
Sacred Geography & Pilgrimage
A cosmographic survey of the universe (bhuvanakosha) and the greatness (mahatmya) of sacred pilgrimage sites across Bharata.
The Creation of Svāyambhuva (Manu) — Bhuvanakośa, Seven Dvīpas, Varṣas, and Lineages
พระอัคนีเทพเปลี่ยนจากคำสอนด้านนาคาราทิ-วาสตุไปสู่การอธิบายจักรวาลวิทยา โดยรับปากจะกล่าวถึงภุวนโกศ ภูมิศาสตร์ของโลก และบรรพชนสำคัญอย่างเป็นลำดับ บทนี้กล่าวว่า พระปรียวรตะแบ่งเจ็ดทวีปให้โอรส—ชัมพู ปลักษะ ศาลมละ กุศะ เคราญจะ ศากะ และปุษกร—ให้เป็นระเบียบการปกครองตามธรรมะ จากนั้นระบุรายละเอียดชัมพูทวีป ทั้งวรรษะและภูเขาเขตแดนโดยมีเมรุ/อิลาวฤตเป็นศูนย์กลาง และพรรณนาถิ่นเหนือว่าไร้ความหวาดกลัวแก่ชราและมรณะ อยู่ในภาวะเสมอภาคเหนือความแตกต่างแห่งยุค ต่อมานำเสนอแบบอย่างกษัตริย์สู่การสละโลก: ปรียวรตะ ต่อด้วยฤษภะและภรตะ บรรลุพระวิษณุ ณ ศาลคราม เชื่อมสายราชวงศ์เข้ากับโมกษะผ่านทีรถะ แล้วสืบวงศ์จากภรตะถึงสุมติ ต่อไปยังอินทรทยุมน์และผู้สืบสาย ก่อนสรุปว่าเป็นเรื่องการสร้างแบบสวายัมภูวะ อันมีลำดับยุคกฤต ตเรตา เป็นต้นเป็นเครื่องหมาย.
Chapter 108 — भुवनकोषः (Bhuvana-kośa: The Structure of the Worlds)
พระอัคนีทรงเริ่มอธิบาย “ภุวนโกศะ” แก่วสิษฐะอย่างเป็นระบบ โดยแจกแจงทวีปทั้งเจ็ดและมหาสมุทรทั้งเจ็ดที่ล้อมรอบ แสดงโครงสร้างโลกอันเป็นระเบียบศักดิ์สิทธิ์ภายใต้ธรรมะ จากนั้นทรงวางศูนย์กลางที่ชมพูทวีปและเขาพระสุเมรุ พร้อมระบุขนาดและสัญลักษณ์ดอกบัว—สุเมรุดุจเกสรกลางของดอกบัวแห่งโลก แล้วทรงกล่าวถึงเทือกเขาขอบเขตและแคว้นวรรษะรอบสุเมรุ: ด้านใต้มีภารตะ กิมปุรุษะ หริวรรษะ; ด้านเหนือมีรมัยกะ หิรัณมยะ อุตตรกุรุ; ตรงกลางคืออิลาวฤตะ ยังมีภูเขาประจำทิศ พนาสวรรค์ นครของพระพรหมบนสุเมรุ และอาณาเขตของโลกบาลทั้งหลาย แม่น้ำที่ไหลลงมาจากรอยพระบาทของพระวิษณุ—โดยเฉพาะศีตาและอาลกานันทา—เชื่อมสวรรค์กับโลกเป็นทางน้ำศักดิ์สิทธิ์ ท้ายบทนำไปสู่เรื่องตีรถะ โดยยกแม่น้ำเป็นตีรถะ และเน้นภารตวรรษว่าเป็นแผ่นดินที่ความศักดิ์สิทธิ์ได้รับการรับรองด้วยการรู้จำตามธรรมะ เพื่อปูทางสู่การกล่าวมหาตมยะของตีรถะต่อไป।
Chapter 109 — Tīrtha-mahātmya (The Glory of Sacred Pilgrimage Places)
