Mahabharata Adhyaya 42
Vana ParvaAdhyaya 4247 Verses

Adhyaya 42

Lokapāla-samāgamaḥ—Arjuna Receives Astras from the World-Guardians (Book 3, Chapter 42)

Upa-parva: Kirātārjunīya / Arjuna’s Penance and the Lokapāla-Encounter Episode (Āraṇyaka-parva context)

Vaiśaṃpāyana reports that after Arjuna’s direct encounter with Pinākī (Śiva) vanishes from sight, Arjuna reflects on the encounter as a completed purpose: he has seen and even touched Tryambaka, interpreting this as divine favor and as confirmation of inner resolve. Immediately thereafter, the Lokapālas arrive in a ceremonially vivid sequence: Varuṇa approaches with aquatic retinues; Kubera arrives with Yakṣas in a radiant aerial conveyance; Yama appears with Pitṛs and beings of mixed embodiment; and Indra comes mounted on Airāvata, praised by Gandharvas and ascetics. Yama addresses Arjuna, identifying him with an ancient identity (Nara) and situating his birth and strength within a cosmic mandate. The discourse frames forthcoming tasks and adversarial realities, then proceeds to formal bestowals: Yama grants an irresistible daṇḍa-astra with full operational protocol (mantra, upacāra, release and withdrawal). Varuṇa grants the Vāruṇa pāśas, described as inescapable bonds with precedent in earlier divine conflicts. Kubera grants the Antardhāna astra (concealment) and a sleep-inducing, enemy-subduing power. Indra consoles Arjuna, declares a major divine work ahead, and instructs preparation for ascent to Svarga, promising further weapons there via Mātali’s chariot. Arjuna worships the assembled Lokapālas with words, water, and fruits; they depart as they came. The chapter closes with Arjuna’s satisfaction and composure, characterized as fulfillment through disciplined acquisition rather than mere spectacle.

Chapter Arc: हिमालय-शिखरों पर तप और चिन्तन में स्थित गुडाकेश अर्जुन के पास अचानक मातलि-युक्त दिव्य रथ का आगमन होता है—मेघ-गर्जना-सा नाद, निर्मल नभ, और स्वर्ग-यात्रा का संकेत। → मातलि बताता है कि स्वयं शतक्रतु इन्द्र ने आदेश दिया है—त्रिदशालय के देव, ऋषि, गन्धर्व और अप्सराएँ अर्जुन को देखने को प्रतीक्षारत हैं। अर्जुन के भीतर संकोच, कर्तव्य-बोध और अलौकिक लोक में प्रवेश की गंभीरता एक साथ उठती है; मार्ग में वह पर्वतराज से विदा लेता है और दिव्य लोकों के संकेत (तारारूप पुण्यात्माएँ) देखता है। → अर्जुन दिव्य रथ पर आरूढ़ होकर स्वर्गलोक की ओर प्रस्थान करता है—मानो सूर्य-सा दीप्तिमान; और मार्ग में मातलि से उन तारारूप पुण्यात्माओं का रहस्य पूछता है, जिससे स्वर्ग-मार्ग का नैतिक-आध्यात्मिक अर्थ उद्घाटित होता है। → पर्वतराज को कृतज्ञता-पूर्वक प्रणाम कर अर्जुन का हिमालय-आश्रय समाप्त होता है; मातलि के मार्गदर्शन में उसका गमन निश्चित हो जाता है और स्वर्ग के द्वारों की ओर कथा स्थिर गति पकड़ती है। → इन्द्र के सभामण्डल में अर्जुन का प्रथम साक्षात्कार और वहाँ होने वाली परीक्षा/वरदान अभी शेष है।

Shlokas

Verse 1

हि आय न [हुक हि २ आम (इन्द्रलोकाभिगमनपर्व) द्विचत्वारिशो< ध्याय: अर्जुनका हिमालयसे विदा होकर मातलिके साथ स्वर्गलोकको प्रस्थान वैशम्पायन उवाच गतेषु लोकपालेषु पार्थ: शत्रुनिबर्हण: । चिन्तयामास राजेन्द्र देवराजरथं प्रति

