
Incarnations of the Divine
The opening section narrating the divine incarnations (avataras) of Vishnu, cosmic creation myths, and the foundational theology of the Agni Purana.
Granthaprasthāvanā (Preface): Sāra of Knowledge, Twofold Brahman, and the Purpose of Avatāras
บทที่ 1 เริ่มด้วยมงคลวาจา แล้ววางฐานว่า “อัคนีปุราณะ” เป็นคัมภีร์ที่น่าเชื่อถือ เป็นที่พึ่งเกื้อกูล และเป็น “สาระแห่งวิทยา” อันนำไปสู่โมกษะ ณ ไนมิษารัณยะ เศานกะและฤๅษีผู้ภักดีต่อหริ ต้อนรับสุตะและขอ “สาระแห่งสาระ” คือความรู้ที่ให้ความรอบรู้ยิ่ง สุตะตอบว่า สาระนั้นคือพระวิษณุ ผู้สร้างและผู้กำกับจักรวาล การรู้พระองค์ย่อมสุกงอมเป็นความตระหนัก “อะหัง พรหมาสมิ” (ข้าคือพรหมัน) บทนี้กำหนดแผนที่แห่งญาณ: พรหมันสองประการ (ศัพทพรหมัน และ ปรพรหมัน) และวิทยาสองระดับ (อปรา และ ปรา) พร้อมสายสืบทอดคำสอน—สุตะเรียนจากวยาสะ วยาสะจากวสิษฐะ และวสิษฐะถ่ายทอดสิ่งที่อัคนีสอนไว้ในสภาเทพและฤๅษี อัคนีกล่าวตนเป็นหนึ่งเดียวกับพระวิษณุและกาลาคนิ-รุทร และนิยามปุราณะว่าเป็นวิทยาสารที่ให้ทั้งความรื่นรมย์และความหลุดพ้นแก่ผู้สาธยายและผู้ฟัง อปราวิทยารวมเวท เวทางคะ และศาสตร์ประกอบ เช่น ไวยากรณ์ มีมางสา ธรรมศาสตร์ ตรรกะ อายุรเวท ดนตรี ธนุรเวท และอรรถศาสตร์ ส่วนปราวิทยาคือความรู้ที่ทำให้ประจักษ์พรหมัน ตอนท้ายแนะนำอวตารลีลา (มัตสยะ กูรมะ ฯลฯ) เป็นพาหนะอธิบายวัฏจักรการสร้าง สกุลวงศ์ มนวันตระ และประวัติราชวงศ์—ผู้ไร้รูปทรงรับรูปเพื่อสอนเหตุ ปรโยชน์ และธรรมะ
मत्स्यावतारवर्णनम् (The Description of the Matsya Incarnation)
บทที่ 2 เปิดลำดับอวตาร-ลีลา เมื่อวสิษฐ์ทูลขอเรื่องราวการเสด็จลงมาของพระวิษณุอย่างเป็นลำดับ อัคนีจึงอธิบายจุดมุ่งหมายของอวตารในเชิงธรรม—ปราบคนชั่วและคุ้มครองคนดี. ในปลายกัลป์ก่อน ระหว่างนัยมิตติกประลัยที่โลกถูกน้ำทะเลท่วม มนูไววัสวตะผู้บำเพ็ญตบะและทำพิธีตัรปณะด้วยน้ำ ณ ฝั่งแม่น้ำกฤตมาลา พบปลาตัวน้อยวอนขอที่พึ่ง. มนูอุปถัมภ์มันจากหม้อสู่สระและสู่มหาสมุทร แต่ปลากลับขยายใหญ่เป็นอัศจรรย์จนเผยตนว่าเป็นนารายณ์ในรูปมัตสยะ. มัตสยะทรงสั่งให้เตรียมเรือ รวบรวมเมล็ดพันธุ์และของจำเป็น ข้ามราตรีแห่งพรหมพร้อมฤๅษีทั้งเจ็ด และผูกเรือเข้ากับเขามัตสยะด้วยพญานาค. ตอนจบย้ำการพิทักษ์พระเวทเป็นแก่นของภารกิจอวตาร และปูทางสู่อวตารถัดไปคือกูรมะและวราหะ.
