
विष्णुरुवाच—एकाक्षर-प्रणव-लिङ्ग-व्याप्ति-शिवस्तोत्रम्
บทนี้เป็นสโตตระต่อเนื่องที่พระวิษณุกราบทูลสรรเสริญพระรุทระ–ศิวะ เริ่มด้วยการอธิบายเอกाक्षรปรณวะ (อ-อุ-มฺ): ‘อ’ คือรุทระ/อาตมรูป, ‘อุ’ คืออาทิเทวะ/วิทยาเทหะ, และ ‘มฺ’ คือหลักการที่สาม—ศิวะ/ปรมาตมัน สว่างดุจสุริยะ-อัคนี-โสม จากนั้นยกย่องพระศิวะว่าเป็นเจ้าแห่งเหล่ารุทระ เป็นปัญจพรหมมุข (สัทยโยชาต, วามเทว, อโฆระ, อีศาน) และเป็นลิงคะอูรธวะพร้อมทั้งลิงคิน ผู้ทรงเครื่องหมาย ต่อด้วยบัญชีจักรวาลวิทยา: พระศิวะแผ่ซ่านในไฟ ลม น้ำ แผ่นดิน อากาศ และตนมาตระ (เสียง สัมผัส รส กลิ่น) ทั้งยังเหนือรูป—อรูปแต่ก็สรูป ตอนท้ายเป็นผลश्रุติ: การสวดหรือสอนแก่พราหมณ์ผู้รู้พระเวททำลายบาปและยกผู้ภักดีสู่พรหมโลก ปูทางสู่คำสอนถัดไปจากการสรรเสริญไปสู่การปฏิบัติและความกระจ่างแห่งหลักธรรม।
Verse 1
विष्णुर् उवाच एकाक्षराय रुद्राय अकारायात्मरूपिणे उकारायादिदेवाय विद्यादेहाय वै नमः
พระวิษณุตรัสว่า: ขอนอบน้อมแด่พระรุทระผู้เป็นเอกอักษร แด่ผู้เป็นอักษร ‘อะ’ ผู้มีรูปเป็นอาตมัน แด่ผู้เป็นอักษร ‘อุ’ เทพปฐม และแด่ผู้มีสรีระเป็นวิทยา คือญาณอันบริสุทธิ์
Verse 2
तृतीयाय मकाराय शिवाय परमात्मने सूर्याग्निसोमवर्णाय यजमानाय वै नमः
ขอนอบน้อมแด่พระศิวะผู้เป็นปรมาตมัน ผู้เป็น ‘มะ’ (มการ) อันที่สาม ผู้มีรัศมีดุจสีแห่งสุริยะ อัคนี และโสม และผู้เป็นยชามานะอันแท้จริง คือพระผู้เป็นเจ้าในภายใน ผู้รับและชำระยัญพิธีทั้งปวง
Verse 3
अग्नये रुद्ररूपाय रुद्राणां पतये नमः शिवाय शिवमन्त्राय सद्योजाताय वेधसे
ขอนอบน้อมแด่อัคนีผู้มีรูปเป็นรุทระ; ขอนอบน้อมแด่พระผู้เป็นปติแห่งเหล่ารุทระ. ขอนอบน้อมแด่พระศิวะผู้เป็นแก่นแท้แห่งศิวมนตร์ และแด่สัทโยชาตะ เวธัส ผู้ทรงกำหนดการสร้างสรรพสิ่ง.
Verse 4
वामाय वामदेवाय वरदायामृताय ते अघोरायातिघोराय सद्योजाताय रंहसे
ขอนอบน้อมแด่พระองค์—ผู้ทรงงาม (วามะ) คือ วามเทวะ; ผู้ประทานพร ผู้เป็นอมฤต. ขอนอบน้อมแด่อโฆระและอาติ-โฆระ และแด่สัทโยชาตะ ผู้ทรงกระทำการอย่างรวดเร็ว.
