
Brahmottara Khanda
In this sub-division, sacred geography is articulated through the prominence of Śaiva kṣetras, especially the coastal pilgrimage sphere of Gokarṇa (गोकर्ण). The discourse treats the site as a concentrated field of ritual efficacy, where darśana (seeing the liṅga), upavāsa (fasting), jāgaraṇa (night vigil), and bilva-patra arcana (bilva-leaf offering) are framed as high-impact devotional technologies. The narrative also situates kingship and social order within tīrtha practice: the ruler’s moral crisis becomes legible and resolvable through movement across places, culminating in a sage-mediated redirection toward Gokarṇa as a purificatory destination.
22 chapters to explore.

शैवपञ्चाक्षरी-मन्त्र-माहात्म्यं तथा गुरूपदेश-प्रभावः (The Glory of the Śaiva Pañcākṣarī and the Efficacy of Guru-Initiated Japa)
บทนี้เริ่มด้วยคาถามงคล—นอบน้อมพระคเณศและพระศิวะ—แล้วเข้าสู่บทสนทนาเมื่อเหล่าฤๅษีขอให้สุตะเล่าเรื่องตรีปุรทวิษ (พระศิวะผู้ทำลายตรีปุระ) ความยิ่งใหญ่ของผู้ภักดีต่อพระศิวะ และอานุภาพของมนตร์ที่เกี่ยวเนื่อง สุตะกล่าวย้ำว่า ภักติอันไร้เงื่อนไขต่อเรื่องราวแห่งอีศวรเป็นประโยชน์สูงสุด และในบรรดายัญทั้งหลาย “ชปะ” คือยัญอันประเสริฐที่สุด เนื้อหาหลักยกย่อง “ศైవปัญจักษรีมนตร์” ว่าเป็นมนตร์สูงสุด—ให้โมกษะ ชำระให้บริสุทธิ์ และสอดคล้องกับความหมายตามเวทานตะ เมื่อทรงไว้ด้วยใจบริสุทธิ์และเจตนาถูกต้อง ก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาองค์ประกอบมากมาย เช่น กาลกำหนดหรือพิธีภายนอกอันซับซ้อน พร้อมทั้งกล่าวถึงสถานที่เหมาะแก่การชปะ ได้แก่ ประยาคะ ปุษกระ เกดาระ เสตุพันธะ โคกรณะ และไนมิษารัณยะ ต่อมามีเรื่องเป็นอุทาหรณ์: กษัตริย์ผู้กล้าแห่งมถุราอภิเษกกับเจ้าหญิงกาลาวตี เมื่อพระองค์พยายามใกล้ชิดโดยไม่คำนึงถึงพรตและความบริสุทธิ์ของพระมเหสี จึงประสบผลอันน่าตกตะลึงและถามเหตุ พระมเหสีทูลว่า ตั้งแต่วัยเด็กได้อุปเทศปัญจักษรีจากฤๅษีทุรวาสา ทำให้กายได้รับการคุ้มครองทางพิธีกรรม และยังตักเตือนความบกพร่องของกษัตริย์ในความบริสุทธิ์ประจำวันและวินัยแห่งภักติ กษัตริย์จึงไปหาความชำระกับคุรุคัรกะ คุรุพาไปยังฝั่งยมุนา จัดอาสนะและทิศให้ถูกต้อง แล้วประทานมนตร์โดยวางมือบนเศียร ครั้นนั้นมลทินกรรมปรากฏราวกับออกจากกายเป็นฝูงกาและถูกทำลาย คุรุอธิบายว่าเป็นนิมิตแห่งการเผาผลาญบาปที่สั่งสมด้วยการทรงมนตร์ บทจบยืนยันอานุภาพครอบคลุมของปัญจักษรีและความเข้าถึงได้สำหรับผู้แสวงหาโมกษะ।

माघकृष्णचतुर्दशी-व्रतप्रशंसा तथा कल्मषाङ्घ्रिराजोपाख्यानम् (Praise of the Māgha Kṛṣṇa Caturdaśī observance and the legend of King Kalmaṣāṅghri)
บทนี้เริ่มด้วยคำบรรยายของสุทาเกี่ยวกับความยิ่งใหญ่แห่งการบูชาพระศิวะ ว่าเป็นปรायัศจิตตะสูงสุด แม้บาปที่ฝังแน่นและยากจะชำระก็ยังดับได้ด้วยศิวาราธนา จากนั้นยกย่องวัตรมาฆะกฤษณะจตุรทศี—การถืออุโบสถ (อุปวาสะ) การตื่นเฝ้าตลอดราตรี (ชาครณะ) การได้ดर्शनพระศิวลึงค์ และโดยเฉพาะการถวายใบมะตูม (บิลวะ) ซึ่งกล่าวว่ามีผลบุญเทียบได้กับมหายัญและการอาบน้ำตามทีรถะเป็นเวลายาวนาน ต่อมามีเรื่องเป็นอุทาหรณ์: กษัตริย์ผู้ทรงธรรมแห่งวงศ์อิกษวากุ (ภายหลังรู้จักนามกัลมษางฆริ) เผลอแต่งตั้งยักษ์รากษสที่ปลอมตัว ทำให้เกิดความผิดล่วงเกินต่อฤๅษีวสิษฐะ จึงถูกสาปแบบมีกำหนดเวลาให้กลายเป็นรากษส ครั้นอยู่ในสภาพนั้นได้กระทำบาปหนักด้วยการกินบุตรของฤๅษี ภรรยาผู้โศกเศร้าจึงสาปอย่างรุนแรง จำกัดชีวิตคู่ของกษัตริย์ในภายหน้า และพรหมหัตยาในรูปบุคคลก็ตามหลอกหลอนเขา กษัตริย์แสวงหาการหลุดพ้น เดินทางไปยังทีรถะมากมายแต่ไม่อาจชำระได้ จนได้พบฤๅษีโคตมะ ผู้สอนว่าคเณศ—ไม่ใช่; โคกรรณะเป็นกษेत्रอันพิเศษ: เพียงเข้าไปและได้ดर्शनก็เกิดความบริสุทธิ์ฉับพลัน และพิธีกรรมที่ทำ ณ ที่นั้นให้ผลยิ่งกว่าที่อื่นซึ่งต้องใช้กาลเวลายาวนาน บทนี้จึงเชื่อมเหตุแห่งกรรม คำสาป และการสำนึกผิด เข้ากับภูมิศาสตร์แห่งการเยียวยา (โคกรรณะ) และแนวปฏิบัติแห่งวัตรและปูชาตามศิวะ.

