Mahabharata Adhyaya 148
Drona ParvaAdhyaya 148163 Versesपाण्डव-पक्ष की ओर तीव्र झुकाव; कौरव-सेना भयग्रस्त और अव्यवस्थित, प्रतिशोध की तैयारी में सिमटती हुई।

Adhyaya 148

अध्याय १४८ — कर्णप्रभावः, धृष्टद्युम्नस्य विरथता, तथा घटोत्कच-आह्वानम् (Chapter 148: Karṇa’s Pressure, Dhṛṣṭadyumna Unhorsed, and the Summoning of Ghaṭotkaca)

Upa-parva: Niśā-yuddha (Night Engagement) Episode: Karṇa–Ghaṭotkaca Confrontation (contextual unit within Droṇa-parva)

Saṃjaya reports a concentrated engagement in which Karṇa strikes Dhṛṣṭadyumna with penetrating arrows; Dhṛṣṭadyumna replies, but Karṇa disables his chariot-system by wounding the charioteer and horses and cutting the bow, casting him into a vulnerable, chariotless state. Dhṛṣṭadyumna retaliates with a heavy weapon (parigha), while Karṇa’s momentum expands into a broader rout of Pāñcāla forces, depicted through scattered formations, casualties across mounts and vehicles, and a general inability to regroup under sustained arrow-pressure. Observing the destabilization, Yudhiṣṭhira urges Arjuna to address the imminent strategic danger posed by Karṇa. Arjuna consults Kṛṣṇa; Kṛṣṇa assesses Karṇa as exceptionally difficult to counter directly at that moment and proposes Ghaṭotkaca as the most viable responder, particularly in night conditions. Kṛṣṇa summons Ghaṭotkaca, instructing him to employ his astras and rākṣasa māyā to stabilize the Pāṇḍava side by engaging Karṇa; Arjuna assigns Sātyaki as protective support. Ghaṭotkaca accepts the task with maximal resolve, and the chapter closes as the night duel between Karṇa and Ghaṭotkaca commences.

Chapter Arc: संजय धृतराष्ट्र से कहते हैं कि गाण्डीव की विस्पष्ट, गर्जन-सी टंकार सुनते ही कौरव-सेना पर ऐसा भय छा गया मानो युगान्त की आँधी से समुद्र उथल-पुथल हो उठा हो। → अर्जुन रणभूमि में धनंजय-रूप से विचरते हैं—अस्त्रों से अस्त्र काटते, रथों को रथों से, धनुषों को धनुषों से, और पंक्तियों को पंक्तियों से तोड़ते हुए। रक्त से भरी धरती में रथचक्र धँसते हैं; कटे शुण्डदण्डों और शिरों से भूमि विकराल दृश्य रचती है। कौरव-बल त्रस्त, उद्विग्न और श्रान्त होकर बिखरने लगता है, पर जयद्रथ-रक्षा का संकल्प उन्हें फिर-फिर बाँधता है। → अर्जुन रौद्रकर्म में स्थित होकर अपने दिव्यास्त्रों से शत्रु-व्यूह को चीरते हैं और जयद्रथ-वध की प्रतिज्ञा को रण-न्याय में परिणत करते हैं—यही क्षण अध्याय का शिखर है, जहाँ ‘शिरश्छेत्स्यति संक्रुद्धः’ जैसी घोषणा-ध्वनि के साथ संहार का निर्णय स्पष्ट हो जाता है। → जयद्रथ-वध के परिणामस्वरूप कौरव-पक्ष में शोक, भय और अव्यवस्था फैलती है; पाण्डव-पक्ष में प्रतिज्ञा-पूर्ति का तेज और युद्ध-धर्म का कठोर संतोष उतरता है। रणभूमि का दृश्य—रक्त, रथचक्र, कटे अंग—इस विजय की कीमत को भी सामने रख देता है। → जयद्रथ के पतन से कौरव-शिविर में प्रतिशोध की अग्नि भड़कती है—अगले प्रहार में कौन-सा महारथी किस पर टूटेगा, यह अनिश्चितता युद्ध को अगले अध्याय की ओर धकेलती है।

Shlokas

Verse 1

अपन का छा अकाल षट्चत्वारिशर्दाधेकशततमो< ध्याय: अर्जुनका अदभुत पराक्रम और सिन्धुराज जयद्रथका वध संजय उवाच श्रुत्वा निनादं धनुषश्च तस्य विस्पष्टमुत्क़ुष्टमिवान्तकस्य । शक्राशनिस्फोटसमं सुघोरं विकृष्यमाणस्य धनंजयेन

สัญชัยกล่าวว่า—ข้าแต่พระราชา ครั้นธนัญชัยอรชุนชักคันธนูกาณฑีว เสียงสะท้านของมันชัดเจนและน่าสะพรึงยิ่ง ประหนึ่งคำรามของมัจจุราช และประหนึ่งเสียงฟ้าผ่าจากวัชระของพระอินทร์. ครั้นได้ยินดังนั้น กองทัพของท่านก็หวั่นไหวด้วยความกลัวและตกอยู่ในความสับสน ดุจมหาสมุทรยามกัลปาวสานถูกพายุพัดปั่นป่วน คลื่นสูงซัดสาด จนปลาและจระเข้ดำดิ่งหายไปจากสายตา.

Verse 2

त्रासोद्धिग्नं तथोदश्रान्तं त्वदीयं तद्‌ बल॑ नृप । युगान्तवातसंक्षुब्धं चलद्वीचितरद्धितम्‌

สัญชัยกล่าวว่า—ข้าแต่นฤปะ กองทัพของท่านในเวลานั้นหวาดผวา สะท้าน และอ่อนล้าอย่างยิ่ง; ดุจน้ำมหาสมุทรที่ถูกพายุยามปลายยุคปั่นป่วน คลื่นสูงเคลื่อนไหวสลับซัด จนปลาและจระเข้ดำดิ่งหายไปจากสายตา. ด้วยแรงกดดันแห่งความน่าสะพรึงของอรชุน กองทัพของท่านจึงสูญเสียความมั่นคงและจมลงในความตระหนก.

Verse 3

स रणे व्यचरत्‌ पार्थ: प्रेक्षमाणो धनंजय:

สัญชัยกล่าวว่า—ข้าแต่พระราชา ครานั้นในสนามรบ ปารถะ ธนัญชัย อรชุน เที่ยวเคลื่อนไหวไปมา พลางทอดพระเนตรทั่วสมรภูมิ เขาประหนึ่งสายน้ำมหาสมุทรยามปั่นป่วน ที่ซึ่งปลาและมกราจมเร้นหาย; ต่อหน้าเดชานุภาพของเขา กำลังฝ่ายศัตรูราวกับมลายสิ้น

Verse 4

आददानं महाराज संदधानं च पाण्डवम्‌

สัญชัยกล่าวว่า—ข้าแต่มหาราช ครานั้นเมื่อปาณฑพอรชุนยกคันศรขึ้นและประกอบลูกศร กองทัพของพระองค์ก็เป็นดุจมหาสมุทรยามปรลัย ถูกพายุร้ายกวนปั่น คลื่นสูงตระหง่าน จนปลาและมกราต้องเร้นกาย

Verse 5

ततः क्रुद्धो महाबाहुरैन्द्रमस्त्रं दुरासदम्‌

สัญชัยกล่าวว่า—แล้วมหาพาหุอรชุน ผู้ลุกโชนด้วยโทสะ ได้หยิบยกอัยนทราศตรอันยากจะต้านทาน เขาประหนึ่งมหาสมุทรยามปรลัย ที่ซึ่งปลาและมกราจมเร้นหาย; ด้วยแรงเดชนั้น กองทัพฝ่ายตรงข้ามราวกับจมลงด้วยความหวาดหวั่น

Verse 6

ततः शरा: प्रादुरासन्‌ दिव्यास्त्रप्रतिमन्त्रिता:

สัญชัยกล่าวว่า—แล้วลูกศรทั้งหลายก็ปรากฏเป็นระลอก ถูกปลุกเสกด้วยมนตร์แห่งทิพยาศตรา ครานั้นเสียงสะท้านอันน่ากลัวของคันศรกาณฑีวะดุจคำรามของยม และดุจเสียงฟ้าร้องแห่งวัชระของพระอินทร์; ครั้นกองทัพของพระองค์ได้ยิน ก็หวาดผวาแตกตื่น ประหนึ่งมหาสมุทรถูกลมปรลัยกวนปั่น คลื่นสูงซัดสาด จนปลาและมกราต้องเร้นหาย

Verse 7

आकर्णपूर्णनिर्मुक्तिरग्न्यर्काशुनि भै: शरै:

สัญชัยกล่าวว่า—ข้าแต่พระราชา ครานั้นลูกศรที่ปล่อยจากการดึงเต็มกำลัง น่ากลัวดุจไฟ ดุจตะวัน และดุจเสียงอสนี ทำให้กองทัพของพระองค์เป็นดุจสายน้ำมหาสมุทรที่ปลาและมกราเร้นหาย—ปั่นป่วนด้วยความหวาดกลัว สับสน และแสวงหาที่กำบัง

Verse 8

ततः शस्त्रान्धकारं तत्‌ कौरवै: समुदीरितम्‌

สัญชัยกล่าวว่า—แล้วความมืดที่เกิดจากห่าศัสตราวุธซึ่งเหล่ากุรุ (เการพ) ก่อขึ้น ก็แผ่คลุมดุจสายน้ำมหาสมุทร ที่ซึ่งปลาและมกราเร้นกายหายไปจากสายตา แต่พระอรชุนทรงอาศัยศรที่ปลุกเสกด้วยมนตร์แห่งทิพยอาวุธ ขจัดความมืดอัปมงคลนั้นโดยฉับพลัน ดุจพระอาทิตย์ยามอรุณขับไล่ความมืดแห่งราตรีอย่างรวดเร็ว

Verse 9

अशक्यं मनसाप्यन्यै: पाण्डव: सम्भ्रमन्निव | नाशयामास विक्रम्य शरैंदिव्यास्त्रमन्त्रिते:

สัญชัยกล่าวว่า—ข้าแต่พระราชา อรชุนผู้เป็นปาณฑพ ประหนึ่งถูกเร่งเร้าด้วยปณิธานอันฉับไว ได้รุกหน้าอย่างองอาจ และทำลายศัตรูด้วยศรที่ประกอบด้วยมนตร์แห่งทิพยอาวุธ—สิ่งที่ผู้อื่นแม้แต่ในใจก็มิอาจคาดคิด ครั้นแล้วกองทัพของพระองค์ก็เป็นดุจมหาสมุทรยามปรลัย: ปั่นป่วน สะท้านไหว และตกอยู่ในความหวาดผวา จนปลาและมกราต้องเร้นกายหลบซ่อน

Verse 10

ततस्तु तावकं सैन्यं दीप्तै: शरगभस्तिभि:

สัญชัยกล่าวว่า—แล้ว ข้าแต่พระราชา กองทัพของพระองค์ซึ่งถูกกระหน่ำด้วยประกายศรอันโชติช่วงของอรชุน ก็เป็นดุจสายน้ำมหาสมุทรที่ปลาและมกราเร้นหาย—ตกอยู่ในความหวาดกลัวและความสับสน

Verse 11

ततो दिव्यास्त्रविदुषा प्रहिता: सायकांशव:

สัญชัยกล่าวว่า—ต่อมา ห่าศรที่ผู้รู้ทิพยอาวุธปล่อยออกมา ทำให้สนามรบประหนึ่งมหาสมุทรยามปรลัย—น้ำปั่นป่วนจนปลาและมกราเร้นหายไป จึงทำให้กองทัพของพระองค์ตกอยู่ในความหวาดหวั่นและความสับสน

Verse 12

अथापरे समुत्सृष्टा विशिखास्तिग्मतेजस:

สัญชัยกล่าวว่า—แล้วศรอื่น ๆ ซึ่งเปล่งประกายคมกล้าก็ถูกปล่อยออกมา ครั้นนั้นกองทัพของพระองค์ก็เป็นดุจสายน้ำมหาสมุทรที่ปลาและมกราเร้นหาย—ประหนึ่งถูกคลื่นแห่งความหวาดกลัวซัดจนจมลง

Verse 13

य एनमीयु: समरे त्वद्योधा: शूरमानिन:

สัญชัยกล่าวว่า “ข้าแต่พระราชา ครั้นเมื่อเหล่านักรบของพระองค์ผู้ทะนงในความกล้า ยกเข้าประจัญบานกับเขาในสนามรบ ก็เป็นดุจสายน้ำมหาสมุทรยามปรลัย ที่ซึ่งปลาและจระเข้พากันหลบเร้นหายไป ครั้นได้ยินเสียงสะท้านอันน่าสะพรึงจากคันธนูกาณฑีวะที่อรชุนง้าง เสมือนคำรามอันชัดเจนของยม และดุจเสียงฟ้าร้องแห่งวัชระของพระอินทร์ กองทัพของพระองค์ก็สะทกสะท้านด้วยความหวาดกลัว ตกอยู่ในความสับสนใหญ่หลวง ราวกับมหาสมุทรที่ถูกพายุปรลัยกวนปั่น เต็มไปด้วยคลื่นสูงคำราม”

Verse 14

एवं स मृदनन्‌ शत्रूणां जीवितानि यशांसि च

สัญชัยกล่าวว่า “ดังนี้เอง เขาบดขยี้ทั้งชีวิตและเกียรติยศของศัตรู จนเป็นดุจสายน้ำมหาสมุทรยามปรลัย ที่ซึ่งปลาและจระเข้พากันหลบเร้นหายไป”

Verse 15

पार्थश्चचार संग्रामे मृत्युर्विग्रहवानिव । इस प्रकार कुन्तीकुमार अर्जुन शत्रुओंके जीवन और यशको धूलमें मिलाते हुए मूर्तिमान्‌ मृत्युके समान संग्रामभूमिमें विचरण करने लगे ।।

สัญชัยกล่าวว่า “ข้าแต่พระราชา ปารถะ (อรชุน) เคลื่อนไหวอยู่ในสนามรบประหนึ่งความตายที่มีรูปกาย ครั้นเขาฟันศัตรูลง หมวกเกราะและศีรษะ ตลอดจนแขนใหญ่ที่ประดับเครื่องอลังการ ก็พลันอันตรธานไป ดุจปลาและจระเข้หลบเร้นในสายน้ำมหาสมุทรที่ปั่นป่วน”