Kūrma-avatāra-varṇana (The Description of the Tortoise Incarnation) — Samudra Manthana and the Reordering of Cosmic Prosperity
อัคนีกล่าวสืบลำดับอวตารลิลา ต่อจากมัตสยะอวตารด้วยเรื่องกูรมาวตารทันที เหล่าเทวะอ่อนกำลังเพราะคำสาปของทุรวาสะและสูญเสียศรี (สิริ-ความรุ่งเรือง) จึงไปพึ่งพระวิษณุผู้สถิตในกษีราบธิ (มหาสมุทรน้ำนม) พระวิษณุทรงแนะให้ทำสัญญาสงบศึก (สันธิ) กับอสูรเพื่อร่วมกันกวนเกษียรสมุทรให้ได้อมฤตและฟื้นคืนศรี แต่ทรงย้ำว่าอมตภาพจะตกแก่เทวะ มิใช่ทานวะ มันทราจลเป็นแกนกวน วาสุกีเป็นเชือก; เมื่อภูเขาจม พระวิษณุทรงอวตารเป็นกูรมะเพื่อรองรับให้การงานจักรวาลดำเนินได้ จากการกวนปรากฏพิษหาลาหละ วารุณี ปาริชาต เกาสตุภะ เหล่าเทพยดา และพระลักษมี เป็นนิมิตแห่งระเบียบมงคลที่กลับคืน ธันวันตริปรากฏพร้อมหม้ออมฤต; พระวิษณุแปลงเป็นโมหินีแจกอมฤตแก่เทวะ พร้อมผูกเรื่องคราสด้วยเศียรราหูที่ถูกตัดและกล่าวถึงบุญแห่งทานในยามคราส ตอนท้ายมีจุดหักเหไวษณพ–ไศวะ: มายาของพระวิษณุทำให้รุทระหลงได้ แต่พระวิษณุประกาศว่ามีเพียงพระศิวะเท่านั้นที่พิชิตมายานั้นได้ จบด้วยชัยชนะของเทวะและผลแห่งการสาธยาย (ผลศรุติ)
Varāhādy-avatāra-varṇana (Description of Varāha and Other Incarnations)
อัคนีกล่าวโดยย่อถึงวัฏจักรอวตาร โดยชี้ว่าการเสด็จลงมาของพระผู้เป็นเจ้าเป็นไปเพื่อฟื้นฟูระเบียบแห่งยัญญะ สิทธิส่วนแบ่งของเหล่าเทวะ และดุลยภาพของแผ่นดิน ก่อนอื่นหิรัณยากษะครอบงำเหล่าเทวะ พระวิษณุอวตารเป็นวราหะ—ระบุชัดว่าเป็นยัญญรูป—ปราบอสูรและคุ้มครองธรรมให้มั่นคง ต่อมาหิรัณยกศิปุยึดส่วนยัญญะและอำนาจของเทวะ พระวิษณุปรากฏเป็นนรสิงห์เพื่อสถาปนาเหล่าเทวะกลับสู่ฐานะอันชอบธรรม เมื่อเทวะพ่ายแพ้และขอพึ่ง พระวิษณุอวตารเป็นวามนะเข้าสู่มณฑลยัญญะของพญาพลี ด้วยการให้น้ำเป็นพันธะของทานและการขอสามก้าว พระองค์ขยายเป็นตรีวิกรม ครอบคลุมสามโลก ย้ายพญาพลีไปสู่สุทละ และคืนอธิปไตยแก่อินทร์ ท้ายที่สุดอัคนีกล่าวถึงปรศุราม ผู้บังเกิดจากชามทัคนีและเรณุกา เพื่อขจัดภาระแผ่นดินจากกษัตริย์นักรบผู้โอหัง: ทรงสังหารการ์ตตวีรยะ แก้แค้นการสิ้นของบิดา ทำให้แผ่นดินสงบยี่สิบเอ็ดครั้ง และถวายแผ่นดินแก่กัศยปะ บทจบด้วยผลश्रuti ว่าการสดับอวตารเหล่านี้นำไปสู่สวรรค์ ย้ำคุณค่าของการฟัง (ศรวณะ) เป็นวัตรภักติในคัมภีร์ปุราณะ।