ไวศัมปายนะกล่าวว่า “ข้าแต่พระราชา ครั้นเหล่าโลกปาลจากไปแล้ว ปารถะผู้ปราบศัตรูได้หันจิตไปยังราชรถของเทวราชอินทรา”

Verse 2

ततश्चिन्तयमानस्य गुडाकेशस्य धीमत: । रथो मातलिसंयुक्त आजगाम महाप्रभ:,निद्राविजयी बुद्धिमान्‌ पार्थके चिन्तन करते ही मातलिसहित महातेजस्वी रथ वहाँ आ गया

ครั้นกุฑาเกศะ (อรชุน) ผู้มีปัญญา กำลังจมอยู่ในห้วงคำนึงอยู่ ณ ที่นั้น รถศึกอันรุ่งโรจน์ทรงเดช ซึ่งเทียมและมีมาตลิเป็นสารถี ก็แล่นมาถึง

Verse 3

नभो वितिमिरं कुर्वज्जलदान्‌ पाटयन्निव । दिश: सम्पूरयन्‌ नादैर्महामेघरवोपमै:,वह रथ आकाशको अन्धकारशून्य मेघोंकी घटाको विदीर्ण और महान्‌ मेघकी गर्जनाके समान गम्भीर शब्दसे दिशाओंको परिपूर्ण-सा कर रहा था

รถศึกนั้นประหนึ่งทำให้ท้องฟ้าปราศจากความมืด ราวกับฉีกกระหน่ำหมู่เมฆฝนให้แตกกระจาย และด้วยเสียงกึกก้องลึกดุจคำรามของมหาเมฆ ก็ทำให้ทุกทิศทางเต็มไปด้วยเสียง

Verse 4

असय: शक्तयो भीमा गदाश्षोग्रप्रदर्शना: । दिव्यप्रभावा: प्रासाश्न विद्युतश्न महाप्रभा:

ในรถศึกนั้นมีดาบ หอกศักติอันน่าสะพรึง และกระบองอันดุดันน่าเกรงขาม; ยังมีทวนที่ทรงฤทธิ์ทิพย์ และอาวุธสว่างวาบดุจสายฟ้า เปล่งรัศมีมหาศาล

Verse 5

तथैवाशनयश्वैव चक्रयुक्तास्तुलागुडा: । वायुस्फोटा: सनिर्घाता महामेघस्वनास्तथा

ยิ่งกว่านั้นยังมีอาวุธดุจอสนีบาต และลูกตุ้มกระบองหนักที่เหวี่ยงด้วยจักร; ครั้นถูกปล่อยก็ฉีกอากาศเกิดเสียงหวีดหวิว และเมื่อกระทบก็เกิดเสียงครืนครั่นดุจฟ้าร้อง ทั้งกึกก้องลึกดุจเสียงมหาเมฆ

Verse 6

तत्र नागा महाकाया ज्वलितास्या: सुदारुणा: । सिताभ्रकूटप्रतिमा: संहताश्च॒ तथोपला:

ณ ที่นั้นมีนาคขนาดมหึมา น่าสะพรึงยิ่ง ปากลุกโพลงดุจเพลิง; และยังมีกองศิลามหึมาที่สุมรวมไว้สำหรับขว้างในศึก ดูประหนึ่งกลุ่มเมฆขาว

Verse 7

दशवाजिसहस्राणि हरीणां वातरंहसाम्‌ । वहन्ति य॑ नेत्रमुषं दिव्यं मायामयं रथम्‌,वायुके समान वेगशाली दस हजार श्वेत-पीत रंगवाले घोड़े नेत्रोंमें चकाचौंध पैदा करनेवाले उस दिव्य मायामय रथको वहन करते थे

ม้าหนึ่งหมื่นตัวผู้ว่องไวประหนึ่งลม สีด่างขาวปนเหลือง กำลังเทียมลากราชรถทิพย์อันเรืองรองนั้น—รถซึ่งสำเร็จด้วยมายา น่าอัศจรรย์ยิ่ง และทำให้สายตาพร่าไปด้วยแสง