Verse 16

सकुण्डलयुगान्‌ कर्णान्‌ केषांचिदहरच्छरै: । वे अपने बाणोंसे किन्हीं शत्रुओंके मुकुटमण्डित मस्तकों, किन्हींके बाजूबंदविभूषित विशाल भुजाओं तथा किन्हींके दो कुण्डलोंसे अलंकृत दोनों कानोंको काट गिराते थे ।।

สัญชัยกล่าวว่า “ด้วยศรของเขา เขาตัดหูของศัตรูบางคนที่ประดับด้วยตุ้มหูเป็นคู่ให้ร่วงลง แล้วก็ฟันทำลายเหล่าคชสารผู้ถือโตมระ และอัศวารผู้ถือหอกด้วย ครั้นนั้นสนามรบประหนึ่งมหาสมุทรยามปรลัย ที่ซึ่งปลาและจระเข้หลบเร้นหายไป”

Verse 17

सचर्मण: पदातीनां रथीनां च सधन्वन: । सप्रतोदान्‌ नियन्तृणां बाहुंश्विच्छेद पाण्डव:

สัญชัยกล่าวว่า “ข้าแต่พระราชา ปาณฑวะ (อรชุน) ตัดแขนของทหารราบผู้ถือโล่ ของนักรบรถศึกผู้ถือธนู และของสารถีผู้ถือประโทท (ตะขอ/แส้) ครั้นนั้นกองทัพของพระองค์ก็เป็นดุจสายน้ำมหาสมุทรยามปรลัย—ขุ่นคลั่กและถูกกลืน—ที่ซึ่งปลาและจระเข้หลบเร้นอยู่”

Verse 18

प्रदीप्तोग्रशरार्चिष्मान्‌ बभौ तत्र धनंजय: । सविस्फुलिज्ञाग्रशिखो ज्वलन्निव हुताशन:

สัญชัยกล่าวว่า—ข้าแต่พระราชา ณ ที่นั้น ธนัญชัย (อรชุน) ส่องประกายโชติช่วงด้วยศรอันดุเดือดดุจเปลวเพลิง ประหนึ่งไฟที่ลุกโพลงมีลิ้นไฟพวยพุ่งและสะเก็ดไฟกระจาย ครั้นเห็นแรงบุกของเขา กองทัพของพระองค์ก็หวาดหวั่นสับสน ดุจน้ำมหาสมุทรที่ถูกพายุแห่งกาลล้างโลกกวนปั่น จนปลาและมกรา (สัตว์น้ำใหญ่) ดำดิ่งหลบซ่อนหายไป

Verse 19

त॑ देवराजप्रतिमं सर्वशस्त्रभृतां वरम्‌ । युगपद्‌ दिक्षु सर्वासु रथस्थं पुरुषर्षभम्‌

สัญชัยกล่าวว่า—ข้าแต่พระราชา บุรุษผู้ประดุจโคอุสภะนั้น—ดุจจอมเทพ เป็นยอดแห่งผู้ถือศาสตรา—ยืนอยู่บนรถศึกและประหนึ่งปรากฏพร้อมกันในทุกทิศ ครั้นเห็นดังนั้น กองทัพของพระองค์ก็เป็นดุจมหาสมุทรยามปรลัย น้ำปั่นป่วนด้วยพายุ จนปลาและมกราเลือนหายไปจากสายตา

Verse 20

निक्षिपन्तं महास्त्राणि प्रेक्षणीयं धनंजयम्‌ । नृत्यन्तं रथमार्गेषु धनुज्यातलनादिनम्‌

สัญชัยกล่าวว่า—ข้าแต่พระราชา ธนัญชัย (อรชุน) น่าชมยิ่งนักเมื่อยังคงประเคนมหาศาสตราไม่ขาดสาย เขาเคลื่อนตามทางรถศึกราวกับร่ายรำ พร้อมเสียงดีดและกระทบของสายธนูดังก้องไปทั่ว ครั้นเห็นดังนั้น กองทัพของพระองค์ก็เป็นดุจน้ำสมุทรยามปรลัยที่ปั่นป่วน จนปลาและมกราดำดิ่งหลบซ่อนหายไป

Verse 21

निरीक्षितुं न शेकुस्ते यत्नवन्तो$पि पार्थिवा: । मध्यंदिनगतं सूर्य प्रतपन्‍्तमिवाम्बरे

สัญชัยกล่าวว่า—ข้าแต่พระราชา แม้เหล่ากษัตริย์จะพยายามเพียงใดก็ไม่อาจจ้องมองเขาได้ ราวกับจะมองดวงอาทิตย์ยามเที่ยงที่แผดเผาอยู่บนฟ้า และกองทัพของพระองค์ก็เป็นดุจน้ำสมุทรยามปรลัย ที่สัตว์น้ำอย่างปลาและมกราดำดิ่งหลบหายไป

Verse 22

देवराज इन्द्रके समान रथपर बैठे हुए सम्पूर्ण शस्त्रधारियोंमें श्रेष्ठ नरश्रेष्ठ अर्जुन एक ही साथ सम्पूर्ण दिशाओंमें महान्‌ अस्त्रोंका प्रहार करते हुए सबके लिये दर्शनीय हो रहे थे। वे अपने धनुषकी टंकार करते हुए रथके मार्गोपर नृत्य-सा कर रहे थे। जैसे आकाशगमें तपते हुए दोपहरके सूर्यकी ओर देखना कठिन होता है

สัญชัยกล่าวว่า—ข้าแต่พระราชา อรชุนผู้สวมมงกุฎ ยอดแห่งผู้ถือศาสตรา ประหนึ่งพระอินทร์จอมเทพประทับบนรถศึก ได้ประเคนมหาศาสตราพร้อมกันไปทั่วทุกทิศ จนเป็นที่ประจักษ์แก่คนทั้งปวง เขาทำให้คันธนูกาณฑีวะกึกก้อง และขับรถศึกราวกับร่ายรำไปตามทาง ครั้นจะเพ่งมองเขาก็ยากดุจมองดวงอาทิตย์ยามเที่ยงที่แผดเผาบนฟ้า เหล่ากษัตริย์แม้พยายามก็ไม่อาจจ้องได้ เสียงกึกก้องอันน่าสะพรึงของกาณฑีวะประหนึ่งคำรามของยมและเสียงวชิรของพระอินทร์; เมื่อได้ยิน กองทัพของพระองค์ก็สะท้านด้วยความกลัวและแตกตื่น ดุจมหาสมุทรที่ถูกพายุแห่งปรลัยกวนปั่น จนปลาและมกราดำดิ่งหลบซ่อนหายไป และอรชุนผู้มีศรอันลุกไหม้ดุเดือดนั้น ปรากฏดุจเมฆมรสุมมหึมาที่อุ้มน้ำฝนเต็มเปี่ยมและประดับด้วยรุ้งกินน้ำ

Verse 23

महास्त्रसम्प्लवे तस्मिन्‌ जिष्णुना सम्प्रवर्तिते । सुदुस्तरे महाघोरे ममज्जुर्यो धपुड़रवा:

Sañjaya said: O King, when that deluge of mighty weapons was set in motion by Jiṣṇu (Arjuna)—a crossing most difficult and exceedingly dreadful—your foremost warriors began to sink in it. The battlefield became like the waters of the ocean in turmoil, where fish and crocodiles hide away, overwhelmed by the storm of destruction. Thus, by Arjuna’s onrush of great astras, many eminent Kaurava fighters were swallowed up, shaken by fear and confusion, as if in a time of cosmic dissolution.

Verse 24

उत्कृत्तवदनैर्देहै: शरीरैः कृत्तबाहुभि: । भुजैश्न पाणिनिर्मुक्त: पाणिभिव्यड्गुलीकृतै:

Sañjaya said: The battlefield had become strewn with bodies whose faces were hewn off, with trunks whose arms were severed; with arms torn from their hands, and with hands mangled and stripped of fingers. O king, it looked like the very playground of Rudra in ancient times, when he tormented living creatures—an arena of death where the violence of weapons made a dreadful spectacle. The description underscores the moral horror of war: beyond victory and defeat, it reveals the dehumanizing cost borne by countless beings.

Verse 25

कृत्ताग्रहस्तै: करिभि: कृत्तदन्तैर्मदोत्कटै: । हयैश्न विधुरग्रीवै रथैश्न शकलीकृतै:

Sañjaya said: The battlefield was strewn with elephants whose trunks had been hewn off, their tusks shattered, yet still raging in musth; with horses whose necks were broken; and with chariots smashed into fragments. The scene reveals the terrible cost of unchecked martial fury—where strength and pride, once instruments of duty, become the very marks of ruin when war reaches its most pitiless pitch.

Verse 26

निकृत्तान्त्रै: कृत्तपादैस्तथान्यै: कृत्तसंधिभि: । निश्रेष्विस्फुरद्धिश्न शतशो5थ सहस्रश:

Sañjaya said: “There were hundreds—indeed thousands—of warriors with their entrails cut away, with their feet severed, and others with their joints hewn apart; sharp weapons still quivered in their bodies.” The verse underscores the brutal, dehumanizing reality of battle: when dharma collapses into unchecked violence, the field becomes a spectacle of suffering rather than a ground for righteous victory.

Verse 27

मृत्योराघातललितं तत्पार्थायोधनं महत्‌ | अपश्याम महीपाल भीरूणां भयवर्धनम्‌

Sañjaya said: O king, we beheld that great combat between Pārtha and Ayodhana—playful, as it were, with the very blows of Death—an encounter that swelled the terror of the faint-hearted. In that dreadful clash, valor stood as a moral test: courage and steadfastness were demanded, while fear itself became a force that undid the timid.

Verse 28

गजानां क्षुरनिर्मुक्ता: करैः: सभुजगेव भू:

สัญชัยกล่าวว่า: แผ่นดินถูกมือของช้างกระหน่ำจนฉีกขาด ราวงูที่หลุดพ้นจากคมมีดโกน ดูประหนึ่งบิดเกร็งด้วยความทุกข์ท่ามกลางความรุนแรงแห่งศึก

Verse 29

विचित्रोष्णीषमुकुटै: केयूराड्रदकुण्डलै:

สัญชัยกล่าวว่า: ด้วยผ้าโพกศีรษะและมงกุฎหลากสี ทั้งพาหุรัด กำไล และต่างหูที่กระจัดกระจายทั่วทุกแห่ง แผ่นดินอันหลากเฉด—สนามรบนั้น—ส่องประกายยิ่งนัก ดุจเจ้าสาวใหม่

Verse 30

स्वर्णचित्रतनुत्रैश्न भाण्डैश्न गजवाजिनाम्‌ | किरीटशतसंकीर्णा तत्र तत्र समाचिता

สัญชัยกล่าวว่า: ณ ที่นั้น หลายแห่งกองสุมด้วยเกราะประดับทองและเครื่องประดับของช้างกับม้า และทั่วทุกทิศเกลื่อนด้วยหมวกเหล็กที่ตกหล่นนับร้อย

Verse 31

जे :कर्दमिनीं शोणितौघतरज्लिणीम्‌

สัญชัยกล่าวว่า: อรชุนได้ก่อให้เกิดสายน้ำอันน่าสะพรึง—ขุ่นโคลนและปั่นป่วนด้วยระลอกโลหิต—ซึ่งยิ่งเพิ่มความหวาดหวั่นแก่ผู้ขลาด ราวแม่น้ำไวตะรณี กระแสนั้นพัดพาร่างนักรบไร้ชีวิตไป ทำให้สนามรบกลายเป็นทางผ่านแห่งความตาย

Verse 32

मर्मास्थिभिरगाधां च केशशैवलशाद्धलाम्‌ । शिरोबाहूपलतटां रुग्णक्रोडास्थिसंकटाम्‌

สัญชัยกล่าวว่า: สายน้ำนั้นดูประหนึ่งหยั่งไม่ถึง เพราะกองอวัยวะสำคัญและกระดูกทับถม ผิวน้ำอุดตันด้วยเส้นผมดุจสาหร่ายและคราบฟอง ตลิ่งเกลื่อนด้วยก้อนหินคือศีรษะและแขนที่ขาดสะบั้น และท้องน้ำคับแคบขรุขระด้วยซี่โครงและกระดูกที่แตกหัก

Verse 33

युगपद्‌ दिक्षु सर्वासु सर्वाण्यस्त्राणि दर्शयन्‌ | उस रणक्षेत्रमें कुन्तीकुमार अर्जुन एक साथ सम्पूर्ण दिशाओंमें देखते और सब प्रकारके अस्त्रोंका कौशल दिखाते हुए विचर रहे थे

ในทุ่งรบนั้น อรชุนโอรสแห่งกุนตีแลไปทั่วทุกทิศพร้อมกัน และแสดงความชำนาญแห่งอาวุธนานาประการพลางเคลื่อนไป—พื้นพิภพดูประหนึ่งเต็มไปด้วยระลอกแห่งธงทิวหลากสี ควันฉาน ฉัตร และคันศร; อีกทั้งแน่นขนัดด้วยร่างมหึมาที่ไร้ชีวิต ดุจซากกายช้างกองสุมอยู่

Verse 34

रथोडुपशताकीर्णा हयसंघातरोधसम्‌ | रथचक्रयुगेषाक्षकूबरैरतिदुर्गमाम्‌

ทุ่งรบนั้นแน่นขนัดด้วยรถศึกนับร้อย ดุจเรือที่เบียดเสียดในลำน้ำ และทางผ่านทั้งหลายถูกกีดขวางด้วยหมู่ม้าอันหนาแน่น ล้อรถ แอก เพลา และคานกระจัดกระจายติดขัดกันไปหมด จนสถานที่นั้นยากยิ่งจะฝ่าผ่าน

Verse 35

प्रासासिशक्तिपरशुविशिखाहिदुरासदाम्‌ । बलकड़्कमहानक्रां गोमायुमकरोत्कटाम्‌

ภาพนั้นน่าสะพรึงและแทบยากจะเข้าใกล้—พราวไปด้วยหอก ดาบ ศักติ ขวาน ลูกศร และอสรพิษ อีกทั้งยิ่งน่ากลัวด้วยฝูงนกยาง นกกินซาก สัตว์ร้ายและจระเข้ใหญ่ หมาจิ้งจอก และมกรอันดุร้าย

Verse 36

गृध्रोदग्रमहाग्राहां शिवाविरुतभैरवाम्‌ । नृत्यत्प्रेतपिशाचाद्यैर्भूताकीर्णा सहस्रश:

ที่นั้นเต็มไปด้วยแร้งและสัตว์ผู้ล่าดุร้าย เสียงหอนอันน่าขนลุกของหมาจิ้งจอกทำให้ยิ่งสยดสยอง และมีเหล่าพรีตะ ปิศาจ และภูตผีอื่น ๆ นับพันแน่นขนัด ราวกับกำลังร่ายรำอยู่เหนือสนามรบ

Verse 37

गतासुयोधनिश्लेष्टशरीरशतवाहिनीम्‌ । महाप्रतिभयां रौद्रां घोरां वैतरणीमिव

สนามรบนั้นประหนึ่งแม่น้ำไวตรณี—น่าสะพรึง ดุดัน และเต็มไปด้วยมหาภัย กระแสของมันพัดพาร่างไร้วิญญาณนับร้อยให้ไหลไป ราวกับซากศพเกาะเกี่ยวกันอยู่ท่ามกลางความโหดร้ายแห่งสงคราม

Verse 38

त॑ दृष्टवा तस्य विक्रान्तमन्तकस्येव रूपिण:

ครั้นเห็นเดชานุภาพของเขา—ประหนึ่งมีรูปดุจอันตกะ (ความตาย) เอง—เหล่านักรบทั้งปวงก็สะท้านด้วยความพิศวงและครั่นคร้าม ราวกับเผชิญความพินาศอันหลีกไม่พ้น

Verse 39

तत आदाय वीराणामस्त्रैरस्त्राणि पाण्डव:

แล้วเหล่าปาณฑพก็หยิบอาวุธของวีรชนขึ้น รับอาวุธด้วยอาวุธ—โต้ทุกคมศรด้วยคมศรของตน—จนศึกนั้นกลายเป็นการประลองฝีมือและความแน่วแน่ มิใช่เพียงการเข่นฆ่า

Verse 40

ततो रथवरान्‌ राजन्नत्यतिक्रामदर्जुन:

แล้วแต่บัดนั้น ข้าแต่พระราชา อรชุนก็พุ่งทะยาน ล้ำหน้าบรรดารถศึกชั้นยอดทั้งหลาย ครั้นเวลานั้นเขาเจิดจ้าดุจสุริยันยามเที่ยงที่แผดเผาอยู่กลางนภา จนสรรพสัตว์แทบไม่อาจจ้องมองไปยังบุตรแห่งปาณฑุได้

Verse 41

मध्यंदिनगतं सूर्य प्रतपन्तमिवाम्बरे । न शेकुः सर्वभूतानि पाण्डवं प्रतिवीक्षितुम्‌

ข้าแต่พระราชา เขาแผดเผาเจิดจ้าดุจสุริยันยามเที่ยงในนภา ฉะนั้นสรรพสัตว์ทั้งปวงจึงไม่อาจมองบุตรแห่งปาณฑุได้ แล้วอรชุนก็รุกคืบต่อไป ขับไล่เหล่ามหารถีให้ถอยร่น

Verse 42

प्रसृतांस्तस्य गाण्डीवाच्छरव्रातान्‌ महात्मन: । संग्रामे सम्प्रपश्यामो हंसपड्धक्तिमिवाम्बरे,उन महात्माके गाण्डीव धनुषसे छूटकर संग्राममें फैले हुए बाणसमूहोंको हम आकाशमें हंसोंकी पंक्तिके समान देखते थे

ในสนามรบ เราได้เห็นฝูงศรที่พุ่งออกจากคันธนูกาณฑีวะของมหาบุรุษนั้น แผ่กระจายไปในนภา ดุจแถวหงส์เรียงรายบนท้องฟ้า

Verse 43

विनिवार्य स वीराणामस्त्रैरस्त्राणि सर्वतः । दर्शयन्‌ रौद्रमात्मानमुग्रे कर्मणि घिष्ठित:

เขาใช้ศัสตราของตนสกัดศัสตราวุธของเหล่าวีรชนจากทุกทิศทุกทาง และเมื่อสำแดงเดชอันดุร้ายเกรี้ยวกราดของตนแล้ว ก็ยืนหยัดเข้าสู่งานศึกอันน่าสะพรึงกลัวนั้นอย่างแน่วแน่

Verse 44

स तान्‌ रथवरान्‌ राजजन्नत्याक्रामत्‌ तदार्जुन: | मोहयजन्निव नाराचैर्जयद्रथवधेप्सया । विसृजन्‌ दिक्षु सर्वासु शरानसितसारथि:

ข้าแต่พระราชา ครั้นแล้วอรชุนก็โหมบุกกดดันเหล่านักรบรถศึกชั้นยอดนั้นอย่างหนัก ด้วยความมุ่งหมายจะสังหารชัยทรถ เขายิงศรเหล็ก (นาราจ) ราวกับทำให้พวกนั้นมึนงง และมีกฤษณะผู้เป็นสารถีผิวคล้ำอยู่เคียงข้าง เขาก็ปล่อยศรไปทั่วทุกทิศอย่างไม่ขาดสาย

Verse 45

भ्रमन्त इव शूरस्य शरबत्राता महात्मन:

แลดูราวกับว่ากระบอกศรของวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่นั้นกำลังหมุนวนอยู่ไม่หยุด

Verse 46

उत्कर्षन्तं सृजन्तं च न सम पश्याम लाघवात्‌ | महाराज! उस समय अर्जुनकी अद्भुत फुर्तीके कारण हमलोग यह नहीं देख पाते थे कि वे कब बाण निकालते हैं

ข้าแต่มหาราช ด้วยความว่องไวอันน่าอัศจรรย์ของอรชุนในเวลานั้น พวกเรามองไม่ทันว่าเขาเมื่อใดหยิบศร เมื่อใดปล่อยศร แม้ยามนักธนูผู้ยิ่งใหญ่นั้นรับศรและสอดประจำคันธนู ก็ยังจับจังหวะไม่ทัน

Verse 47

तथा सर्वा दिशो राजन्‌ सर्वाश्व रथिनो रणे

ข้าแต่พระราชา ก็เป็นเช่นนั้นเอง—ในสนามรบ เหล่านักรบม้าและนักรบรถศึกกระจายอยู่ทั่วทุกทิศ

Verse 48

विव्याध च चतु:षष्ट्या शराणां नतपर्वणाम्‌

สัญชัยกล่าวว่า—เขายิงศรหกสิบสี่ดอกที่มีข้อศรคดงอ แทงทะลุจนบาดเจ็บฉกรรจ์และฉีกกายเป็นแผลยับเยิน ครั้นเห็นอรชุน โอรสแห่งปาณฑุ ก้าวตรงไปเผชิญหน้ากษัตริย์แห่งสินธุ เหล่าวีรนักรบฝ่ายเราก็สิ้นหวังว่าเขาจะรอดชีวิต จึงถอยออกจากสนามรบ

Verse 49

सैन्धवाभिमुखं यान्तं योधा: सम्प्रेक्ष्य पाण्डवम्‌ । न्यवर्तन्त रणाद्‌ वीरा निराशास्तस्य जीविते

สัญชัยกล่าวว่า—เมื่อเห็นนักรบฝ่ายปาณฑพุ่งตรงเข้าหาไสณฑวะ (ชัยทรถ) เหล่าวีรชนฝ่ายเราก็ถอยจากการรบ เพราะสิ้นหวังว่าเขาจะรอดชีวิต

Verse 50

यो यो<भ्यधावदाक्रन्दे तावक: पाण्डवं रणे । तस्य तस्यान्तगा बाणा: शरीरे न्यपतन्‌ प्रभो

สัญชัยกล่าวว่า—ข้าแต่พระองค์ ในความอึกทึกอันน่าสะพรึงของศึกนั้น นักรบฝ่ายพระองค์ผู้ใดผู้หนึ่งที่พุ่งเข้าหาปาณฑพ (อรชุน) ในสนามรบ ศรอันคร่าชีวิตก็ร่วงต้องกายของผู้นั้นๆ

Verse 51

कबन्धसंकुलं चक्रे तव सैन्यं महारथ: । अर्जुनो जयतां श्रेष्ठ: शरैरग्न्यंशुसंनिभै:,विजयी वीरोंमें श्रेष्ठ महारथी अर्जुनने अग्निकी ज्वालाके समान तेजस्वी बाणोंद्वारा आपकी सेनाको कबन्धोंसे भर दिया

สัญชัยกล่าวว่า—อรชุน มหารถผู้เลิศในหมู่นักรบผู้มีชัย ใช้ศรอันสว่างดุจเปลวเพลิง ทำให้กองทัพของท่านเต็มไปด้วยลำตัวไร้ศีรษะ

Verse 52

एवं तत्‌ तव राजेन्द्र चतुरड्गबलं तदा । व्याकुलीकृत्य कौन्तेयो जयद्रथमुपाद्रवत्‌,राजेन्द्र! उस समय इस प्रकार आपकी उस चतुरंगिणी सेनाको व्याकुल करके कुन्तीकुमार अर्जुन जयद्रथकी ओर बढ़े

สัญชัยกล่าวว่า—ข้าแต่พระราชา ในกาลนั้น เมื่อเขาทำให้กองทัพสี่เหล่าของท่านปั่นป่วนสับสนแล้ว อรชุน โอรสแห่งกุนตี ก็รุกเข้าโจมตีชัยทรถ

Verse 53

प्रादुश्षक्रे महाराज त्रासयन्‌ सर्वभारतान्‌ । नरेश्वर! तदनन्तर महाबाहु अर्जुनने कुपित हो कौरव-सेनाके समस्त सैनिकोंको भयभीत करते हुए दुर्धर्ष इन्द्रास्त्रको प्रकट किया

สัญชัยกล่าวว่า—ข้าแต่มหาราช ครั้นยังเหล่านักรบภารตะทั้งปวงให้หวาดผวาแล้ว อรชุนผู้มีพาหุอันเกรียงไกรซึ่งเดือดดาลด้วยโทสะ ก็สำแดงอินทราศตรอันยากต้านทาน แผ่ความครั่นคร้ามไปทั่วกองทัพเการพะ เขายิงทะลวงอัศวัตถามัน บุตรแห่งโทรณะ ด้วยศรห้าสิบดอก และวฤษเสนะด้วยศรสามดอก แต่ต่อกฤปะนั้นเขากลับสำรวม—กุนตีบุตรผู้นั้นด้วยเมตตา ทำร้ายกฤปะเพียงเก้าศรเท่านั้น

Verse 54

शल्यं षोडशभिर्बाणै: कर्ण द्वात्रिंशता शरै: | सैन्धवं तु चतुःषष्टया विद्ध्वा सिंह इवानदत्‌,शल्यको सोलह, कर्णको बत्तीस और सिंधुराजको चौंसठ बाणोंसे घायल करके अर्जुनने सिंहके समान गर्जना की

สัญชัยกล่าวว่า—อรชุนยิงศัลยะด้วยศรสิบหกดอก ยิงกรรณะด้วยศรสามสิบสองดอก และยิงกษัตริย์แห่งสินธุด้วยศรหกสิบสี่ดอก แล้วเปล่งเสียงคำรามดุจสิงห์

Verse 55

सैन्धवस्तु तथा विद्ध: शरैगाण्डीवधन्वना । न चक्षमे सुसंक्रुद्धस्तोत्रार्दित इव द्विप:

สัญชัยกล่าวว่า—เมื่อถูกศรของอรชุนผู้ทรงคันธนูกาณฑีวะยิงจนบาดเจ็บดังนั้น กษัตริย์แห่งสินธุทนไม่ไหว เขาเดือดดาลยิ่งนัก ดุจช้างที่ถูกตะขออังกุศทิ่มแทง

Verse 56

स वराहध्वजस्तूर्ण गार्धपत्रानजिद्दगान्‌ । क्रुद्धाशीविषसंकाशान्‌ कर्मारपरिमार्जितान्‌

สัญชัยกล่าวว่า—แล้วนักรบผู้มีธงตรารูปหมูป่าก็รีบปล่อยศรซึ่งประดับขนปีกแร้ง พุ่งไปอย่างยากจะต้าน ทมึนท่าดุจงูพิษที่กำลังเดือดดาล และคมกริบเพราะลับบนหินลับศร

Verse 57

त्रिभिस्तु विद्ध्वा गोविन्द नाराचै: षड़भिरजुनम्‌

สัญชัยกล่าวว่า—เขายิงโควินทะด้วยศรนาราจสามดอก และยิงอรชุนด้วยศรหกดอก

Verse 58

अष्टभिवाजिनो<विध्यद्‌ ध्वजं चैकेन पत्रिणा । तीन बाणोंसे श्रीकृष्णको, छः नाराचोंसे अर्जुनको तथा आठ बाणोंसे घोड़ोंको घायल करके जयद्रथने एक बाणसे अर्जुनकी ध्वजाको भी बींध डाला || ५७ $ ।।

สัญชัยกล่าวว่า—ชัยทรถยิงศรแปดดอกทำร้ายม้าศึกของอรชุน และใช้ศรมีขนปีกดอกเดียวแทงทะลุธงรบของอรชุน แต่ปารถะกลับต้านรับอย่างฉับไว ตัดศรที่กษัตริย์แห่งสินธุปล่อยมาให้ร่วงสิ้น แล้วในจังหวะโต้กลับอันต่อเนื่อง เขายิงศรสองดอกตัดศีรษะสารถีของชัยทรถให้ขาดจากกาย และฟันธงประดับงามของรถศึกให้ล้มลงด้วย

Verse 59

युगपत्‌ तस्य चिच्छेद शराभ्यां सैन्धवस्थ ह | सारथेश्व शिर: कायाद्‌ ध्वजं च समलंकृतम्‌

สัญชัยกล่าวว่า—ในวินาทีนั้นเอง อรชุนตัดศรของกษัตริย์แห่งสินธุให้ร่วงสิ้น และพร้อมกันนั้นด้วยศรสองดอก เขาตัดศีรษะสารถีของชัยทรถให้ขาดจากกาย อีกทั้งฟันธงประดับงามให้ล้มลงด้วย

Verse 60

स छिन्नयष्टि: सुमहान्‌ धनंजयशराहत:ः । वराह: सिन्धुराजस्य पपाताग्निशिखोपम:,धनंजयके बाणोंसे आहत हो अग्निशिखाके समान तेजस्वी वह सिंधुराजका महान्‌ वाराह॒ध्वज दण्ड कट जानेसे पृथ्वीपर गिर पड़ा