चाण्डाल्याः पूर्वकर्मविपाकः, गोकर्णे बिल्वार्पणप्रभावः, शिवानुग्रहकथा (Karmic Ripening and Śiva’s Grace through a Bilva Offering at Gokarṇa)
บทนี้ดำเนินเป็นบทสนทนา: พระราชาทรงถามฤๅษีโคตมะถึงเหตุอัศจรรย์ที่พบระหว่างการเดินทาง โคตมะเล่าว่าในเวลาเที่ยง ใกล้สระน้ำอันบริสุทธิ์ ท่านเห็นหญิงจัณฑาลีชราผู้ตาบอดและป่วยหนัก ตกอยู่ในความทุกข์ยากยิ่ง ขณะท่านมองด้วยความเมตตา ก็ปรากฏวิมานส่องรัศมีบนฟ้า มีศิวทูตสี่องค์ผู้ถือเครื่องหมายแห่งไศวะอยู่ด้วย ฤๅษีจึงพิศวงว่าเหตุใดทูตสวรรค์จึงมาหาสตรีผู้ถูกดูหมิ่นและกล่าวหาว่าประพฤติผิดธรรม ศิวทูตอธิบายผลสุกงอมแห่งกรรมด้วยเรื่องชาติปางก่อน: นางเคยเป็นธิดาพราหมณ์ ต่อมาเป็นหม้าย แล้วหลงเข้าสัมพันธ์อันล่วงละเมิดธรรม ประพฤติบริโภคเนื้อและสุรา และทำบาปหนักด้วยการฆ่าลูกวัวพร้อมพยายามปกปิด ครั้นตายแล้วต้องเสวยผลทัณฑ์ จึงมาเกิดเป็นหญิงจัณฑาลีตาบอด เจ็บป่วย และยากไร้ ต่อมานิทานหันสู่ความศักดิ์สิทธิ์แห่งกาลและสถานที่: ระหว่างกระแสผู้แสวงบุญไปยังโคกรรณะในวันติถีของพระศิวะ นางขออาหาร มีผู้เดินทางโยนกิ่งใบมะตูม (บิลวะ) มา นางปฏิเสธเพราะกินไม่ได้ แต่กิ่งนั้นกลับตกลงบนศิวลึงค์โดยบังเอิญในราตรีศิวจตุรทศี การบูชาด้วยบิลวะโดยไม่เจตนานี้—เกิดในกาลบุญและแดนบุญ—เป็นเหตุแห่งพระกรุณาของพระศิวะที่ยกนางขึ้นแม้มีกรรมหนัก บทนี้ย้ำมาหาตมยะของการบูชาพระศิวะว่าแม้เครื่องสักการะเพียงน้อยก็ทรงอานุภาพ ขณะเดียวกันยังชี้ว่าความทุกข์มีรากจากกรรมเก่า จึงคงกรอบทั้ง “กรรม” และ “พระเมตตา” ไว้พร้อมกัน.

चतुर्दशी-शिवपूजा-माहात्म्यं (The Glory of Śiva Worship on Caturdaśī and the Karmic Power of Darśana)
สุ ตะเริ่มเล่าเรื่อง “อัศจรรย์” ว่าด้วยพระสิวะผู้ยิ่งใหญ่ โดยกล่าวว่าการบูชาพระสิวะเป็นหนทางชี้ขาดในการข้ามพ้น “มหาสมุทรแห่งบาป” แม้แก่ผู้หมกมุ่นในอารมณ์ทางประสาทสัมผัส และโดยเฉพาะการบูชาในวันจตุรทศี ทั้งปักษ์สว่างและปักษ์มืด ย่อมให้ผลยิ่งใหญ่ ต่อมามีเรื่องพระเจ้าวิมรรทนะ กษัตริย์แห่งแดนกิราตะ แม้ทรงมีนิสัยรุนแรงและความประพฤติพร่องหลายประการ แต่ทรงบูชาพระสิวะเป็นนิตย์ และในวันจตุรทศีทรงจัดการสรรเสริญด้วยเพลง การรำ และเทศกาลประทีป พระนางกุมุทวตีทรงถามถึงความขัดแย้งระหว่างความประพฤติกับความศรัทธา กษัตริย์จึงอธิบายเศษกรรมจากชาติปางก่อนว่า ครั้งหนึ่งเคยเป็นสุนัข เที่ยวหาอาหารและเวียนประทักษิณรอบเทวสถานพระสิวะซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถูกไล่และถูกตีที่ประตูจนสิ้นชีวิต แต่ด้วยอานุภาพแห่งความใกล้ชิดและการประทักษิณนั้นจึงได้เกิดเป็นกษัตริย์ อีกทั้งได้ญาณรู้กาลทั้งสามจากการได้เห็นพิธีบูชาวันจตุรทศีและงานประทีป ทรงเล่าชาติปางก่อนของพระนางว่าเคยเป็นนกพิราบบินหนีผู้ล่า เวียนรอบศาลพระสิวะแล้วตาย ณ ที่นั้น จึงได้เกิดเป็นราชินี กษัตริย์ยังพยากรณ์การเกิดร่วมกันอีกหลายชาติในหลายอาณาจักร จนท้ายที่สุดจะเกิดความเบื่อหน่ายโลก ออกบำเพ็ญตบะ ได้รับพรหมญาณจากฤๅษีอคัสตยะ และทั้งสองจะไปถึงแดนสูงสุดของพระสิวะ ตอนจบกล่าวผลแห่งการฟังหรือสาธยายมหาตมยะนี้ว่า นำไปสู่สภาวะอันสูงสุด.

Śiva-bhakti-mahātmya and the Legend of Candrasena and Śrīkara (Ujjayinī–Mahākāla Context)
บทนี้เริ่มด้วยการสรรเสริญพระศิวะในฐานะครู (คุรุ) เทพเจ้า ญาติสนิท ตัวตนแท้ และหลักแห่งชีวิต ยืนยันว่า ทาน ชปะ และโหมะที่กระทำโดยตั้งพระศิวะเป็นที่หมาย ย่อมให้ผลไม่สิ้นสุดตามอำนาจคัมภีร์อาคม; แม้เครื่องบูชาเพียงเล็กน้อยเมื่อประกอบด้วยภักติ ก็แผ่ขยายเป็นผลใหญ่ และภักติอันเอกต่อพระศิวะเป็นหนทางปลดเปลื้องพันธนาการ ต่อมานิทานย้ายไปยังอุชเชนี กษัตริย์จันทรเสนะบูชาพระมหากาละ ผู้เป็นศิวะ ณ อุชเชนี สหายของพระองค์คือมณิภัทรมอบแก้วจินตามณีอันสมปรารถนา ทำให้กษัตริย์อื่นเกิดริษยาและยกทัพล้อมเมือง จันทรเสนะจึงยึดมั่นในมหากาละด้วยการบูชาไม่หวั่นไหว ขณะเดียวกัน เด็กเลี้ยงวัวผู้เห็นพิธีบูชาของราชสำนักเกิดศรัทธา จึงปั้นลึงค์อย่างง่ายและบูชาโดยฉับพลัน แม้มารดาจะขัดขวาง พรของพระศิวะก็ปรากฏ: ค่ายของเด็กกลับกลายเป็นเทวสถานพระศิวะอันรุ่งเรือง และเรือนชานเต็มด้วยความมั่งคั่ง อัศจรรย์นี้ทำให้กษัตริย์ฝ่ายศัตรูละความรุนแรง หันมานอบน้อมมหากาละและมอบรางวัลแก่เด็ก หนุมานปรากฏ สอนว่าไม่มีที่พึ่งใดเหนือกว่าศิวปูชา ตั้งนามเด็กว่า “ศรีกร” และกล่าวคำพยากรณ์สืบวงศ์ในภายหน้า ตอนท้ายลงด้วยผลश्रุติว่าเรื่องนี้เป็นความลับอันชำระล้าง ก่อชื่อเสียง และเพิ่มพูนภักติ.