อัคนีกล่าวเปิดบทว่า ผลแห่งการไปตถีรถะ (tīrtha) แยกจากการสำรวมตนมิได้—การฝึกมือ เท้า และใจให้มีวินัย อาหารเบา ชนะอินทรีย์ และเว้นจากการรับทาน—เป็นเงื่อนไขทางศีลธรรมที่ทำให้การจาริกศักดิ์สิทธิ์เกิดผลทางจิตวิญญาณ. การจาริกที่บริสุทธิ์ และการอดอาหารสามคืนโดยไม่แวะไปยังท่าน้ำอื่น ถูกยกให้มีบุญเทียบเท่ายัญทั้งปวง จึงเป็นทางปฏิบัติแทนยัญอันสิ้นเปลืองสำหรับผู้ทำพิธีใหญ่ไม่ได้. ปุษกร (Puṣkara) ถูกยกเป็นตถีรถะสูงสุด โดยในสามสันธยา (sandhyā) มีสภาวะสถิตแห่งเทพยิ่งทวี; การพำนัก การสวดชปะ (japa) และการทำศราทธะ (śrāddha) ที่นั่นกล่าวว่าเกื้อกูลวงศ์ตระกูล ให้บุญดุจอัศวเมธ และนำสู่พรหมโลก. ต่อจากนั้นเป็นบัญชีภูมิศาสตร์ศักดิ์สิทธิ์—แม่น้ำ จุดบรรจบ ป่า ภูเขา และนครสำคัญ เช่น กุรุเกษตร (Kurukṣetra), ประยาค (Prayāga), วาราณสี, อวันตี, อโยธยา, ไนมิษะ เป็นต้น—พร้อมย้ำว่า การอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์ การให้ทาน (โดยเฉพาะทานอาหารในเดือนการ์ตติกะ) และการระลึก/เอ่ยนาม นำไปสู่ความบริสุทธิ์ สวรรค์ หรือพรหมโลก. กุรุเกษตรได้รับการเน้นเป็นพิเศษ—แม้ธุลีดินก็ช่วยให้พ้น; ด้วยสถิตแห่งสรัสวตีและเทพผู้เกี่ยวเนื่องกับวิษณุ จึงเป็นทุ่งธรรมที่ให้ผลแรงยิ่ง.
गङ्गामाहात्म्यं (The Greatness of the Gaṅgā)
ในกระแสตำนานมหิมาแห่งทีรถะ พระอัคนีทรงก้าวจากการสรรเสริญการจาริกทั่วไปไปสู่การอธิบายเฉพาะว่า “คงคา” เป็นผู้ชำระล้างสูงสุดในภูมิศาสตร์ศักดิ์สิทธิ์ บทนี้ประกาศว่าแผ่นดินใดที่คงคาไหลผ่านย่อมศักดิ์สิทธิ์โดยตัวมันเอง ทำให้ภูมิประเทศเป็นพาหนะของธรรมะ คงคาถูกยกเป็น ‘คติ’ อันเด็ดขาด (ที่พึ่ง/หนทาง) ของสรรพชีวิต ผู้บูชาอย่างต่อเนื่องย่อมยกทั้งสายบรรพชนและสายลูกหลานให้สูงขึ้น การเห็น สัมผัส ดื่มน้ำ และสวดสรรเสริญคงคาเป็นพิธีกรรมแห่งภักติที่เรียบง่ายแต่ให้ผลยิ่งใหญ่ เหนือกว่าการบำเพ็ญตบะยาวนาน และการภักติอยู่ริมฝั่งหนึ่งเดือนเทียบเท่าผลแห่งยัญพิธีทั้งปวง มิติพิธีศพถูกเน้นว่าเมื่ออัฐิหรือเศษกระดูกอยู่ในคงคา ย่อมได้พำนักสวรรค์ตราบเท่าที่ยังอยู่ที่นั่น ท้ายบทสรุปด้วยความเป็นสากลของพระกรุณา—แม้ผู้มีอุปสรรค เช่น คนตาบอด ก็เข้าถึงสถานะดุจเทพผ่านคงคาตีรถะ เป็นหนทางสู่ภุกติและมุกติ.