สัญชัยกล่าวว่า—เมื่อถูกศรของธนัญชัย ธงใหญ่ตรารูปหมูป่าของกษัตริย์แห่งสินธุ ซึ่งเสาธงถูกตัดขาด ก็ร่วงลงสู่พื้นดิน พลุ่งสว่างดุจเปลวไฟ

Verse 61

एतस्मिन्नेव काले तु द्रुतं गच्छति भास्करे । अब्रवीत्‌ पाण्डवं राजंस्त्वरमाणो जनार्दन:

สัญชัยกล่าวว่า—ข้าแต่พระราชา! ในกาลนั้นเอง เมื่อพระอาทิตย์เคลื่อนเร็วสู่ยามอัสดง ชนารทนะคือพระศรีกฤษณะผู้เร่งร้อนด้วยความจำเป็น ได้ตรัสกับอรชุนผู้เป็นปาณฑพ

Verse 62

एष मध्ये कृत: षड्भि: पार्थ वीरैर्महारथै: । जीवितेप्सुर्महाबाहो भीतस्तिष्ठति सैन्धव:

สัญชัยกล่าวว่า—“โอ้ปารถะผู้มีพาหาอันเกรียงไกร ไสันธวะ (ชัยทรถ) ผู้นี้ยืนอยู่ด้วยความหวาดหวั่น ปรารถนาเพียงรักษาชีวิตตน และเหล่าวีรมหารถีหกนายได้วางเขาไว้กลางวง ล้อมไว้ทุกทิศทาง”

Verse 63

एताननिर्जित्य रणे षड्‌ रथान्‌ पुरुषर्षभ । न शक्‍्य: सैन्धवो हन्तुं यतो निर्व्याजमर्जुन,“नरश्रेष्ठ अर्जुन! रणभूमिमें इन छः: महारथियोंको परास्त किये बिना सिंधुराजको बिना मायाके जीता नहीं जा सकता है

สัญชัยกล่าวว่า “โอ้ยอดบุรุษ หากยังมิได้ปราบนักรบรถศึกทั้งหกนี้ในสนามรบก่อน ก็ไม่อาจสังหารกษัตริย์แห่งสินธุได้ เพราะหนทางของอรชุนไปถึงเขาถูกขวางด้วยการต้านทานอันตรงไปตรงมาและไร้เล่ห์เพทุบายของพวกนั้น”

Verse 64

योगमत्र विधास्यामि सूर्यस्यावरणं प्रति । अस्तंगत इति व्यक्त द्रक्ष्यत्येक: स सिन्धुराट्‌

สัญชัยกล่าวว่า “ที่นี่เราจะวางอุบายเพื่อบดบังดวงอาทิตย์ เพื่อให้มีเพียงกษัตริย์แห่งสินธุผู้เดียวที่เห็นชัดว่า ‘อาทิตย์อัสดงแล้ว’”

Verse 65

हर्षेण जीविताकाडक्षी विनाशार्थ तव प्रभो । न गोप्स्यति दुराचार: स आत्मानं कथंचन

สัญชัยกล่าวว่า “ข้าแต่องค์นาย ผู้ประพฤติชั่วผู้นั้น แม้จะยินดีและหวงแหนชีวิต แต่ก็ร้อนรนหมายทำลายท่าน เขาจะไม่อาจซ่อนตัวได้ไม่ว่าด้วยวิธีใด”

Verse 66

प्रदीप्ताश्षन शिखिमुखा: शतशो5थ सहस्रश: । इससे दिव्यास्त्रसम्बन्धी मन्त्रोंद्वारा अभिमन्त्रित सैकड़ों तथा सहस्रों प्रज्वलित अग्निमुख बाण प्रकट होने लगे

สัญชัยกล่าวว่า ลูกศรอันลุกโชติช่วง ปลายดุจเปลวเพลิง นับร้อยแล้วนับพัน—ซึ่งผ่านการปลุกเสกด้วยมนตร์แห่งอาวุธทิพย์—บังเกิดขึ้น “เมื่อใดพบช่องโหว่ต่อเขา โอ้ยอดแห่งวงศ์กุรุ จงฟันแทงในทันที อย่าได้ลังเลเพราะคิดว่าดวงอาทิตย์ลับแล้ว”

Verse 67

एवमस्त्विति बी भत्सु: केशवं प्रत्यभाषत । ततो$5सृजत्‌ तम: कृष्ण: सूर्यस्यावरणं प्रति

สัญชัยกล่าวว่า “ก็ให้เป็นเช่นนั้น” บีภัตสุ (อรชุน) ตอบแก่เกศวะ (กฤษณะ) แล้วกฤษณะก็ปล่อยม่านแห่งความมืดออกไป ประหนึ่งเพื่อปกคลุมดวงอาทิตย์

Verse 68

सृष्टे तमसि कृष्णेन गतो5स्तमिति भास्कर:

เมื่อกฤษณะบันดาลความมืดขึ้น ก็เข้าใจกันว่าสุริยะได้ลับฟ้าแล้ว ท่ามกลางความอลหม่านแห่งสงคราม ความมืดอันเป็นเดชทิพย์นี้ทำให้ทั้งสายตาและสำนึกแห่งกาลเวลาสับสน—ชี้ให้เห็นว่าอำนาจอันพิสดารย่อมคว่ำความแน่นอนทั้งทางธรรมและทางปฏิบัติในสนามรบได้

Verse 69

ते प्रहष् रणे राजन्‌ नापश्यन्‌ सैनिका रविम्‌

ข้าแต่พระราชา เหล่าทหารที่กำเริบยินดีในสนามรบกลับมองไม่เห็นสุริยะ ความอื้ออึงแห่งศึกหนาแน่นและครอบงำจนระเบียบแห่งธรรมชาติก็ถูกบดบัง—บอกนัยว่าความฮึกเหิมไร้ขอบเขตมักพาให้ตาบอดทางศีลธรรม

Verse 70

वीक्षमाणे ततस्तस्मिन्‌ सिन्धुराजे दिवाकरम्‌

ครั้นแล้วเมื่อกษัตริย์แห่งสินธุทอดพระเนตรไปยังทิวากร สุริยะก็ปรากฏขึ้น ในกระแสแห่งยุทธการ นั่นเป็นห้วงยามดุจลางร้าย—แม้การผันของวันก็ยังถูกกษัตริย์และวีรชนอ่านเป็นนิมิตท่ามกลางภาระแห่งธรรมในสงคราม

Verse 71

पुनरेवाब्रवीत्‌ कृष्णो धनंजयमिदं वच: । जब इस प्रकार सिंधुराज दिवाकरकी ओर देखने लगा, तब भगवान्‌ श्रीकृष्ण पुनः अर्जुनसे इस प्रकार बोले-- || ७० $ ।। पश्य सिन्धुपतिं वीर प्रेक्षमाणं दिवाकरम्‌

ครั้นแล้วกฤษณะตรัสแก่ธนัญชัยอีกครั้งว่า “โอ้วีรบุรุษ จงดูเถิด เจ้าแห่งสินธุกำลังเพ่งไปยังทิวากร” ท่ามกลางศึก กฤษณะชี้ให้อรชุนเห็นว่าชัยทรถพึ่งพาเวลาและสุริยะ—ความยึดมั่นในอธรรมกลับกลายเป็นช่องโหว่ทั้งทางธรรมและกลศึก

Verse 72

भयं हि विप्रमुच्यैतत्‌ त्वत्तो भरतसत्तम । “भरतश्रेष्ठ) देखो, यह वीर सिंधुराज अब तुम्हारा भय छोड़कर सूर्यदेवकी ओर दृष्टिपात कर रहा है ।। अयं कालो महाबाहो वधायास्य दुरात्मन:

“โอ้ผู้ประเสริฐแห่งวงศ์ภารตะ ความหวาดกลัวนั้นแท้จริงกำลังหลุดจากเจ้า โอ้ผู้มีพาหาอันเกรียงไกร บัดนี้คือกาล—จงประหารผู้อธรรมผู้นั้นเสีย”

Verse 73

इत्येवं केशवेनोक्त: पाण्डुपुत्र: प्रतापवान्‌

สัญชัยกล่าวว่า—เมื่อเกศวะตรัสดังนี้แล้ว โอรสแห่งปาณฑุผู้ทรงเดชได้สดับด้วยจิตตั้งมั่นในธรรม รับโอวาทเพื่อประคองใจท่ามกลางภาระแห่งสงคราม แล้วจึงตอบตามควรแก่หน้าที่

Verse 74

कृपं विव्याध विंशत्या कर्ण पज्चाशता शरै:,उन्होंने कृपाचार्यको बीस, कर्णको पचास तथा शल्य और दुर्योधनको छ:-छ: बाण मारे। साथ ही वृषसेनको आठ और सिंधुराज जयद्रथको साठ बाणोंसे घायल कर दिया

สัญชัยกล่าวว่า—เขายิงกฤปะด้วยศรยี่สิบดอก และยิงกรรณะด้วยศรห้าสิบดอก อีกทั้งยิงศัลยะและทุรโยธนะคนละหกดอก แล้วทำให้วฤษเสนะบาดเจ็บด้วยศรแปดดอก และทำให้พระราชาแห่งสินธุคือชัยทรถะบาดเจ็บด้วยศรหกสิบดอก

Verse 75

शल्यं दुर्योधनं चैव षड़भि: षड़भिरताडयत्‌ | वृषसेनं तथाष्टाभि: षष्ट्या सैन्धवमेव च

สัญชัยกล่าวว่า—เขายิงศัลยะและทุรโยธนะคนละหกดอก ยิงวฤษเสนะด้วยศรแปดดอก และยิงพระราชาแห่งสินธุคือชัยทรถะด้วยศรหกสิบดอก

Verse 76

नभो<भवत्‌ तद्‌ दुष्प्रेक्ष्ममुल्काभिरिव संवृतम्‌ । धनुषको कानतक खींचकर छोड़े गये अग्निशिखा तथा सूर्यकिरणोंके समान तेजस्वी बाणोंसे भरा हुआ आकाश उल्काओंसे व्याप्त-सा जान पड़ता था। उसकी ओर देखना कठिन हो रहा था

สัญชัยกล่าวว่า—ท้องฟ้ายากแก่การเพ่งมอง ประหนึ่งถูกปกคลุมด้วยอุกกาบาต ศรอันคมที่ปล่อยจากคันธนูซึ่งง้างเต็มแรงส่องประกายดุจเปลวไฟและรัศมีสุริยัน เติมเต็มเวหา และโอ้พระราชา เช่นนั้นเอง อรชุนผู้มีพาหุอันเกรียงไกร บุตรแห่งปาณฑุ ได้แทงทะลวงไพร่พลของท่านด้วยศรอย่างลึก แล้วพุ่งเข้าประจัญบานชัยทรถะ

Verse 77

त॑ समीपस्थितं दृष्टवा लेलिहानमिवानलम्‌ । जयद्रथस्य गोप्तार: संशयं परमं गता:,अपनी लपटोंसे सबको चाट जानेवाली आगके समान अर्जुनको निकट खड़ा देख जयद्रथके रक्षक भारी संशयमें पड़ गये

สัญชัยกล่าวว่า—เมื่อเห็นอรชุนยืนอยู่ใกล้ดุจเพลิงที่ลุกโชนราวจะเลียกลืนทุกสิ่งด้วยเปลวลิ้นไฟ ผู้พิทักษ์ของชัยทรถะก็ถูกครอบงำด้วยความลังเลสงสัยและความหวาดหวั่นอย่างยิ่ง

Verse 78

तत: सर्वे महाराज तव योधा जयैषिण: । सिषिचु: शरधाराभि: पाकशासनिमाहवे,महाराज! उस समय विजयकी अभिलाषा रखनेवाले आपके समस्त योद्धा युद्धस्थलमें इन्द्रकुमार अर्जुनका बाणोंकी धाराओंसे अभिषेक करने लगे

ครั้งนั้น ข้าแต่มหาราช เหล่านักรบของพระองค์ผู้ใฝ่ชัยชนะ ต่างพากันโปรยสายธนูดุจสรงอภิเษกลงเหนือปากศาสนี (อรชุน โอรสแห่งพระอินทร์) กลางสมรภูมิ

Verse 79

संछाद्यमान: कौन्तेय: शरजालैरनेकश: । अक्रुध्यत्‌ स महाबाहुरजित: कुरुनन्दन:

เมื่อถูกคลุมทับซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยข่ายแห่งศร กุนตีบุตรผู้แขนแกร่ง ผู้ไม่เคยพ่าย ผู้เป็นความชื่นใจแห่งวงศ์กุรุ ก็พลุ่งขึ้นด้วยโทสะ

Verse 80

तत: शरमयं जाल॑ तुमुलं पाकशासनि: । व्यसृजत्‌ पुरुषव्याप्रस्तव सैन्यजिघांसया,फिर उन पुरुषसिंह इन्द्रकुमारने आपकी सेनाके संहारकी इच्छासे बाणोंका भयंकर जाल बिछाना आरम्भ किया

แล้วปากศาสนี (อรชุน โอรสแห่งพระอินทร์) ผู้เป็นพยัคฆ์ท่ามกลางมนุษย์ ก็แผ่ข่ายศรอันหนาแน่นกึกก้อง ด้วยความปรารถนาจะทำลายกองทัพของพระองค์

Verse 81

ते हन्यमाना वीरेण योधा राजन्‌ रणे तव । प्रजहु: सैन्धवं भीता द्वौ सम॑ नाप्यधावताम्‌

ข้าแต่มหาราช เมื่อเหล่านักรบของพระองค์ถูกวีรบุรุษ (อรชุน) ฆ่าฟันในสนามรบ ก็พากันหวาดกลัวทอดทิ้งไสณฑวะ (ชยทรถ) แล้วหนีไป; ความตระหนกหนักหนาจนแม้ทหารสองนายก็ไม่อาจวิ่งเคียงกันได้

Verse 82

तत्राद्भुतमपश्याम कुन्तीपुत्रस्य विक्रमम्‌ । तादृड़ न भावी भूतो वा यच्चकार महायशा:

ณ ที่นั้น เราได้ประจักษ์แก่สายตาถึงวีรกรรมอันน่าอัศจรรย์ของกุนตีบุตร กิจที่วีรบุรุษผู้มีเกียรติยศยิ่งได้กระทำในขณะนั้น—หาเคยมีมาแต่ก่อนก็ไม่ และในภายหน้าก็มิอาจมีได้อีก