Verse 5
ईशानाय श्मशानाय अतिवेगाय वेगिने नमो ऽस्तु श्रुतिपादाय ऊर्ध्वलिङ्गाय लिङ्गिने
ขอนอบน้อมแด่อีศานะ ผู้สถิต ณ ป่าช้า; ผู้รวดเร็วเหนือยิ่ง ผู้ทรงความเร็ว. ขอนอบน้อมแด่พระองค์ผู้มีบาทเป็นศรุติ (พระเวท); แด่ลึงคะอันตั้งตรง และแด่พระลิงคี ผู้เป็นเจ้าแห่งลึงคะ.
Verse 6
हेमलिङ्गाय हेमाय वारिलिङ्गाय चांभसे शिवाय शिवलिङ्गाय व्यापिने व्योमव्यापिने
ขอนอบน้อมแด่ลึงคะทองคำ และแด่พระองค์ผู้เป็นทองคำ; แด่ลึงคะแห่งน้ำ และแด่อัมภัส คือธาตุน้ำ. ขอนอบน้อมแด่พระศิวะและศิวลึงคะ แด่พระผู้แผ่ซ่านทั่วสรรพสิ่ง ผู้แผ่ซ่านทั่วเวหาหาว.
Verse 7
वायवे वायुवेगाय नमस्ते वायुव्यापिने तेजसे तेजसां भर्त्रे नमस्तेजो ऽधिव्यापिने
ขอนอบน้อมแด่พระองค์ในฐานะวายุ—ผู้เป็นแรงและความเร็วแห่งลม ผู้แผ่ซ่านเป็นอากาศ. ขอนอบน้อมแด่พระองค์ในฐานะเตชัส—พลังรัศมี ผู้ทรงค้ำจุนรัศมีทั้งปวง ผู้แผ่ซ่านเป็นแสงสว่างภายใน.
Verse 8
जलाय जलभूताय नमस्ते जलव्यापिने पृथिव्यै चान्तरिक्षाय पृथिवीव्यापिने नमः
ขอนอบน้อมแด่พระศิวะ ผู้เป็นน้ำ ผู้เป็นตัตตวะแห่งน้ำ และผู้แผ่ซ่านทั่วสายน้ำ ขอนอบน้อมแด่พระองค์ผู้เป็นแผ่นดินและอันตริกษะ และผู้แผ่ซ่านทั่วปฐพี
Verse 9
शब्दस्पर्शस्वरूपाय रसगन्धाय गन्धिने गणाधिपतये तुभ्यं गुह्याद्गुह्यतमाय ते
ขอนอบน้อมแด่พระศิวะ ผู้มีสภาวะเป็นเสียงและสัมผัส ผู้เป็นแก่นแห่งรสและกลิ่น ผู้ทรงความหอมเองโดยแท้ ขอนอบน้อมแด่พระองค์ผู้เป็นคณาธิปติ และผู้ลี้ลับยิ่งกว่าความลี้ลับทั้งปวง
Verse 10
अनन्ताय विरूपाय अनन्तानामयाय च शाश्वताय वरिष्ठाय वारिगर्भाय योगिने
ขอนอบน้อมแด่พระศิวะผู้อนันต์ ผู้เป็นเจ้าแห่งรูปนานาประการ ผู้พ้นจากทุกข์โรคอันไร้จุดเริ่ม ผู้เป็นนิรันดร์และสูงสุด ผู้ทรงครรภ์แห่งน้ำนภจักรวาล และเป็นมหาโยคี ผู้เป็นปติผู้ปลดปล่อยปศุจากบ่วงปาศะ
Verse 11
संस्थितायाम्भसां मध्ये आवयोर्मध्यवर्चसे गोप्त्रे हर्त्रे सदा कर्त्रे निधनायेश्वराय च