प्रदोषपूजामाहात्म्यं तथा विदर्भराजवंशोपाख्यानम् (The Glory of Pradoṣa Worship and the Vidarbha Royal Legend)
บทที่ 6 เริ่มด้วยเหล่าฤๅษีทูลขอให้สุตะอธิบายให้ชัดยิ่งขึ้นถึงอานิสงส์ทางจิตวิญญาณของการบูชาพระศิวะในเวลา “ประโทษะ” (ยามสนธยาของวันจันทรคติที่สิบสาม) สุตะกล่าวว่า ประโทษะเป็นกาลอันประเสริฐยิ่ง ผู้ปรารถนาจตุรวรรค—ธรรม อรรถ กาม โมกษะ—พึงบูชามหาเทวะเป็นพิเศษในยามนี้ มีภาพพจน์แห่งศรัทธาว่า ณ ไกรลาสในวิมานเงิน พระศิวะทรงร่ายรำท่ามกลางเหล่าเทพและหมู่ทิพย์ จึงแนะนำการทำปูชา การสวดมนต์ (ชปะ) การบูชาไฟ (โหมะ) และการสรรเสริญพระคุณของพระศิวะเป็นวัตรปฏิบัติอันบริสุทธิ์ ต่อมานำเสนอเรื่องเล่าจากราชวงศ์วิทรภะ: พระเจ้าสัตยรถะพ่ายศึกและสิ้นพระชนม์ พระมเหสีหลบหนี คลอดโอรส แล้วถูกจระเข้ฉุดไป ทิ้งทารกไว้เดียวดาย สตรีพราหมณ์นามอุมาได้พบและเลี้ยงดูเด็กนั้นร่วมกับบุตรของตน ฤๅษีศาณฑิลยะเปิดเผยชาติกำเนิดกษัตริย์ของเด็กและอธิบายเหตุแห่งกรรมที่ทำให้ครอบครัวประสบเคราะห์ร้าย โดยชี้ว่า การขาดตอนหรือเพิกเฉยต่อการบูชาพระศิวะในยามประโทษะ รวมทั้งความบกพร่องทางจริยธรรม นำความยากจนและวิบัติมาสู่หลายภพชาติ ส่วนการกลับมาพึ่งพระศังกรด้วยการมอบตนและภักติ คือหนทางแก้ไขและฟื้นคืนสิริมงคล.

प्रदोषकाले शिवपूजाविधिः (Pradoṣa-Time Procedure for Śiva Worship)
บทนี้กล่าวถึงแบบแผนพิธีบูชาพระศิวะในกาลประโทษะอย่างเป็นลำดับ โดยฤๅษีศาณฑิลยะตอบคำถามของสตรีพราหมณ์ และสุเตเป็นผู้ถ่ายทอดตามสายธรรมเนียม เริ่มด้วยวัตรเตรียมตน เช่น อุโบสถ/อดอาหารในวันขึ้นหรือแรม ๑๓ ค่ำ อาบน้ำก่อนตะวันตกดิน รักษาความบริสุทธิ์ สำรวมกายใจ และสำรวมวาจา จากนั้นอธิบายขั้นตอนพิธี: ชำระสถานที่บูชา เขียนมณฑล จัดเครื่องสักการะ อัญเชิญปีฐะ ทำอาตมศุทธิและภูตศุทธิ ปราณายามะ มาตฤกา-นยาสะ และการภาวนาน้อมเห็นองค์เทพ ต่อมามีคำพรรณนาธยานพระศิวะในรูปจันทรเศขระ และธยานพระแม่ปารวตี แล้วกำหนดอาวรณปูชาตามทิศ วางกำลังศักติ เทวะผู้แวดล้อม สิทธิ และหมู่ผู้พิทักษ์ พิธีอุปจาระระบุการอภิษेकด้วยปัญจามฤตและน้ำตีรถะ การสวดรุทรสูคตะ การถวายดอกไม้รวมถึงใบพิลวะ ธูป ประทีป ไนเวทยะ โหมะ และคำอธิษฐานปิดท้ายเพื่อบรรเทาหนี้ บาป ความยากจน โรคภัย และความหวาดกลัว ตอนท้ายยืนยันผลบุญว่าการบูชาพระศิวะลบล้างความผิดใหญ่ได้ พร้อมเตือนโทษหนักของการยักยอกทรัพย์ของพระศิวะ และเล่าเรื่องความสำเร็จของผู้ปฏิบัติตาม—ถึงขั้นพบขุมทรัพย์และได้รับพรอื่น ๆ—ชี้ว่าความเคร่งครัดในพิธีเป็นทั้งแนวทางศีลธรรมและเครื่องมือสู่ความหลุดพ้น.

Somavāra-Śivapūjā Māhātmya and the Narrative of Sīmantinī & Candrāṅgada
บทที่ 8 เริ่มด้วยคำสอนของสุตะว่า ผู้ใดรู้ “ศิวตัตตวะ” ว่าพระศิวะทรงเป็นนิรันดร์ สงบ และเหนือการปรุงแต่งด้วยความคิด ย่อมบรรลุสภาวะสูงสุด; แม้ผู้ยังยึดติดในอารมณ์ทางประสาทสัมผัส ก็สามารถค่อย ๆ ก้าวหน้าได้ด้วยการบูชาที่เป็น “กรรมมยะ” อันเป็นวินัยที่เข้าถึงได้. จากนั้นกล่าวย้ำว่า การบูชาพระศิวะในวันโสมวาร (วันจันทร์) ด้วยการถือศีลอด ความบริสุทธิ์ ความสำรวม และพิธีกรรมที่ถูกต้อง เป็นหนทางอันเชื่อถือได้ทั้งเพื่อความสำเร็จทางโลกและเพื่ออปวรรค์ (ความหลุดพ้น). ในอารยาวรรต ธิดาของพระเจ้าจิตราวรมันชื่อสีมันตินีได้รับคำสรรเสริญจากพราหมณ์ผู้รู้โหราศาสตร์ แต่มีคำทำนายอีกประการว่าเธอจะเป็นหม้ายเมื่ออายุสิบสี่ปี. เพื่อหาทางแก้ เธอไปพึ่งไมเตรยี ภรรยาของยาชญวลกยะ; ไมเตรยีสอนให้ทำโสมวารวรต บูชาพระศิวะและพระคาวรี พร้อมการถวายทานและเลี้ยงพราหมณ์ และอธิบายอุปจาระต่าง ๆ เช่น อภิษेकะ (สรง), คันธะ, มาลยะ, ธูปะ, ทีปะ, ไนเวทยะ, ตัมพูล, นมัสการ, ชปะ และโหมะ พร้อมผลที่พึงได้รับ. ต่อมาเมื่อจันทรางคทะสามีของเธอหายไปในแม่น้ำยมุนา สีมันตินียังคงรักษาวรตไม่ย่อท้อ. ขณะเดียวกันเกิดความปั่นป่วนทางการเมือง และปรากฏว่าจันทรางคทะรอดชีวิตอยู่ในนาคโลกของทักษกะ; เมื่อเขากล่าวยืนยันความเป็นผู้ภักดีต่อพระศิวะอย่างชัดเจน ทักษกะจึงพอใจและช่วยให้เขากลับคืน. บทนี้จึงแสดงว่าศิวภักติคุ้มครองได้แม้ในยามวิกฤตที่สุด และปิดท้ายด้วยการบอกนัยว่าจะขยายความมหิมาแห่งโสมวารวรตต่อไป.