Verse 83

द्विपान द्विपगतांश्वैव हयान्‌ हयगतानपि । तथा स रथिनश्वैव न्यहन्‌ रुद्र: पशूनिव

เขาฟันสังหารช้างพร้อมควาญช้าง ม้าพร้อมอัศวินม้า และเหล่านักรบรถศึกพร้อมรถศึกด้วย—ดุจรุทระผู้ทำลายล้างที่คร่าชีวิตสรรพสัตว์ฉันนั้น

Verse 84

न तत्र समरे कश्रिन्मया दृष्टो नराधिप । गजो वाजी नरो वापि यो न पार्थशराहत:,नरेश्वर! उस समरभूमिमें मैंने कोई भी ऐसा हाथी, घोड़ा या मनुष्य नहीं देखा, जो अर्जुनके बाणोंसे क्षत-विक्षत न हो गया हो

ข้าแต่พระราชา ในสมรภูมินั้น ข้าพเจ้าไม่เห็นเลยว่า จะมีช้าง ม้า หรือมนุษย์ผู้ใดที่มิได้ถูกศรของปารถะ (อรชุน) ทำร้าย

Verse 85

रजसा तमसा चैव योधा: संछन्नचक्षुष: । कश्मलं प्राविशन्‌ घोरं नान्वजानन्‌ परस्परम्‌

ด้วยฝุ่นผงและความมืด ดวงตาของเหล่านักรบถูกปกคลุม พวกเขาตกอยู่ในความหลงอันน่าสะพรึง และไม่อาจจำแนกกันและกันได้

Verse 86

उस समय धूल और अन्धकारसे सारे योद्धाओंके नेत्र आच्छादित हो गये थे। वे भयंकर मोहमें पड़ गये। उनके लिये एक-दूसरेको पहचानना भी असम्भव हो गया ।।

ครั้นนั้นฝุ่นผงและความมืดได้ปกคลุมดวงตาของนักรบทั้งปวง พวกเขาตกอยู่ในความหลงอันน่าสะพรึง จนแม้แต่จะจำแนกกันและกันก็เป็นไปไม่ได้ โอ้ภารตะ เหล่าทหารที่ถูกศรซึ่งปล่อยตามบัญชาของปารถะเจาะทำลายจุดสำคัญนั้น ต่างหมุนวนสับสน โซซัดโซเซ ล้มลง ดิ้นรนด้วยความเจ็บปวด และเมื่อสิ้นชีวิตก็ซีดเผือดและเปรอะเปื้อน

Verse 87

तस्मिन्‌ महाभीषणके प्रजानामिव संक्षये । रणे महति दुष्पारे वर्तमाने सुदारुणे

เมื่อศึกใหญ่ดำเนินอยู่—น่าสะพรึงยิ่ง โหดร้ายยิ่ง และยากจะข้ามผ่าน ดุจคราวพินาศแห่งสรรพชีวิต—ล้อรถศึกทั้งหลายก็จมลงในโลหิตถึงดุมล้อ

Verse 88

शोणितस्य प्रसेकेन शीघ्रत्वादनिलस्यथ च । अशाम्यत्‌ तद्‌ रजो भौममसृक्सिक्ते धरातले

สัญชัยกล่าวว่า—ด้วยละอองโลหิตที่สาดกระเซ็น และด้วยลมอันพัดกรูอย่างรวดเร็ว ธุลีแห่งปฐพีจึงมิอาจสงบลงได้; บนพื้นดินที่ชุ่มโชกด้วยเลือด ธุลีนั้นยังฟุ้งขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ยอมราบคาบ

Verse 89

मत्ता वेगवतो राजंस्तावकानां रणाड्रणे

สัญชัยกล่าวว่า—ข้าแต่พระราชา ท่ามกลางความอลหม่านแห่งศึก ช้างของพระองค์ผู้ว่องไวและกำเริบด้วยมทนะ—เมื่อสารถีถูกสังหาร และกายถูกศรฉีกแทงทั่วทั้งตัว—ก็แตกตื่นหนีตาย พวกมันเหยียบย่ำไพร่พลฝ่ายตนเอง ส่งเสียงครวญคราง แล้วพุ่งหนีไปทั่วสมรภูมิด้วยเสียงกึกก้อง

Verse 90

हस्तिनश्ष हतारोहा दारिताड़ा: सहस्रश: । स्वान्यनीकानि मृद्नन्त आर्तनादा: प्रदुद्रुवु:

สัญชัยกล่าวว่า—ข้าแต่พระราชา ช้างนับพันซึ่งสารถีถูกสังหาร และกายถูกศรฉีกแทงจนแหลกพรุน ต่างส่งเสียงครวญครางแล้วแตกหนี พวกมันเหยียบย่ำกระบวนทัพของฝ่ายตนเอง และพุ่งพล่านไปในสมรภูมิด้วยความคลุ้มคลั่ง

Verse 91

हयाश्न पतितारोहा: पत्तयश्न नराधिप । प्रदुद्रुवर्भयाद्‌ राजन्‌ धनंजयशराहता:,नरेश्वर! राजन! घुड़सवार गिर गये थे और घोड़े एवं पैदल सैनिक धनंजयके बाणोंसे अत्यन्त घायल हो भयके मारे भागे जा रहे थे

สัญชัยกล่าวว่า—ข้าแต่องค์ราชา ผู้เป็นเจ้าแห่งมนุษย์ เหล่าทหารม้าถูกสาดตกจากหลังม้า; ส่วนม้าและทหารราบซึ่งบาดเจ็บสาหัสด้วยศรของธนัญชัย ก็แตกหนีด้วยความหวาดกลัว

Verse 92

मुक्तकेशा विकवचा: क्षरन्त: क्षतजं क्षतै: । प्रापलायन्त संत्रस्तास्त्यक्त्वा रणशिरो जना:

สัญชัยกล่าวว่า—เส้นผมของพวกเขาปล่อยสยาย เกราะถูกฟันขาดหลุดร่วง; ครั้นหวาดผวาเหลือทน ก็ละทิ้งแนวหน้าศึก หนีเอาชีวิตรอดไปทั้งที่โลหิตไหลรินจากบาดแผล

Verse 93

ऊरुग्राहगृहीताश्न केचित्‌ तत्राभवन्‌ भुवि । हतानां चापरे मध्ये द्विरदानां निलिल्यिरे

สัญชัยกล่าวว่า—ณ ที่นั้น นักรบบางพวกยืนแน่นิ่งบนพื้นดิน ประหนึ่งถูกบีบรัดที่ต้นขาจนแข็งค้าง ขยับมิได้; อีกพวกหนึ่งท่ามกลางผู้ล้มตายก็หลบซ่อนอยู่ในหมู่ช้าง. แล้วฝ่ายเการพโปรยอาวุธเป็นห่าฝนจนความมืดดุจราตรีปกคลุมสนามรบ; แต่พระอรชุน โอรสแห่งปาณฑุ ใช้ศรที่สวดกำกับด้วยมนตร์แห่งทิพยาศตรา ขจัดความมืดนั้นโดยฉับพลัน—ดุจอาทิตย์ยามอรุณขับไล่ความมืดแห่งราตรีด้วยรัศมี.

Verse 94

एवं तव बल राजन द्रावयित्वा धनंजय: । न्यवधीत्‌ सायकैघोरै: सिन्धुराजस्य रक्षिण:,राजन! इस प्रकार अर्जुनने आपकी सेनाको भगाकर भयंकर बाणोंद्वारा सिंधुराजके रक्षकोंको मारना आरम्भ किया

สัญชัยกล่าวว่า—ข้าแต่พระราชา ครั้นธนัญชัย (อรชุน) ขับไล่กองทัพของพระองค์ให้แตกพ่ายแล้ว ก็เริ่มสังหารเหล่าทหารอารักขาของกษัตริย์แห่งสินธุด้วยศรอันน่าสะพรึงกลัว.

Verse 95

द्रौर्णि कृपं कर्णशल्यौ वृषसेनं सुयोधनम्‌ । छादयामास तीव्रेण शरजालेन पाण्डव:,पाण्डुकुमार अर्जुनने अपने तीखे बाणसमूहसे अश्व॒त्थामा, कृपाचार्य, कर्ण, शल्य, वृषसेन तथा दुर्योधनको आच्छादित कर दिया

สัญชัยกล่าวว่า—วีรบุรุษฝ่ายปาณฑพ คืออรชุน แผ่ข่ายศรอันคมกล้าปกคลุมอัศวัตถามัน บุตรแห่งโทรณะ กฤปาจารย์ กรรณะ และศัลยะ ตลอดจนวฤษเสนะ และสุโยธนะ (ทุรโยธนะ) ด้วย.

Verse 96

न गृह्नन्‌ न क्षिपन्‌ राजन्‌ मुज्चन्नापि च संदधत्‌ । अदृश्यतार्जुन: संख्ये शीघ्रास्त्रत्वात्‌ कथंचन

สัญชัยกล่าวว่า—ข้าแต่พระราชา ในสนามรบ อรชุนมิอาจแลเห็นได้เลยว่าเขาหยิบศรเมื่อใด วางเข้าคันธนูเมื่อใด ดึงสายเมื่อใด หรือปล่อยเมื่อใด ด้วยความชำนาญแห่งศัสตราที่รวดเร็วเกินประมาณ.

Verse 97

धनुर्मण्डलमेवास्य दृश्यते स्मास्यत: सदा । सायकाश्च व्यदृश्यन्त निश्चरन्त: समन्तत:

สัญชัยกล่าวว่า—เมื่ออรชุนยิงศรไม่ขาดสาย ผู้คนเห็นเพียงวงโค้งแห่งคันธนูของเขาที่กวัดแกว่งเป็นวงกลมอยู่เสมอ; และเห็นศรของเขาพุ่งออกไปทุกทิศทุกทาง.

Verse 98

कर्णस्य तु धनुश्छित्त्वा वृषसेनस्थ चैव ह । शल्यस्य सूतं भल्‍लेन रथनीडादपातयत्‌,अर्जुनने कर्ण और वृषसेनके धनुष काटकर एक भल्‍ल्लके द्वारा शल्यके सारथिको रथकी बैठकसे नीचे गिरा दिया

สัญชัยกล่าวว่า—อรชุนตัดคันธนูของกรรณะ และของวฤษเสนะลงได้เช่นกัน แล้วใช้ศรคมกล้าดอกหนึ่งโจมตีสารถีของศัลยะ ให้ตกจากที่นั่งบนรถศึก

Verse 99

गाढविद्धावुभौ कृत्वा शरै: स्वस्नीयमातुलौ । अर्जुनो जयतां श्रेष्ठो द्रौणिशारद्वतो रणे

สัญชัยกล่าวว่า—อรชุน ผู้เลิศในหมู่นักรบผู้มีชัย ได้ยิงศรแทงลึกใส่ทั้งสอง คือ อัศวัตถามา บุตรแห่งโทรณะผู้เป็นหลาน และกฤปะ ศารทวตผู้เป็นลุงฝ่ายมารดา จนบาดเจ็บหนัก แล้วจึงครอบงำในศึกนั้น

Verse 100

एवं तान्‌ व्याकुलीकृत्य त्वदीयानां महारथान्‌ | उज्जहार शरं घोरं पाण्डवो5नलसंनिभम्‌,इस प्रकार आपके उन महारथियोंको व्याकुल करके पाण्डुकुमार अर्जुनने एक अग्निके समान तेजस्वी एवं भयंकर बाण निकाला

สัญชัยกล่าวว่า—ครั้นทำให้มหารถีฝ่ายท่านปั่นป่วนดังนี้แล้ว ปาณฑพอรชุนก็ชักศรอันน่าสะพรึง ดุจเปลวเพลิงลุกโชติช่วงออกมา

Verse 101

इन्द्राशनिसमप्रख्यं दिव्यमस्त्राभिमन्त्रितम्‌ । सर्वभारसहं शश्चद्‌ गन्धमाल्यार्चितं महत्‌

สัญชัยกล่าวว่า—“มันสว่างดุจสายฟ้าแห่งอินทรา เป็นอาวุธทิพย์ที่ปลุกเสกด้วยมนตร์ มีเดชใหญ่ รองรับภาระทั้งปวงได้ และได้รับการบูชาด้วยเครื่องหอมและพวงมาลัยอยู่เนืองนิตย์”

Verse 102

वह दिव्य बाण दिव्यास्त्रोंसे अभिमन्त्रित होकर इन्द्रके वज़के समान प्रकाशित हो रहा था। वह सब प्रकारका भार सहन करनेमें समर्थ और महान्‌ था। उसकी गन्ध और मालाओंद्वारा सदा पूजा की जाती थी ।।

สัญชัยกล่าวว่า—ศรทิพย์นั้นถูกปลุกเสกด้วยมนตร์แห่งอาวุธทิพย์ จึงส่องประกายดุจวชิระของพระอินทร์ เป็นศรใหญ่รองรับภาระทั้งปวงได้ และได้รับการบูชาด้วยเครื่องหอมและพวงมาลัยอยู่เสมอ ครั้นแล้ว โอ้ผู้เป็นความชื่นใจแห่งวงศ์กุรุ อรชุนผู้มีแขนกำยำได้ประกอบศรนั้นเข้ากับวชิราวุธตามพิธี แล้วรีบวางขึ้นบนคันธนูกาณฑีวะ

Verse 103

तस्मिन्‌ संधीयमाने तु शरे ज्वलनतेजसि । अन्तरिक्षे महानादो भूतानामभवन्नूप,नरेश्वर! जब अर्जुन अग्निके समान तेजस्वी उस बाणका संधान करने लगे, उस समय आकाशबचारी प्राणियोंमें महान्‌ कोलाहल होने लगा

ข้าแต่พระราชา ผู้เป็นจอมแห่งมนุษย์! ครั้นอรชุนกำลังสอดประจำคันศรซึ่งลูกศรนั้นเรืองรองดุจเปลวไฟ ก็เกิดเสียงอื้ออึงกึกก้องใหญ่หลวงในหมู่สรรพสัตว์ผู้สัญจรอยู่ในเวหา

Verse 104

अब्रवीच्च पुनस्तत्र त्वरमाणो जनार्दन: । धनंजय शिरश्छिन्धि सैन्धवस्य दुरात्मन:,उस समय वहाँ भगवान्‌ श्रीकृष्ण पुन: उतावले होकर बोल उठे--'धनंजय! तुम दुरात्मा सिंधुराजका मस्तक शीघ्र काट लो