Śrīrāmāvatāra-varṇanam (Description of the Incarnation of Śrī Rāma)
พระอัคนีกล่าวประกาศว่าจะเล่า “รามายณะ” ซ้ำอย่างซื่อสัตย์ตามที่นารทเคยถ่ายทอดแก่วาลมีกิ โดยชี้ว่าเรื่องนี้เป็นเครื่องมือแห่งศาสตรา (ศาสตระ) ที่ประทานทั้งภุกติ—ความรุ่งเรืองทางโลก และมุกติ—ความหลุดพ้น. นารทเริ่มด้วยลำดับวงศ์สุริยวงศ์โดยย่อ: จากพรหมา—มรีจิ—กัศยปะ—สุริยะ—ไววัสวตมนู—อิกษวากุ ต่อด้วยกกุตสถะ รฆุ อชะ และทศรถะ เพื่อสถาปนาอวตารของพระรามในกรอบราชธรรมสืบสาย. เพื่อทำลายราวณะและภัยร่วม พระหริปรากฏเป็นสี่ภาค; ด้วยปายสะอันศักดิ์สิทธิ์ที่ฤศยศฤงคะจัดสรร จึงประสูติพระราม ภรต ลักษมณะ และศัตรุฆนะ. ตามคำขอของวิศวามิตร เจ้าชายทั้งหลายกำจัดอุปสรรคพิธียัญ—สังหารตาฑกา ขับไล่มารีจะ และสังหารสุพาหุ. ต่อมาที่มิถิลา พระรามทอดพระเนตรพิธีของชนก ทรงขึ้นสายและหักคันศรพระศิวะ ได้อภิเษกกับสีตา และพี่น้องก็อภิเษกในสายตระกูลชนก. ระหว่างเสด็จกลับ พระรามทรงปราบชามทัคนยะ (ปรศุราม) เป็นอันสมบูรณ์แบบอย่างอำนาจกษัตริย์ที่อยู่ใต้ธรรมะ.
Śrīrāmāvatāravarṇanam (Description of Śrī Rāma’s Incarnation) — Ayodhyā Abhiṣeka, Vanavāsa, Daśaratha’s Death, Bharata’s Regency
บทนี้ดำเนินอวตารลีลาของพระศรีรามในฐานะบทเรียนเรื่องราชธรรม สัตยะ (ความจริง) และความเป็นกษัตริย์ที่ผูกพันด้วยสัตย์ปฏิญาณ หลังพระภรตเสด็จไป ท้าวทศรถประกาศพิธียุวราชาภิเษกของพระราม มอบหมายพระวสิษฐ์และเสนาบดีตามลำดับ พร้อมกำชับให้สำรวมและถือวัตรตลอดคืน แต่ด้วยการยุยงของมันถรา นางไกเกยีระลึกถึงพรสองประการ ทำให้การเตรียมพิธีกลายเป็นวิกฤตการเมือง—พระรามต้องออกป่า 14 ปี และพระภรตต้องรับการอภิเษกทันที ท้าวทศรถผู้ถูกผูกด้วยบ่วงแห่งสัตย์ (สัตยะปาศะ) ทรุดลงด้วยน้ำหนักแห่งคำมั่น; พระรามยอมรับการเนรเทศโดยไม่ก่อกบฏ ปฏิบัติหน้าที่กตัญญูและสังคม (บูชา กราบทูลพระนางเกาสัลยา แจกทานแก่พราหมณ์และผู้ยากไร้) แล้วเสด็จพร้อมพระสีดาและพระลักษมณ์ เส้นทางผ่านแม่น้ำตมสา ศฤงคเวรปุระกับคุหะ ประยาค ณ อาศรมภารทวาช และจิตรคูฏ แสดงการสละโลกอย่างชอบธรรมในภูมิศาสตร์ศักดิ์สิทธิ์; ตอนอีกาเป็นนัยถึงวิชาอัสตรเพื่อคุ้มครอง ท้าวทศรถสารภาพเรื่องคำสาปเก่า (เหตุยัชญทัตตะ) และสิ้นพระชนม์ด้วยความโศก พระภรตกลับมา ปฏิเสธมลทินแห่งอธรรม ออกตามหาพระราม และปกครองจากนันทิครามโดยอัญเชิญปาทุกาของพระรามประดิษฐาน—สัญลักษณ์แห่งอำนาจที่มอบหมายและความภักดีอันเป็นแบบอย่าง