प्रयागमाहात्म्यम् (The Greatness of Prayāga)
อัคนิเริ่ม “ประยาคะ-มหาตมยะ” โดยประกาศว่าประยาคะเป็นตีรถะสูงสุด ประทานทั้งภุกติและมุกติ และเป็นจุดนัดพบของเหล่าเทพ (พรหม วิษณุ เป็นต้น) กับฤๅษีทั้งหลาย ดินเหนียวริมฝั่งคงคาเมื่อพกพาหรือทาลงกาย กล่าวว่าสามารถทำลายบาปได้ดุจดวงอาทิตย์ขจัดความมืด แสดงความเชื่อมโยงระหว่างพิธีภายนอกกับความบริสุทธิ์ภายใน จากนั้นอธิบายภูมิศักดิ์สิทธิ์โดยเปรียบช่วงระหว่างคงคา–ยมุนาเป็น “ชฆนะ” ของแผ่นดิน และให้ประยาคะเป็น “อุปัสถะ” ภายใน ทำให้ภูมิศาสตร์เป็นดุจร่างกายทางเทววิทยา เครือข่ายตีรถะย่อย เช่น ประติษฐาน กัมพลา อัศวตระ โภควตี ถูกระบุว่าเป็นแท่นบูชาของปรชาปติ และกล่าวว่าเวทกับยัญญะประหนึ่งมีรูปอยู่ที่นั่น เพียงสวดนามก็ได้บุญ ณ สังคมะ การทาน ศราทธะ และชปะให้ผลไม่เสื่อมสูญ อีกทั้งกล่าวถึงความแน่วแน่ของผู้ปรารถนามรณะแห่งประยาคะ ท้ายบทแจกแจงสถานสำคัญ—หังสประปตนะ โกฏิตีรถะ อัศวเมธะ-ตีรถะ มานสตีรถะ วาสรกะ—พร้อมยกย่องอานุภาพเดือนมาฆะ และสามสถานอันประเสริฐยิ่งของคงคา คือ คงคาทวาระ ประยาคะ และคงคาสาคระ
Prayāga-māhātmya (Conclusion Notice)
ตอนนี้ทำหน้าที่เป็นบทปิดแบบเชื่อมต่อ (คอลอฟอน) เพื่อประกาศว่าบทสรรเสริญความศักดิ์สิทธิ์แห่งประยาคะ (Prayāga-māhātmya) ในหมวดตถีรถะของอัคนేయปุราณะได้สิ้นสุดลงแล้ว โดยปิดคำสอนก่อนหน้าอย่างเป็นทางการ และคงไว้ซึ่งแนวการสอนแบบปุราณะที่มองภูมิศาสตร์ศักดิ์สิทธิ์เป็นธรรมะที่นำไปปฏิบัติได้—สถานที่เฉพาะเป็นเครื่องมือแห่งบุญ (ปุญญะ) ความบริสุทธิ์ และการปรับชีวิตทางโลกให้สอดคล้องกับโมกษะ อีกทั้งยังชี้ถึงความก้าวหน้าอย่างเป็นระบบตามแบบอัคนేయวิทยา คือเคลื่อนจากภาพลักษณ์พิธีกรรม-เทววิทยาของตถีรถะแห่งหนึ่งไปสู่อีกแห่งหนึ่ง สร้างแผนที่กษेत्रะที่สอดประสาน และเกื้อหนุนเป้าหมายเชิงสารานุกรมของปุราณะ (พิธีกรรม ไอคอนกราฟี การปกครอง/ราชธรรม และศาสตร์ประกอบ)
Narmadā-ādi-māhātmya (The Greatness of the Narmadā and Other Tīrthas)