Verse 8

तत्रापश्यन्महानीलं वैजयन्तं महाप्रभम्‌ | ध्वजमिन्दीवरश्यामं वंशं कनकभूषणम्‌

ณ ที่นั้น พวกเขาได้เห็นธงใหญ่สีครามเข้ม นามว่า ‘ไวชัยยันตะ’ อันรุ่งเรืองยิ่ง—เป็นธงแห่งพระอินทร์—สีครามดำของมันข่มความงามแห่งดอกบัวสีน้ำเงินเสียสิ้น เสาธงทำด้วยไม้ไผ่ประดับทอง

Verse 9

तस्मिन्‌ रथे स्थितं सूतं तप्तहेमविभूषितम्‌ । दृष्टवा पार्थों महाबाहुर्देवमेवान्वतर्कयत्‌

ครั้นมหาบาหุผู้เป็นปารถะได้เห็นสารถีผู้ประทับอยู่บนราชรถนั้น ประดับด้วยเครื่องทองอันสุกปลั่งดุจทองเผา ก็สำคัญว่าเป็นเทพเจ้าโดยแท้

Verse 10

तथा तर्कयतस्तस्य फाल्गुनस्याथ मातलि: । संनतः प्रस्थितो भूत्वा वाक्यमर्जुनमब्रवीत्‌,इस प्रकार विचार करते हुए अर्जुनके सम्मुख उपस्थित हो मातलिने विनीतभावसे कहा

เมื่อฟาลคุนะ (อรชุน) กำลังครุ่นคิดอยู่ดังนั้น มาตลีจึงเข้าไปหาอย่างนอบน้อม ครั้นก้มคำนับแล้วและเตรียมจะกล่าว ก็ได้เอ่ยวาจาต่ออรชุน

Verse 11

मातलिस्वाच भो भो: शक्रात्मज श्रीमाउछक्रस्त्वां द्रष्टमिच्छति । आरोहतु भवाज्छीघ्रं रथमिन्द्रस्य सम्मतम्‌

มาตลีกล่าวว่า “โอ บุตรผู้รุ่งเรืองแห่งศักระ! พระศักระประสงค์จะพบเจ้า ราชรถนี้เป็นที่โปรดและทรงรับรองโดยพระอินทร์ จงขึ้นโดยเร็วเถิด”

Verse 12

आह माममरश्रेष्ठ: पिता तव शतक्रतुः । कुन्तीसुतमिह प्राप्तं पश्यन्तु त्रिदशालया:

ไวศัมปายนะกล่าวว่า “บิดาของท่าน ศตกรตุ ผู้ประเสริฐยิ่งในหมู่อมตะ ได้สั่งข้าว่า ‘จงพาบุตรแห่งกุนตีผู้มาถึงแล้วมาที่นี่ เพื่อให้เหล่าผู้อาศัยในสวรรค์แห่งเทพสามสิบได้เห็นเขา’”

Verse 13

एष शक्रः परिवृतो देवैरऋषिगणैस्तथा । गन्धर्वैरप्सरोभिश्र त्वां दिदृक्षु: प्रतीक्षते

ไวศัมปายนะกล่าวว่า “นี่คือศักระ (อินทรา) ผู้รายล้อมด้วยเหล่าเทพและหมู่ฤๅษี อีกทั้งคนธรรพ์และอัปสรา ทรงปรารถนาจะเห็นท่าน จึงรอคอยอยู่”

Verse 14

अस्माल्लोकाद्‌ देवलोक॑ पाकशासनशासनात्‌ | आरो ह त्वं मया सार्ध लब्धास्त्र: पुनरेष्यसि,आप देवराजकी आज्ञासे इस लोकसे मेरे साथ देवलोकको चलिये। वहाँसे दिव्यास्त्र प्राप्त करके लौट आइयेगा

ไวศัมปายนะกล่าวว่า “ด้วยพระบัญชาของปากศาสนะ (อินทรา) จงไปกับข้าจากโลกนี้สู่เทวโลก ที่นั่นเมื่อได้อาวุธทิพย์แล้ว ท่านจักกลับมาอีกครั้ง”