Chapter 7 — रामायणवर्णनं (Description of the Rāmāyaṇa): Śūrpaṇakhā, Khara’s Defeat, and Sītā-haraṇa Prelude
บทนี้สรุปอวตารลีลาในอัคนีปุราณะ โดยย่อเหตุการณ์สำคัญแห่งอรัณยกาณฑะให้เป็นแนวเรื่องที่ตั้งอยู่บนธรรมะ พระรามถวายความเคารพฤๅษีวสิษฐ์ อตรี-อนสูยา ศรภังคะ และสุทีक्षณะ แล้วด้วยพระกรุณาแห่งอคัสตยะจึงได้รับอาวุธทิพย์ก่อนเข้าสู่ทัณฑการัณยะ แสดงกษัตริยธรรมที่มีตบะและคำแนะนำเป็นเครื่องนำทาง ณ ปัญจวฏี ความใคร่และความก้าวร้าวของศูรปณขาทำให้ลักษมณ์ตัดจมูกและหูตามพระบัญชาพระราม จนเกิดการแก้แค้นของขระ แต่พระรามทำลายกองทัพของขระสิ้น ศูรปณขายุยงราวณะให้ลักพาสีตา ราวณะใช้มาริจะเป็นกวางทองล่อพระรามให้ห่างไป และเสียงครวญสุดท้ายทำให้สีตาส่งลักษมณ์ออกไป จากนั้นราวณะฆ่าชฏายุและพาสีตาไปลงกาไว้ในสวนอาโศก ความโศกของพระรามกลายเป็นภารกิจ: ทรงประกอบฌาปนกิจชฏายุ สังหารกพันธะ และได้รับแนวทางสู่พันธมิตรกับสุครีวะ เชื่อมบททดสอบทางศีลธรรม ยุทธศาสตร์รัฐ และพระภารกิจแห่งอวตารเข้าด้วยกัน
Śrīrāmāvatāra-kathana (Account of the Rāma Incarnation) — Kiṣkindhā Alliance and the Search for Sītā
บทนี้ดำเนินอวตารลีลาของพระศรีรามในตอนกิษกินธา เน้นการสร้างพันธมิตรตามธรรมะและการกระทำอย่างมีวินัย พระรามผู้โศกเศร้ามาถึงปัมปา และด้วยการชี้นำของหนุมานจึงผูกมิตรกับสุครีพ เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่น พระรามแสดงฤทธิ์เดชเหนือมนุษย์ ยิงศรดอกเดียวทะลุต้นตาลเจ็ดต้น และเหวี่ยงร่างทุณฑุภีไปไกล จากนั้นทรงสังหารวาลี ระงับความบาดหมางพี่น้อง และสถาปนาสุครีพขึ้นครองราชย์ เมื่อสุครีพผัดผ่อน พระรามทรงถือจาตุรมาสยะบนเขามาลยวัต ลักษมณะตักเตือนจนสุครีพสำนึกผิด แล้วจัดกองค้นหาพร้อมกำหนดเวลาเคร่งครัด และมอบแหวนตราพระรามแก่หนุมานสำหรับเส้นทางทิศใต้ ครั้นกองทิศใต้ท้อแท้ สัมปาตีบอกที่อยู่ของสีตาในสวนอาโศกแห่งลงกา ทำให้วานรได้เบาะแสภูมิศาสตร์และยุทธศาสตร์อันชี้ขาดสู่ขั้นต่อไปของการกู้ภัย
