
บทนี้ดำเนินเรื่องเป็นสองช่วงที่เชื่อมกัน ช่วงแรก นารทกล่าวว่าได้อิ่มเอมจากการฟังคำสอนแล้ว แต่ยังปรารถนาจะได้ “ทัศนะ” แห่งรูปเดิม/รูปสูงสุดของพระผู้เป็นเจ้า นารายณ์ตรัสว่า รูปนั้นมิได้เข้าถึงได้ด้วยทาน ยัญญะ พิธีกรรมพระเวท หรือเพียงตบะเท่านั้น หากปรากฏแก่ผู้มีภักติเอกเดียว (อนันยะภักติ) นารทได้รับการยืนยันว่าเป็นผู้เหมาะสมด้วยภักติ ความรู้ ความคลายกำหนัด และความมั่นคงในสวธรรม จึงได้รับบัญชาให้ไปยัง “เศวตทวีป” เกาะขาวภายใน ช่วงที่สอง สกันทะเล่าการเหาะเหินด้วยโยคะของนารทและการเห็นเศวตทวีปอันเรืองรองทางเหนือของสมุทรน้ำนม อุดมด้วยไม้เป็นมงคล สวน ธารน้ำ ดอกบัว นกและสัตว์นานาชนิด ผู้อยู่อาศัยเป็นผู้หลุดพ้น ไร้บาป มีกลิ่นหอม เยาว์วัยเสมอ มีลักษณะมงคล บางคราวมีสองกร บางคราวมีสี่กร ปราศจากคลื่นทั้งหก (ษฑูรมิ) และพ้นความหวาดกลัวต่อกาลเวลา สาวรณีถามว่าเหล่าสัตบุรุษเช่นนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไรและมีสภาวะเช่นใด สกันทะอธิบายว่าเป็น “อักษร” ผู้บรรลุพรหมภาวะด้วยการบูชาวาสุเทวะอย่างแน่วแน่ในกัลป์ก่อน ๆ เป็นอิสระจากกาลและมายา และเมื่อปรลัยย่อมกลับสู่อักษรธาม ส่วนผู้ที่เกิดเป็น “กษร” ด้วยอำนาจมายา ก็อาจบรรลุสภาพเดียวกันได้ด้วยอหิงสา ตบะ การรักษาสวธรรม ความคลายกำหนัด ความรู้ การตระหนักมหิมาวาสุเทวะ ภักติไม่ขาดสาย คบหามหาบุรุษ ไม่ยึดติดแม้โมกษะและสิทธิ และการฟัง-สาธยายร่วมกันถึงการอวตารและกิจของหริ ตอนท้ายให้คำมั่นว่าจะเล่าเรื่องปุราณะโดยพิสดารเพื่อแสดงว่ามนุษย์ก็เข้าถึงสภาวะนั้นได้เช่นกัน.
No shlokas available for this adhyaya yet.