพ การบูชาตามมนต์ และระเบียบธรรมะให้เป็นการปฏิบัติที่เป็นระบบและทำซ้ำได้ด้วยศรัทธา

1 verses

Adhyaya 31

Chapter 31 — मार्जनविधानं (The Procedure of Mārjana / Purificatory Sprinkling)

พระอัคนีทรงแนะนำพิธีคุ้มครองชื่อ “มารชนะ” (mārjana) คือการประพรม/ชำระให้บริสุทธิ์เพื่อป้องกันตนและคุ้มครองผู้อื่น บทนี้เริ่มด้วยคาถานมัสการแด่ปรมาตมัน และการสรรเสริญอวตารของพระวิษณุ (วราหะ นรสิงห์ วามนะ ตริวิกรม รามะ ไวกุณฐะ นระ) เพื่อวางรากฐานว่า การคุ้มครองสำเร็จด้วยสัจจะ (satya) การระลึก (smṛti) และพลังมนตร์ จากนั้นพิธีขยายสู่การปัดเป่าเภทภัย: ระงับและทำลายทุกข์ บาป อภิจะระ (abhicāra) โรคตามจำแนกแบบโทษะ/สันนิปาต พิษจากหลายแหล่ง และการรบกวนของภูตผี (ครหะ เปรต ฑากินี เวตาละ ปิศาจ ยักษ์ รากษส) สุทรรศนะและนรสิงห์ถูกอัญเชิญเป็นผู้พิทักษ์ทิศ พร้อมวลีซ้ำแนว “ตัด/ตัด” เพื่อกำจัดความเจ็บปวดและโรค สุดท้ายระบุว่าหญ้ากุศะเป็นรูปของพระวิษณุ/หริ และ “อปมารชนะกะ” เป็นดุจอาวุธป้องกันโรค เชื่อมวัตถุพิธี ชปมนตร์ และภักติเมตาฟิสิกส์เป็นเทคโนโลยีคุ้มครองแบบบูรณาการแห่งอัคนేయวิทยา।

48 verses

Adhyaya 32

Saṃskāra-kathana (Account of the Saṃskāras)

ในกระแสคำสอนอัคนียวิทยาเรื่องการบูชาพิธีกรรม บทนี้พระอัคนีทรงวาง “สังสการ” ไว้ในบริบทแห่งการอภิเษก/การรับศีล เช่น นิรวาณ-ทีกษา และทรงบัญญัติสังสการรวมสี่สิบแปดประการ อันยกผู้ปฏิบัติให้ก้าวสู่วิถีชีวิต “ทิพย์” ทรงแจกแจงสังสการตามช่วงชีวิต ได้แก่ ครรภาธาน ปุงสวนนะ สีมันโตนนยนะ ชาตกรรม และนามกรณะ แล้วขยายไปสู่พิธีฝ่ายคฤหยะและศรौतะ: ปากยัชญะ ศราทธะตามกาล พิธีตามฤดูกาล และหวิรยัชญะ เช่น อาธานะ อัคนิโหตระ ทรรศะ และเปารณมาสะ ตอนท้ายกล่าวถึงระบบโสมยัชญะ ระบุอัคนิษโฏมะและการขยายรูปแบบต่าง ๆ และเชื่อมอัศวเมธะกับสมญา “ทอง” พร้อมคุณธรรมแปดประการ เช่น ทยา กษานติ อารชวะ เศาจะ เป็นต้น แสดงว่าพลังพิธีกรรมต้องคู่กับการขัดเกลาศีลธรรม ปิดท้ายด้วยสาธนะเพื่อให้สังสการสมบูรณ์ คือ ชปะ โหมะ ปูชา และธยานะ อันนำไปสู่ภุกติและมุกติ และดำรงชีวิตดุจเทพ ปราศจากโรคและความบกพร่องภายใน

12 verses

Adhyaya 33

Chapter 33 — पवित्रारोहणविधानं (The Procedure for Pavitrārohaṇa / Installing the Sacred Thread or Consecratory Amulet)