Verse 15

अजुन उवाच मातले गच्छ शीघ्रं त्वमारोहस्व रथोत्तमम्‌ | राजसूयाश्दमेधानां शतैरपि सुदुर्लभम्‌

อรชุนกล่าวว่า “มาตลี จงรีบไปเถิด ขึ้นรถศึกอันยอดเยี่ยมนี้เถิด แม้ประกอบราชสูยะและอัศวเมธนับร้อย ก็ยังยากยิ่งจะได้บุญผลเช่นนี้”

Verse 16

अर्जुनने कहा--मातले! आप जल्दी चलिये। अपने इस उत्तम रथपर पहले आप चढ़िये। यह सैकड़ों राजसूय और अश्वमेधयज्ञोंद्वारा भी अत्यन्त दुर्लभ है ।।

อรชุนกล่าวว่า “มาตลี จงรีบไปเถิด; ท่านจงขึ้นรถศึกอันยอดเยี่ยมนี้ก่อน รถศึกนี้หาได้ยากยิ่ง แม้ด้วยผลแห่งราชสูยะและอัศวเมธนับร้อยก็ยังยากจะได้มา แม้พระราชาผู้มีบุญญาธิการใหญ่ ยึดมั่นในยัญพิธีและถวายทักษิณาอย่างไพศาล หรือแม้เหล่าเทพและทานพ ก็ยังขึ้นรถศึกอันประเสริฐนี้ได้โดยยาก”

Verse 17

नातप्ततपसा शक्‍्य एष दिव्यो महारथ: । द्रष्ट वाप्यथवा स्प्रष्टमारोढुं कुत एव च

ผู้ที่มิได้บำเพ็ญตบะย่อมไม่อาจเห็นหรือแม้แต่แตะต้องราชรถทิพย์อันยิ่งใหญ่นี้ได้ แล้วจะกล่าวถึงการขึ้นประทับบนรถนั้นได้อย่างไร

Verse 18

त्वयि प्रतिछ्ठिते साधो रथस्थे स्थिरवाजिनि । पश्चादहमथारो क्ष्ये सुकृती सत्प्ं यथा

โอ้สารถีผู้ประเสริฐ! เมื่อท่านนั่งมั่นบนรถและควบคุมม้าผู้มั่นคงให้อยู่ในอำนาจแล้ว ข้าจักขึ้นประทับภายหลัง—ดุจผู้มีบุญยึดสัจจมรรคแล้วดำเนินไปตามนั้น

Verse 19

वैशम्पायन उवाच तस्य तद्‌ वचन श्रुत्वा मातलिः शक्रसारथि: । आरुरोह रथं शीघ्र हयान्‌ येमे च रश्मिभि:

ไวศัมปายนะกล่าวว่า—โอ้ชนเมชยะ! ครั้นได้ฟังถ้อยคำของอรชุนแล้ว มาตลีสารถีแห่งศักระ (อินทรา) ก็รีบขึ้นสู่ราชรถ และดึงบังเหียนควบคุมม้าทั้งหลายให้อยู่ในอำนาจ

Verse 20

ततोडर्जुनो हृष्टमना गज्जायामाप्लुत: शुचि: । जजाप जप्यं कौन्तेयो विधिवत्‌ कुरुनन्दन:

ครั้นแล้วอรชุนผู้ปลาบปลื้มใจได้ลงอาบในคงคาและบังเกิดความบริสุทธิ์ จากนั้นโอรสแห่งกุนตี ผู้เป็นความชื่นใจแห่งวงศ์กุรุ ก็สวดภาวนามนต์อันควรแก่การจปตามแบบพิธีโดยครบถ้วน

Verse 21

ततः पितृन्‌ यथान्यायं तर्पयित्वा यथाविधि । मन्दरं शैलराजं तमाप्रष्टमुपचक्रमे,फिर विधिपूर्वक न्यायोचित रीतिसे पितरोंका तर्पण करके विस्तृत शैलराज हिमालयसे विदा लेनेका उपक्रम किया