Chapter 9 — श्रीरामावतारकथनम् (Śrī Rāmāvatāra-kathanam) | Hanumān’s Ocean-Crossing, Sītā-Darśana, and the Setu Plan
บทนี้ดำเนินอวตารลีลาในภาครามายณะต่อไป โดยยกหนุมานเป็นเครื่องมือสำคัญแห่งภารกิจธรรมของพระศรีราม หลังคำแนะนำของสัมปาติ กองวานรเผชิญปัญหายุทธศาสตร์เรื่องข้ามมหาสมุทร; เพื่อความอยู่รอดของกองทัพและความสำเร็จแห่งงานของพระราม หนุมานเพียงผู้เดียวกระโดดข้ามทะเลใหญ่ ระหว่างทางท่านฝ่าฟันอุปสรรคแห่งสมุทร ทั้งข้อเสนอพักของไมณากและการโจมตีของสิงหิกา แล้วสำรวจวังและโครงอำนาจของลงกา ก่อนพบพระนางสีดาในสวนอาโศก การสนทนาทำให้เกิดการยืนยันตัวตน ความซื่อสัตย์ และหลักฐาน—มอบแหวนของพระรามเป็นเครื่องหมายรู้จำ และพระนางสีดาส่งคืนอัญมณีพร้อมสาร ย้ำว่าผู้กอบกู้ต้องเป็นพระรามเอง จากนั้นหนุมานใช้กำลังอย่างพอเหมาะ ทำลายสวนเพื่อให้ได้เข้าเฝ้า ประกาศตนเป็นทูตพระราม และเตือนทศกัณฐ์ถึงความพ่ายแพ้อันหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลังการเผาลงกาและปลอบพระนางสีดา หนุมานกลับไปกราบทูลข่าวดุจน้ำอมฤตให้พระรามคลายโศก ตอนท้ายกล่าวถึงการเข้าพึ่งพระรามของพิเภก การสถาปนา และคำแนะนำของสมุทรให้สร้างสะพานของนล (เสตุ) เพื่อให้ศึกธรรมดำเนินต่อไปได้
Chapter 10 — श्रीरामावतारवर्णनम् (Description of the Incarnation-Deeds of Śrī Rāma)
บทนี้สืบต่ออวตารลิลาของรามายในอัคนีปุราณะ โดยย่อเหตุการณ์ชี้ขาดแห่งสงครามลงกาให้เป็นลำดับทั้งด้านธรรมะและยุทธศาสตร์ นารทเล่าว่าอังคท ทูตของพระราม นำคำขาดไปยังราวณะ: คืนสีตา มิฉะนั้นจะถูกทำลายโดยชอบธรรม—เป็นเงื่อนไขทางจริยธรรมก่อนการรบ จากนั้นกล่าวถึงรายนามวีรบุรุษฝ่ายวานรและยักษ์ การนำทัพอย่างเป็นระบบ (ในบริบทธนุรเวท) และความโกลาหลของศึกใหญ่ จุดหักเหสำคัญคือการปราบแม่ทัพ การใช้มายาและอาวุธผูกมัดของอินทรชิต การคลายพันธนาการที่เกี่ยวกับครุฑ และเหตุการณ์รักษาบาดเจ็บเมื่อหนุมานอัญเชิญภูเขาสมุนไพร—แสดงการเกื้อหนุนจากทิพย์ควบคู่เวชกรรมสนามรบ ท้ายที่สุดพระรามมีชัยด้วยอาวุธไพตามหะ แล้วฟื้นฟูรัฐ: พิธีศพโดยวิภีษณะ การชำระสีตาด้วยไฟ การชุบชีวิตวานรด้วยอมฤตของพระอินทร์ การจัดพิธีราชาภิเษก และอุดมคติรามราชยะ—ความอุดมสมบูรณ์ ความตายตามกาล และการลงโทษคนชั่วอย่างมีวินัย—ในฐานะราชธรรมของอวตาร