ในหน่วยตถาคตแห่งตีรถะ-มหาตมยะนี้ พระอัคนีทรงสรรเสริญแม่น้ำนรมทาเป็นผู้ชำระบาปสูงสุด และกล่าวถึงความกว้างใหญ่กับความอุดมของตีรถะจำนวนมากตลอดลำน้ำ. บทนี้วางเทววิทยาแห่งการจาริกแบบเปรียบเทียบ: คงคาให้ความบริสุทธิ์ทันทีด้วยการได้เห็น (darśana) ส่วน นรมทาให้ความบริสุทธิ์ด้วยการสัมผัสน้ำ/อาบดำ (snāna) จึงชี้รูปแบบการได้บุญ (puṇya) ที่ต่างกัน. ต่อมาทรงกล่าวถึงแคว้นอมรกัณฏกะ ระบุตีรถะมากมายรอบภูเขา แนะนำศรีปัรวตะ และสังฆมงคลกับแม่น้ำกาเวรี. ความศักดิ์สิทธิ์ของศรีปัรวตะอธิบายด้วยเรื่องเหตุปฐม: พระนางคौรีบำเพ็ญตบะ ได้พรแห่งอัธยาตมะ (การรู้แจ้งภายใน) และสถานที่จึงได้ชื่อนั้น. ตอนท้ายกล่าวว่า ทาน ตบะ ชปะ และศราทธะที่ทำ ณ ที่นี้ให้ผลอักษยะไม่สิ้นสุด; การสิ้นชีวิตที่ตีรถะนี้นำไปสู่ศิวโลก พร้อมพรรณนาว่าพระหระและพระเทวีประทับอยู่และทรงลีลา ทำให้ภูมิศาสตร์ศักดิ์สิทธิ์เชื่อมกับหนทางหลุดพ้น.
Chapter 114 — Gayā-māhātmya (The Greatness of Gayā)
อัคนีกล่าวแก่พระวสิษฐะถึงความยิ่งใหญ่ของคยาในฐานะตีรถะสูงสุด โดยเล่าเรื่องคยาสูรผู้บำเพ็ญตบะจนเหล่าเทพเดือดร้อน พระวิษณุประทานพรให้เขาเป็น ‘สรรพตีรถะมยะ’ คือรวมคุณแห่งตีรถะทั้งปวง แล้วเหล่าเทพแสวงทางให้มั่นคง ตามพระบัญชาพระวิษณุ พระพรหมขอร่างคยาสูรเป็นพื้นยัญพิธี เขายินยอมเป็นแท่นบูชาแต่เกิดการเคลื่อนไหว จึงสถาปนาเทวมัยีศิลา—ศิลาศักดิ์สิทธิ์ที่ธรรมะค้ำจุน ตำนานรองอธิบายความศักดิ์สิทธิ์ของศิลาผ่านธรรมหวรตา/เทววรต คำสาปของมรีจิ และพรของเทพว่าเทพทั้งปวงสถิตในศิลา มีรอยพระบาททิพย์เป็นเครื่องหมาย พระวิษณุอวตารเป็นคทาธรเพื่อให้มั่นคง พระพรหมทำปูรณาหุติให้สมบูรณ์ คยาสูรได้พรให้กายเป็นเกษตรที่พระวิษณุ พระศิวะ และพระพรหมร่วมชำระ เป็นที่เลื่องลือว่าประทานพรหมโลกแก่ปิตฤ ตอนท้ายเตือนเรื่องความโลภในพิธีธรรมะ รับรองการยังชีพของพราหมณ์ผู้ประกอบพิธีตามตีรถะที่คยา และกล่าวถึงที่มานาม ‘คยา’ พร้อมความเกี่ยวข้องกับการบูชาพระหริของปาณฑพ
अध्याय ११५ — गयायात्राविधिः (Procedure for the Pilgrimage to Gayā)