ต่อจากนั้น ครั้นได้บำเพ็ญตัรปณะบูชาบรรพชนตามครรลองและพิธีอันถูกต้องแล้ว เขาก็เริ่มเตรียมอำลามันทระ ผู้เป็นราชาแห่งขุนเขาทั้งหลาย

Verse 22

साधूनां पुण्यशीलानां मुनीनां पुण्यकर्मणाम्‌ । त्वं सदा संश्रय: शैल स्वर्गमार्गाभिकाड्क्षिणाम्‌

ไวศัมปายนะกล่าวว่า “โอ้ราชาแห่งขุนเขา! ท่านเป็นที่พึ่งอันเป็นมงคลอยู่เสมอแก่เหล่าสาธุผู้ทรงศีล เหล่ามุนีผู้ประกอบกุศลกรรม และผู้ใฝ่ปรารถนาจะดำเนินสู่หนทางแห่งสวรรค์”

Verse 23

त्वत्प्रसादात्‌ सदा शैल ब्राह्मणा: क्षत्रिया विश: । स्वर्ग प्राप्ताश्चरन्ति सम देव: सह गतव्यथा:

ไวศัมปายนะกล่าวว่า “โอ้ราชาแห่งขุนเขา! ด้วยพระกรุณาของท่าน พราหมณ์ กษัตริย์ และไวศยะเป็นอันมากย่อมบรรลุสวรรค์อยู่เนืองนิตย์ และเมื่อพ้นทุกข์แล้วก็ท่องไป ณ ที่นั้นร่วมกับเหล่าเทวะ”

Verse 24

अद्विराज महाशैल मुनिसंश्रय तीर्थवन्‌ | गच्छाम्यामन्त्रयामि त्वां सुखमस्म्युषितस्त्वयि

ไวศัมปายนะกล่าวว่า “โอ้ราชาแห่งขุนเขา โอ้มหาศิขร! ผู้เป็นที่พึ่งของเหล่ามุนีและประดับด้วยทิรถะอันศักดิ์สิทธิ์! ข้าพเจ้าได้พำนักบนท่านอย่างผาสุก; เพราะฉะนั้นขอคารวะลาท่าน แล้วบัดนี้จะออกเดินทาง”

Verse 25

तव सानूनि कुज्जाश्न नद्यः प्र्रवणानि च । तीर्थानि च सुपुण्यानि मया दृष्टान्यनेकश:,“तुम्हारे शिखर, कुंजवन, नदियाँ, झरने और परम पुण्यमय तीर्थस्थान मैंने अनेक बार देखे हैं

ไวศัมปายนะกล่าวว่า “ทั้งไหล่เขา พงพนา สายน้ำและน้ำตกของท่าน ตลอดจนทิรถะอันเปี่ยมบุญยิ่ง—ข้าพเจ้าได้เห็นมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน”

Verse 26

फलानि च सुगन्धीनि भक्षितानि ततस्तत: । सुसुगन्धाश्च वार्योघास्त्वच्छरीरविनि:सृता:

ไวศัมปายนะกล่าวว่า “ผลไม้หอมได้ถูกข้าพเจ้ารับประทานซ้ำแล้วซ้ำเล่า; และจากกายของท่านก็มีสายน้ำไหลหลั่งออกมา มีกลิ่นหอมยิ่งนัก”

Verse 27

शिशुर्यथा पितुरड्के सुसुखं वर्तते नग

ไวศัมปายนะกล่าวว่า “ข้าแต่มหาราช ดุจดังทารกน้อยพักพิงอย่างผาสุกในตักบิดา ฉันใด ผู้ที่อยู่ใต้ร่มเงาแห่งการคุ้มครองอันชอบธรรมตามธรรมะย่อมดำรงอยู่อย่างปลอดภัยและอิ่มเอมฉันนั้น; ภาพนี้ชี้ให้เห็นหน้าที่แห่งการอารักขาและความไว้วางใจที่พึงบังเกิด”