Śrīrāmāvatāra-varṇana (Description of the Incarnation of Sri Rama)
บทนี้กล่าวต่อจากเรื่องในยุทธกาณฑ์ แล้วสรุปอวตารลีลาที่เน้นการครองราชย์หลังสงครามของพระศรีรามและผลแห่งธรรมะ นารทมุนีมาเฝ้าพร้อมอคัสตยะและฤๅษีทั้งหลาย สรรเสริญชัยชนะอันเป็นทิพย์ซึ่งปรากฏด้วยความพินาศของอินทรชิต จากนั้นย่อวงศ์รากษส: จากปุลัสตยะถึงวิศรวัส การประสูติของกุเบร การรุ่งเรืองของราวณะด้วยพรพระพรหม จนถึงตัวตนของอินทรชิตและการถูกพระลักษมณ์สังหารเพื่อความปลอดภัยของเหล่าเทวะ เมื่อฤๅษีลาจากแล้ว เรื่องหันสู่การบริหารบ้านเมืองและการปราบชายแดน: ตามคำขอของเทวะ พระศัตรุฆนะถูกส่งไปสังหารลวณะ; พระภรตทำลายกองกำลังอธรรมที่เกี่ยวกับไศลูษะ และสถาปนาทักษะกับปุษกรเป็นผู้ครองแคว้น แสดงแบบอย่างราชธรรมคือคุ้มครองผู้มีวินัยหลังขจัดคนชั่ว กล่าวถึงการประสูติของกุศะและลวะ ณ อาศรมวาลมีกิและการได้รับการยอมรับในภายหลัง แล้วเชื่อมสู่คำสอนหลุดพ้น: ราชาภิเษกควบคู่การภาวนายาวนานว่า ‘ข้าพเจ้าเป็นพรหมัน’ ตอนท้ายกล่าวถึงการครองราชย์ดุจยัญของพระรามและการเสด็จสู่สวรรค์พร้อมหมู่ชน และอัคนียืนยันว่า วาลมีกิแต่งรามายณะจากคำบอกเล่าของนารท การสดับฟังนำไปสู่สวรรค์
Chapter 12 — श्रीहरिवंशवर्णनं (Śrī-Harivaṃśa-varṇana) | The Description of the Sacred Harivaṃśa
อัคนีกล่าวลำดับวงศ์หริวงศ์เริ่มจากดอกบัวที่พระนาภีของพระวิษณุ—พรหมา→อत्रิ→โสม→ปุรูรวัส→อายุ→นะหุษะ→ยะยาติ—และแตกสายสกุลจนถึงพวกยาทวะ โดยยกวสุเทวะเป็นผู้สำคัญที่สุด จากนั้นสรุปลีลาอวตารของพระกฤษณะอย่างเป็นลำดับ—การย้ายครรภ์ (รวมพระพลราม), การปรากฏยามเที่ยงคืน, การสลับทารกกับพระนางยโศทา และความทารุณของกังสะ เทวีผู้มีวาจาจากฟ้าพยากรณ์ความพินาศของกังสะ ได้รับการสรรเสริญด้วยพระนามทุรคา และกล่าวผลแห่งการสวดไตรสันธยา ต่อด้วยกิจในวรชะ—ปูตนา, ยมลอรชุน, ศกฏะ, กาลิยะ, เธนุกะ, เกศิน, อริษฏะ และเหตุการณ์โควรรธนะ—แล้วเข้าสู่มถุรา: กุวลยาปีฑะ, จาณูระ–มุษฏิกะ และการสิ้นกังสะ เรื่องขยายไปถึงการล้อมของชราสันธะ การสถาปนาทวารกา การปราบนรกาสุระ การอัญเชิญปาริชาต และตอนประทยุมน์–อนิรุทธะ–อุษา จบด้วยความขัดแย้งหริ–ศังกรและหลักอภेद (ไม่แตกต่าง) ท้ายบทกล่าวการเพิ่มพูนยาทวะ และคำมั่นว่าการอ่านหริวงศ์ให้สมปรารถนาและนำไปสู่พระหริ.