ขอนอบน้อมแด่พระอีศวร ผู้สถิตกลางสายน้ำทั้งปวง ผู้เป็นรัศมีภายในระหว่างเราทั้งสอง ผู้ทรงคุ้มครองและทรงถอนคืน ผู้กระทำไม่ขาดสาย และเป็นเจ้าแห่งการสลายสิ้นสุดท้าย
Verse 12
अचेतनाय चिन्त्याय चेतनायासहारिणे अरूपाय सुरूपाय अनङ्गायाङ्गहारिणे
ขอนอบน้อมแด่พระศิวะ ผู้เหนือความไม่รู้สึกแต่ยังเป็นที่พึงระลึกแม้แก่ผู้ไม่รู้สึก ผู้ทรงขจัดอหังการของผู้มีจิตรู้ ผู้ไร้รูปแต่เป็นบ่อเกิดแห่งรูปอันงาม ผู้ไร้อวัยวะแต่ทรงดึงความเป็นอวัยวะทั้งปวงให้ลับคืนสู่พระองค์
Verse 13
भस्मदिग्धशरीराय भानुसोमाग्निहेतवे श्वेताय श्वेतवर्णाय तुहिनाद्रिचराय च
ขอนอบน้อมแด่พระผู้เป็นเจ้าผู้ทาพระวรกายด้วยวิภูติ (เถ้าศักดิ์สิทธิ์); ผู้เป็นเหตุภายในและเป็นหลักค้ำจุนแห่งสุริยะ จันทรา และอัคนี. ขอนอบน้อมแด่พระศิวะผู้ขาวผ่องสว่าง ผู้สถิตและจาริกบนหิมาลัย.
Verse 14
सुश्वेताय सुवक्त्राय नमः श्वेतशिखाय च श्वेतास्याय महास्याय नमस्ते श्वेतलोहित
ขอนอบน้อมแด่พระองค์ผู้ขาวผ่องยิ่งและมีพระพักตร์เป็นมงคล; ขอนอบน้อมแด่พระองค์ผู้มียอดมวยผม (ชิขา) สีขาว. แด่พระองค์ผู้มีพระพักตร์ขาวและพระพักตร์ยิ่งใหญ่—ขอนอบน้อมพระศเวตโลหิต ผู้ขาวและแดง.
Verse 15
सुताराय विशिष्टाय नमो दुन्दुभिने हर शतरूपविरूपाय नमः केतुमते सदा
ขอนอบน้อมแด่พระตารกผู้ประเสริฐ (ผู้นำทาง) และพระผู้วิเศษ; โอ้พระหระ ขอนอบน้อมแด่พระองค์ผู้ก้องกังวานดุจดุนทุภี. แด่พระองค์ผู้ทรงร้อยรูปและทรงไร้รูป (นิรคุณ) ขอนอบน้อม; แด่พระเกตุมันต์ผู้เป็นธงแห่งจิตสำนึก ขอนอบน้อมเสมอ.
Verse 16
ऋद्धिशोकविशोकाय पिनाकाय कपर्दिने विपाशाय सुपाशाय नमस्ते पाशनाशिने
ขอนอบน้อมแด่พระองค์ผู้เป็นความรุ่งเรือง ผู้ดับทุกข์และอยู่เหนือทุกข์; แด่ผู้ทรงคันศรปิณากะ ผู้มีมวยผมชฎา. แด่ผู้พ้นจากพันธะ (วิปาศะ) และผู้ทรงบ่วงอันเป็นมงคล (สุปาศะ)—ขอนอบน้อมแด่พระผู้ทำลายบ่วงพันธนาการ (ปาศะ).