Verse 28

अप्सरोगणसंकीर्णे ब्रह्मघोषानुनादिते

สถานที่นั้นแน่นขนัดด้วยหมู่อัปสรา และก้องกังวานด้วยเสียงสวดศักดิ์สิทธิ์แห่งพราหมณ์

Verse 29

एवमुकक्‍्त्वार्जुन: शैलमामन्त्रय परवीरहा

ครั้นกล่าวดังนั้นแล้ว อรชุนผู้ปราบวีรชนฝ่ายศัตรูได้กล่าวคำอำลาแก่ภูผาอย่างเป็นพิธี ก่อนออกเดินทางตามธรรมเนียมนักรบผู้มีวินัย

Verse 30

स तेनादित्यरूपेण दिव्येनाद्भुतकर्मणा

ไวศัมปายนะกล่าวว่า “แล้วอรชุน กุรุนันทนะผู้เปี่ยมปัญญาและยินดีนัก ได้ออกเดินทางขึ้นสู่เบื้องบนด้วยราชรถทิพย์อันมีรูปดุจสุริยัน เคลื่อนไหวและสำแดงฤทธิ์อัศจรรย์ ครั้นค่อย ๆ สูงขึ้น วีรบุรุษผู้ทรงธรรมก็ค่อย ๆ พ้นจากสายตาของมนุษย์ทั้งหลาย”

Verse 31

ऊर्ध्वमाचक्रमे धीमान्‌ प्रहृष्ट: कुरुनन्दन: । सो<दर्शनपथं यातो मर्त्यानां धर्मचारिणाम्‌

กุรุนันทนะผู้มีปัญญาและเปี่ยมปีติเริ่มไต่ขึ้นสู่เบื้องบน; แล้วค่อย ๆ ลับหายไปจากสายตาของปุถุชนผู้ดำเนินตามธรรมะ เข้าสู่หนทางอันมองไม่เห็น

Verse 32

ददर्शाद्भधुतरूपाणि विमानानि सहस्रश: । न तत्र सूर्य: सोमो वा द्योतते न च पावक:

เมื่อไต่สูงขึ้นไป เขาได้เห็นวิมานอันน่าอัศจรรย์นับพัน ๆ ในแดนนั้น ทั้งสุริยะและจันทรามิได้ส่องแสง แม้รัศมีแห่งไฟก็ไร้ประโยชน์—ประหนึ่งความรุ่งเรืองที่มิได้อาศัยแสงสว่างแห่งโลกีย์

Verse 33

स्वयैव प्रभया तत्र द्योतन्ते पुण्यलब्धया । तारारूपाणि यानीह दृश्यन्ते द्युतिमन्ति वै

ที่นั่นชาวสวรรค์ส่องประกายด้วยรัศมีของตนเอง อันได้มาจากบุญกุศลของตน สิ่งที่แลเห็นจากที่นี่เป็นดุจดวงดาวสุกสว่าง—เป็นจุดเล็กบ้างใหญ่บ้างในระยะไกล—แท้จริงคือเหล่าสัตว์ทิพย์ผู้รุ่งเรืองนั้น แต่ละตนสถิตในฐานะของตนและเปล่งรัศมีด้วยตนเอง

Verse 34

दीपवद्‌ विप्रकृष्टत्वात्‌ तनूनि सुमहान्त्यपि । तानि तत्र प्रभास्वन्ति रूपवन्ति च पाण्डव:

ด้วยความไกล แม้กายอันใหญ่ยิ่งก็แลดูประหนึ่งประทีป เป็นเพียงจุดแสงเล็ก ๆ แต่ ณ ที่นั้น รูปเหล่านั้นงามสง่าและส่องประกายด้วยรัศมีของตนเอง—ปาณฑวะได้ประจักษ์แก่ตา

Verse 35

ददर्श स्वेषु धिष्ण्येषु दीप्तिमन्त: स्वयार्चिषा । तत्र राजर्षय: सिद्धा वीराश्व निहता युधि

เขาได้เห็นเหล่าผู้รุ่งเรืองสถิตอยู่ในที่พำนักทิพย์ของตน ๆ ส่องประกายด้วยรัศมีของตนเอง ที่นั่นมีทั้งราชฤๅษีผู้บรรลุแล้ว และวีรชนผู้ล้มลงในสนามรบแล้วได้ไปถึงโลกเหล่านั้น