Chapter 13 — कुरुपाण्डवोत्पत्त्यादिकथनं (Narration of the Origin of the Kurus and the Pāṇḍavas, and Related Matters)
อัคนีประกาศเรื่องราวภารตะอันมี “กฤษณะมหาตมยะ” เป็นแก่น—มหาภารตะคือยุทธวิธีของพระวิษณุเพื่อปลดเปลื้องภาระแผ่นดิน โดยอาศัยมนุษย์เป็นเครื่องมือคือเหล่าปาณฑพ บทนี้สรุปลำดับวงศ์จาก วิษณุ→พรหมา→อัตริ→โสม→พุธ→ปุรูรวัส ลงมาถึง ยยาติ ปุรุ ภรต และกุรุ เพื่อยืนยันความชอบธรรมแห่งกุรุวงศ์ แล้วกล่าวสายศานตนุ: ภีษมะผู้พิทักษ์ จิตรางคทะสิ้นชีพ เหตุเจ้าหญิงกาศี วิจิตรวิริยะถึงกาล และการนิโยคของวยาสะให้กำเนิดธฤตราษฏระกับปาณฑุ; ธฤตราษฏระมีโอรสเป็นเการพ นำโดยทุรโยธนะ คำสาปของปาณฑุทำให้ปาณฑพถือกำเนิดจากเทพ กรรณะเกิดและผูกมิตรกับทุรโยธนะจนก่อศัตรูกรรม ต่อมามีแผนเรือนยาง เหตุเอกจักราและสังหารวกระ ดรौปทีสวยัมวร ได้คันธนูกาณฑีวะและรถของอัคนี เหตุเผาขาณฑวะ ราชสูยะ เนรเทศเพราะสกุณี ปีลี้ลับในวิราฏะ (มีความต่างตามคัมภีร์) การเปิดเผยตน สมรสอภิมันยุ การระดมสงคราม ทูตของกฤษณะ การปฏิเสธของทุรโยธนะ และกฤษณะทรงแสดงวิศวรูป—ชี้ความจำเป็นของสงครามทั้งทางธรรมและจักรวาล
कुरुपाण्डवसङ्ग्रामवर्णनम् (Description of the War between the Kurus and the Pāṇḍavas)
อัคนีกล่าวสรุปเรื่องสงครามมหาภารต ณ กุรุเกษตรอย่างย่อ เพื่อชี้ให้เห็นธรรมะ ความไม่เที่ยง และหลักราชธรรม. เมื่ออรชุนเห็นผู้ใหญ่เช่น ภีษมะ และโทรณะ ก็ลังเล; พระศรีกฤษณะทรงสอนว่ากายย่อมเสื่อมสลาย แต่อาตมันไม่สูญ และทรงเชื่อมปัญญาทางจิตวิญญาณเข้ากับราชธรรม คือมั่นคงในชัยและพ่าย พร้อมพิทักษ์กฎแห่งกษัตริย์. บทนี้กล่าวถึงการเปลี่ยนแม่ทัพ (ภีษมะ, โทรณะ, กรรณะ, ศัลยะ) และความตายสำคัญ—ภีษมะล้มบนแท่นลูกศรภาวนาถึงวิษณุรออุตตรายณะ; โทรณะวางอาวุธหลังข่าว “อัศวัตถามาถูกฆ่า”; อรชุนปราบกรรณะ; ยุธิษฐิระสังหารศัลยะ; และทุรโยธนะพ่ายในศึกกระบองกับภีมะ. ต่อมามีการสังหารยามค่ำโดยอัศวัตถามา รวมทั้งปัญจาละและบุตรของเทราปที; อรชุนยับยั้งและยึดแก้วประดับยอดมงกุฎของเขา. พระหริทรงฟื้นและคุ้มครองครรภ์ของอุตตรา ให้สายสกุลของปรีกษิตดำรงอยู่. มีการนับผู้รอดชีวิต ทำพิธีศพ ภีษมะสอนธรรมเพื่อความสงบ (ราชธรรม โมกษธรรม ทาน) ยุธิษฐิระประกอบอัศวเมธ สถาปนาปรีกษิต และท้ายที่สุดเสด็จสู่สวรรค์.