Sīmantaṇī-prabhāvaḥ — Somavāra-Śiva–Ambikā-pūjāyāḥ kathā (The Efficacy of Queen Sīmantaṇī’s Devotion)
เมื่อเหล่าฤๅษีขอเรื่องเล่าที่ให้คติอีกครั้ง สุตะจึงเล่าเหตุการณ์ในแคว้นวิทรภะ พราหมณ์ผู้สนิทกันสองคนคือ เวทมิตระ และ สารัสวตะ เลี้ยงบุตรคือ สุเมธา และ โสมวาน ให้เชี่ยวชาญพระเวท เวทางคะ อิติหาสะ–ปุราณะ และธรรมศาสตรา ครั้นต้องการทรัพย์เพื่อการสมรสจึงไปหาเจ้ากษัตริย์วิทรภะ แต่กษัตริย์กลับเสนอแผนที่ขัดต่อธรรม—ให้หนึ่งในสองหนุ่มปลอมเป็นสตรี เพื่อเข้าไปในสภาบูชาโสมวารของพระราชินีสีมันตณีแห่งนิษธะ รับทานและของกำนัลมากมายแล้วกลับมามั่งคั่ง ทั้งสองทักท้วงว่าการลวงเช่นนี้ทำลายเกียรติวงศ์และบั่นทอนคุณธรรมที่สั่งสม แต่ด้วยพระบัญชา โสมวานถูกแปลงเป็นสตรีอย่างแนบเนียน มีนามว่า สามวตี ทั้งสองไปถึงพิธีในฐานะ ‘คู่สามีภรรยา’ ที่ซึ่งพราหมณ์และภรรยาถูกบูชาด้วยเครื่องสักการะและทาน หลังพิธี พระราชินีเกิดหลงใหลในผู้ปลอมเป็นสตรี จนเกิดวิกฤตแห่งกามและความปั่นป่วนในสังคม สุเมธากล่าวตักเตือนสามวตีด้วยเหตุผลตามธรรม ชี้ว่าความผิดย่อมเกิดจากการหลอกลวง แม้จะทำเพราะถูกบังคับ เรื่องไปถึงกษัตริย์ เหล่าฤๅษีอธิบายว่าอานุภาพแห่งภักติต่อศิวะ–ปารวตี และพระประสงค์ของเทพ มิอาจย้อนกลับได้โดยง่าย กษัตริย์จึงถือวัตรเคร่งครัดและสรรเสริญพระอัมพิกา จนเทวีปรากฏและประทานทางออก—สามวตีให้คงเป็นธิดาของสารัสวตะ และเป็นภรรยาของสุเมธา อีกทั้งสารัสวตะจะได้บุตรอีกคนด้วยพระกรุณา บทนี้ย้ำ “ประภาวะ” อันน่าอัศจรรย์ของผู้ภักดีต่อพระศิวะ ว่าภักติที่ประกอบด้วยพิธีและตั้งอยู่ในกรอบแห่งธรรม สามารถจัดระเบียบผลลัพธ์ใหม่ได้ แม้ท่ามกลางความผิดพลาดของมนุษย์ก็ตาม

ऋषभशिवयोग्युपदेशः, भस्ममन्त्रप्रभावश्च (Ṛṣabha’s Śiva-yogic instruction and the efficacy of consecrated ash)
สุ ตะเล่าเหตุอัศจรรย์อันเป็นไปเพื่อพระศิวะ แสดงว่า “ศรัทธาและความเคารพต่อโยคีผู้บรรลุ” สามารถหันเหวิถีแห่งกรรมได้ ที่เมืองอวันตี พราหมณ์ชื่อมันทระหมกมุ่นกามคุณ ละเลยกิจวัตรประจำวัน และอยู่กับนางคณิกาพิงคลา ครั้นโยคีแห่งพระศิวะนามฤๅษภะมาถึง ทั้งสองได้ต้อนรับด้วยพิธีรับแขกอันศักดิ์สิทธิ์—ล้างเท้า ถวายอรฺฆยะ จัดอาหาร และปรนนิบัติ—เป็นบุญใหญ่ท่ามกลางความเสื่อมแห่งความประพฤติ หลังความตาย ผลกรรมปรากฏผ่านการเกิดใหม่และความทุกข์ พราหมณ์นั้นไปเกิดในแวดวงราชสกุลแห่งแคว้นทศารณะ แต่แม่และลูกถูกเคราะห์จากพิษเบียดเบียน จนถูกทอดทิ้งในป่าและประสบความลำบาก ต่อมาพ่อค้าผู้มั่งคั่งชื่อปัทมากระให้ที่พึ่ง ทว่าทารกกลับสิ้นชีวิต แล้วฤๅษภะปรากฏอีกครั้งเป็นผู้ดับโศกและครู สั่งสอนเรื่องความไม่เที่ยง กุณะ กรรม กาล และความหลีกเลี่ยงมิได้ของความตาย ลงท้ายด้วยการถึงพระศิวะ—มฤตยูญชัย อุมาปติ—เป็นที่พึ่ง และชี้ว่าการเพ่งฌานถึงพระศิวะเป็นยารักษาความโศกและการเวียนเกิด จากนั้นท่านใช้เถ้าศักดิ์สิทธิ์ (ภัสมะ) ที่ปลุกเสกด้วยมนต์พระศิวะชุบชีวิตเด็กและรักษาแม่ลูกให้หาย มอบกายอันเป็นทิพย์และชะตาอันเป็นมงคล เด็กได้รับนามว่า “ภัทรายุ” และถูกพยากรณ์ว่าจะมีชื่อเสียงและได้ครองราชย์

Ṛṣabha-Śivayogin’s Dharma-Saṅgraha and Śaiva Devotional Discipline (Ethical Compendium)
บทที่ 11 สุตะเล่าเรื่องต่อเนื่องว่าด้วยผลแห่งกรรมและระเบียบสังคม นางคณิกา “ปิงคลา” ที่กล่าวมาก่อน ได้เกิดใหม่เป็น “กีรติมาลินี” บุตรีของ “สีมันตินี” งดงามและเปี่ยมคุณธรรม ขณะเดียวกัน ราชกุมารกับบุตรพ่อค้า (สุนยะ) เติบโตเป็นสหายสนิท ได้รับสังสการตามแบบแผนรวมถึงอุปนยนะ และศึกษาเล่าเรียนด้วยความประพฤติดี เมื่อราชกุมารมีอายุสิบหกปี โยคีฝ่ายไศวะนาม “ฤษภะ” มาถึงพระราชวัง พระมเหสีและราชกุมารถวายบังคมซ้ำแล้วซ้ำเล่าและต้อนรับอย่างสมเกียรติ พระมเหสีทูลขอให้ฤษภะรับเป็นครูผู้เมตตา คอยคุ้มครองและชี้ทางแก่ราชกุมาร ฤษภะจึงแสดง “ธรรมสังเคราะห์” อย่างเป็นลำดับ—ธรรมตั้งอยู่บนศรุติ-สมฤติ-ปุราณะ และปฏิบัติตามวรรณะ-อาศรม; ความภักดีและความเคารพต่อโค เทวะ ครู และพราหมณ์; กล่าวความจริง โดยมีข้อยกเว้นจำกัดเพื่อคุ้มครองโคและพราหมณ์; ละความใคร่ผิดในทรัพย์และภรรยาของผู้อื่น และเว้นโทสะ กลอุบาย ใส่ร้าย และความรุนแรงที่ไม่จำเป็น; ดำเนินชีวิตมีวินัย—พอดีในนิทรา วาจา อาหาร และความบันเทิง; หลีกเลี่ยงมิตรชั่วและบ่มเพาะคำแนะนำที่ดี; ปกป้องผู้ไร้ที่พึ่งและไม่เบียดเบียนผู้มาขอพึ่ง; ให้ทานแม้ยามคับขัน และแสวงหา “สัทกีรติ” เป็นเครื่องประดับแห่งศีลธรรม; จริยธรรมการปกครองโดยคำนึงถึงกาละ เทศะ และกำลัง ป้องกันโทษภัย และควบคุมผู้กระทำผิดด้วยนโยบายอันถูกต้อง ตอนท้ายกล่าวถึงวัตรภักติไศวะประจำวัน—ความบริสุทธิ์ยามเช้า การนอบน้อมครูและเทวะ การถวายภักษาแด่พระศิวะ การอุทิศกิจทั้งปวงแด่พระศิวะ การระลึกไม่ขาด การสวมรุดรाक्षะและตรีปุณฑระ และการภาวนามนต์ปัญจักษร ปิดท้ายด้วยการประกาศคำสอนถัดไป: “กวจะไศวะ” อันเป็นความลับแห่งปุราณะ ชำระบาปและประทานความคุ้มครอง.