Verse 36

तपसा च जित स्वर्ग सम्पेतु: शतसड्घश: । गन्धर्वाणां सहस्राणि सूर्यज्वलिततेजसाम्‌

เหล่าฤๅษีผู้บำเพ็ญตบะจนพิชิตสวรรค์ได้ ต่างมุ่งไปเป็นร้อย ๆ หมู่คณะ และยังมีคนธรรพ์นับพัน ผู้มีเดชสว่างโชติช่วงดุจสุริยะ

Verse 37

गुहाकानामृषीणां च तथैवाप्सरसां गणान्‌ | लोकानात्मप्रभान्‌ पश्यन्‌ फाल्गुनो विस्मयान्वित:

ไวศัมปายนะกล่าวว่า—เมื่อฟาลคุนะ (อรชุน) ได้เห็นหมู่คุหยะกะ เหล่าฤๅษี และหมู่อัปสรา พร้อมทั้งโลกทั้งหลายที่ส่องประกายด้วยรัศมีแห่งตนเอง เขาก็เต็มไปด้วยความพิศวงยิ่งนัก।

Verse 38

पप्रच्छ मातलिं प्रीत्या स चाप्येनममुवाच ह । एते सुकृतिन:ः पार्थ स्वेषु धिष्ण्येष्ववस्थिता:

ไวศัมปายนะกล่าวว่า—อรชุนถามมาตลีด้วยความเอ็นดู; มาตลีก็ตอบเขาว่า—“โอ้ ปารถะ คนเหล่านี้เป็นผู้มีบุญกุศล ต่างสถิตอยู่ ณ ตำแหน่งสวรรค์ที่กำหนดไว้ของตนๆ”

Verse 39

ततो<पश्यत्‌ स्थितं द्वारि शुभं वैजयिनं गजम्‌

ไวศัมปายนะกล่าวว่า—แล้วเขาก็เห็นช้างผู้เป็นมงคลและเป็นนิมิตแห่งชัย ยืนอยู่ ณ ประตู

Verse 40

ऐरावतं चतुर्दन्तं कैलासमिव शृद्धिणम्‌ । स सिद्धमार्गमाक्रम्य कुरुपाण्डवसत्तम:

ไวศัมปายนะกล่าวว่า—อรชุนผู้เลิศในหมู่กุรุและปาณฑพ ได้เห็นไอราวตะผู้มีงาสี่งา สูงตระหง่านดุจเขาไกรลาสที่ประดับด้วยยอดน้อยใหญ่; แล้วเขาก็ก้าวขึ้นสู่หนทางที่เหล่าสิทธะสัญจร

Verse 41

व्यरोचत यथापूर्व मान्धाता पार्थिवोत्तम: । अभिचक्राम लोकान्‌ स राज्ञां राजीवलोचन:

ไวศัมปายนะกล่าวว่า—ดังที่ในกาลก่อน มานธาตา ผู้เป็นยอดแห่งพระราชา เคยรุ่งเรืองฉันใด อรชุนผู้มีเนตรดุจดอกบัวก็รุ่งเรืองฉันนั้น; แล้วเขาก็ย่างผ่านไปในโลกทั้งหลายของพระราชาผู้ทรงธรรม

Verse 42

एवं स संक्रमंस्तत्र स्वर्गलोके महायशा: । ततो ददर्श शक्रस्य पुरीं ताममरावतीम्‌

ครั้นมหายศผู้เป็นปารถะท่องไปในสวรรค์โลกดังนี้แล้ว ก็ได้เห็นนครของศักระ คืออมราวตี

Verse 263

अमृतास्वादनीया मे पीता: प्रस्रवणोदका: । 'यहाँके विभिन्न स्थानोंसे सुगन्धित फल लेकर भोजन किये हैं। तुम्हारे शरीरसे प्रकट हुए परम सुगन्धित प्रचुर जलका सेवन किया है। तुम्हारे झरनेका अमृतके समान स्वादिष्ट जल मैंने प्रतिदिन पान किया है