पाण्डवचरितवर्णनम् (The Account of the Pāṇḍavas)
พระอัคนีสืบต่อกระแสอวตารลีลา โดยย่อบทสรุปหลังสงครามมหาภารตะอย่างเน้นธรรมะ เมื่อยุธิษฐิระตั้งมั่นในราชสมบัติแล้ว ธฤตราษฏระ คานธารี และปฤถาออกสู่ป่า แสดงการเปลี่ยนจากหน้าที่กษัตริย์สู่การสละโลก วิทุระบรรลุสวรรค์ด้วยวาระสุดท้ายที่เกี่ยวเนื่องกับไฟ จุดมุ่งหมายของพระวิษณุถูกกล่าวชัด—ทรงบรรเทาภาระแผ่นดินโดยอาศัยปาณฑพเป็นเครื่องมือ และความพินาศของวงศ์ยาทวะในเหตุการณ์เมาษละโดยอ้างคำสาป พระหริทรงละสรีระที่ปรภาส ต่อมาทวารกาถูกมหาสมุทรกลืน ย้ำความไม่เที่ยง อรชุนประกอบพิธีศพ แต่เมื่อไร้พระกฤษณะอานุภาพก็เสื่อม ได้ฤๅษีวยาสปลอบแล้วกลับไปกราบทูลที่หัสตินาปุระ ยุธิษฐิระสถาปนาปรีกษิตแล้วออกมหาปรस्थानพร้อมพี่น้องและเทราปที สวดพระนามพระหริ ระหว่างทางสหายล้มลงทีละคน สุดท้ายยุธิษฐิระขึ้นสวรรค์ด้วยรถของพระอินทร์ ตอนท้ายมีผลश्रุติว่า ผู้สาธยายย่อมได้บรรลุสวรรค์
Chapter 16 — बुद्धाद्यवतारकथनम् (Narration of Buddha and Other Incarnations)
อัคนีเริ่มอัธยายะที่ ๑๖ ด้วยการกล่าวว่าเรื่องพุทธาวตาร เมื่อฟังและสาธยายย่อมให้ผลทางจิตวิญญาณอันมีความหมาย เรื่องราววางอยู่ท่ามกลางศึกเทวะ–อสูร: เมื่อเหล่าเทวะพ่ายแพ้จึงเข้าพึ่งพระผู้เป็นเจ้า; วิษณุทรงอวตารเป็น “มายาโมหะ” และประสูติเป็นโอรสของพระเจ้าศุทโธทนะ เพื่อทำให้เหล่าไทตยะหลงผิดจนละทิ้งธรรมแห่งพระเวท จากจุดนั้นเกิดหมู่คณะที่ถูกเรียกว่า “เวทวิหีนะ” รวมถึงสายอารหตะ ซึ่งถูกพรรณนาว่าก่ออัตลักษณ์และการกระทำแบบปาษัณฑะ นำไปสู่นรก ต่อมาบทนี้หันสู่การวินิจฉัยสังคมในกลียุค—ศีลธรรมเสื่อม ผู้ปกครองปล้นกินในคราบมเลจฉะ และความเปลี่ยนแปลงของธรรมเนียมเรื่องจำนวนสาขาพระเวท—ก่อนจบด้วยคติการฟื้นฟูของกัลกี: ทรงอาวุธ มียาชญวัลกยะเป็นปุโรหิต ทำลายมเลจฉะ สถาปนาขอบเขตวรรณะ–อาศรม และเริ่มการกลับคืนของกฤตยุค บทสรุปย้ำว่ารูปแบบนี้เกิดซ้ำในกัลปะและมันวันตระ อวตารมีนับไม่ถ้วน ผู้สาธยายหรือสดับทศาวตารย่อมได้สวรรค์ และประกาศว่าพระหริเป็นผู้กำกับธรรม/อธรรม และเป็นเหตุแห่งการอุบัติและการสลายของจักรวาล