พระอัคนีทรงกำหนด “ปวิตรารโหณ” เป็นฤดูกาลบูชาพระหริประจำปีตามปฏิทิน ตั้งแต่อาษาฒะถึงการ์ติกะ โดยให้วันปรติปทาเป็นตถิที่ประเสริฐ; ส่วนเทพอื่นมีลำดับตถิของตน (เช่น ศิวะ/พรหมเริ่มตั้งแต่ทวิตียา) จากนั้นพิธีขยายเป็นวิธีบูชาครบถ้วน: การคัดเลือกและทำด้ายปวิตระ (ด้ายที่ปั่นโดยสตรีพราหมณ์เป็นเลิศ มิฉะนั้นต้องชำระให้บริสุทธิ์), การเพิ่มเส้นสามชั้นและเก้าชั้น, จำนวนปม (รวมแบบ 12-กรันถิ), ตำแหน่งผูกบนเทวรูป (จากเข่า/เอว/สะดือขึ้นไปถึงส่วนบน), และขนาดพวงมาลัย/มาลา (108/1008; วัดด้วยอังคุละ) พระอัคนีทรงแสดงบทพิธีคุ้มครองและชำระ: วัสตุ-อปสารถนะ, บูชาเกษตรปาละและธรณีประตู, ถวายพลี (บะลี), และลำดับภูตศุทธิที่สลายตนมาตระและธาตุด้วยมนตร์อุทฆาต (ดิน→น้ำ→ไฟ→ลม→อากาศ) แล้วตามด้วยการชำระกายภายใน การภาวนากายทิพย์ และมานสยาคะในดอกบัวแห่งหทัย ตอนท้ายกล่าวถึงนยาสะ การป้องกันด้วยกวจะ/อัสตระ การสถาปนาวยูหะและอาวรณะของไวษณพ การผูกรักษาสูตร และวัตรปฏิบัติ (อดอาหาร สำรวมกามะ/โกรธะ) อันให้ทั้งความบริบูรณ์ทางโลกและผลทางจิตวิญญาณ.

53 verses

Adhyaya 34

Chapter 34 — होमादिविधिः (The Procedure for Homa and Related Rites)

พระอัคนีทรงแสดงโฮมวิธีเป็นลำดับ—เริ่มจากการชำระสถานที่และผู้ปฏิบัติ จนถึงการประดิษฐานไฟ การถวายอาหุติ และการภาวนาที่เชื่อมพิธีกรรมกับความหลุดพ้น. ผู้ปฏิบัติพรมน้ำด้วยมนตร์ให้ยัญญสถานศักดิ์สิทธิ์ เขียนมณฑลประหนึ่งกายแห่งพระเวท แล้วทำพิธีหน้าธรณี: บูชาโตรณะ วางกำหนดทิศ บูชาทวารปาล และขจัดอุปสรรคด้วยดอกไม้ประกอบอัสตรมนตร์. ครั้นทำภูตศุทธิ นยาส และมุทราแล้ว จึงมีการคุ้มครอง—โปรยเมล็ดมัสตาร์ด จัดเตรียมปัญจคัวยะ และตั้งกะละศะหลายใบ: สิบใบสำหรับโลกปาละ และกุมภะทิศอีศานพร้อมวรรธนีเพื่อประดิษฐานหริและอัสตร. ต่อจากนั้นเป็นกลไกโฮม: จัดศรุก/ศรูว ปริธิ และอิธม เตรียมน้ำปรณีตา/โปรกษณี หุงจรุ ขีดเส้นพิธี แสดงโยนิมุทรา และประดิษฐานอัคนีในกุณฑะ. ด้านเทววิทยาภายในกล่าวชัดว่า กุณฑลักษมี (ปรกฤติผู้เป็นตรีคุณ) พึงภาวนา ณ ศูนย์กลางไฟ; อัคนีเป็นครรภ์แห่งสรรพสัตว์และมนตร์ และเป็นผู้ประทานมุกติ. ท้ายสุดถวายสมิธและอาหุติตามจำนวนกำหนด (รวม 108) พร้อมนิมิตอัคนีไวษณวะเจ็ดลิ้น สว่างดุจสุริยะนับไม่ถ้วน.