ครั้นแล้ว ณ ที่นั้นเอง พระชนารทนะ (พระกฤษณะ) ด้วยความเร่งร้อนตรัสซ้ำว่า “ธนัญชยะ! จงตัดเศียรของไสณฑวะผู้ใจชั่ว (ชัยทรถะ) ให้ขาดโดยพลัน”

Verse 105

अस्तं महीधरश्रेष्ठं यियासति दिवाकर: । शृणुष्वैतच्च वाक्‍्यं मे जयद्रथवर्ध प्रति,"क्योंकि सूर्य अब पर्वतश्रेष्ठ अस्ताचलपर जाना ही चाहते हैं। जयद्रथवधके विषयमें तुम मेरी यह बात ध्यानसे सुन लो

“เพราะสุริยะกำลังมุ่งไปสู่ภูผาอันประเสริฐ คืออัสตาจล เพื่อจะลับขอบฟ้าแล้ว ฉะนั้น จงฟังถ้อยคำของเรานี้ให้ถี่ถ้วน ว่าด้วยการสังหารชัยทรถะ”

Verse 106

आशक्षिपत्‌ पल्‍ल्वलाम्बूनि निदाघार्क इव प्रभु: । तत्पश्चात्‌ जैसे ग्रीष्म-ऋतुके शक्तिशाली सूर्य छोटे-छोटे गड्डोंके पानीको शीघ्र ही सुखा देते हैं

ต่อมา ดุจดังสุริยะอันแผดเผาในฤดูร้อนที่ทำให้น้ำในแอ่งตื้น ๆ แห้งเหือดโดยฉับพลัน ฉันใด อรชุนผู้ทรงเดช—ประหนึ่งสุริยะ—ก็ด้วยรัศมีอันเป็นลูกศรที่ลุกโพลง ได้ดูดกลืนกำลังของกองทัพท่านซึ่งดุจสายน้ำให้ร่อยหรอโดยเร็ว ฉันนั้น แล้วยังมีวฤทธกษัตร ผู้เป็นบิดาแห่งราชาแห่งสินธุ (ชัยทรถะ) อันเลื่องลือในโลก; ครั้นล่วงกาลยาวนาน เขาจึงได้ไสณฑวะนั้นมาเป็นบุตร

Verse 107

जयद्रथममित्रघ्नं वागुवाचाशरीरिणी । नृपमन्तर्हिता वाणी मेघदुन्दुभिनि:स्वना,“इसके जन्मकालमें मेघके समान गम्भीर स्वरवाली अदृश्य आकाशवाणीने शत्रुसूदन जयद्रथके विषयमें राजाको सम्बोधित करके इस प्रकार कहा--

ในกาลที่เขาถือกำเนิด มีอากาศวาจาอันไร้กาย ซ่อนเร้นจากสายตา มีเสียงกังวานลึกดุจดุนดุภีแห่งเมฆ ได้ตรัสแก่พระราชาเกี่ยวกับชัยทรถะผู้ปราบศัตรู ว่าโดยประการฉะนี้

Verse 108

तवात्मजो मनुष्येन्द्र कुलशीलदमादिभि: । गुणैर्भविष्यति विभो सदृशो वंशयोर्द्धयो:,'शाक्तिशाली नरेन्द्र! तुम्हारा यह पुत्र कुल, शील और संयम आदि सदगुणोंके द्वारा दोनों वंशोंके अनुरूप होगा

สัญชัยกล่าวว่า “ข้าแต่องค์ผู้เป็นใหญ่ในหมู่มนุษย์ บุตรของท่านจักเติบใหญ่พร้อมคุณธรรมอันประเสริฐ—วงศ์ตระกูลอันสูงส่ง ความประพฤติดี ความสำรวมระงับใจ และคุณงามอื่น ๆ ด้วยคุณธรรมเหล่านี้ เขาจักคู่ควรและสอดคล้องกับทั้งสองสายวงศ์โดยแท้”

Verse 109

क्षत्रियप्रवरो लोके नित्यं शूराभिसत्कृत: । कि त्वस्य युध्यमानस्य संग्रामे क्षत्रियर्षभ:

สัญชัยกล่าวว่า “เขาเลื่องลือในโลกว่าเป็นยอดแห่งกษัตริย์นักรบ และได้รับการยกย่องในหมู่วีรชนอยู่เสมอ; แต่โอ้ผู้เป็นโคอุสภะแห่งกษัตริย์นักรบ เมื่อเขากำลังรบอยู่กลางสมรภูมิ แท้จริงแล้วสิ่งใดบังเกิดแก่เขา?”

Verse 110

एतच्छुत्वा सिन्धुराजो ध्यात्वा चिरमरिंदम:

สัญชัยกล่าวว่า “ครั้นได้ยินดังนั้น พระราชาแห่งสินธุ ผู้ข่มศัตรู ก็จมอยู่ในความครุ่นคิดอันลึกซึ้งเป็นเวลานาน”

Verse 111

ज्ञातीन्‌ सर्वनिवाचेदं पुत्रस्नेहाभिचोदित: । “यह सुनकर शत्रुओंका दमन करनेवाले सिंधुराज वृद्धछत्र देरतक कुछ सोचते रहे, फिर पुत्रस्नेहसे प्रेरित हो वे समस्त जाति-भाइयोंसे इस प्रकार बोले-- ।।

สัญชัยกล่าวว่า “แล้วด้วยความรักบุตรเป็นแรงผลัก พระราชานั้นจึงกล่าวแก่ญาติทั้งปวงดังนี้”

Verse 112

धरण्यां मम पुत्रस्य पातयिष्यति यः शिर: । तस्यापि शतधा मूर्थधा फलिष्यति न संशय:

สัญชัยกล่าวว่า “ผู้ใดก็ตามในสมรภูมิ แบกภาระแห่งศึกและมุ่งมั่นรบ จนทำให้ศีรษะบุตรของเราตกต้องพื้นพสุธา ศีรษะของผู้นั้นเองก็จักแตกเป็นร้อยเสี่ยง—หาได้มีข้อสงสัยไม่”

Verse 113

एवमुकत्वा ततो राज्ये स्थापयित्वा जयद्रथम्‌ | वृद्धक्षत्रो वनं यातस्तपश्चोग्रं समास्थित:

ครั้นกล่าวดังนั้นแล้ว คราเมื่อกาลมาถึง วฤทธกษัตระได้สถาปนาชยทรถขึ้นครองราชบัลลังก์ แล้วตนเองก็ออกสู่พงไพร บำเพ็ญตบะอันเข้มข้นยิ่ง

Verse 114

सो<यं तप्यति तेजस्वी तपो घोरं दुरासदम्‌ | समनन्‍तपजञ्चकादस्माद्‌ बहिर्वानरकेतन,“कपिध्वज अर्जुन! वे तेजस्वी राजा वृद्धक्षत्र इस समय इस समन्तपंचक-द्षेत्रसे बाहर घोर एवं दुर्धर्ष तपस्या कर रहे हैं

โอ้ อรชุนผู้มีธงวานร! กษัตริย์วฤทธกษัตระผู้รุ่งเรืองนั้น บัดนี้กำลังกระทำตบะอันน่าสะพรึงและยากจะเข้าใกล้ อยู่ภายนอกแดนสมันตปัญจกะนี้

Verse 115

तस्माज्जयद्रथस्य त्वं शिरश्छित्त्वा महामृथे । दिव्येनास्त्रेण रिपुहन्‌ घोरेणाद्भुतकर्मणा

ฉะนั้น โอ้ ผู้ปราบศัตรู! ในมหาสงครามนี้ จงใช้อาวุธทิพย์อันน่ากลัวซึ่งสำแดงฤทธิ์อัศจรรย์ ตัดเศียรชยทรถ แล้วทำให้ตกลงสู่ตักของวฤทธกษัตระผู้ชรา

Verse 116

समाप्लवन्‌ द्विषत्सैन्यं लोक॑ भानोरिवांशव: । इसके बाद दिव्यास्त्रोंके ज्ञाता अर्जुनरूपी सूर्यकी छिटकायी हुई बाणरूपी किरणोंने शत्रुओंकी सेनाको उसी प्रकार आप्लावित कर दिया

แล้วบรรดาศรของอรชุน ผู้รู้เดชอาวุธทิพย์ ก็แผ่ซ่านดุจรัศมีสุริยัน ท่วมทับกองทัพศัตรูประหนึ่งแสงอาทิตย์แผ่คลุมทั่วโลก ฉะนั้น โอ้ ผู้ปราบศัตรู! ในมหาสงครามนี้ จงใช้อาวุธทิพย์อันน่ากลัว ตัดเศียรชยทรถ เจ้าแห่งสินธุ พร้อมต่างหู แล้วทำให้ตกลงสู่ตักของวฤทธกษัตระผู้ชรา โอ้ ภารตะ—เพราะเจ้าเป็นอนุชาของภีมเสน จึงย่อมทำได้

Verse 117

अथ त्वमस्य मूर्धानं पातयिष्यसि भूतले । तवापि शतधा मूर्धा फलिष्यति न संशय:,“यदि तुम इसके मस्तकको पृथ्वीपर गिराओगे तो तुम्हारे मस्तकके भी सौ टुकड़े हो जायँगे। इसमें संशय नहीं है”

หากเจ้าทำให้เศียรของเขาตกลงสู่พื้นดิน เศียรของเจ้าก็จักแตกเป็นร้อยเสี่ยง—ปราศจากข้อสงสัย

Verse 118

यथा चेदं न जानीयात्‌ स राजा तपसि स्थित: । तथा कुरु कुरुश्रेष्ठ दिव्यमस्त्रमुपाश्रित:

โอ กุรุผู้ประเสริฐ! พระเจ้าวฤทธกษัตรผู้ตั้งมั่นอยู่ในตบะ ขออย่าให้ทรงล่วงรู้เรื่องนี้เลย; ท่านจงอาศัยอาวุธทิพย์แล้วกระทำการให้เป็นไปดังนั้นเถิด.

Verse 119

न हयूसाध्यमकार्य वा विद्यते तव किंचन । समस्तेष्वपि लोकेषु त्रिषु वासवनन्दन,“इन्द्रकुमार! सम्पूर्ण त्रिलोकीमें कोई ऐसा कार्य नहीं है, जो तुम्हारे लिये असाध्य हो अथवा जिसे तुम कर न सको”

โอ วาสวนันทนะ บุตรแห่งพระอินทร์! ในสามโลกนี้ไม่มีสิ่งใดเลยที่เป็นงานอันเกินกำลังท่าน และไม่มีการใดที่ท่านไม่อาจกระทำให้สำเร็จได้.

Verse 120

एतच्छुत्वा तु वचनं सक्किणी परिसंलिहन्‌ । इन्द्राशनिसमस्पर्श दिव्यमन्त्राभिमन्त्रितम्‌

ครั้นได้สดับพระวาจาของศรีกฤษณะแล้ว อรชุนผู้แน่วแน่ถึงที่สุดก็เลียมุมปากด้วยความมุ่งมั่น และพลันทิ้งศรที่พาดอยู่บนคันธนูเพื่อสังหารกษัตริย์แห่งสินธุ—ศรนั้นมีสัมผัสดุจวัชระของพระอินทร์ และได้รับการปลุกเสกด้วยมนตร์ทิพย์.

Verse 121

सर्वभारसहं शश्वद्‌ गन्धमाल्यार्चितं शरम्‌ । विससर्जार्जुनस्तूर्ण सैन्धवस्य वधे धृतम्‌

อรชุนก็รีบปล่อยศรนั้นซึ่งเตรียมไว้เพื่อสังหารไสณฑวะ—ศรที่รับได้ทุกภาระ และได้รับการบูชาด้วยจันทน์หอมและพวงมาลัยอยู่เนืองนิตย์.

Verse 122

स तु गाण्डीवनिर्मुक्त: शर: श्येन इवाशुग: । छित्त्वा शिर: सिन्धुपतेरुत्पपात विहायसम्‌,गाण्डीव धनुषसे छूटा हुआ वह शीघ्रगामी बाण सिंधुराजका सिर काटकर बाजपक्षीके समान उसे आकाशमें ले उड़ा

ศรที่หลุดออกจากคันธนูกาณฑีวะนั้นแล่นฉับไวดุจเหยี่ยว; มันตัดเศียรของเจ้าแห่งสินธุแล้วพุ่งทะยานขึ้นสู่เวหา หอบเอาเศียรนั้นไป.

