โมหินีถามวสุว่า ครั้งก่อนพระเจ้าอินทรทยุมน์ทรงสร้างปฏิมาศักดิ์สิทธิ์อย่างไร และด้วยวิธีใดพระมาธวะจึงทรงพอพระทัย (1–3) วสุเล่าว่า หลังการก่อสร้างแล้วพระราชายังไม่พบวิครหะที่ควรแก่การบูชา จึงกังวลยิ่ง นอนไม่หลับ และไม่เพลิดเพลินในราชสุข (4–6) คัมภีร์กล่าวว่า ปฏิมาพระวิษณุอาจทำด้วยหิน ไม้ หรือโลหะ แต่จะเป็นที่ยอมรับได้ต่อเมื่อมีลักษณะตามศาสตรบัญญัติ; พระราชาจึงตั้งพระทัยสถาปนาปฏิมาเช่นนั้น (7–8) ครั้นบูชาตามปัญจราตระแล้ว ทรงสรรเสริญยืดยาว—นอบน้อมพระวาสุเทวผู้ประทานโมกษะ ต่อสังกรษณะ-ปรัทยุมน์-อนิรุทธ ต่อพระนารายณ์ และต่ออวตารเช่นนรสิงห์และวราหะ (9–19) ทรงประกาศเอกภาพของพระหริที่เหนือความแบ่งแยกทั้งปวง และพรรณนารูปสี่กรเพื่อการภาวนา (20–30) ต่อมาบทสรรเสริญกลายเป็นการพึ่งพระองค์ (ศรณาคติ) กล่าวถึงการเกิดซ้ำ พันธนาการแห่งกรรม นรก-สวรรค์ และความไม่มั่นคงของสังสารวัฏ แล้วทูลขอความคุ้มครองและภักติอันมั่นคงทุกชาติ พร้อมความสำนึกผิดและการทำองค์ประกอบแห่งการบูชาให้ครบถ้วน (31–68)
No shlokas available for this adhyaya yet.
The chapter distinguishes mere material form from ritually valid embodiment: stone/wood/metal icons become ‘fit for Viṣṇu’ only when marked by prescribed characteristics (lakṣaṇas), implying conformity to śāstric iconography and consecratory intent rather than arbitrary craftsmanship.
Indradyumna’s worship is explicitly said to follow the Pañcarātra procedure, after which he offers a comprehensive stotra; together they present a paired method: correct ritual protocol (vidhi) plus devotional surrender (bhakti/śaraṇāgati).
It affirms that worship-related distinctions (vyūhas, avatāras, divine categories) are conventionally spoken for practice, while in highest truth Hari remains non-dual, beyond real division—allowing both icon worship and metaphysical unity to coexist.