41 verses

Adhyaya 35

Chapter 35: पवित्राधिवासनादिविधिः (Method of Consecrating the Pavitra and Related Rites)

พระอัคนีทรงสอนฤๅษีวสิษฐะถึงพิธีอธิวาสนะ (การตั้ง/การอภิเษกให้ศักดิ์สิทธิ์) แห่งปวิตระ และพิธีคุ้มครองกับการเตรียมการโดยรอบ ลำดับเริ่มด้วยการชำระด้วยการโปรกษณะจากสัมปาตะ ต่อด้วยการเสริมฤทธิ์มนตร์ด้วยนรสิงหะมนตร์ และการปกปิด/คุ้มกันด้วยอัสตรมนตร์ ภาชนะพิธีถูกห่อ วางประจำที่ พรมด้วยน้ำผสมใบพิลวะ แล้วเสริมกำลังอีกครั้งด้วยการสวดซ้ำ เน้นพิธีกรรมเชิงพื้นที่: ตั้งพิธีคุ้มครองข้างกุมภะ จัดวางเครื่องประกอบตามทิศและโยงกับวิยูหะ (สังกรษณะ ประทยุมน์ อนิรุทธ) พร้อมสิ่งชำระเช่น เถ้า‑งา มูลโค และดินทำเครื่องหมายสวัสติ‑มุทรา การวางต่อไปใช้มนตร์หฤทยะ/ศิรัส/ศิขา สำหรับน้ำดรรภะ ธูป และเครื่องบูชาตามทิศ; ปุฏิกามีจันทน์ น้ำ อักษตะ นมเปรี้ยว และหญ้าทูรวา บ้านถูกกั้นด้วยด้ายสามชั้น โปรยเมล็ดมัสตาร์ด บูชาประตู; พิธีกุมภะแห่งวิษณุทำให้เกิด ‘วิษณุเตชัส’ ทำลายบาป ปวิตระถวายด้วยคันธะ‑ปุษปะ‑อักษตะ เริ่มแก่ครูและบริวาร แล้วถวายแด่หริด้วยมูลมนตร์ จากนั้นมีคำอธิษฐาน บลี การเตรียมกุมภะ ความพร้อมมณฑล การเฝ้ายามกลางคืนพร้อมสวด/อ่านปุราณะ และข้อผ่อนผัน‑ข้อจำกัดสำหรับบางผู้ร่วมพิธี—แต่ห้ามละเว้นคันธะ‑ปวิตรกะโดยเด็ดขาด

18 verses

Adhyaya 36

Pavitrāropaṇa-vidhāna (The Procedure for Installing the Pavitra)

พระอัคนีทรงอธิบายแก่ฤๅษีวสิษฐะถึงพิธี “ปวิตรารोपณะ” ประจำปี อันเป็นกรรมชำระบาปและชำระมลทิน โดยมีปวิตระ/ปวิตรกะ—ด้ายหรือสายมงคลที่ผ่านการสถาปนา—เพื่อแก้ความบกพร่องในการบูชาประจำวัน เป็นแกนกลางพิธี เริ่มด้วยอาบน้ำยามเช้า บูชาทวารปาละ และเตรียมการในที่สงัด จากนั้นนำเครื่องสังสการที่ใช้แล้วและเครื่องบูชาที่ค้างเก่าออก แล้วสถาปนาเทวะใหม่และฟื้นการบูชา ทำสฺนาปนะด้วยปัญจามฤต น้ำต้มสมุนไพรคษายะ และน้ำหอม ตามด้วยโหมะและไนมิตติกปูชา มีการอาวาหนะวิษณุกุมภะ วิงวอนต่อหริ และชำระด้วยมนตร์หฤทาทิ ต่อมาสวม/วางปวิตระและถวายแด่เทวะ รวมทั้งถวายแก่ทวารปาละ อาสนะ คุรุ และบริวาร การไถ่บาปยืนยันด้วยปูรณาหุติ; การนับ 108 และการถวายดอกไม้‑พวงมาลัยอย่างสมบูรณ์แสดงความครบถ้วน ท้ายพิธีคือขออภัย ทำพลีและทักษิณา บูชาพราหมณ์ และวิสรรชนะ—ส่งปวิตระไปสู่วิษณุโลก การถวายปวิตระที่ใช้แล้วแก่พราหมณ์ให้ผลบุญตามจำนวนเส้น นำความรุ่งเรืองแก่สกุลและมุ่งสู่โมกษะ

22 verses

Adhyaya 37

Chapter 37 — सर्वदेवपवित्रारोहणविधिः (Procedure for Installing the Pavitra for All Deities)