Śivamaya Kavaca (Śaiva Protective Armour): Meditation, Nyāsa, Directional Guardianship, and Phalaśruti
บทนี้กล่าวถึง “ศิวมยกวัจ” คุ้มครองแบบไศวะ โดยมีฤๅษิฤษภะเป็นผู้แสดง เริ่มด้วยระเบียบพิธีและการฝึกจิต: นอบน้อมแด่มหาเทวะ นั่งในสถานที่ชำระให้บริสุทธิ์ จัดท่ากาย สำรวมอินทรีย์ และเพ่งภาวนาพระศิวะผู้ไม่เสื่อมสูญอย่างต่อเนื่อง จากนั้นให้กำหนดภาพมหาเทวะในดอกบัวแห่งหัวใจ แล้วทำษฑักษร-นยาสะและสวมกวัจเป็นเกราะคุ้มกันภายใน ต่อมาเป็นบทลิตานีคุ้มครองที่วางพระรูปของศิวะไว้ (ก) ในธาตุและสิ่งแวดล้อม เช่น ดิน น้ำ ไฟ (ข) ในทิศทั้งหลายด้วยศิวะห้าพักตร์—ตัตปุรุษะ อโฆระ สัทโยชาตะ วามเทวะ อีศานะ (ค) ในกายผู้ปฏิบัติจากศีรษะถึงเท้า และ (ง) ในช่วงเวลา ทั้งยามกลางวันและยามกลางคืน บทมนต์ยาวลงท้ายด้วยการวอนขอความคุ้มครองรอบด้าน ให้พ้นโรคภัย ความหวาดกลัว และอันตราย พร้อมผลานุศาสน์ว่า การสวดหรือสวมกวัจเป็นนิตย์ย่อมขจัดอุปสรรค บรรเทาทุกข์ เกื้อหนุนอายุยืนและสิริมงคล ตอนท้ายสุเตรายงานว่า ฤษภะประสิทธิ์เถ้าศักดิ์สิทธิ์ สังข์ และดาบแก่เจ้าชาย อธิบายอานุภาพเพิ่มกำลังใจ ข่มศัตรู และให้คำมั่นแห่งชัยชนะกับการปกครองแผ่นดิน.

भद्रायोः पराक्रमः — The Valor of Bhadrāyu and the Restoration of Daśārṇa
สูตะเล่าถึงวิกฤตการเมืองเมื่อพระเจ้าเฮมรถะแห่งมคธยกทัพรุกรานแคว้นทศารณะ ปล้นทรัพย์ เผาบ้านเรือน และจับสตรีกับผู้พึ่งพาราชสำนักเป็นเชลย พระเจ้าวัชรพาหุพยายามต้านทานแต่พ่ายแพ้ ถูกปลดอาวุธและมัดไว้ แล้วศัตรูเข้ายึดนครและปล้นอย่างเป็นระบบ เมื่อเจ้าชายภัทรายุได้ยินว่าพระบิดาถูกจับและบ้านเมืองพินาศ ก็ออกศึกด้วยปณิธานนักรบ ภายใต้การคุ้มครองของศิววรมา และถืออาวุธอัศจรรย์—โดยเฉพาะดาบและสังข์—พระองค์ฝ่าแนวทัพศัตรูจนแตกพ่าย เสียงสังข์ทำให้ฝ่ายตรงข้ามสลบสิ้นสติ ภัทรายุไม่ฟันผู้สลบและผู้ไร้อาวุธ แสดงหลักธรรมแห่งสงครามอันชอบธรรม พระองค์ปลดปล่อยวัชรพาหุและเชลยทั้งหมด ยึดทรัพย์ฝ่ายศัตรู และจับเฮมรถะกับหัวหน้าพันธมิตรผูกมัดพากลับเข้านครต่อหน้าประชาชน ต่อมามีการเปิดเผยว่า ภัทรายุคือพระโอรสของกษัตริย์เอง เคยถูกทอดทิ้งในวัยเด็กเพราะหวั่นโรคภัย และได้รับการชุบชีวิตโดยโยคีฤษภะ ความกล้าหาญยิ่งใหญ่ของพระองค์เป็นผลแห่งพระกรุณาโยคะแบบไศวะ ตอนท้ายกล่าวถึงการอภิเษกกับกีรติมาลินี ความมั่นคงของรัฐ การปล่อยเฮมรถะด้วยใจกว้างและผูกไมตรีต่อหน้าพรหมฤๅษี และรัชกาลของภัทรายุอันทรงพลังยิ่ง

भद्रायोः धर्मपरीक्षा तथा शिवप्रत्यक्षता (Bhadrāyu’s Ethical Test and Śiva’s Direct Manifestation)
สุุตะเล่าว่า ในฤดูวสันต์ พระราชาภัทรายุเสด็จประพาสป่าอันงดงามพร้อมพระมเหสีคีรติมาลินี แล้วได้พบพราหมณ์สามีภรรยาที่กำลังหนีเสือโคร่ง พระองค์ยิงศรแล้วกลับไม่เป็นผล เสือโคร่งฉวยนางพราหมณีไป ทำให้เกิดวิกฤตต่อความสามารถแห่งราชธรรมในการคุ้มครองผู้เดือดร้อน พราหมณ์ผู้โศกเศร้าตำหนิพระราชาว่า หน้าที่ปกป้องผู้ตกทุกข์ได้ยากสูงยิ่งกว่าชีวิต ทรัพย์ และอำนาจกษัตริย์ พระราชาผู้ละอายทรงเสนอชดเชย แต่พราหมณ์กลับทูลขอพระมเหสีเอง จึงเกิดปมทดสอบระหว่างหน้าที่คุ้มครอง ขนบธรรมเนียม และความหวั่นเกรงบาป พระราชาทรงใคร่ครวญว่า การไม่อาจคุ้มครองย่อมเป็นอกุศลใหญ่ จึงยอมถวายพระมเหสีและเตรียมเสด็จเข้ากองไฟเพื่อรักษาเกียรติและชำระความผิด ขณะจะก้าวสู่เพลิง พระศิวะผู้รุ่งเรืองปรากฏพร้อมพระอุมา รายล้อมด้วยหมู่ทิพย์ พระราชาถวายสรรเสริญพระศิวะว่าเป็นเหตุสูงสุดเหนือจิตและวาจา พระศิวะทรงเปิดเผยว่า เสือโคร่งและพราหมณ์เป็นเพียงรูปแห่งมายาเพื่อทดสอบความมั่นคงและภักติของพระราชา และสตรีที่ถูกฉวยไปคือเทวีคิรีนทรชา จากนั้นประทานพร—พระราชาขอความใกล้ชิดพระศิวะเป็นนิตย์แก่ตน พระมเหสี และญาติที่ระบุ ส่วนพระมเหสีขอพรเดียวกันแก่บิดามารดา ตอนท้ายมีผลश्रุติว่า ผู้สาธยายหรือให้ผู้อื่นได้ฟังเรื่องนี้ย่อมได้ความรุ่งเรือง และในที่สุดบรรลุพระศิวะ