บทนี้พระอัคนีทรงแสดงวิธีกยายุทธะ/กยา-ยาตราเป็นลำดับ โดยยกศราทธะและการถวายปิณฑะ (piṇḍa-dāna) เป็นอุบายกู้พิตร (บรรพชน) และชำระตนของผู้แสวงบุญ ผู้ปฏิบัติเริ่มด้วยศราทธะตามกำหนด รับวัตรคาร์ปฏี (kārpaṭī) คือความเคร่งครัดดุจบรรพชิต ไม่รับของกำนัล สำรวมอินทรีย์ และถือทุกย่างก้าวเป็นบุญเพื่อการยกพิตรให้สูงขึ้น คัมภีร์ยกมหิมากยาเหนือข้ออ้างอื่น (เช่น ตายในคอกวัว หรือพำนักที่กุรุเกษตร) โดยกล่าวว่าบุตรผู้ไปถึงกยาจะเป็น “ผู้กู้” ของบรรพชน จากนั้นระบุเส้นทางทิรถะ: อุตตร-มานสะและทักษิณ-มานสะเพื่ออาบน้ำและตัรปณะ; กนขละและฝัลคุ/คยา-ศิระเป็นสถานสูงสุด ที่ความรุ่งเรือง “ออกผล” และพิตรได้ถึงพรหมโลก; ธรรมารัณยะ/มตังคะ-อาศรม พรหมสระ และพรหมยูปสำหรับพิธีต่อเนื่อง; และจุดสุดท้ายคือ รุทรปาทะ วิษณุปทะ พรหมปทะ พร้อมสถานไฟบูชา (ทักษิณาคนิ/คารหปัตยะ/อาหวนียะ) มีรูปแบบมนต์ สูตรรวมสายตระกูลทั้งรู้/ไม่รู้ ฝ่ายมารดา/บิดา รวมถึงผู้ขาดพิธี และคำกล่าวผลบุญ—ยกได้หลายร้อยชั่วคน เทียบสิบอัศวเมธ และไม่กลับมาเกิดอีก ปิดท้ายด้วยอักษยวฏะและบุญอันไม่เสื่อมจากการเลี้ยงพราหมณ์ พร้อมยืนยันว่ากยา-ยาตรายังให้ผลยิ่ง แม้ทำไม่ครบตามลำดับเคร่งครัดก็ตาม
Chapter 116 — गयायात्राविधिः (Gayā-yātrā-vidhiḥ) | The Procedure for the Gayā Pilgrimage
พระอัคนีทรงกำหนดลำดับพิธี (วิธี) สำหรับการจาริกไปคยา—อาบน้ำศักดิ์สิทธิ์พร้อมสวดคายตรี, ปฏิบัติไตรสันธยา, และทำศราทธะกับปิณฑทานในเวลาเช้าและเที่ยง บทนี้วางภาพคยาเป็นเครือข่ายตีรถะอันหนาแน่น มีรอยพระบาท (ปท), กุณฑะ, ศิลา, ประตู และสถิตยสถานของเทพ ซึ่งถูก “ปลุกให้มีผล” ด้วยการถวายบูชา การนอบน้อม และมนตร์ มีคำกล่าวถึงผลหลุดพ้นสำคัญ: การผ่านโยนิทวารเป็นสัญลักษณ์แห่งการไม่หวนกลับสังสาร; การอุทิศโคไวตระณีเกื้อกูลได้ถึงยี่สิบเอ็ดชั่วคน; และการได้ทัศนะปุณฑรีกाक्षะ (วิษณุ) ชำระหนี้สามประการ (ฤณะ-ตรยะ) ต่อจากนั้นขยายสู่การบูชารวมเป็นหนึ่ง—รูปวิษณุเช่น คทาธร หฤษีเกศ มาธว นารายณะ วราห นรสิงห์ วามน, ศิวลึงค์ (รวมอัษฏลึงค์ลับ), เทวี และคเณศ—ทำให้การจาริกเป็นสังเคราะห์พิธีกรรมครบถ้วน ตอนท้ายเป็นสโตตราถวายคทาธร ขอธรรมะ-อรรถะ-กามะ-โมกษะ เป็นพยานแห่งการปลดหนี้ และสอนหลัก “อักษยะศราทธะ” ว่าพิธีที่คยาให้บุญไม่เสื่อมและนำบรรพชนสู่พรหมโลก
अध्याय ११७ — श्राद्धकल्पः (The Procedure for Śrāddha)