Verse 17
सुहोत्राय हविष्याय सुब्रह्मण्याय सूरिणे सुमुखाय सुवक्त्राय दुर्दमाय दमाय च
ขอนอบน้อมแด่พระสุโหตร ผู้ประกอบยัญอันเป็นมงคล และแด่พระองค์ผู้เป็นหวิษ (เครื่องบูชา) เอง. ขอนอบน้อมแด่ผู้คุ้มครองพรหมณยะและธรรมเวท และแด่พระสุรีผู้เป็นบัณฑิต. แด่ผู้มีพระพักตร์อ่อนโยนและวาจางาม; แด่ผู้ปราบมิได้และผู้ทรงวินัยควบคุม—ขอนอบน้อม.
Verse 18
कङ्काय कङ्करूपाय कङ्कणीकृतपन्नग सनकाय नमस्तुभ्यं सनातन सनन्दन
ขอนอบน้อมแด่พระองค์ผู้เป็นกังกะ ผู้ทรงแปลงเป็นรูปกังกะ และผู้ทรงสวมอสรพิษเป็นกำไลเครื่องประดับ โอ้ผู้ดึกดำบรรพ์ โอ้สนันทนะ—ขอนอบน้อมแด่พระองค์ผู้สถิตเป็นสานกะ
Verse 19
सनत्कुमारसारङ्गम् आरणाय महात्मने लोकाक्षिणे त्रिधामाय नमो विरजसे सदा
ขอนอบน้อมเสมอแด่พระผู้ไร้มลทิน ผู้ได้รับการสรรเสริญจากสานัตกุมารและเหล่าฤๅษี ผู้สถิตในอาศรมป่าอันศักดิ์สิทธิ์ พระมหาวิญญาณ ผู้เป็นดวงตาแห่งโลกทั้งปวง และผู้รุ่งเรืองเป็นตรีธามะ—ที่พำนักสามประการ
Verse 20
शङ्खपालाय शङ्खाय रजसे तमसे नमः सारस्वताय मेघाय मेघवाहन ते नमः
ขอนอบน้อมแด่พระองค์ในฐานะศังคปาละ ผู้พิทักษ์; ขอนอบน้อมแด่พระองค์ในฐานะสังข์อันเป็นมงคล; ขอนอบน้อมแด่พระองค์ในฐานะรชัสและตมัส ขอนอบน้อมแด่พระองค์ผู้เป็นเจ้าแห่งสรัสวตี ผู้เป็นเมฆ และผู้ทรงพาหนะเป็นเมฆ—นอบน้อมแด่พระองค์
Verse 21
सुवाहाय विवाहाय विवादवरदाय च नमः शिवाय रुद्राय प्रधानाय नमोनमः
ขอนอบน้อมแด่พระศิวะ ผู้ประทานสุวาหะคือพาหนะอันเป็นมงคล และวิวาหะคือการนำพาอันเป็นมงคล ผู้ประทานพรแม้ท่ามกลางข้อพิพาท ขอนอบน้อมซ้ำแล้วซ้ำเล่าแด่พระศิวะ แด่พระรุทระ และแด่ประธานะอันสูงสุด—รากฐานดั้งเดิมแห่งการปรากฏ
Verse 22
त्रिगुणाय नमस्तुभ्यं चतुर्व्यूहात्मने नमः संसाराय नमस्तुभ्यं नमः संसारहेतवे
ขอนอบน้อมแด่พระองค์ผู้ครอบครองสามคุณะ ขอนอบน้อมแด่พระองค์ผู้มีสภาวะเป็นการปรากฏสี่ประการ ขอนอบน้อมแด่พระองค์ในฐานะสังสารวัฏ และขอนอบน้อมแด่พระองค์ในฐานะเหตุแห่งสังสารวัฏ
Verse 23
मोक्षाय मोक्षरूपाय मोक्षकर्त्रे नमोनमः आत्मने ऋषये तुभ्यं स्वामिने विष्णवे नमः
ขอนอบน้อมซ้ำแล้วซ้ำเล่าแด่พระผู้เป็นโมกษะ ผู้มีสภาวะเป็นโมกษะ และผู้ประทานโมกษะ แด่พระองค์ผู้เป็นอาตมัน เป็นฤๅษีภายใน เป็นเจ้าเหนือหัว—ในรูปวิษณุ ข้าขอนอบน้อม