ข้าพเจ้าได้ดื่มน้ำจากธารน้ำพุของท่าน ซึ่งหวานดุจอมฤต ทุกๆ วันข้าพเจ้าได้เสพน้ำอันมากมายและหอมยิ่ง ที่ผุดพรายออกจากกายของท่าน

Verse 273

तथा तवाड्के ललितं शैलराज मया प्रभो । 'प्रभो नगराज! जैसे शिशु अपने पिताके अंकमें बड़े सुखसे रहता है, उसी प्रकार मैंने भी तुम्हारी गोदमें आमोदपूर्वक क्रीड़ाएँ की हैं

ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า เจ้าแห่งขุนเขา! ดุจทารกอยู่ในอ้อมอกบิดาอย่างเป็นสุข ฉันนั้นข้าพเจ้าก็ได้รื่นรมย์และเล่นสนุกอยู่ในตักอันคุ้มครองของท่าน

Verse 283

सुखमस्म्युषित: शैल तव सानुषु नित्यदा । 'शैलराज! अप्सराओंसे व्याप्त और वैदिक मन्त्रोंके उच्चघोषसे प्रतिध्वनित तुम्हारे शिखरों पर मैंने प्रतिदिन बड़े सुखसे निवास किया है”

โอ้ราชาแห่งขุนเขา! ข้าพเจ้าได้พำนักอย่างเป็นสุขบนไหล่เขาของท่านทุกวัน บนยอดเขาที่เต็มไปด้วยอัปสรา และก้องกังวานด้วยเสียงสาธยายมนตร์พระเวท ข้าพเจ้าอยู่ด้วยความอิ่มเอมเสมอ

Verse 293

आरुरोह रथं दिव्यं द्योतयन्निव भास्कर: । ऐसा कहकर शत्रुवीरोंका संहार करनेवाले अर्जुन शैलराजसे आज्ञा माँगकर उस दिव्य रथको देदीप्यमान करते हुए-से उसपर आखरूढ़ हो गये

ครั้นกล่าวดังนั้นแล้ว อรชุนผู้ปราบวีรชนศัตรูได้ทูลขออนุญาตจากราชาแห่งขุนเขา แล้วขึ้นสู่รถทิพย์คันนั้น รถนั้นแลดูประหนึ่งลุกโชติช่วงด้วยรัศมี—ดุจพระอาทิตย์ส่องสว่างไปทั่วทุกทิศ

Verse 383

तान्‌ दृष्टवानसि विभो तारारूपाणि भूतले । अर्जुनने प्रसन्नतापूर्वक मातलिसे उनके विषयमें पूछा

ข้าแต่วิบู! บนพื้นพิภพท่านได้เห็นพวกเขาเปล่งประกายในรูปดวงดาวแล้ว อรชุนมีใจยินดีจึงทูลถามมาตลีถึงเรื่องนั้น มาตลีกล่าวว่า “โอ กุนตีบุตร! คนเหล่านี้เองคือบุรุษผู้มีบุญ ผู้พำนักอยู่ในโลกของตน ๆ ข้าแต่วิบู! ผู้ที่ท่านเห็นส่องแสงเป็นดวงดาวบนแผ่นดิน ก็คือพวกเขานั่นเอง”

Frequently Asked Questions

How exceptional martial capability should be acquired and used: the chapter insists power must be received through disciplined merit and precise instruction, and deployed only within an articulated duty-framework.

Identity and obligation are framed as cosmically situated: Arjuna is reminded of an antecedent, higher role (Nara) and is directed to treat forthcoming engagements as mandated responsibility rather than personal hostility.

While no explicit phalaśruti formula is stated, the closing characterization—Arjuna as ‘labdhāstra’ and ‘kṛtārtha’—functions as an implicit result-marker: disciplined pursuit culminating in authorized capacity and inner completion.

Read Mahabharata in the Vedapath app

Scan the QR code to open this directly in the app, with audio, word-by-word meanings, and more.

Continue reading in the Vedapath app

Open in App