บทนี้เริ่มด้วยคาถามงคลสรรเสริญพระหริผู้ทรงพระกรและพระบาทดุจดอกบัว วางกรอบแห่งการคุ้มครองและพระกรุณาแบบไวษณพะไว้ก่อน จากนั้นพระเจ้ามานธาตาทูลถามฤๅษีวสิษฐะถึง ‘ไฟ’ ที่เผาเชื้อเพลิงแห่งบาปอันน่ากลัว แยกบาปที่ทำโดยไม่รู้ตัวว่าเป็น ‘แห้ง’ กับบาปที่ทำโดยเจตนาว่าเป็น ‘ชื้น’ และถามถึงบาปในอดีต ปัจจุบัน อนาคต วสิษฐะชี้ว่าไฟชำระนั้นคือวันเอกาทศี วันศักดิ์สิทธิ์ของพระหริ ซึ่งประกอบด้วยการสำรวมตน การถืออุโบสถ/อดอาหาร การบูชาพระมธุสูทนะ การอาบน้ำพิธีที่เกี่ยวเนื่องกับธาตรี/อามลกี และการตื่นเฝ้าตลอดคืน เอกาทศีกล่าวว่าสามารถเผาบาปที่สั่งสมมาหลายร้อยชาติ และให้บุญยิ่งกว่าอัศวเมธกับราชสูยะ พร้อมประทานผลทางโลก (สุขภาพ คู่ครอง บุตร อำนาจอธิปไตย) และผลสูงสุด (สวรรค์และโมกษะ) อีกทั้งยกว่าการถือวันของพระหริเป็นหนทางชี้ขาดสู่ที่ประทับของพระวิษณุ เหนือกว่าการพึ่งเพียงตirtha อันเลื่องชื่อ ผลบุญยังเกื้อกูลญาติทั้งสายมารดา บิดา และเครือญาติทางสมรส ท้ายที่สุดทวาทศีได้รับการสรรเสริญว่าเป็น ‘ไฟ’ ขั้นสุดที่ทำให้การปฏิบัติสมบูรณ์ นำสู่วิษณุโลกและป้องกันการเกิดใหม่
No shlokas available for this adhyaya yet.
Because the chapter treats Ekādaśī observance (fasting, self-mastery, worship, vigil) as a ritualized purifier that reduces pāpa to ‘ashes,’ explicitly destroying both unintentional (‘dry’) and intentional (‘moist’) sin, even across many births.
Self-restraint, fasting, worship of Madhusūdana (Viṣṇu), bathing linked with dhātrī/āmalakī, and keeping vigil through the night; Dvādaśī is praised as the powerful completion that seals the sin-burning result.
It claims Ekādaśī’s purifying power surpasses famed tīrthas as a decisive means and exceeds large śrauta rites (Aśvamedha, Rājasūya) in merit, presenting vrata-bhakti as a more direct path to Viṣṇuloka and mokṣa.