Verse 24
नमो भगवते तुभ्यं नागानां पतये नमः ओङ्काराय नमस्तुभ्यं सर्वज्ञाय नमो नमः
ขอนอบน้อมแด่พระองค์ผู้เป็นภควาน ขอนอบน้อมแด่พระผู้เป็นเจ้าแห่งนาคทั้งหลาย ขอนอบน้อมแด่พระองค์ผู้เป็นโอมการะอันศักดิ์สิทธิ์ ขอนอบน้อมซ้ำแล้วซ้ำเล่าแด่พระผู้ทรงรอบรู้
Verse 25
सर्वाय च नमस्तुभ्यं नमो नारायणाय च नमो हिरण्यगर्भाय आदिदेवाय ते नमः
ขอนอบน้อมแด่พระองค์ผู้เป็นสรรพสิ่ง ขอนอบน้อมแด่นารายณะด้วย ขอนอบน้อมแด่หิรัณยครรภะ โอ้พระอาทิเทพ ขอนอบน้อมแด่พระองค์
Verse 26
नमो ऽस्त्वजाय पतये प्रजानां व्यूहहेतवे महादेवाय देवानाम् ईश्वराय नमो नमः
ขอนอบน้อมแด่พระผู้ไม่บังเกิด ผู้เป็นปติแห่งสรรพชีวิต ผู้เป็นเหตุแห่งการแผ่ขยายและการจัดระเบียบแห่งภพ ขอนอบน้อมซ้ำแล้วซ้ำเล่าแด่มหาเทพ ผู้เป็นอีศวรแห่งเหล่าเทวะ
Verse 27
शर्वाय च नमस्तुभ्यं सत्याय शमनाय च ब्रह्मणे चैव भूतानां सर्वज्ञाय नमो नमः
ขอนอบน้อมแด่พระองค์ในนามศรฺวะ ขอนอบน้อมแด่พระองค์ผู้เป็นสัจจะ และผู้เป็นศมนะผู้ประทานความสงบ ขอนอบน้อมซ้ำแล้วซ้ำเล่าแด่พระองค์ผู้เป็นพรหมันแห่งสรรพสัตว์ ผู้ทรงรอบรู้
Verse 28
महात्मने नमस्तुभ्यं प्रज्ञारूपाय वै नमः चितये चितिरूपाय स्मृतिरूपाय वै नमः
ขอนอบน้อมแด่พระผู้เป็นมหาตมัน; นอบน้อมแด่พระองค์ผู้ทรงเป็นรูปแห่งปรัชญาอันสูงส่ง ขอนอบน้อมแด่จิตสำนึกแท้ ผู้ทรงเป็นรูปแห่งจิติ และขอนอบน้อมแด่พระองค์ผู้ทรงเป็นรูปแห่งสมฤติ (ความทรงจำศักดิ์สิทธิ์)
Verse 29
ज्ञानाय ज्ञानगम्याय नमस्ते संविदे सदा शिखराय नमस्तुभ्यं नीलकण्ठाय वै नमः
ขอนอบน้อมแด่พระองค์ผู้ทรงเป็นญาณเอง และผู้ทรงเข้าถึงได้ด้วยญาณแท้—แด่สํวิด (สติรู้บริสุทธิ์) อันเป็นนิตย์ ขอนอบน้อมแด่พระองค์ผู้เป็นศิขระ (ยอดสูงสุด) และขอนอบน้อมแด่พระนีลกัณฐะ ผู้มีพระศอสีคราม
Verse 30
अर्धनारीशरीराय अव्यक्ताय नमोनमः एकादशविभेदाय स्थाणवे ते नमः सदा
ขอนอบน้อมซ้ำแล้วซ้ำเล่าแด่อรรธนารีศวร ผู้มีพระวรกายครึ่งสตรี ผู้เป็นอว்யกต (ไม่ปรากฏ) ขอนอบน้อมเสมอแด่พระสถาณุ ผู้ทรงปรากฏเป็นสิบเอ็ดภาวะ
Verse 31
नमः सोमाय सूर्याय भवाय भवहारिणे यशस्कराय देवाय शङ्करायेश्वराय च
ขอนอบน้อมแด่พระองค์ผู้ทรงเป็นโสมะและสุริยะ แด่ภวะ ผู้ทรงขจัดภวะ (ความเวียนว่าย) ขอนอบน้อมแด่เทพผู้ประทานยศศักดิ์ แด่ศังกระผู้เป็นมงคล และแด่อีศวร พระผู้เป็นใหญ่