Verse 123

ह्ृदयान्याशु वीराणां विविशु: प्रियबन्धुवत्‌ । तदनन्तर अर्जुनके छोड़े हुए दूसरे प्रचण्ड तेजस्वी बाण वीर योद्धाओंके हृदयमें प्रिय बन्धुकी भाँति शीघ्र ही प्रवेश करने लगे

สัญชัยกล่าวว่า—ลูกศรเหล่านั้นแล่นเข้าสู่ดวงใจของเหล่านักรบอย่างรวดเร็วประหนึ่งญาติอันเป็นที่รัก ครั้นแล้วศรอื่น ๆ อันเกรี้ยวกราดและเรืองเดชซึ่งอรชุนปล่อยออกไป ก็พุ่งเจาะจุดสำคัญของวีรชนโดยฉับพลัน และด้วยศรของตน เขายกพระเศียรที่ถูกตัดของกษัตริย์แห่งสินธุ—ชัยทรถ—ให้ลอยสูงขึ้นไป เหตุนี้ก่อให้เกิดความโศกอย่างยิ่งแก่ศัตรูของอรชุน และความยินดีใหญ่หลวงแก่ผู้ปรารถนาดีของเขา

Verse 124

शरै: कदम्बकीकृत्य काले तस्मिंश्व पाण्डव: । योधयामास तांश्वैव पाण्डव: षण्महारथान्‌

สัญชัยกล่าวว่า—ในขณะนั้น อรชุนผู้เป็นปาณฑพยิงศรซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนศรปกคลุมพระเศียรนั้นแน่นหนา ดูประหนึ่งดอกกทัมพะบาน และแม้กระทำเช่นนั้น เขาก็ยังคงรบพุ่งกับมหารถีทั้งหกคนเดิมต่อไป ยืนหยัดในธรรมแห่งนักรบท่ามกลางความคับคั่งของสนามรบ

Verse 125

ततः सुमहदाश्चर्य तत्रापश्याम भारत | समन्तपज्चकाद्‌ बाहां शिरो यद्‌ व्यहरत्‌ ततः,भारत! उस समय हमने समनन्‍्तपंचकसे बाहर जहाँ वह बाण उस मस्तकको ले गया था, वहाँ बड़े भारी आश्चर्यकी घटना देखी

สัญชัยกล่าวว่า—“แล้วต่อมา โอ ภารตะ เราได้เห็นอัศจรรย์อันยิ่งใหญ่ ณ ที่นั้น นอกเขตสมันตปัญจกะ ณ สถานที่ซึ่งศรพาเศียรที่ถูกตัดนั้นไป ได้ปรากฏเหตุการณ์น่าพิศวงอย่างแท้จริง”

Verse 126

एतस्मिन्नेव काले तु वृद्धक्षत्रो महीपति: । संध्यामुपास्ते तेजस्वी सम्बन्धी तव मारिष,आर्य! इसी समय आपके तेजस्वी सम्बन्धी राजा वृद्धक्षत्र संध्योपासना कर रहे थे

สัญชัยกล่าวว่า—“ในเวลาเดียวกันนั้นเอง โอท่านผู้ควรเคารพ ญาติผู้ทรงเดชของท่าน คือพระราชาวฤทธักษตร กำลังประกอบพิธีบูชาสนธยา (สันธยา) อยู่”

Verse 127

उपासीनस्य तस्याथ कृष्णकेशं सकुण्डलम्‌ | सिन्धुराजस्य मूर्धानमुत्सड़े समपातयत्‌,संध्योपासनामें बैठे हुए वृद्धक्षत्रके अंकमें उस बाणने सिंधुराज जयद्रथका वह काले केशोंवाला कुण्डलमण्डित मस्तक डाल दिया

สัญชัยกล่าวว่า—แล้วเมื่อพระราชาวฤทธักษตรนั่งสงบอยู่ในการบูชาสนธยา ศรนั้นก็ทำให้พระเศียรของกษัตริย์แห่งสินธุ—ชัยทรถ—ผู้มีผมดำและประดับต่างหู ตกลงสู่ตักของพระองค์

Verse 128

तस्योत्सड्रे निपतितं शिरस्तच्चारुकुण्डलम्‌ । वृद्धक्षत्रस्थ नृपतेरलक्षितमरिंदम,शत्रुदमन नरेश! जयद्रथका वह सुन्दर कुण्डलोंसे सुशोभित सिर राजा वृद्धक्षत्रकी गोदमें उनके बिना देखे ही गिर गया

สัญชัยกล่าวว่า—เศียรนั้นซึ่งประดับด้วยตุ้มหูงดงาม ตกลงบนตักของพระเจ้าวฤทธกษัตรโดยที่พระองค์มิได้รู้สึกตัว; เศียรของชัยทรถ ผู้ปราบศัตรู จึงหล่นสู่ตักบิดาโดยไม่ทันรู้—เป็นลางแห่งผลกรรมที่สุกงอมกลางสงคราม

Verse 129

कृतजप्यस्य तस्याथ वृद्धक्षत्रस्यथ भारत । प्रोत्तेिछठतस्तत्‌ सहसा शिरो5गच्छद्‌ धरातलम्‌,भरतनन्दन! जप समाप्त करके जब वृद्धक्षत्र सहसा उठने लगे, तब उनकी गोदसे वह मस्तक पृथ्वीपर जा गिरा

สัญชัยกล่าวว่า—โอ้ผู้เป็นที่ชื่นใจแห่งวงศ์ภารตะ ครั้นวฤทธกษัตรสวดภาวนาเสร็จแล้วลุกขึ้นอย่างฉับพลัน เศียรที่วางอยู่บนตักก็ร่วงลงสู่พื้นดินในทันใด

Verse 130

ततस्तस्य नरेन्द्रस्य पुत्रमूर्धनि भूतले । गते तस्यापि शतधा मूर्धागच्छदरिंदम,शत्रुदमन महाराज! पुत्रका मस्तक पृथ्वीपर गिरते ही राजा वृद्धक्षत्रके मस्तकके भी सौ टुकड़े हो गये

สัญชัยกล่าวว่า—ข้าแต่มหาราชผู้ปราบศัตรู เมื่อเศียรของโอรสกษัตริย์นั้นตกถึงพื้นดิน เศียรของพระเจ้าวฤทธกษัตรเองก็แตกกระจายเป็นร้อยเสี่ยงในบัดดล

Verse 131

तत: सर्वाणि सैन्यानि विस्मयं जग्मुरुत्तमम्‌ । वासुदेवं च बीभत्सुं प्रशशंसुर्महारथम्‌,तदनन्तर सारी सेनाएँ भारी आश्वर्यमें पड़ गयीं और सब लोग श्रीकृष्ण और अर्जुनकी प्रशंसा करने लगे

สัญชัยกล่าวว่า—แล้วกองทัพทั้งปวงตกอยู่ในความพิศวงยิ่งนัก และต่างพากันสรรเสริญวาสุเทวะกับอรชุนผู้เกรียงไกรน่าเกรงขาม มหารถีผู้ยิ่งใหญ่

Verse 132

ततो विनिहते राजन्‌ सिन्धुराजे किरीटिना । तमस्तद्‌ वासुदेवेन संहृतं भरतर्षभ

สัญชัยกล่าวว่า—ข้าแต่พระราชา ข้าแต่ผู้ประเสริฐแห่งวงศ์ภารตะ เมื่ออรชุนผู้สวมมงกุฎสังหารชัยทรถ เจ้าแห่งสินธุแล้ว วาสุเทวะก็ทรงถอนความมืดที่พระองค์ทรงบันดาลขึ้นนั้นกลับคืน

Verse 133

शलभा इव ते दीप्तमन्निं प्राप्प ययु: क्षयम्‌ । समरांगणमें अपनेको शूरवीर माननेवाले आपके जो-जो योद्धा अर्जुनके सामने गये

สัญชัยกล่าวว่า: ดุจผีเสื้อกลางคืนพุ่งเข้ากองเพลิงอันโชติช่วงแล้วพบความพินาศ ฉันใด เหล่านักรบของพระองค์—ผู้หลงสำคัญตนว่าเป็นวีรบุรุษในสมรภูมิ—เมื่อออกไปเผชิญหน้าอรชุน ก็พินาศดุจผีเสื้อที่ตกลงในไฟฉันนั้น ครั้นต่อมา โอ้มหาราช พระโอรสของพระองค์พร้อมบริวารจึงตระหนัก—โอ้ผู้เป็นเลิศแห่งกษัตริย์—ว่าความมืดนี้เป็นมายา อันพระวาสุเทวะ (พระกฤษณะ) ทรงบันดาลให้เกิดขึ้น

Verse 134

एवं स निहतो राजन्‌ पार्थेनामिततेजसा । अक्षौहिणीरष्ट हत्वा जामाता तव सैन्धव:,राजन! इस प्रकार अमित तेजस्वी अर्जुनने आपकी आठ अक्षौहिणी सेनाओंके संहारकी पूर्ति करके आपके दामाद सिंधुराज जयद्रथको मार डाला

สัญชัยกล่าวว่า: ข้าแต่พระราชา เขาผู้นั้นถูกปารถะ (อรชุน) ผู้มีรัศมีอันหาประมาณมิได้สังหารลงดังนี้ ครั้นปารถะทำลายกองทัพของพระองค์ถึงแปดอักษเษาหิณีแล้ว พระราชบุตรเขยของพระองค์—เจ้าชายแห่งสินธุ นามชัยทรถ—ก็ถูกสังหาร

Verse 135

हतं जयद्रथं दृष्टवा तव पुत्रा नराधिप । दुःखादश्रूणि मुमुचुर्निराशाश्वञाभवन्‌ जये,नरेश्वर! जयद्रथको मारा गया देख आपके पुत्र दुःखसे आँसू बहाने लगे और अपनी विजयसे निराश हो गये

สัญชัยกล่าวว่า: ข้าแต่นราธิป เมื่อพระโอรสของพระองค์เห็นชัยทรถถูกสังหาร ก็หลั่งน้ำตาด้วยความโศก และสิ้นหวังต่อชัยชนะ

Verse 136

ततो जयद्रथे राजन्‌ हते पार्थेन केशव: । दध्मौ शंखं महाबाहुरर्जुनश्व॒ परंतप:,राजन! कुन्तीकुमारद्वारा जयद्रथके मारे जानेपर भगवान्‌ श्रीकृष्ण तथा शत्रुतापन महाबाहु अर्जुनने अपना-अपना शंख बजाया

สัญชัยกล่าวว่า: ข้าแต่พระราชา ครั้นชัยทรถถูกปารถะ (อรชุน) สังหารแล้ว เกศวะ (พระกฤษณะ) ก็ทรงเป่าสังข์ และอรชุนผู้มีพาหาอันเกรียงไกร ผู้เผาผลาญศัตรู ก็เป่าสังข์ของตนเช่นกัน

Verse 137

भीमश्न वृष्णिसिंहश्न युधामन्युश्चव भारत । उत्तमौजाश्च विक्रान्त: शंखान्‌ दध्मु: पृथक्‌ पृथक्‌,भारत! तत्पश्चात्‌ भीमसेन, वृष्णिवंशके सिंह, युधामन्यु और पराक्रमी उत्तमौजाने पृथक्‌-पृथक्‌ शंख बजाये

สัญชัยกล่าวว่า: โอ้ภารตะ ต่อจากนั้น ภีมเสน สิงห์แห่งวงศ์วฤษณิ ยุธามันยุ และอุตตเมาชาผู้กล้าหาญ ต่างก็เป่าสังข์ของตนแยกกันคนละเสียง

Verse 138

श्रुत्वा महान्तं तं शब्दं धर्मराजो युधिष्ठिर: । सैन्धवं निहतं मेने फाल्गुनेन महात्मना,उस महान्‌ शंखनादको सुनकर धर्मराज युधिष्ठिरको यह निश्चय हो गया कि महात्मा अर्जुनने सिंधुराज जयद्रथको मार डाला

ครั้นได้ยินเสียงอันกึกก้องยิ่งนั้น ธรรมราชยุธิษฐิระก็แน่ใจว่า อรชุนผู้มีจิตมหาได้สังหารชัยทรถะ เจ้าแห่งสินธุแล้ว

Verse 139

ततो वादित्रघोषेण स्वान्‌ योधान्‌ पर्यहर्षयत्‌ । अभ्यवर्तत संग्रामे भारद्वाजं युयुत्मया

แล้วด้วยเสียงกลองศึกและสรรพวาทย์อันกึกก้อง เขาก็ปลุกเร้าให้ไพร่พลฝ่ายตนยินดีฮึกเหิม ครั้นมีใจใคร่รบจึงรุกเข้าสู่สนามและยืนประจันหน้าภารทวาชะ (โทรณะ) โดยตรง

Verse 140

ततः प्रववृते राजन्नस्तंगच्छति भास्करे । द्रोणस्य सोमकै: सार्थ संग्रामो लोमहर्षण:,राजन! तदनन्तर सूर्यास्त होते समय द्रोणाचार्यका सोमकोंके साथ रोमांचकारी संग्राम छिड़ गया

ข้าแต่พระราชา ครั้นสุริยะกำลังลับขอบฟ้า ก็เกิดศึกอันน่าสะพรึงระหว่างโทรณะกับเหล่าโสมกะ

Verse 141

ते तु सर्वे प्रयत्नेन भारद्वाजं जिघांसव: । सैन्धवे निहते राजन्नयुध्यन्त महारथा:,नरेश्वर! सिंधुराजके मारे जानेपर समस्त सोमक महारथी द्रोणाचार्यके वधकी इच्छासे प्रयत्नपूर्वक युद्ध करने लगे

ข้าแต่พระราชา ครั้นสัยนธวะถูกสังหารแล้ว มหารถีเหล่านั้นทั้งหมดก็รบด้วยสุดกำลัง มุ่งหมายจะปลิดชีพภารทวาชะ (โทรณะ)

Verse 142

पाण्डवास्तु जयं लब्ध्वा सैन्धवं विनिहत्य च । अयोधयंस्तु ते द्रोणं जयोन्मत्तास्ततस्तत:

ฝ่ายปาณฑพได้ชัยชนะแล้วด้วยการสังหารสัยนธวะ ครั้นเมามัวด้วยความปลื้มแห่งชัย ก็พากันกรูกันมาจากสารทิศ เข้ารบกับโทรณะครั้งแล้วครั้งเล่า

Verse 143

अर्जुनो5पि ततो योधांस्तावकान्‌ रथसत्तमान्‌ | अयोधयन्महाबाहुर्हत्वा सैन्धव्क नृपम्‌,महाबाहु अर्जुनने भी सिंधुराजको मारकर आपके श्रेष्ठ रथी योद्धाओंके साथ युद्ध छेड़ दिया

Sañjaya said: Then Arjuna too, the mighty-armed, having slain the Saindhava king, engaged your foremost chariot-warriors in battle. The verse underscores the moral intensity of the moment: after exacting retribution for a pivotal wrong, Arjuna turns immediately to the wider duty of combat, pressing the war forward without pause.

Verse 144

स देवशत्रूनिव देवराज: किरीटमाली व्यधमत्‌ समन्तात्‌ । यथा तमांस्यभ्युदितस्तमोधघ्न: पूर्वप्रतिज्ञां समवाप्य वीर:

Sañjaya said: Like the king of the gods, Indra, who strikes down the enemies of the gods, the diadem-wearing hero Arjuna began to smite your forces on every side. And just as the darkness-dispelling sun, once risen, destroys the masses of night, so too—having fulfilled his earlier vow—he set about the destruction of the army, making his pledged word the moral axis of his fierce action in war.

Verse 146

इति श्रीमहाभारते द्रोणपर्वणि जयद्रथवधपर्वणि जयद्रथवधे षट्चत्वारिंशदधिकशततमो< ध्याय:,इस प्रकार श्रीमहाभारत द्रोणपर्वके अन्तर्गत जयद्रथवधपर्वमें जयद्रथवधविषयक एक सौ छियालीसवाँ अध्याय पूरा हुआ

Sañjaya said: “Thus, in the Śrī Mahābhārata, within the Droṇa Parvan, in the sub-section concerning the slaying of Jayadratha, the one-hundred-and-forty-sixth chapter—dealing with Jayadratha’s death—comes to its close.” This colophon marks the completion of the episode, underscoring the moral weight of a vowed act carried through amid the brutal demands of war.