भस्ममाहात्म्यं तथा वामदेवयोगिनः प्रभावः (The Glory of Sacred Ash and the Transformative Power of Yogin Vāmadeva)
สูตะยกตัวอย่างเพิ่มเติมถึงฤทธิ์เดชของศิวโยคี และประกาศเล่าโดยย่อถึงมหาตมยะของภัสมะ (วิภูติ) บทนี้กล่าวถึงโยคีวามเทวะผู้เป็นดาบส—วางใจเป็นกลาง สงบ ไม่ยึดถือทรัพย์; กายทาด้วยเถ้าศักดิ์สิทธิ์ มีชฏา นุ่งห่มเปลือกไม้/หนังสัตว์ และดำรงชีพด้วยภิกขาจาร เขาเข้าสู่ป่ากรอญจะอันน่าสะพรึงกลัว ที่นั่นพรหมรากษสผู้หิวโหยเข้าทำร้าย แต่โยคีไม่หวั่นไหว ครั้นเมื่อรากษสสัมผัสกายที่ชโลมภัสมะ บาปทั้งปวงถูกทำลายฉับพลัน ความทรงจำชาติปางก่อนกลับคืน และเกิดนิรเวทะ—ความเบื่อหน่ายโลกอย่างลึกซึ้ง เขาเล่าประวัติกรรมยาวนาน: เคยเป็นกษัตริย์ทรงอำนาจแต่ประพฤติอธรรม ต่อมารับทุกข์ในนรก เกิดเป็นอมนุษย์หลายชาติ จนมาถึงภาวะพรหมรากษส เขาถามว่าฤทธิ์นี้ได้มาจากตบะ ตีรถะ มนตร์ หรือพลังทิพย์ใด วามเทวะตอบว่าเป็นผลเฉพาะจากมหิมาของภัสมะ ซึ่งความสามารถสูงสุดนั้นมหาเทวะเท่านั้นรู้ครบถ้วน แล้วกล่าวอุทาหรณ์ว่าแม้ศพที่มีเครื่องหมายภัสมะก็ยังถูกทูตแห่งศิวะอ้างสิทธิ์ไป แม้จะมีทูตยมคัดค้าน ตอนท้ายพรหมรากษสขอคำสอนเรื่องวิธีทาภัสมะ มนตร์ พิธีอันเป็นมงคล ตลอดจนกาลเทศะที่เหมาะสม เพื่อปูทางสู่คำสอนต่อไป

त्रिपुण्ड्र-माहात्म्य तथा भस्म-धारण-विधि (Tripuṇḍra: Greatness and the Procedure for Wearing Sacred Ash)
บทนี้เล่าผ่านการบรรยายซ้อนชั้น โดยสุูตะนำคำบอกเล่าของวามเทวะมาแสดงถึงมหาสภาเทวะ ณ เขามันทระ ที่ซึ่งรุทระปรากฏเป็นเจ้าแห่งจักรวาลอันน่าเกรงขาม เปล่งรัศมี รายล้อมด้วยหมู่รุทระนับไม่ถ้วนและสรรพสัตว์หลากจำพวก สนะตฺกุมารเข้าไปทูลถามธรรมที่นำสู่โมกษะ และขอวิธีปฏิบัติที่ใช้ความเพียรน้อยแต่ให้ผลยิ่งใหญ่ รุทระจึงประกาศว่า “การทรงตรีปุณฑระ” คือการทาเส้นเถ้าศักดิ์สิทธิ์สามเส้น เป็นความลับอันประเสริฐสอดคล้องคัมภีร์ศรุติสำหรับสรรพชีวิตทั้งปวง ต่อจากนั้นกล่าวถึงพิธีทรงภัสมะอย่างละเอียด—ใช้เถ้าจากมูลโคที่เผาแล้ว ทำให้ศักดิ์สิทธิ์ด้วยมนต์ปัญจพรหม (เช่น สัทโยชาต เป็นต้น) และมนต์อื่น ๆ แล้วทาที่ศีรษะ หน้าผาก แขน และบ่า กำหนดขนาดของสามเส้นและวิธีใช้นิ้ว พร้อมอธิบายความสอดคล้องเชิงหลักธรรมของแต่ละเส้นเป็นชุดละเก้าประการ เช่น เสียง อ/อุ/ม ไฟ โลก คุณ ส่วนแห่งพระเวท พลัง สวนะ และเทวะผู้กำกับ จบลงที่มหาเทวะ/มเหศวร/ศิวะ คาถาผลานุศาสน์กล่าวว่า ผู้ทรงตรีปุณฑระย่อมชำระบาปหนักเบาได้ แม้ผู้ต่ำต้อยทางสังคมก็เป็นผู้ประเสริฐ เสมออาบน้ำในตirtha ทั้งปวง และได้ผลดุจสวดมนต์มากมาย ยังยกตระกูลให้สูง ได้เสวยสุขในโลกทิพย์ และท้ายที่สุดถึงศิวโลก ได้สายุชยะโดยไม่กลับมาเกิดอีก ตอนจบรุทระอันตรธาน วามเทวะให้โอวาท และยกตัวอย่างพรหมรากษสผู้กลับเป็นผู้บริสุทธิ์เมื่อได้รับและทรงภัสมะ/ตรีปุณฑระ แล้วขึ้นสู่โลกอันเป็นมงคล ทั้งการฟัง การสาธยาย หรือการสอนมหาตมยะนี้ก็กล่าวว่าเป็นเหตุแห่งความรอดพ้นด้วย

Śraddhā–bhāva and the Efficacy of Śiva-Pūjā: The Niṣāda Couple’s Exemplum (श्रद्धा-भावमाहात्म्यं)
เหล่าฤๅษีทูลถามว่า คำสอนจากพรหมวาทินผู้ทรงปัญญายิ่งนั้นให้ผลยิ่งกว่า หรือคำแนะนำจากครูผู้ “สามัญ” แต่ชำนาญในการปฏิบัติจะเป็นประโยชน์กว่า? สุตะตอบโดยตั้งหลักว่า ‘ศรัทธา’ (śraddhā) คือเงื่อนไขที่ทำให้ธรรมทั้งปวงสำเร็จ และนำความสำเร็จใน “สองโลก” คือความผาสุกทางโลกและความบรรลุทางจิตวิญญาณ แม้สิ่งเรียบง่ายอย่างก้อนหินก็ให้ผลเมื่อเข้าหาด้วยภักติ; มนต์และการบูชาเทพย่อมให้ผลตาม ‘ภาวนา’ (bhāvanā) หรือเจตนามุ่งหมายของผู้ปฏิบัติ ตรงกันข้าม ความสงสัย ความฟุ้งซ่าน และไร้ศรัทธาทำให้ห่างจากเป้าหมายสูงสุดและผูกมัดไว้ในสังสารวัฏ เพื่อเป็นอุทาหรณ์ จึงเริ่มเรื่องของสิงหเกตุ โอรสกษัตริย์ปัญจาล ผู้ได้พบศาลเจ้าที่ทรุดโทรมและศิวลึงค์อันละเอียดอ่อนผ่านผู้ติดตามชาวศบระ ศบระผู้นั้น (จัณฑกะ) ปรารถนาจะบูชาและขอวิธีที่ทำให้พระมหेशวรพอพระทัย ทั้งสำหรับผู้รู้มนต์และผู้ไม่รู้มนต์ เจ้าชายกล่าวด้วยน้ำเสียงล้อเลียนถึง “ศิวปูชาง่ายๆ” คือ อภิเษกด้วยน้ำสด ตั้งอาสนะ ถวายเครื่องหอม ดอกไม้ ใบไม้ ธูป ประทีป และโดยเฉพาะ ‘จิตาภัสมะ’ (citā-bhasma) คือเถ้าจากเชิงตะกอนเป็นเครื่องบูชา แล้วรับปราสาท (prasāda) ด้วยความเคารพ ศบระยึดถือคำสอนนั้นเป็นหลักและบูชาทุกวันด้วยศรัทธา ครั้นเมื่อหาเถ้าไม่ได้ ศบระเศร้าโศก เห็นว่าการขาดตอนของปูชาเป็นสิ่งทนไม่ได้ ภรรยาจึงเสนอการเสียสละอย่างยิ่ง—เผาเรือนและเข้าสู่ไฟเพื่อให้เกิดเถ้าสำหรับบูชาพระศิวะ แม้สามีคัดค้านว่าเรือนกายเป็นเครื่องมือเพื่อธรรม-อรรถ-กาม-โมกษะ นางยืนยันว่าความสมบูรณ์ของชีวิตคือการถวายตนเพื่อพระศิวะ นางอธิษฐานว่า ประสาทสัมผัสเป็นดอกไม้ กายเป็นธูป ใจเป็นประทีป ลมหายใจเป็นเครื่องบูชา และการกระทำเป็นเครื่องสักการะ ขอเพียงภักติไม่ขาดในทุกชาติ นางเข้าสู่ไฟโดยไม่รู้สึกเจ็บ เรือนก็ไม่เสียหาย และเมื่อปูชาสิ้นสุดนางปรากฏอีกครั้งเพื่อรับปราสาท จากนั้นวิมานทิพย์มาถึง เหล่าศิวคณะยกสองสามีภรรยาขึ้นไป และด้วยการสัมผัสกายของทั้งคู่ก็กลายเป็นรูปคล้ายพระศิวะ (sārūpya) ตอนท้ายย้ำว่า ศรัทธาควรถูกบ่มเพาะในกิจอันเป็นกุศลทั้งปวง แม้ศบระผู้ต่ำต้อยก็ถึงคติแห่งโยคะด้วยศรัทธา ส่วนชาติกำเนิดและความรู้เป็นเพียงรองเมื่อเทียบกับภักติอันมั่นคงต่อพระผู้เป็นสูงสุด