พระอัคนีภควาน หลังจากสอนพิธีติดตั้งปวิตระของพระวิษณุแล้ว ได้ขยายเป็นพิธีทั่วไปสำหรับเทพทั้งปวง คือ ‘สรรพเทว-ปวิตรารोपณะ’ ทรงนิยามปวิตระว่าเป็นเครื่องชำระให้บริสุทธิ์ที่ต้องมีลักษณะมงคล และต้องประกอบด้วยความบริสุทธิ์ของวัตถุ ความเที่ยงตรงของเสียงมนต์ และไฟโหมะที่ผ่านการสังสการ เพื่อให้ความบริสุทธิ์ทางวัตถุ ความแม่นยำทางเสียง และพลังโหมะมาบรรจบกันเป็นระเบียบพิธีเดียวกัน จากนั้นมีถ้อยคำเชิญและบูชา: เรียกเทพว่าเป็นครรภ์/บ่อเกิดและผู้สร้างจักรวาล เชิญพร้อมบริวาร และถวายปวิตรกะในยามเช้า พิธีนี้เรียกชัดว่า ‘ปวิตรารोपณะ’ เป็นการชำระที่ “มอบผลแห่งการบูชาตลอดปี” เสมือนการตรวจทานประจำปีที่ปิดผนึกและทำให้เครื่องบูชาก่อนหน้าสมบูรณ์ พระอัคนียังให้มนต์รับเครื่องบูชาเฉพาะสำหรับพระศิวะ พระสุริยะ วาเณศวร และศักติเทว พร้อมขยายสัญลักษณ์ของด้ายศักดิ์สิทธิ์ (สูตระ) ว่าถูกแผ่ซ่านด้วยนารายณ์ อนีรุทธ สังกัรษณะ กามเทว และวาสุเทว เชื่อมการชำระกับการคุ้มครอง ความมั่งคั่ง สุขภาพ ความรู้ บุตรหลาน และปุรุษารถะทั้งสี่ ตอนท้ายคือการส่ง/ปล่อยปวิตรกะสู่แดนสวรรค์ให้วงจรพิธีครบถ้วน และมีการกล่าวถึงความต่างของบทอ่าน (ปาฐเภท) แสดงประวัติการสืบทอดของบทนี้ด้วย

14 verses

Adhyaya 38

Chapter 38 — देवालयनिर्माणफलं (The Merit of Constructing a Temple)

พระอัคนีกล่าวว่า การสถาปนาเทวาลัย โดยเฉพาะศาลของวาสุเทวะ ย่อมลบล้างบาปที่สั่งสมมาหลายชาติ และผู้ที่เพียงยินดีร่วมสนับสนุนก็ได้บุญด้วย การก่อสร้าง การบำรุงรักษา การฉาบ การกวาด การจัดหาอิฐ แม้การเล่นของเด็กที่ทำวิหารทราย ล้วนเป็นธรรมกรรม ให้ผลถึงวิษณุโลกและยกตระกูลให้สูงขึ้น แต่การกระทำด้วยเล่ห์หรือเพื่อโอ้อวดไม่ให้ผลสวรรค์ จากนั้นแจกแจงรูปแบบปราสาทหนึ่ง สาม ห้า แปด และสิบหกส่วน ผูกกับผลแห่งโลกภูมิ; แบบสูงให้ทั้งภุกติ-มุกติ และไวษณวสถานสูงสุดให้โมกษะ ทรัพย์เป็นของไม่เที่ยง จึงควรใช้เพื่อสร้างวัด ถวายทานแก่ทวิชะ ทำกีรตนะ และสรรเสริญซึ่งมีอานุภาพยิ่ง พร้อมย้ำว่าวิษณุเป็นเหตุและผู้แผ่ซ่านในสรรพสิ่ง การตั้งสถานของพระองค์นำไปสู่ความไม่กลับมาเกิดอีก เปรียบเทียบบุญสร้างวัดกับการทำและประดิษฐานปฏิมา จัดลำดับวัสดุและกล่าวผลไม่สิ้นสุดในพิธีปฏิมาประดิษฐาน ตามบัญชาของยม ผู้สร้างวัดและผู้บูชาปฏิมาพ้นจากการถูกฉุดสู่ทุคติ และท้ายบทนำเข้าสู่คำสอนพิธีอภิเษก/ประดิษฐานที่สืบว่าเป็นของหัยครีวะเพื่อพรหมาและเหล่าเทพ।

50 verses

Adhyaya 39

Chapter 39 — भूपरिग्रहविधानम् (Bhū-parigraha-vidhāna: Procedure for Acquiring and Ritually Securing Land)