บทนี้เปลี่ยนจากเรื่องการจาริกไปคยาไปสู่ “ศราทธ-กัลปะ” ที่เป็นข้อกำหนดพิธีอย่างเป็นระบบ โดยย้ำว่าศราทธเป็นกรรมที่ทวีผลด้วยอานุภาพแห่งตีรถะ โดยเฉพาะที่คยาและในวันสังกรานติ กล่าวถึงคุณสมบัติและการเตรียม: กาลมงคล (ศุกลปักษะ ตั้งแต่จตุรถีเป็นต้นไป), การเชิญล่วงหน้าหนึ่งวัน, การคัดเลือกผู้รับที่เหมาะสม (ยติ สาธุ สนาตก ศโรตริยะ) และการเว้นผู้ไม่บริสุทธิ์ตามพิธี จากนั้นแจกแจงลำดับพิธี: จัดที่นั่งผู้แทนสามคนสำหรับสายบิดาและมารดา, รักษาข้อสำรวมดุจพรหมจรรย์, จัดกุศะ/ทรภะและปวิตระ, อัญเชิญวิศเวเทวะและปิตฤด้วยการโปรยข้าวบาร์เลย์และงา, ถวายอรฆยะและน้ำพร้อมมนต์, และแยกการเวียนประทักษิณของเทวะกับปิตฤ (สวฺยะ/อปสวฺยะ). สำหรับคฤหัสถ์ผู้ทำอัคนิโหตระมีโหมะ ส่วนผู้ไม่มีไฟทำการถวายด้วยมือ ต่อด้วยเลี้ยงอาหาร ถามความอิ่มเอม จัดการของเหลือ วางปิณฑะ ประพรมน้ำอักษัยยะ-อุทกะ สวด “สวธา” และถวายทักษิณา ปิดท้ายด้วยรูปแบบเฉพาะ—เอก็อดทิษฏะ สปิณฑีกรณะ อภฺยุดยิกศราทธ—ระยะเวลา “ตฤปติ” ตามอาหาร คุณสมบัติพราหมณ์ผู้ชำระหมู่ (ปังกติ-ปาวนะ) ผลของติติที่ทำด้วยความปรารถนา ช่วงเวลาอักษัยยะ และรายชื่อตีรถะสำคัญ เช่น คยา ประยาค คงคา กุรุเกษตร เป็นต้น ที่ให้ผลศราทธไม่เสื่อมสูญ.
Bhāratavarṣa (भारतवर्षम्) — Definition, Divisions, Mountains, Peoples, and Rivers
พระอัคนีทรงกำหนด “ภารตวรรษ” ว่าเป็นแผ่นดินระหว่างมหาสมุทรทิศใต้กับเทือกเขาหิมาลัย กล่าวถึงขอบเขตตามคติเดิมเป็นโยชนะ และยืนยันว่าเป็น “กรรมภูมิ” ที่การกระทำของมนุษย์ให้ผลได้ทั้งการขึ้นสวรรค์ (สวรรค์) และอปวรรคะ (โมกษะ/ความหลุดพ้น) ต่อจากนั้นทรงแจกแจงแบบภูวนโกศะ โดยเอ่ยนามเทือกเขาสำคัญในฐานะกุลปารวตะให้เป็นแกนภูมิ-ตำนานของอนุทวีป กล่าวถึงทวีป/เกาะและการล้อมรอบด้วยมหาสมุทร แล้วอธิบายการแบ่งภารตะเป็นเก้าส่วนเพื่อจัดระเบียบอัตลักษณ์ภูมิภาค ทรงวางชนชาติอย่างกิราตะ ยวนะ และสังคมตามวรรณะเริ่มด้วยพราหมณ์ไว้ในผังเดียวกัน ท้ายบททรงลำดับระบบแม่น้ำตามแหล่งกำเนิดจากวินธยะ สหยะ มลยะ มเหนทร ศุกติมัต และหิมาลัย เชื่อมสายน้ำศักดิ์สิทธิ์เข้ากับภูมิประเทศ ทำให้ภูมิศาสตร์เป็นพิกัดแห่งธรรม และแม่น้ำเป็นสื่อมีชีวิตแห่งบุญและการปฏิบัติแบบตีรถะ।