Umā–Maheśvara Vrata: Narrative of Śāradā and the Ritual Protocol
สูตะกล่าวถึงอุมา–มเหศวรพรตว่าเป็นพรตอันสมบูรณ์ที่ให้ ‘สรรวารถสิทธิ’ คือความสำเร็จในกิจทั้งปวง เรื่องเริ่มจากพราหมณ์ผู้รอบรู้ชื่อเวทรถะ ผู้มีธิดาชื่อศารทาได้แต่งงานกับทวิชผู้มั่งคั่ง แต่ไม่นานหลังพิธีแต่งงาน เจ้าบ่าวถูกงูกัดถึงแก่ความตาย ศารทาจึงตกอยู่ในความเป็นหม้ายอย่างฉับพลัน ต่อมาฤๅษีชราตาบอดนามไนธรูวะมาถึง ศารทาต้อนรับด้วยอาติติ-เสวาอย่างเลิศ—ล้างเท้า พัดวี แป้งหอม จัดการอาบน้ำและบูชา พร้อมถวายภัตตาหาร ฤๅษีพอใจจึงประทานพรให้ได้ครองเรือนอีกครั้ง มีบุตรผู้ทรงธรรม และมีชื่อเสียง ศารทาถามว่าทำได้อย่างไรเมื่อกรรมและความเป็นหม้ายยังคงอยู่ ฤๅษีจึงสั่งสอนพิธีอุมา–มเหศวรพรต: เลือกกาลมงคลเดือนไจตรหรือมารคศีรษะ ในปักษ์สว่าง ตั้งสังกัลปะในวันอัษฏมีและจตุรทศี สร้างมณฑปประดับ วาดปัทมมณฑลตามจำนวนกลีบที่กำหนด ตั้งกองข้าวสาร วางกูรจะ ตั้งกะละศะใส่น้ำ ผ้า และประดิษฐานรูปทองของศิวะกับปารวตี ทำอภิเษกด้วยปัญจามฤต สวดชปะรุดรเอกาทศะและปัญจักษรี ทำปราณายามและสังกัลปะเพื่อทำลายบาปและเพิ่มความรุ่งเรือง จากนั้นทำธยานพร้อมพรรณนาพระลักษณะของศิวะและเทวี บูชาภายนอกด้วยมนตร์อรฆยะ ถวายนิเวทยะ ทำโหมะ และปิดพิธีด้วยความเคารพ พรตนี้ให้ปฏิบัติตลอดหนึ่งปีทั้งสองปักษ์ แล้วทำอุทยาปนะเป็นการปิดท้าย—อาบน้ำด้วยมนตร์ ถวายทานแก่ครู (กะละศะ ทอง ผ้า) เลี้ยงพราหมณ์และให้ทักษิณา ผลแห่งพรตกล่าวว่าเกื้อกูลวงศ์ตระกูล ได้เสวยสุขในโลกทิพย์โดยลำดับ และท้ายที่สุดได้ใกล้ชิดพระศิวะ ครอบครัวของศารทาขอให้ฤๅษีอยู่ใกล้ ๆ ท่านจึงพำนักในมठของพวกเขา และศารทาปฏิบัติพรตตามที่สั่งสอน

गौरी-प्रादुर्भावः, स्वप्न-संगम-वरदानम्, तथा शारदाया चरितम् (Gaurī’s Epiphany, Dream-Union Boon, and the Account of Śāradā)
บทนี้เล่าโดยสุตะเป็นลำดับว่า นางศารทาได้อยู่ใกล้ครูบาอาจารย์ ปฏิบัติมหาวรตะครบหนึ่งปีด้วยนียมะเคร่งครัด แล้วทำพิธีอุทยาปนะด้วยการเลี้ยงพราหมณ์และถวายทานอันสมควร ในคืนเฝ้าตื่น ครูและผู้ภักดีเร่งการสวดมนต์ (ชปะ) การบูชา (อรจนะ) และสมาธิให้เข้มข้น จนเทวีภวานี (คาวรี) ปรากฏเป็นรูปกายหนาแน่น และฤๅษีผู้เคยตาบอดก็ได้ดวงตาคืนในทันที เทวีประทานพร; ฤๅษีขอให้คำมั่นที่ให้แก่ศารทาสำเร็จ—ได้อยู่ร่วมกับสามียาวนานและมีบุตรประเสริฐ เทวีทรงอธิบายเหตุแห่งกรรม: ในชาติปางก่อนศารทาเคยก่อความร้าวฉานในชีวิตคู่ จึงมีผลเป็นความเป็นหม้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่การบูชาเทวีในอดีตช่วยระงับบาปที่เหลืออยู่ ต่อมามีทางออกเชิงธรรมะที่ซับซ้อน คือศารทาได้สมสู่กับสามีในยามราตรีผ่านทางความฝัน (สามีไปเกิดใหม่ ณ ที่อื่น) แล้วตั้งครรภ์ด้วยวิธีอัศจรรย์นั้น จนถูกชุมชนกล่าวหา ครั้นนั้นมีเสียงไร้กายประกาศความบริสุทธิ์แห่งความเป็นภรรยาผู้สัตย์ซื่อ และข่มขู่ว่าผู้ใส่ร้ายจะได้รับผลทันที เหล่าผู้อาวุโสจึงยกเรื่องแบบอย่างการปฏิสนธิอันไม่ปกติมาอธิบาย สุดท้ายบุตรผู้เฉลียวฉลาดถือกำเนิดและได้รับการศึกษา ที่คงคาแห่งโกกรณะสามีภรรยาจำกันได้ โอน “ผลแห่งวรตะ” ผ่านบุตร แล้วไปสู่ที่พำนักทิพย์ ผลานุศาสน์กล่าวว่า ผู้ฟังหรือสาธยายย่อมได้บาปสิ้น ความรุ่งเรือง สุขภาพดี ความเป็นมงคลของสตรี และบรรลุที่สุดท้าย.