Verse 273

आक्रीडमिव रुद्रस्य पुराभ्यर्दयत: पशून्‌ । भूपाल! अर्जुनका वह महान्‌ युद्ध मृत्युका क्रीडास्थल बना हुआ था

Verse 283

क्वचिद्‌ बभौ स्रग्विणीव वक्‍्त्रपद्ैः समाचिता । क्षुससे कटे हुए हाथियोंके शुण्डदण्डोंसे यह पृथ्वी सर्पयुक्त-सी जान पड़ती थी। कहीं- कहीं योद्धाओंके मुखकमलोंसे व्याप्त होनेके कारण रणभूमि कमलपुष्पोंकी मालाओंसे अलंकृत-सी प्रतीत होती थी

Sañjaya said: In some places the battlefield appeared as though adorned with garlands, being densely strewn with the severed faces (of fallen warriors). Elsewhere, the earth—covered with the cut-off trunks of elephants—seemed as if filled with serpents. Thus the field of slaughter was described through grim similes that expose the moral cost of war: beauty-like imagery is used only to heighten the horror of violence and the transience of embodied life.

Verse 303

विरराज भृशं चित्रा मही नववधूरिव । विचित्र पगड़ी

Sanjaya said: The earth—variegated and dazzling—shone intensely like a newly married bride. Covered here and there with many kinds of turbans and crowns, armlets and bracelets, earrings, golden-inlaid cuirasses, and the ornaments of elephants and horses, and strewn with hundreds of diadems, that battlefield appeared adorned with a terrible splendor. The verse frames war’s pageantry as bridal beauty, implicitly exposing the ethical irony: what looks ‘ornamental’ is in fact the aftermath of violence, where human pride and royal insignia become mere debris.

Verse 373

नदीं प्रवर्तयामास भीरूणां भयवर्धिनीम्‌ | अर्जुनने कायरोंका भय बढ़ानेवाली वैतरणीके समान एक अत्यन्त भयंकर रौद्र और घोर रक्तकी नदी बहा दी

Sanjaya said: Arjuna set in motion a river that increased the terror of the fearful—like the Vaitaraṇī itself—an exceedingly dreadful, wrathful, and ghastly river of blood. It carried along hundreds of motionless bodies of warriors bereft of life. Marrow and fat were its mire; blood was its current and blood its surging waves. Filled with vital organs and bones of heroes, it seemed unfathomable. Hair served as its algae and grass; severed heads and arms lay like small stones along its banks. Broken ribs made it hard to cross. Strange banners and pennants were strewn within it, and it was adorned with garlands of waves made of umbrellas and bows. Lifeless creatures formed its huge limbs; it was packed with elephant-carcasses. Hundreds of chariots floated upon it like boats; masses of horses marked its shores. Wheels, yokes, poles, axles, and chariot-parts made it perilously impassable. Spears, swords, lances, axes, and arrows were like serpents, making entry difficult. Crows and herons were its great crocodiles; jackals were its makaras, increasing its ferocity; vultures were its mighty gharials. The river seemed most frightful with the howling of she-jackals, and it was pervaded by thousands of dancing spirits—pretas, piśācas, and other beings. Ethically, the passage is a deliberate horror-vision of war: it does not glorify slaughter but forces the listener to confront the karmic and human cost of adharma-driven conflict, where the battlefield becomes a moral underworld and fear itself becomes a weapon.

Verse 386

अभूतपूर्व कुरुषु भयमागाद्‌ रणाजिरे । समरांगणमें मूर्तिमानू यमराजके समान अर्जुनके उस अभूतपूर्व पराक्रमको देखकर कौरवोंपर भय छा गया

Sañjaya said: On the battlefield, an unprecedented fear seized the Kurus. Seeing Arjuna’s extraordinary prowess in the thick of combat—like Yama, the embodied Lord of Death—the Kauravas were overwhelmed by dread.

Verse 443

सरयथो व्यचरत्‌ तूर्ण प्रेक्षणीयो धनंजय: । राजन्‌! उस समय जयद्रथवधकी इच्छासे अर्जुन नाराचोंद्वारा उन महारथियोंको मोहित करते हुए-से लाँघ गये। श्रीकृष्ण जिनके सारथि हैं

Sañjaya said: O King, Dhanañjaya (Arjuna) moved swiftly, a sight fit to behold. Driven by the resolve to slay Jayadratha, Arjuna seemed to bewilder the great chariot-warriors with volleys of sharp arrows and pass beyond them. With Śrī Kṛṣṇa as his charioteer, he ranged at once across the field, showering arrows in every direction as he sped with his chariot. In that moment, his splendor was truly something to be seen—an image of focused purpose amid the chaos of war.

Verse 456

अदृश्यन्तान्तरिक्षस्था: शतशो5थ सहसख्रश: । शूरवीर महात्मा अर्जुनके चलाये हुए सैकड़ों और हजारों बाणसमूह आकाशमें घूमते हुए-से दिखायी देते थे

Sañjaya said: In the sky, hundreds—indeed thousands—of arrows released by the heroic, great-souled Arjuna could be seen, as though whirling through the heavens. The scene conveys the overwhelming force of disciplined martial skill, where prowess is displayed within the grim moral theatre of war.

Verse 463

विसृजन्तं च कौन्तेयं नानुपश्याम वै तदा । उस समय हम कुन्तीकुमार महाधनुर्धर अर्जुनको बाण लेते, चढ़ाते और छोड़ते समय देख नहीं पाते थे

ในเวลานั้น พวกเรามิอาจแลเห็นกุนตีบุตร อรชุนผู้เป็นมหาธนูรธร ขณะหยิบศร ขึ้นสาย และปล่อยศรได้เลย

Verse 473

कदम्बीकृत्य कौन्तेयो जयद्रथमुपाद्रवत्‌ । राजन! इस प्रकार अर्जुनने रणक्षेत्रमें सम्पूर्ण दिशाओं और समस्त रथियोंको कदम्बके फूलके समान रोमांचित करके जयद्रथपर धावा किया

ข้าแต่พระราชา! อรชุนกุนตีบุตรได้ทำให้ทั่วทั้งสนามรบและเหล่านักรบรถศึกทุกทิศสะท้านพรึงดุจดอกกทัมพะที่ชูช่อรอบด้าน แล้วพุ่งเข้าประจัญบานกับชัยทรถโดยตรง

Verse 563

आकर्णपूर्णान्‌ चिक्षेप फाल्गुनस्य रथं प्रति । उसकी ध्वजापर वाराहका चिह्न था। उसने गीधकी पाँखोंसे युक्त

ธงรถศึกของเขามีเครื่องหมายหมูป่า เขาดึงคันศรจรดหู แล้วระดมยิงศรจำนวนมากไปยังรถของฟาลคุนะ—ศรติดขนปีกแร้ง พุ่งตรง คมกริบดุจช่างทองขัดเงา และแล่นไปประหนึ่งอสรพิษพิษร้ายที่กำลังเดือดดาล

Verse 673

योगी योगेन संयुक्तो योगिनामीश्वरो हरि: । यह सुनकर अर्जुनने भगवान्‌ श्रीकृष्णसे कहा--'प्रभो! ऐसा ही हो।” तब योगी, योगयुक्त और योगीश्वर भगवान्‌ श्रीकृष्णने सूर्यको छिपानेके लिये अन्धकारकी सृष्टि की

ครั้นได้ฟังดังนั้น อรชุนจึงทูลพระศรีกฤษณะว่า “ข้าแต่พระผู้เป็นนาย ขอให้เป็นเช่นนั้นเถิด” แล้วพระหริ ผู้เป็นโยคี ผู้ประกอบด้วยโยคะ และเป็นจอมแห่งโยคีทั้งหลาย ได้บันดาลความมืดเพื่อปกปิดดวงอาทิตย์

Verse 683

त्वदीया जह्॒षुर्योधा: पार्थनाशान्नराधिप । नरेश्वर! श्रीकृष्णद्वारा अन्धकारकी सृष्टि होनेपर सूर्यदेव अस्त हो गये, ऐसा मानते हुए आपके योद्धा अर्जुनका विनाश निकट देख हर्षमग्न हो गये

ข้าแต่นราธิป! ครั้นพระศรีกฤษณะบันดาลความมืด เหล่านักรบของพระองค์สำคัญว่าพระอาทิตย์ลับแล้ว ครั้นเห็นความพินาศของอรชุนประหนึ่งอยู่ใกล้ ก็พากันยินดีปรีดานัก

Verse 693

उन्नाम्य वक्त्राणि तदा स च राजा जयद्रथ: । राजन! उस रणक्षेत्रमें हर्षमग्न हुए आपके सैनिकोंने सूर्यकी ओर देखातक नहीं। केवल राजा जयद्रथ उस समय बारंबार मुँह ऊँचा करके सूर्यकी अरि देख रहा था

สัญชัยกล่าวว่า—ครั้งนั้นพระราชาชยทรถเงยพระพักตร์ขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า เพ่งดูวิถีแห่งสุริยะ โอ้พระราชา ในสมรภูมินั้นไพร่พลของพระองค์ผู้เมามัวด้วยความยินดีมิได้เหลียวมองสุริยะเลย มีแต่ชยทรถผู้เดียวที่เงยศีรษะซ้ำแล้วซ้ำเล่า จับตาดูทางเดินของสุริยะและคำนวณกาลเวลาอยู่มิขาด

Verse 726

छिन्धि मूर्धानमस्थाशु कुरु साफल्यमात्मन: । “महाबाहो! इस दुरात्माके वधका यही अवसर है। तुम शीघ्र इसका मस्तक काट डालो और अपनी प्रतिज्ञा सफल करो”

สัญชัยกล่าวว่า—“จงตัดศีรษะมันเสียเดี๋ยวนี้ ให้ปณิธานของตนสัมฤทธิ์ผล โอ้ผู้มีพาหาอันเกรียงไกร นี่แหละคือกาลที่จะสังหารคนชั่วผู้นั้น—รีบฟันศีรษะมันเถิด”

Verse 733

न्यवधीत्‌ तावकं सैन्यं शरैरकाग्निसंनि भै: । श्रीकृष्णके ऐसा कहनेपर प्रतापी पाण्डुपुत्र अर्जुनने सूर्य और अग्निके समान तेजस्वी बाणोंद्वारा आपकी सेनाका वध आरम्भ किया

สัญชัยกล่าวว่า—เมื่อศรีกฤษณะตรัสดังนั้นแล้ว อรชุนโอรสแห่งปาณฑุผู้ทรงเดช ก็เริ่มสังหารกองทัพของพระองค์ด้วยศรอันรุ่งโรจน์ดุจสุริยะและอัคคี

Verse 886

आनाभि निरमज्जंक्ष रथचक्राणि शोणिते । समस्त प्राणियोंके प्रॉलयकालके समान जब वह महाभीषण अत्यन्त दारुण महान्‌ एवं दुर्लड़घ्य संग्राम चल रहा था

สัญชัยกล่าวว่า—ล้อรถศึกจมลงในโลหิตถึงดุมล้อ ครั้นเมื่อศึกใหญ่อันน่าสะพรึงยิ่ง โหดร้ายยิ่ง มหึมายิ่ง และยากจะข้ามพ้นประหนึ่งกาลแห่งปรลัยของสรรพสัตว์กำลังคุกรุ่นอยู่ ฝนโลหิตและแรงลมอันกราดเกรี้ยวทำให้ฝุ่นบนพื้นดินที่ชุ่มเลือดสงบลง; ล้อรถศึกทั้งหลายจมในกองเลือดถึงดุม

Verse 1093

शिरश्छेत्स्यति संक्रुद्धः शत्रुरालक्षितो भुवि । “इस जगतके क्षत्रियोंमें यह श्रेष्ठ माना जायगा। शूरवीर सदा इसका सत्कार करेंगे; परंतु अन्त समयमें संग्रामभूमिमें युद्ध करते समय कोई क्षत्रियशिरोमणि वीर इसका शत्रु होकर इसके सामने खड़ा हो क्रोधपूर्वक इसका मस्तक काट डालेगा”

สัญชัยกล่าวว่า—“บนแผ่นดินนี้ ศัตรูผู้เป็นที่ประจักษ์ ครั้นเดือดดาลด้วยโทสะ จะตัดศีรษะของเขา” เขาจะถูกนับว่าเลิศในหมู่กษัตริย์นักรบ และเหล่าวีรชนจักยกย่องสักการะอยู่เสมอ; แต่เมื่อถึงกาลสุดท้าย ในสมรภูมิขณะกำลังรบ จะมีวีรกษัตริย์ผู้เป็นยอดแห่งนักรบยืนประจันหน้าในฐานะศัตรู แล้วด้วยความพิโรธจะฟันศีรษะเขาลง

Verse 3936

आत्मानं रौद्रमाचष्ट रौद्रकर्मण्यधिष्ठित: । तदनन्तर पाण्डुकुमार अर्जुन अपने अस्त्रोंद्वारा विपक्षी वीरोंके अस्त्र लेकर रौद्रकर्ममें तत्पर हो अपनेको रौद्र सूचित करने लगे

อรชุน โอรสแห่งปาณฑุ ผู้ตั้งมั่นอยู่ในกิจแห่งศึกอันดุเดือด ได้สำแดงตนให้ปรากฏเป็นผู้เกรี้ยวกราดน่าสะพรึงในสนามรบ ครั้นแล้วโดยอาวุธของตนเอง เขาชิงหรือทำให้อาวุธของวีรชนฝ่ายตรงข้ามสิ้นฤทธิ์ และเมื่อมุ่งมั่นในสงครามอันโหดเหี้ยม ก็ทำให้เดชานุภาพอันน่ากลัวของตนประจักษ์ชัด

Frequently Asked Questions

The chapter frames a crisis where leaders must choose between idealized direct confrontation and pragmatic deployment of a specialist nocturnal combatant; the ethical pressure lies in matching means to urgency while maintaining responsibility for collective protection.

Effective leadership recognizes timing and capability: when a threat is operationally dominant, counsel prioritizes the right counter-agent and coordinated support rather than impulsive heroics, aligning duty with situational realism.

No explicit phalaśruti appears here; the meta-significance is structural—this chapter functions as a tactical hinge that explains why the narrative shifts to a night duel and how strategic counsel mediates between dharmic ideals and battlefield necessity.

Read Mahabharata in the Vedapath app

Scan the QR code to open this directly in the app, with audio, word-by-word meanings, and more.

Continue reading in the Vedapath app

Open in App