Mahādvīpādi (The Great Continents and Related Cosmography) — Agni Purana Chapter 119
อัคนีดำเนินจากคำบรรยายภารตวรรษไปสู่การสำรวจจักรวาลวิทยาแบบ “มหาทวีปาทิ” อย่างเป็นระบบ ขยายขอบฟ้าจากโลกมนุษย์สู่แบบจำลองสัปตทวีป เริ่มด้วยชัมพูทวีป—กว้างหนึ่งแสนโยชน์ แบ่งเป็นเก้าส่วน และล้อมด้วยสมุทรกษีระ (สมุทรน้ำนม) จากนั้นอธิบายเป็นวงแหวนซ้อนออกไป: ปลักษทวีป (กษัตริย์สืบสายเมธาติถิ ชื่อวรรษา แม่น้ำสำคัญ และธรรมะตามวรรณะ-อาศรม), ต่อด้วยศาลมลทวีปและทวีปอื่น ๆ โดยแต่ละทวีปมีสมุทรล้อมต่างชนิด—น้ำเค็ม น้ำอ้อย สุรา/สุโรท เนยใส น้ำหางนม/น้ำมะตาด (น้ำมठฺฐา) และน้ำหวาน อัคนีรวบรวมเหตุแห่งการตั้งชื่อแคว้น วงศ์กษัตริย์ ภูเขาและแม่น้ำ พร้อมรูปแบบการบูชา—โสม วายุ พรหมา สุริยะ และหริ—ชี้ว่าภูมิศาสตร์เป็นเทววิทยาแห่งภักติในแต่ละถิ่น ตอนท้ายกล่าวถึงหลักเขตแดน: แผ่นดินสวาทูทกะสีทองอันไร้ชีวิต ภูเขาโลกาโลกที่ถูกความมืดปกคลุม และเปลือกจักรวาลอัณฑกฏาหะ แสดงระเบียบโลกแบบปุราณะที่มีขอบเขตและมีมาตรวัดภายในจักรวาลที่ห่อหุ้มอยู่
Adhyaya 120 — भुवनकोषः (Bhuvanakośa: Cosmic Geography and Cosmological Measures)
อัคนีสอนวสิษฐะเรื่อง “ภุวนโกศะ” อย่างเป็นลำดับ—ขนาดของแผ่นดิน โลกบาดาลทั้งเจ็ดตั้งแต่อทละถึงปาตาละพร้อมภูมิประเทศหลากหลาย และเศษะ/อนันตะเป็นฐานรองรับเชิงตมัสที่ค้ำจุนโลก จากนั้นกล่าวถึงแดนนรกเบื้องล่าง และเบื้องบนคือสุริยะผู้ส่องสว่างโลก พร้อมระยะทางเชิงดาราศาสตร์เป็นชั้น ๆ ระหว่างสุริยะ จันทรา มณฑลนักษัตร และทรงกลมดาวเคราะห์ จนถึงธรุวะและโลกสูงยิ่ง—มหรโลก ชนโลก ตโปโลก สัตย/พรหมโลก บทนี้ยังอธิบายพรหมาณฑะและเปลือกหุ้มต่อเนื่อง—น้ำ ไฟ ลม อากาศ ภูตาทิ มหัต และประธาน—ผสานภาษาตัตตวะแบบสางขยะกับเทววิทยาไวษณพ โดยยืนยันว่าพระวิษณุและศักติคือพลังเหตุแห่งการปรากฏ ส่วนที่มีลักษณะญโอติษศาสตรกล่าวถึงรถสุริยะ กงล้อกาล ม้าเป็นฉันทลักษณ์พระเวท และรูปศิศุมารในฟ้าซึ่งมีธรุวะอยู่ที่ปลายหาง พร้อมสรรเสริญการอุบัติแห่งคงคาบนสวรรค์ว่าเพียงระลึกก็ทำลายบาป ท้ายบทประกาศว่าพระวิษณุเป็นรากฐานแห่งภาวะและญาณ และการสาธยายภุวนโกศะนี้ให้ผลทางจิตวิญญาณ.