Verse 32
नमो ऽंबिकाधिपतये उमायाः पतये नमः हिरण्यबाहवे तुभ्यं नमस्ते हेमरेतसे
ขอนอบน้อมแด่พระผู้เป็นเจ้าแห่งอัมพิกา แด่พระสวามีของอุมา ขอนอบน้อมแด่พระองค์ผู้มีพระกรดุจทอง (หิรัณยพาหุ) และขอนอบน้อมแด่พระองค์ผู้มีพลัง/พืชพันธุ์ดุจทอง (เหมหเรตัส)
Verse 33
नीलकेशाय वित्ताय शितिकण्ठाय वै नमः कपर्दिने नमस्तुभ्यं नागाङ्गाभरणाय च
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีมวยผมสีน้ำเงินเข้ม ผู้เป็นทรัพย์แท้; ขอนอบน้อมแด่พระศิติกัณฐะ ผู้มีพระศอขาว. ขอนอบน้อมแด่พระกปัรทิน ผู้มีผมมุ่น; และขอนอบน้อมแด่พระผู้มีอวัยวะประดับด้วยนาคทั้งหลาย
Verse 34
वृषारूढाय सर्वस्य हर्त्रे कर्त्रे नमोनमः वीररामातिरामाय रामनाथाय ते विभो
ขอนอบน้อมซ้ำแล้วซ้ำเล่าแด่พระผู้ทรงขี่โค ผู้เป็นทั้งผู้สร้างและผู้ถอนคืนสรรพสิ่ง. โอ้พระผู้แผ่ซ่านทั่ว, ขอนอบน้อมแด่พระองค์ในนามวีรรามะ, อติรามะผู้ยิ่งรื่นรมย์, และรามนาถะ เจ้าแห่งรามะ
Verse 35
नमो राजाधिराजाय राज्ञामधिगताय ते नमः पालाधिपतये पालाशाकृन्तते नमः
ขอนอบน้อมแด่ราชาธิราช ผู้ซึ่งกษัตริย์ทั้งหลายเข้าถึงและยอมรับ. ขอนอบน้อมแด่จอมแห่งผู้พิทักษ์; ขอนอบน้อมแด่พระผู้ตัดกิ่งปาลาศะ ผู้ขจัดอุปสรรคและปราบสิ่งที่ควรถูกยับยั้ง
Verse 36
नमः केयूरभूषाय गोपते ते नमोनमः नमः श्रीकण्ठनाथाय नमो लिकुचपाणये
ขอนอบน้อมแด่พระผู้ประดับด้วยกำไลต้นแขน (เคยูระ); โอ้โคปติ ผู้คุ้มครองสรรพชีวิต ขอนอบน้อมแด่พระองค์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า. ขอนอบน้อมแด่ศรีกัณฐนาถะ; ขอนอบน้อมแด่พระผู้ทรงผลลิกุจะไว้ในพระหัตถ์
Verse 37
भुवनेशाय देवाय वेदशास्त्र नमो ऽस्तु ते सारङ्गाय नमस्तुभ्यं राजहंसाय ते नमः
ขอนอบน้อมแด่ภุวเนศะ เทวะผู้รุ่งเรือง; ขอนอบน้อมแด่พระองค์ผู้เป็นแก่นแท้แห่งพระเวทและศาสตรา. โอ้สารังคะ ข้าขอนอบน้อมแด่พระองค์; โอ้ราชหงส์ ขอนอบน้อมแด่พระองค์
Verse 38
कनकाङ्गदहाराय नमः सर्पोपवीतिने सर्पकुण्डलमालाय कटिसूत्रीकृताहिने
ขอนอบน้อมแด่พระผู้ทรงกำไลและสร้อยทอง; ขอนอบน้อมแด่พระเป็นเจ้าผู้ทรงงูเป็นยัชโญปวีตะ. ผู้ทรงงูเป็นต่างหูและพวงมาลัย และทรงงูเป็นสายรัดเอว—ขอนอบน้อมแด่พระศิวะ.