रुद्राक्षमाहात्म्यं (Rudrākṣa Māhātmya: Theological Discourse on the Sacred Bead)
บทนี้เริ่มด้วยถ้อยประกาศสั้น ๆ ของสุ ตะถึงอานุภาพชำระล้างของ “รุทรाक्षะ” ว่าการฟังและการสาธยายย่อมทำให้ทั้งผู้ฟังและผู้สวดบริสุทธิ์ ให้ผลเกื้อกูลเหนือความแตกต่างทางฐานะและระดับศรัทธา ต่อจากนั้นกล่าวถึงการสวมรุทรाक्षะว่าเป็นการปฏิบัติแบบมหาวรตะ มีการระบุจำนวนที่เหมาะสม ตำแหน่งที่สวมบนร่างกาย และการเทียบผลบุญทางพิธีกรรม เช่น การสรงศีรษะพร้อมรุทรाक्षะได้บุญเท่าการอาบในคงคา และการบูชารุทรाक्षะเสมอด้วยการบูชาลิงคะ อีกทั้งย้ำว่าการภาวนามนต์ (ชปะ) พร้อมรุทรाक्षะให้ผลยิ่งกว่าการภาวนาโดยไม่มี และวางรุทรाक्षะร่วมกับเถ้าศักดิ์สิทธิ์และตรีปุณฑระเป็นเครื่องหมายแห่งอัตลักษณ์ไศวะ จากนั้นเรื่องเล่าธรรมสอนใจเริ่มขึ้น เมื่อพระราชาภัทรเสนะแห่งแคว้นกัศมีระทูลถามฤๅษีปราศระถึงเหตุที่ชายหนุ่มสองคนมีความเลื่อมใสรุทรाक्षะโดยกำเนิด ปราศระเล่าชาติปางก่อน—หญิงคณิกาผู้ภักดีต่อพระศิวะ พ่อค้าที่ถวายกำไลอัญมณีและฝากลิงคะอัญมณีไว้ แล้วเกิดไฟไหม้กะทันหันทำให้ลิงคะพินาศ พ่อค้าจึงตั้งใจเผาตนเอง หญิงนั้นถูกผูกพันด้วยสัจวาจาจึงเตรียมเข้ากองไฟ ครั้นนั้นพระศิวะเสด็จปรากฏ ทรงเผยว่าเป็นการทดสอบ ประทานพรและโปรดให้หลุดพ้นทั้งนางและผู้พึ่งพา สัตว์ที่รอด—ลิงและไก่ซึ่งเคยประดับรุทรाक्षะ—ได้เกิดใหม่เป็นเด็กชายทั้งสอง อธิบายความเพียรโดยธรรมชาติว่าเกิดจากบุญและความเคยชินในอดีต

रुद्राध्याय-प्रभावः तथा आयुर्लेख्य-परिवर्तनम् (The Efficacy of the Rudrādhyāya and the Revision of Lifespan Records)
สุทาเล่าเรื่องสนทนาในราชสำนัก กษัตริย์ผู้ซาบซึ้งถ้อยคำดุจน้ำอมฤตของฤๅษี ยกย่อง “สัตสังคะ” ว่าเป็นเครื่องชำระใจ ควบคุมกิเลส และทำให้เกิดความกระจ่าง แล้วทรงถามปราศร (ปาราศระ) ถึงอนาคตของพระโอรส—อายุขัย โชคชะตา ความรู้ ชื่อเสียง กำลัง ศรัทธา และภักติ ปาราศรแม้ไม่อยากกล่าวก็ทำนายอย่างน่าเศร้า: เจ้าชายมีอายุเพียงสิบสองปี และจะสิ้นในวันที่เจ็ดนับจากบัดนี้ กษัตริย์จึงทรุดลงด้วยความโศก ฤๅษีปลอบประโลมและแสดงธรรมว่า พระศิวะเป็นปฐมะ ไร้ส่วนแบ่ง เป็นแสงสว่างแห่งจิตสำนึกและความปีติอันบริสุทธิ์ พระพรหมได้รับอำนาจเพื่อการสร้าง พร้อมได้รับพระเวทและ “รุทราธยายะ” อันเป็นแก่นแห่งอุปนิษัท จากนั้นอธิบายระเบียบกรรม: ธรรมและอธรรมก่อให้เกิดสวรรค์และนรก เหล่าบาปและมหาปาตกะถูกกล่าวเป็นผู้บริหารนรกภายใต้พระยม เมื่อการสาธยายรุทราธยายะแพร่หลายเป็นทางตรงสู่ไกวัลยะ ผู้ลงทัณฑ์เหล่านั้นทำงานไม่ได้ พระยมจึงทูลขอพระพรหม และพระพรหมวางอุปสรรคคือ อศรัทธา (ไร้ศรัทธา) และทุรเมธา (ปัญญาทึบ) เพื่อขัดขวางมนุษย์จากการสวด ต่อมาระบุผลแห่งการภาวนารุทราธยายะและรุทราภิเษกว่า ชำระบาป เพิ่มอายุ สุขภาพดี ได้ญาณ และพ้นความกลัวความตาย มีพิธีอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์ใหญ่แก่เจ้าชาย เขาเห็นรูปผู้ลงโทษชั่วขณะ แต่ได้รับการยืนยันการคุ้มครอง นารทมาถึงและบอกเหตุการณ์ที่มองไม่เห็น: มฤตยูมาจะคร่าชีวิตเจ้าชาย พระศิวะมอบหมายวีรภัทร และในระบบของพระยม—รวมทั้งจิตรคุปต์—ยืนยันว่าบันทึกอายุถูกแก้จากสิบสองปีเป็นยืนยาวเพราะพิธีนั้น ตอนท้ายสรรเสริญการฟังและสาธยายศิวมหาตมยะนี้ว่าให้ความหลุดพ้น และกำชับรุทรสนานเพื่อให้เจ้าชายมีชีวิตยืนยาวเสวยสุข.

Śiva-kathā-śravaṇa-mahattva (The Excellence of Hearing Śiva’s Purāṇic Narrative)
บทนี้อธิบายเชิงเทววิทยาอย่างเป็นลำดับว่าเหตุใด “เรื่องเล่าปุราณะแห่งพระศิวะ” (śaivī-paurāṇikī kathā) จึงถูกยกย่องว่าเป็น “หนทางที่เข้าถึงได้ทั่วไป” (sādhāraṇaḥ panthāḥ) และให้ผล “หลุดพ้นฉับพลัน” (sadyo-mukti) ได้ การฟังและสาธยายถูกกล่าวว่าเป็นยารักษาอวิชชา ทำลายเมล็ดกรรม และเหมาะยิ่งในกาลียุคเมื่อวิถีธรรมอื่นปฏิบัติได้ยาก ต่อมาบทนี้กำหนดหลักจริยธรรมในการถ่ายทอด—คุณสมบัติของผู้รู้ปุราณะ (pūrāṇajña) สถานที่ที่สะอาด เปี่ยมศรัทธา และปราศจากความเป็นปฏิปักษ์ ตลอดจนมารยาทของผู้ฟัง พร้อมเตือนโทษของความไม่เคารพ เช่น ขัดจังหวะ เยาะเย้ย นั่งไม่เหมาะสม หรือฟังอย่างไม่ใส่ใจ ช่วงท้ายยกนิทานประกอบ ณ แถบโคกรณะ (Gokarṇa): ครอบครัวที่เสื่อมศีลธรรม และการแปรเปลี่ยนของสตรีผู้หนึ่งด้วยความหวาดกลัว ความสำนึกผิด และการฟังอย่างต่อเนื่อง จนเกิดความบริสุทธิ์แห่งจิต การเริ่มภาวนา และภักติที่มุ่งสู่โมกษะ ปิดท้ายด้วยการสรรเสริญปรมศิวะว่าเป็นสภาวะสูงสุดเหนือถ้อยคำและความคิด
It emphasizes Gokarṇa as a Śaiva kṣetra where Śiva’s presence is treated as especially accessible and purificatory, making the site a focal point for accelerated ritual merit and moral restoration.
Repeated claims highlight rapid purification through Gokarṇa-darśana and vrata performance; offerings such as bilva-leaf worship are presented as yielding results comparable to extended bathing or long-duration austerities elsewhere.
Key materials include the Mahābala-liṅga’s prominence at Gokarṇa, the assembly of deities around the shrine’s directional gateways, and a moral exemplum involving a king’s fall and partial restoration through sage-guided practice.