หัยครีวะอธิบายพิธีกรรมเชิงเทคนิคว่าด้วย “ประติษฐา” (การสถาปนา/อภิเษกเทวรูป) โดยเริ่มจากการได้มาซึ่งที่ดินอย่างชอบธรรมและการชำระล้างพื้นที่ บทนี้ยืนยันอำนาจสายปัญจราตระ/ตันตระด้วยการแจกแจงตันตระสำคัญ (เริ่มจากหัยศีรษะตันตระ) แล้วกล่าวถึงคุณสมบัติผู้ประกอบพิธี: ผู้ใดทำประติษฐาได้ ลักษณะครูเทียม และการรู้จักคุรุแท้จากความชำนาญตันตระ มิใช่เครื่องหมายภายนอก ต่อมาวางผังวาสตุให้เทวะหันสู่ชุมชน และกำหนดการตั้งตามทิศ—อัคนี ยม จัณฑิกา วรุณะ วายุ นาค กุเบระ/คุหะ และเทวะแห่งเขตอีศาน หลังข้อควรระวังเรื่องสัดส่วนและเขตแดน จึงกำหนดภูมิ-โศธนะและภูต-พลีเพื่อขจัดสิ่งกีดขวาง รวมถึงโปรยสักตุไปทั้งแปดทิศด้วยมนต์แปดพยางค์ แล้วไถและให้โคเหยียบเพื่อทำให้พื้นที่มั่นคง ตอนท้ายให้ลำดับหน่วยวัดจากตรสเรณุถึงปัทมะหัสดะ เชื่อมความบริสุทธิ์พิธีกับศาสตร์การก่อสร้างอย่างแม่นยำ

21 verses

Adhyaya 40

Chapter 40 — भूपरिग्रहो नाम (Bhū-parigraha) / अर्घ्यदानविधानम् (Arghya-dāna-vidhāna)

บทนี้พระอัคนีทรงวางพิธีกรรมเกี่ยวกับผืนดินบนฐานคติพิธี-ตำนานของวาสตุปุรุษะ: สัตตะอันน่าเกรงขามถูกเหล่าเทพปราบและให้นอนทับแผ่นดิน ทำให้สถานที่ก่อสร้างเป็นดุจ “กายศักดิ์สิทธิ์” ของพิธีกรรม ผู้ปฏิบัติใช้ผังมณฑล ๖๔-ปทะ จัดวางเทพและพลังต่าง ๆ ลงในแต่ละปทะและครึ่งปทะ แล้วถวายเครื่องบูชาตามกำหนด—เนยใส (กฤตะ), อักษตะ, ดอกไม้, ธัญพืช, เนื้อ, น้ำผึ้ง, ผลิตภัณฑ์นม และวัตถุสีต่าง ๆ—เพื่อหล่อเลี้ยงอำนาจฝ่ายมงคลและสยบอุปสรรค (พลังอสูร บาป และโรค) บทยังกล่าวถึงการถวายบลีแก่สรรพภาวะประกอบพิธี เช่น รักษส มาตฤคณะ ปิศาจ ปิตฤ และเกษตรปาล เป็นเงื่อนไขก่อนเริ่มก่อสร้าง เพื่อความครบถ้วนและความกลมกลืนของพื้นที่ จากนั้นเข้าสู่กลไกการประดิษฐาน (ปรติษฐา): ตั้งกุมภะ (มหีศวร/รูปวาสตุพร้อมวรรธนี รวมทั้งพรหมาและทิกปาล), ปูรณาหุติ, เวียนประทักษิณมณฑล, ขีดรอยด้วยด้ายและน้ำ, ขุดร่องและเตรียมหลุมกลาง, ถวายอรฺฆยะต่อพระวิษณุสี่กร และฝังสิ่งมงคล เช่น ดอกไม้ขาว สังข์ทักษิณาวรรต เมล็ดพันธุ์ และดิน ปิดท้ายด้วยคำเตือนเชิงวาสตุศาสตร: ต้องขุดถึงระดับน้ำเพื่อค้นหาและนำ “ศัลยะ” (สิ่งกีดขวางแปลกปลอมที่ซ่อนอยู่) ออก มีลางบอกเหตุ และหากปล่อยไว้จะก่อความวิปริตแก่กำแพงและความทุกข์แก่เจ้าของเรือน—เป็นการรวมความบริสุทธิ์ทางอภิปรัชญากับความรอบคอบทางช่างอย่างแนบแน่น

31 verses

Adhyaya 41

Chapter 41 — शिलाविन्यासविधानं (The Procedure for Laying the Stones / Foundation Setting)