Verse 39
वेदगर्भाय गर्भाय विश्वगर्भाय ते शिव ब्रह्मोवाच विररामेति संस्तुत्वा ब्रह्मणा सहितो हरिः
ขอนอบน้อมแด่พระองค์ โอ้พระศิวะ—พระองค์คือครรภ์แห่งพระเวท ครรภ์แห่งการปรากฏทั้งปวง และครรภ์แห่งจักรวาล. ครั้นสรรเสริญดังนี้แล้ว พระหริ (วิษณุ) พร้อมพระพรหมก็สงบนิ่ง; แล้วพระพรหมกล่าวว่า “พอแล้ว จงยุติ.”
Verse 40
एतत्स्तोत्रवरं पुण्यं सर्वपापप्रणाशनम् यः पठेच्छ्रावयेद्वापि ब्राह्मणान् वेदपारगान्
บทสรรเสริญอันประเสริฐนี้เป็นบุญกุศลและทำลายบาปทั้งปวง. ผู้ใดสวด หรือทำให้พราหมณ์ผู้เชี่ยวชาญพระเวทได้สดับ—การสวดและการสดับนั้นชำระปศุ (ดวงจิตที่ถูกผูก) ให้บริสุทธิ์ และทำให้เหมาะแก่พระอนุเคราะห์ของปติ-ศิวะ ผู้ตัดปาศะ (พันธนาการ).
Verse 41
स याति ब्रह्मणो लोके पापकर्मरतो ऽपि वै तस्माज्जपेत्पठेन्नित्यं श्रावयेद्ब्राह्मणाञ्छुभान्
แม้ผู้หมกมุ่นในกรรมบาปก็ยังไปถึงพรหมโลกได้. เพราะฉะนั้นพึงทำชปะและสวดอ่านทุกวัน และให้พราหมณ์ผู้เป็นมงคลได้สดับ—เพราะการสดับนี้ชำระปศุให้บริสุทธิ์ และทำให้ปาศะคลายลงด้วยพระกรุณาของปติ-ศิวะ.
Verse 42
सर्वपापविशुद्ध्यर्थं विष्णुना परिभाषितम्
เพื่อความบริสุทธิ์จากบาปทั้งปวง พระวิษณุได้ประกาศไว้โดยชัดแจ้ง—เพื่อให้ปศุเหมาะสมต่อพระอนุเคราะห์ของพระศิวะ.
It interprets A-U-M as a theological ladder: A as Rudra/ātman-aspect, U as the primordial divine principle and vidyā-body, and M as Śiva/Paramātman—thereby making Pranava a concise mantra of Śiva’s totality (immanence + transcendence).
The phalaśruti states that reading, reciting, or causing it to be heard—especially in the presence of Veda-versed brāhmaṇas—destroys sins (sarva-pāpa-praṇaśana), purifies karma, and supports ascent toward higher lokas, ultimately orienting the sādhaka toward mokṣa.