พระอัคนีทรงเริ่มสอนพิธีศิลา-วินยาสและปาทะ-ประติษฐา โดยย้ำว่าการก่อสร้างเทวสถานมิใช่เพียงงานช่าง หากเป็นพิธีสถาปนาอันศักดิ์สิทธิ์. ลำดับงานคือ เตรียมมณฑปและการจัดพิธีกรรม ทำกุมภะ-นยาสและอิษฏกา-นยาส กำหนดสัดส่วนเสาประตู กลบหลุมบางส่วนแล้วบูชาวาสตุบนพื้นราบ. ระบุมาตรฐานวัสดุ: อิฐเผาดีตามขนาดอังคุล และมีทางเลือกแบบฐานหินพร้อมกุมภะหลายใบ. ใช้น้ำชำระ (ปัญจะ-กษายะ, สรรวโอษธิ-ชละ, คันธะ-โตยะ) และชุดมนตร์เวท (Āpo hi ṣṭhā, Śaṃ no devī, Pavamanī, บทสรรเสริญวรุณะ) รวมทั้งศรี-สูกตะ ประกอบการเชื่อมและทำให้หินมั่นคง. ต่อด้วยโหมะไฟ—อาฆาระ อาชยะ-ภาคะ อาหุติด้วยวยาหฤติ และข้อกำหนดไพรยัศจิตตะ. พราหมณ์ทำการกำหนดเทพและศักติลงบนอิฐและทิศ ทำครรภาธานที่ศูนย์กลาง ตั้งภาชนะครรภะบรรจุโลหะ อัญมณี และอาวุธ อัญเชิญพระแม่ธรณีในภาชนะทองแดงรูปดอกบัว และปิดพิธีหลุมรวมถึงการพรมน้ำโคมูตร ครรภาธานยามค่ำ และการให้ทาน. ตอนท้ายกล่าวสัดส่วนพีฐะ-พันธะ ทำวาสตุ-ยัชญะซ้ำหลังเสร็จงาน สรรเสริญบุญแห่งเจตนาและการสร้างเทวสถาน และให้กฎทิศสำหรับประตูหมู่บ้าน.

36 verses

Adhyaya 42

Chapter 42 — प्रासादलक्षणकथनं (Prāsāda-lakṣaṇa-kathana: Characteristics of the Temple/Prāsāda)

บทนี้หัยครีวะกล่าวเปิดหลักเกณฑ์ทั่วไปในการก่อสร้างปราสาท/วิหาร (ปราสาทะ) เริ่มจากผังสี่เหลี่ยมแบ่งเป็น ๑๖ ส่วน แล้วกำหนดการวางแกนกลาง (คัรภะ), การจัดสรรผนัง และความสูงตามสัดส่วน ต่อจากแบบ “ทั่วไป” จึงเข้าสู่ระบบวัดขนาดที่ยึดรูปเคารพ (ประติมา) และฐานปิณฑิกา เป็นหลัก เพื่อคำนวณขนาดคัรภคฤหะและผนัง และกำหนดให้ศิขระสูงเป็นสองเท่าของผนัง อธิบายขอบเขตทางประทักษิณา ปุ่มยื่นรถกะ การขึงเชือกเป็นเส้นกำหนด (สูตร) สำหรับศิขระและศุกนาสะ รวมทั้งตำแหน่งลวดลาย/เครื่องประดับ เช่น สัญลักษณ์สิงห์ เวที และกะลศะ กำหนดสัดส่วนประตูให้สูงเป็นสองเท่าของกว้าง ใช้วัสดุมงคลอย่างไม้อุทุมพร และตั้งเทวารักษ์ประตู จัณฑะ–ประจัณฑะ วิศวักเสนะ และศรี ระบบกำแพงล้อมก็รวมอยู่ด้วย: ปราการสูงหนึ่งในสี่ของปราสาท โคปุระต่ำกว่าเล็กน้อย และการประดิษฐานรูปทิศ เช่น วราหะ นรสิงห์ ศรีธระ หัยครีวะ ชามทัคนยะ เป็นต้น ทำให้พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ทั้งยังกล่าวถึงความต่างของค่ามาตราเศษส่วนในคัมภีร์บางฉบับ เพื่อเน้นความเที่ยงตรงตามศาสตราและความเป็นมงคลทางธรรมในรูปสถาปัตย์

25 verses